นิพพานกับเบิกบานเหมือนหรือต่างกันอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข15 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

นิพพานกับเบิกบานเหมือนหรือต่างกันอย่างไร _เหนือไฟฝัน_อารมณ์นิพพานกับอารมณ์เบิกบานเหมือนกันหรือมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร พ่อครูว่า...ถามจุดสำคัญจะเอาไปใช้ได้เลยหรือ เอาไปใช้ให้ได้นะ ที่ถามว่า อารมณ์นิพพานกับอารมณ์เบิกบานมันเกี่ยวข้องหรือเหมือนกันอย่างไร อารมณ์นิพพานเป็นอย่างไร ผู้เป็นอรหันต์จะรู้ได้ อาตมาประกาศตัวเองว่าเป็นอรหันต์ก็ต้องรู้อารมณ์นิพพาน แล้วอารมณ์จิตเบิกบานเป็นอย่างไร จิตเบิกบาน ภาษาบาลีว่า อภิปปโมทยังจิตตัง มันมีอยู่ในนิพพานหรือไม่ มี ท่านจึงใช้คำว่า อภิกับปโมทะ แปลว่าเบิกบานแล้ว แต่อภิมันยิ่ง ยิ่งกว่าเบิกบาน เอาพยัญชนะภาษามาแตก ถ้าเป็นเบิกบานแบบโลกมันก็แบบโลกีย์ นี่มันเหนือกว่าเบิกบานแบบโลกๆซึ่งใช้คำว่า อภิปปโมท อารมณ์อย่างนี้แหละเรียกว่าอารมณ์นิพพาน คำความนิพพานของพระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่นิพพานแบบนั่งนิ่งๆแข็งๆ ไม่มีกิเลสไม่มีความขึ้นลงไม่กระดุกกระดิก ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ แล้วก็เลยแข็งทื่อ เหมือนก้อนเหมือนก้อนหินมันไม่ใช่เลย นิพพานของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอารมณ์ที่ไม่มีกิเลสเข้าไปกวนในจิตเลย จิตยิ่งคล่องแคล่ว ทั้งกายปาคุญญตา ทั้งจิตปาคุญญตา กายปาคุญญตา หมายความว่าอย่างไรเกี่ยวข้องกับภายนอกภายในทั้งหมด สัมผัสกับโลก สัมผัสทุกสิ่งทุกอย่างภายนอก เจตสิก โดยเฉพาะเจตสิก 3 เวทนา สัญญา สังขาร กาย แปลว่า องค์ประชุม หมวดหมู่ กายไม่ได้แปลว่าหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าสรีระที่เป็นร่างที่ไม่มีจิต ไม่ใช่ ตรัสไว้ชัดเจนว่า ตถาคต เรียกกายว่า จิต มโน วิญญาณ ย้ำว่า เน้นเอา จิต มโนวิญญาณ เป็นหลัก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เอาภายนอกแต่ว่าเอาที่จิตหลัก แต่ก็ต้องไม่ขาดจากภายนอก คำว่ากาย คำนี้ จึงเป็นคำแรกใน สังโยชน์ 10 จะต้องรู้จักคำว่ากาย หากคนเข้าใจคำว่ากายคำแรกไม่ได้ก็จบ ไม่ต้องเรียน

