จรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ต้องปฏิบัติหลับตา.docx
เนื้อหาในไฟล์
จรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ต้องปฏิบัติหลับตา พ่อครูว่า..คุณพูดไปพูดมาในนี้ ไม่อยากให้คนอ่านไม่อยากให้คนรู้ อาตมาก็เลยตัดสินใจอ่าน พวกเราชาวอโศก ที่มาปฏิบัติธรรมที่อาตมานำพา โดยที่อาตมามีความเข้าใจในพุทธธรรมของพระพุทธเจ้า มีความเข้าใจศาสนาพุทธเท่าไหร่ อาตมาก็นำมาอธิบายขยายความ ให้รู้ว่าธรรมะพุทธเจ้าหมายถึงอย่างนี้นะแม้แต่จะแตกต่างจากเถรสมาคมทางส่วนใหญ่ทางโลกที่เขาเข้าใจศาสนาพุทธ อาตมาก็เข้าใจว่ามันแตกต่าง และนอกจากจะเข้าใจเท่านั้น ก็ยังมีความเข้าใจยิ่งกว่านั้นอีก ว่ามันถูกต้องแล้วที่อาตมาเข้าใจว่าในยุคนี้มันผิดเพี้ยน ศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ของความเป็นศาสนาพุทธตรงๆแล้ว 2,500 กว่าปีมาแล้ว มันได้ผิดเพี้ยนไปๆมาก จนกระทั่งเข้าใจความผิดเป็นความถูก คิดถึงความผิดเป็นความถูกเลย เช่น ประเด็นที่อาตมาพูดย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกก็คือ การไปนั่งหลับตาทำสมาธิหรือทำฌาน พวกที่เข้าใจว่าศาสนาพุทธทำสมาธิทำทานก็คือไปนั่งหลับตา ซึ่งมันผิด 180° เลย แล้วมีหลักฐานอะไรยืนยันว่า นั่งหลับตาทำฌาน สมาธิ มันผิด ก็มีหลักฐานยืนยันในพุทธคุณ 9 โดยเฉพาะพุทธคุณข้อที่ว่าวิชชาจรณะสัมปันโน ซึ่งมีจรณะ 15 วิชชา 8 มันก็ยืนยันเต็มๆอยู่ในนั้นเลย จรณะ 15 ข้อที่ 1 มี ศีล และ อปัณกปฏิปทา 3 อันนี้แหละเป็นตัวยืนยันว่าปฏิบัติที่ไม่ผิด จะต้องมี สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 โภชเนมัตตัญญุตาเรียนรู้การกินการใช้แล้วก็ต้องเป็นผู้ตื่น ชาคริยานุโยคะ สำหรับข้อนี้ยืนยันชัดเจนว่าศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาหลับตา ถ้าเข้าใจคำสอนพระพุทธเจ้าแค่นี้ไม่ชัดเจน ตีไม่แตก ในความหมายสัจธรรมของพระพุทธเจ้า คุณก็เข้าใจอะไรไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นตัวยืนยันเลยว่า ฌาน ในจรณะ 15 เป็นข้อ 12 13 14 15 เป็นฌาน 1 2 3 4 มันเป็นอิทัปปัจจยตาแก่กันและกัน ปฏิสัมพันธ์กัน ใ
อ่านต่อ