อ่านต่อ

ธรรมศาสนาพุทธ ถ้ายังไม่สัมมาทิฏฐิอันนี้ ต้องรู้ กาย ของตน แยกกาย แยกจิตของตนให้ออก สักกะ แปลว่าของตน ตัวตน กายะ คือ สภาพของรูปนาม สภาวะ 2 ภายนอกภายใน และเกี่ยวข้องการปรุงแต่งกันอยู่ 2 ต้องรู้อันนี้ แล้วมันต่างกันกับจิตอย่างไร พระพุทธเจ้าบอกว่ากายคือจิตมโนวิญญาณแต่แตกต่างจากจิต ก็ต้องแยกกายแยกจิตนี้ให้ออกด้วยเป็นมูลกรรมฐาน 5 สุดยอดเลย เพราะฉะนั้นพระบวชใหม่ อุปัชฌาย์จะต้องอธิบายมูลกรรมฐาน 5 นี้ให้แก่สัทธิวิหาริก อธิบายให้แยกกายแยกจิตให้เป็น ไม่งั้นบวชไปก็สูญเปล่าไปไม่รอด ผู้ที่แยกกายแยกจิตได้ จะรู้ว่าเมื่อไหร่จิตของเราเป็นกาย เมื่อไหร่จิตของเราไม่ใช่กาย เมื่อไหร่จิตเราไม่เป็นกาย ส่วนนั้นไม่เป็นจิตแล้วไม่เป็นพีชะ แต่เป็นอุตุ สภาวะแบบดินน้ำไฟลมไม่ใช่ชีวะ จิตเราจะสามารถมีสภาพอย่างนั้นได้ในขณะเป็นๆสามารถทำให้จิตเป็นอุตุได้ และทำให้จิตเป็นพีชะได้ จิตนิยามก็คืออย่างนั้น แล้วเราต้องเรียนรู้อย่างนั้นโดยทำได้โดยกรรมนิยาม แล้วทำให้ทรงไว้เป็นธรรมนิยาม ในธรรมนิยาม 5 ข้อนี้จึงเป็นสุดยอดของศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นแม้แต่วิทยาศาสตร์ของโลกก็ไม่สามารถรู้ได้ เรื่องนี้ ยิ่งใหญ่มาก ถ้าไม่รู้อันนี้เป็นอรหันต์ไม่ได้ เมื่อตายแล้วจะแยกธาตุจิตของตัวเองให้เป็นอุตุไปเลยเป็นไปตามไปลงไปเลย ทั้งหมดสิ้นแม้แต่พีชะ ชีวะ หมดสิ้นอัตภาพของจิตนั้นหมดไปเลยในมหาจักรวาลนี้สูญไปเลย นี่คือดับจิตวิญญาณดับอัตภาพของอรหันต์ได้ เป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน _สู่แดนธรรม แล้วนิพพานก็เป็นจิตเบิกบานด้วย พ่อครูว่า..จิตยิ่งไม่แข็งทื่อ แต่จิตแคล่วคล่องว่องไง _สู่แดนธรรม นิพพานนั้นอะไรก็ปรุงแต่งให้เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้เหมือนพระอาทิตย์ไม่เป็นอย่างอื่นแล้ว พ่อครูว่า..จิตยิ่งคล่องแคล่วปราดเปรียว บางคนก็จะไปคิดว่าท่าทีอย่างกับลิงนี้หรือเป็นอรหันต์ แต่นี่แหละคือ กายปาคุญญตา องค์ประกอบภายนอกภายในกายกรรมวจีกรรมคล่องแคล่ว จิตปาคุญญตา แม้แต่จิตไอ้ตัวประธานจะยิ่งคล่องแคล่วไม่แข็งทื่อ มันเป็นความเข้าใจผิดของศาสนาพุทธกระแสหลักที่เขานั่งหลับตาแล้วก็หยุดนิ่งแข็งมันเหมือนเดียรถีย์ มันตรงกันข้ามกันหมดเลย เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นมิจฉาฌาน มิจฉาสมาธิปัญญา _สู่แดนธรรม...ถ้ามีความรู้สึกเบิกบานจะมีตัวตนเอง ขอให้พวกเราดูธงสุญญตา ผมเข้าใจว่า ตรงกลางเป็นดวงตะวันคือนิพพานและมีรังสีแผ่ไปถึงความเบิกบาน พ่อครูว่า..เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจยากมาก ต้องให้มาดูเป็นอรหันต์ต้องเป็นอย่างนี้ไม่ใช่อย่างอาจารย์มั่นสายนั่งหลับตา แม้แต่พวกเปรียญ 9 เป็นด็อกเตอร์ อรหันต์ต้องเป็นอย่างนี้ ประกาศไปไม่ใช่อวดตัว แต่ประกาศเพื่อเอาของจริงมายืนยัน ว่ามันเป็นจริงของจริงปรากฏจริง สภาวะจริงคนจริงนี่คืออรหันต์จริงๆเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่เข้าใจว่าจะมองไป