นจรณะ 15 แล้วจะมีวิชชา 8 มาร่วมเป็นยาดำ พุทธคุณ 9 ข้อจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นพุทธคุณของศาสนาพระพุทธเจ้า แต่คนไม่เข้าใจ ทั้งๆที่มีหลักฐานสำคัญยิ่งใหญ่ยืนยันไว้ อาตมาพูดมาขยายความป่านนี้เขาก็ไม่กระดิกหู ฟังแล้วเฉยๆซื่อบื้อแล้วก็หลับตาอย่างเก่า แทนที่จะเรียนรู้ศีล สมาธิ ปัญญา หรือไตรสิกขา ก็ไม่แล้ว ก็ไปนั่งหลับตาอยู่นั่นแหละ ไม่มี อปัณกธรรม 3 ฌานก็นอกรีต ศีลก็ไม่ใช่ ไปนั่งสมาธิ ก็จะได้ฌาน ซึ่งจริงๆแล้วคำว่าสมาธิ ยิ่งลึกยิ่งไกล เพราะว่าในจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มีคำว่าสมาธิ มีแต่ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา ซึ่งในอินทรีย์ 5 พละ 5 มีสมาธิ แต่ในจรณะ 15 ไม่มีคำว่าสมาธินะ สู่แดนธรรม...ไปรวมที่ฌาน ทั้ง 4 ได้ไหมครับ พ่อครูว่า...ทั้งหมดโดย ปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 จะได้ จิตสะอาดตกผลึกเป็นอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา แล้วตกผลึกเป็นจิตที่สะอาด ผนึกแน่นควบแน่น เป็นจิตตั้งมั่น สมาธิอยู่ตรงนั้น สู่แดนธรรม..จะดูได้อย่างไรว่าฌาน สมาธิ เป็นของพุทธอย่างไรก็ต้องดูจรณะ 15 ตอนที่ผมมาอโศกตอนแรกพ่อครูไม่ได้สอนจรณะ15 แต่ไม่ได้พูดว่าจรณะ 15 พ่อครูว่า..สอนเนื้อแท้แต่ไม่ได้เอาพระสูตรนี้มา สู่แดนธรรม...สิ่งแรกที่ผมเห็นง่ายๆคือ พระชาวอโศกไม่รับเงินทอง ไม่ได้บวชเล่นๆแต่เอาชีวิตมาให้เลย ยังรับเงินเดือนอยู่ก็มาบวชไม่ได้ ถ้ามีภรรยาไม่เซ็นหย่าก็มาไม่ได้ ผมเลยประทับใจมาก ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ก็ยังคงสภาวะนี้ตลอดมา พ่อครูว่า...ก็เราไม่ได้ทำเล่น เราทำจริงจะไปทำเหลาะแหละทำไม มันเป็นสัจธรรมที่เป็นหนึ่งเดียว เป็นแล้วเป็นเลย แล้วยิ่งเห็นจริงว่า ธรรมะพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตระธรรมดังที่กล่าวมานี้ เป็นธรรมะที่ชาวโลกเขาไม่ค่อยรู้เรื่องไม่ค่อยเข้าใจ ชาวพุทธที่บอกว่าเป็นอาจารย์เป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธก็ยังไม่ทราบซึ้งโลกุตรธรรมอย่างที่ว่า อาตมานำเอาเนื้อแท้ๆของศาสนาพุทธมาเปิดเผย ได้ยืนยันว่าพุทธต้องเป็นอย่างนี้ ผู้ที่เป็นปราชญ์ผู้รู้ทางศาสนาที่เป็นเจ้าแห่งความรู้อยู่เลย ฟังแล้วก็ขัดแย้งกับเขา บางคนสอนมา 20 30 40 50 โพธิรักษ์มาโผล่ขึ้นมาขัดแย้งกับเขา มันก็เลยต้องแย้งๆๆๆ ก็เกิดเหตุการณ์ เห็นความเป็นจริงที่มันเกิด ก็เอามาเป็นเครื่องยืนยันชี้แย้งว่า ศาสนาพุทธที่เข้าใจกันและก็ยึดถือการปฏิบัติการ เราก็เข้าใจอย่างหนึ่งเขาก็เข้าใจอย่างหนึ่ง ขัดแย้งกัน จึงเห็นว่าจริงๆแล้วมันไม่ใช่แล้ว ถ้าอาตมาผิด กระแสหลักที่เขายึดถือกันอยู่นั้นถูก ป่านนั้นอาตมาม่อยกระรอกไปนานแล้ว ไม่สามารถเชื่อมโยงมาจนถึงป่านนี้ได้ สู่แดนธรรม...นักศึกษาที่มองสังคมขัดแย้งกัน ก็จะมองว่าฉันถูกของเธอผิด ก็จะเกิดสงครามกัน ของชาวอโศกมีลักษณะเช่นนี้จะทำให้ไม่เกิดสงคราม พ่อครูว่า...ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่ทำให้เกิดสงคราม แม้จะมีหลายนิกายก็ไม่เคยมีตีรันฟันแทงกัน เป็นเรื่องแก่งแย่งกันขัดแย้งร้ายแรงกัน ขั้นทำลายกันจริงๆ เหมือนอย่างกับศาสนาอื่น พุทธไม่มีเรื่องนี้เพราะมีนัยอะไรหลายอย่างไม่เหมือน พูดไปแล้วดูเหมือนจะยกตัวอย่างตนไปข่มศาสนาอื่น สู่แดนธรรม...เราไม่ได้ยกตนแต่เรามาดูว่า ชาวพุทธเราทำอย่างไรกับความขัดแย้ง พ่อท่านใช้การยอม พ่อครูว่า..ยอมนั้นก็หนึ่ง อีกหลักคือ นานาสังวาส ยึดถือกันแล้วก็ให้อิสระเสรีภาพให้อิสระตามแต่จะยึดถือ วิจารณ์กันไปตำหนิกันไปได้ปฏิกโกสนา ติติงกันอย่างแรง ของคุณผิดอย่างไรก็พูดได้แต่อย่าให้เกิดอธิกรณ์ฟ้องร้องกัน แต่แย้งกันเกิดแน่ ห้ามไม่ได้ แต่ต้องอธิบายการขยายความคำว่าตรงนั้นถูกตรงนี้ผิดอย่างไร แล้วเอามรรคผลมายืนยันกัน ชาวอโศกก็ปฏิบัติได้มรรคผลตามแบบชาวอโศก เป็นฌาน ลืมตา สมาธิชาวอโศกก็เป็นสมาธิลืมตา แม้แต่นิโรธของชาวอโศกก็เป็นนิโรธลืมตา สรุปแล้วชาวอโศกไม่ต้องเป็นนั่งปฏิบัติหลับตา จะหลับตาก็เข้าใจว่าจะใช้ทำอะไร เช่นการใช้เป็นการตรวจสอบเตวิชโช บุพเพนิวาสานุสติญาณ เราผ่านอะไรมากิเลสเกิดกิเลสดับอะไรก็รู้ มันเกิด เกิดได้อย่างไร จุตูปปาตญาณ แล้วเราก็สามารถดับได้ด้วยวิธีนี้ๆ เห็นความเกิดความดับ จนกระทั่งเราทำให้กิเลสดับได้ จนสิ้นอาสวะ ก็สามารถรู้มีเตวิชโช ตรวจสอบได้ การหลับตาเตวิชโช ไม่ใช่ภาคปฏิบัติ แต่เป็นภาคการตรวจสอบวัดผลที่ได้ผ่านมาแล้ว เพื่อย้ำยืนยันว่าจะได้เสร็จกิจหรือยัง การลงบัญชีตรวจสอบผลสุดท้าย ไม่เป็นกาลปัจจุบันด้วย หลับตาไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติ จะเป็นการตรวจสอบ การปฏิบัตินั้นลืมตาตลอด ที่จริงตรวจสอบเตโชไม่ต้องหลับตาก็ได้ ใช้สมาธิ ฌาน เพ่ง อ่าน บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณไม่ต้องหลับตาก็ได้ สำหรับคนทำหลับตาก็ทำได้แต่หากบางคนไม่หลับตาก็ไม่ได้ก็ต้องทำ แต่หากหลับตาปิดหู เอาสำลีอุดหูก็ทำให้ช่วยให้เพ่งได้ดี อย่างนี้เป็นต้น
631012_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 12