แย้งตามที่ตนได้เรียนมาและยึดถือว่า มันขัดแย้งกับที่อาตมาเป็นอยู่กายกรรม วจีกรรม นัจจะคีตะวาทิตะ มันขัดแย้งกับที่เขาศึกษามาหมด เขาศึกษาจึงเอียงโต่งไปทางฤาษีเดียรถีย์ ไม่ใช่ตัวตนของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์เลย เขาก็เลยยิ่ง ไม่รู้จะพูดอย่างไร อาตมาจึงยิ่งจำเป็นต้องแสดงความจริงว่าถูกมันต้องเป็นอย่างนี้ๆๆ มันเป็นรายละเอียดที่บางอย่างอธิบายไม่ได้มันต้องแสดงออก ตัวอาตมา 1 คน คนอื่นๆที่มาปฏิบัติธรรม อาตมามีสมณะต่างๆ ทั้งนั้นแหละไม่ว่าจะเป็นท่านฟ้าไท ท่านถักบุญ ท่านด่วนดี ไม่ว่าจะเป็น สิกขมาตุ แต่ละรูปก็แสดงท่าทาง แสดงอรหัตตผล ได้มรรคผลของศาสนา กิเลสเท่านั้นมันหลุด ประเด็นเหล่านี้ตั้งใจฟังให้ดี คำว่าจิตกับกิเลส มันเป็นสอง จิตมันเป็นตัวดิ้นยิ่งกว่าลิง เร็วยิ่งกว่าลิง เพราะฉะนั้นจิตที่มันถูกกิเลสควบคุม มันก็จะเป็นลิงโง่ๆ ลิงรวนๆลิงไม่ได้เรื่องบ้าบอ พอเราล้างกิเลสออก จิตก็จะยิ่งเร็ว เร็วชนิดไม่ใช่แบบงูๆปลาๆไม่เข้าท่า กิเลสออกไปจิตมันก็เลยยิ่งแคล่วคล่องว่องไวตามลักษณะของอรหันต์ ตามลักษณะของจิตที่เป็นอริยะคุณ มันก็ยิ่งดี ยิ่งเป็นพระอรหันต์แล้ว โอ้โห มันจะความเร็ว ว่าจิตมันเร็วเหมือนลิง อรหันต์จึงมีจิตเร็วยิ่งกว่าลิงอีกนะ ยกกำลัง 10 ทำให้กายกรรมคลอ่งแคล่ว กายปาคุญญตา ยกกำลัง 10 ทำให้จิตคล่องแคล่ว ^ 10 ชัดเจนไหม _สู่แดนธรรมว่า..สายหลับตาบอกว่า จิตมันเหมือนลิงต้องเอาโซ่ไปผูกไว้ พ่อครูว่า...มันจะซนโง่เพราะอวิชชา แต่หากไม่อวิชชาก็จะคล่องแคล่วเป็นคุณ มันเร็วเท่าไหร่ ก็ยังคุณค่า แก่คนอื่นแก่โลกมากเท่านั้นจะไปมัดลิงไว้ทำไม แต่ที่มันเป็นลิงโง่ๆ ลิงบ้าก็ต้องไปล้างอันนั้นเมื่อหมดไปแล้วก็จะเป็น กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา มีเวทนาสัญญาสังขารที่คล่องแคล่ว มีกายที่คล่องแคล่วนี่ต่างหากเป็นพระอรหันต์ สู่แดนธรรม..อรหันต์ที่เขาเข้าใจต้องเป็นลิงหงอย พ่อครูว่า..ใช่ ชัดขึ้น วันนี้อธิบายลักษณะสัจธรรมชัดเจนขึ้นมาก ก็ถ้าเธอว่าผู้ใดตั้งใจ ได้ฟังก็จะเข้าใจว่าแตกต่างจากที่เคยได้ยินได้ฟัง โอ้ มีอัญญาสิ วตโพโกญทัญโญ แปลกนะ ไม่ได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย วันนี้อธิบายได้ลึกซึ้งซับซ้อนชัดเจนขึ้น ถ้าผู้ที่แสวงหาไม่มีอคติก็จะได้ อาตมาขอยืนยันว่าไม่ได้แกล้งไม่ได้เสแสร้ง ไม่ได้ทำตัวปกปิด ไม่ได้ควบคุม แต่เป็นไปดูอิสระเสรีจึงเป็นไปอย่างนี้แหละ เพราะอรหันต์เป็นคนจริงๆอย่างนี้แหละ สัญญา ของอาตมาเป็นอย่างนี้ เวทนาของอาตมาบริสุทธิ์แล้ว สังขารของอาตมาก็เป็นไปตามที่เข้าใจในการมีนัจจะคีตะวาทิตะ นัจจะคือท่าทาง คีตะคือสำเนียงเสียง วาทิตะคือ ภาษาที่เลือกออกไป นี่คือ นัจจะคีตะวาทิตะ ของพระอรหันต์ ฟังแล้วคนจะรู้สึกว่าเหมือนกับหลงตัวเอง เอามาพูดส่งเสริมตัวเองให้ยิ่งขึ้นอีก ว่า อรหันต์เป็นอย่างนี้เลย เขาว่าอรหันต์ต้องสำรวมสังวร

631012_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 12

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน