สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 77 ข้อ ตอน 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 77 ข้อ ตอน 1 อาตมาได้นิยามลงไปว่า ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ แต่ฉบับใหม่ก็เน้นไปอีกว่า ประชาธิปไตยดีสุด ต้องมีศีล เพิ่มจากคำว่าโลกุตระ แล้วเล่มนี้ก็จะพิมพ์ 77 ข้อนี้ลงไป เดือนสิงหาคมนี้ ประชาธิปไตยที่แท้คือหมดตัวตน เมื่อไม่มีตัวตน หมดตัวตนแล้ว ยังมีสมรรถนะสามารถ มีเมตตาเกื้อกูลคนอื่น อุตสาหะวิริยะทำเพื่อผู้อื่นด้วย คือเนื้อแท้ปชต. พวกเราชาวอโศกทำอยู่ จนเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีสาธารณโภคี
แล้วอาตมากำลังใช้บัญญัติอีกคำว่า บวร สาธารณโภคีคือ สมบัติสาธารณะ คนที่อยู่ในนี้กินใช้ร่วมกันกับส่วนกลาง ไม่มีใครเป็นเจ้าของ จะบอกว่าอันเดียวกับประชาธิปไตยก็ได้ จะบอกว่าของเผด็จการ แต่ถ้าผู้เผด็จการโลกุตระก็เนื้อแท้เดียวกัน อยู่ที่เนื้อแท้โลกุตระ ไม่เพื่อตัวเองเลย มีแต่ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เรามั่นใจว่าถูกต้องก็ทำ แล้วเราก็ทำสำเร็จแล้ว แม้แต่เป็นกลุ่มน้อย ถ้าไทยเราจะเป็นประชาธิปไตย คนเข้าใจว่าประชาธิปไตยเป็นแบบไหน ทำให้เกิดความเดือดร้อนเบียดเบียนสังคมตรงไหน มีแต่ช่วยเหลือสังคมอย่างไม่เห็นแก่ตัว ก็ตรงไหม ถ้าใครเห็นด้วยก็มาช่วยกันปฏิสังขร สร้างทำให้ดี ให้ประชาธิปไตยแบบนี้ ขยายผลสู่มวลมนุษยชาติเท่าที่คนเห็นดีด้วย ประชาธิปไตยในชาวอโศกอาตมานิยามว่า อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ ต่างจากของฝรั่งเศสที่มี อิสรเสรีภาพ เสมอภาพ ภราดรภาพ เขามีสามอย่าง แต่ของเรามีห้าอย่าง อย่างที่ฝรั่งเศสมีเราก็มี เราไม่มีเสมอภาพ แต่เรามีบูรณภาพ อิสรเสรีภาพ (Independent) มีอิสรภาพพ้นอำนาจกิเลส . ภราดรภาพ (Fraternity) มีภา
อ่านต่อ
วะแห่งรักกว้างออก สันติภาพ(Peacefull) มีภาวะสงบแท้ สมรรถภาพ(Efficiency) มีความสามารถสรรสร้าง บูรณภาพ(Integrity) ปรับปรุงพัฒนาให้เจริญ ให้เต็มบริบูรณ์ ในห้าสภาพนี้อาตมาบัญญัติไว้นานแล้วอาตมาเรียกว่า บรมภาวะที่สุดประเสริฐของมนุษย์และสังคมอันควรได้ บูรณภาพ เท่ากับ Coefficient ขณะนี้เรากำลังบรรยาย ผู้สามารถมีคุณสมบัติ มีธรรมะ เกิดจากจิตวิญญาณเป็นตัวรู้ตัวเป็นทำได้ ประพฤติอย่างนั้นได้ แล้วก็เป็นตัวหลัก เป็นตัวจริงทั้งรู้และทำได้ เป็นจริงในแต่ละคน สัจจะมีหนึ่งเดียว แต่ละคนมารวมกัน เป็นสนามแม่เหล็กแห่งโลกุตรธรรม คนไหนมีเต็มหรือไม่เต็มก็พอรู้กันได้ มีศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา มีหลักเกณฑ์ประพฤติให้สู่ที่สูงสุด มีความเห็นสอดคล้องมี เป้าหมายเดียวกัน
ประชาธิปไตยดีสุดต้อง“โลกุตระ” 77 ข้อ
ประชาธิปไตยที่ “ไม่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ก็จะต้องมี “การเลือกตั้ง”จากประชาชนเป็นธรรมดา เพราะเป็นประชาธิปไตยขาเดียว ไม่ใช่ประชาธิปไตย ๒ ขา ประชาธิปไตยขาเดียวจะเห็นสำคัญกันแต่ภาค“ประชาชนหรือวัตถุ” เพราะไม่มีความรู้ของ“กายกับจิต”หรือ“กายกับวิญญาณ” ซึ่งเป็น“ธรรมะ ๒” เพราะไม่มีการศึกษาจริงจังเกี่ยวกับ“จิตวิญญาณ”อย่างเพียงพอ จึงไม่มี“ความรู้จริง”(วิชชา ๘) นั่นคือ ไม่มีความรู้สัมบูรณ์ในความเป็น“จิตหรือมโนหรือวิญญาณ” ความเป็นประชาธิปไตยขาเดียวจึงเป็นแค่“ประชาธิปไตยทางวัตถุ” แม้จะหลงผิดเหมาว่า“เป็นประชาธิปไตยของประชาชน”ก็เป็นแค่“ประชาธิปไตยครึ่งใบ” เพราะมีแต่ความสำคัญมั่นหมาย(สัญญา)กันได้แค่“รูปธรรม”อันเป็นแค่ภายนอก ยังไม่สามารถหยั่งลึกลงไปถึง“ความเป็นจริงของจิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน”(ปรมัตถสัจจะ) เพราะ“การหยั่งลึกลงไปเรียนรู้กันและกัน-จัดการกับความสัมพันธ์กัน-จนทำความสืบต่อกันไป”อย่างดีอย่างสำคัญลึกซึ้งของความเป็น“กาย” ซึ่งได้แก่“รูปกับนาม”[ธรรมะ ๒] หรือ“กายกับจิต” หรือทั้ง“จิตกับวัตถุ” หรือทั้ง“ภายนอกกายกับภายในจิต” ก็ไม่เกิดขึ้น บริบูรณ์และสัมบูรณ์ “รูป”คือ “ภาวะที่ถูกรู้”(object) ส่วน“นาม”คือ “ภาวะของตัวผู้รู้”(subject) ซึ่ง“ความรู้จริงครบครัน”ต้องมีทั้ง“ภายนอกกับภายใน”เสมอ จึงจะชื่อว่าเป็น“ผู้รู้” นั่นคือ ต้องมีทั้ง“ภาวะที่ถูกรู้ภายนอกกับภายใน”(object) และต้องมีทั้ง“ภาวะตัวผู้รู้เองซึ่งมีอยู่ภายในของคนทุกคน”(subject) ที่สามารถหยั่งเข้าไปรู้ทั้งภายนอกและภายในทั้งหมด ครบได้ทั้งภายนอกและภายในอย่างเป็นจริงถ้ามีความพยายามศึกษาและปฏิบัติจนมีมรรคผล (ยังมียกเว้นที่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ที่รู้แต่ไม่ได้บอกออกไป เป็นสิริมหามายา) ภาวะที่ยังไม่ใช่คน เช่น ยังเป็นแค่พืชหรือสัตว์หรืออุตุ จะไม่มีความรู้ดังกล่าวนี้ได้ แม้แต่มีภาวะเป็นคนแล้วแต่ยังไม่สามารถ“รู้”ได้ทั้งภายนอกและภายใน หรือยัง“ไม่รู้ทั้งกายและจิต”ก็มีมากมายถมเถไป คนจึงควรเรียนรู้“กายกับจิต”ให้ถูกต้องถ่องแท้และเป็นจริง แล้วจะเป็นนักประชาธิปไตยได้จริง จึงจะได้เป็นคนมีประโยชน์ต่อสังคมโลก ไม่เช่นนั้นคนผู้นั้นก็จะเป็นภัยเป็นโทษอยู่ในสังคมแน่นอนที่สุด ไม่มากก็น้อย คนในโลกทุกวันนี้แม้แต่ชาวพุทธรู้ความเป็น“กาย”ไม่ถูกต้องบริบูรณ์ นั่นคือ ไม่รู้ว่า“กาย”คือ“ภาวะ ๒”หรือหมายถึง“ธรรมะ ๒”เสมอ ซึ่งต้องมี“นาม”ร่วมอยู่อย่างขาดไม่ได้ และแม้แต่เป็น“นามธรรม”อยู่แท้ๆก็ต้องทำหน้าที่หรือทำงานอยู่กับ “รูป”เสมอ หากอยู่แต่เดียวดายไม่ทำหน้าที่หรือไม่ทำงานร่วมกัน มันก็ไม่มีกิริยาอะไร หรือไม่มีพลังเคลื่อนไหวอะไรเลย มันก็จะมีแต่เสื่อมไปเป็นที่สุด เมื่อเกิดมาเป็นคนหรือมนุษย์ผู้มีจิตสูงแล้ว จึงมีสำนึกและสำเหนียกแท้ว่า ต้องเจริญอยู่เสมอตราบที่ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่ควรอยู่อย่างเสื่อม ความเป็น“คนหรือมนุษย์”ต้องมี“จิตนิยามหรือธาตุรู้และธาตุรู้สึก” จึงมีสุขมีทุกข์ มีเดือดร้อน มีรุนแรงเป็นภัยเป็นโทษ และมนุษย์สามารถมีความสุภาพ มีความเป็นคุณเป็นประโยชน์ แล้วทำตนให้สุภาพให้เป็นคุณเป็นประโยชน์ หมดสุขหมดทุกข์ทั้ง“จิตกับวัตถุ” มีความสบาย ไม่เป็นอบายอีกเลยได้จริงๆ เพราะสามารถแยกความเจริญกับความเสื่อมได้ถูกต้อง แยกสุขแยกทุกข์และที่สุดไม่มีทั้งสุขทั้งทุกข์ที่เป็นโลกียธรรมกับโลกุตรธรรมได้ โดยเฉพาะแยกแล้วทำตนให้เป็นโลกุตรธรรมแต่ถ่ายเดียว ไม่เป็นโลกียธรรมอีกเลย ได้อย่างสัมบูรณ์ หากภาวะใดมี“หนึ่งเดียวหรือภาวะเดียว”ไม่ใช่ความเป็น“กาย” เช่น มีแต่“วัตถุ” ไม่มี“จิตวิญญาณ”เป็นประชาธิปไตยไม่ได้ แม้แต่เอียงไปข้างวัตถุมากกว่าจิตวิญญาณก็เป็น“ประชาธิปไตย”ไม่ได้ หรือมีแต่“จิตวิญญาณ”ไม่มีวัตถุ”จะไม่สามารถมี“ประชาธิปไตยเต็มใบ”ได้เป็นเด็ดขาด หรือแม้จะเป็นคนมี“ภาวะของตัวเองเป็นผู้รู้”(subject)อยู่แท้ๆแต่ถ้ามี“ความรู้”แค่ภายนอกแค่“วัตถุ”ก็ชื่อว่า“กาย”ไม่ได้ เพราะไม่มี“ธรรมะ ๒”ในคนผู้นั้น สังคมนั้นจึง“ไม่มีประชาธิปไตยเต็มใบ”ได้เลย เพราะไม่ได้เรียนกันอย่างสำคัญ จึงมี“ความรู้”สัมบูรณ์ไม่ได้ ก็มีแต่“ภายนอกอย่างเดียว”ไม่ชื่อว่า“กาย” แม้“มีแต่ภายใน”ก็ไม่ชื่อว่า“กาย” ต้องมี“ธรรมะ ๒” ได้แก่ “รูปกับนาม”เสมอจึงจะชื่อว่า“กาย” โดยเฉพาะไม่เรียนรู้เป็นลำดับจริงจนครบกาย-วาจา-ใจ หรือไม่เรียนรู้ความเป็น“อัตตา”ให้ครบโอฬาริกอัตตา-มโนมยอัตตา-อรูปอัตตา แล้วกำจัดความเป็น“อัตตา”ได้หมดสิ้น ก็จะไม่ชัดเจนอย่างยิ่งว่า“มโนหรือจิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง” มิหนำซ้ำกลับจะเห็นว่า“วัตถุเป็นประธานสิ่งทั้งปวง”เอาด้วย หรือแม้จะหลงว่าตนคว้าเอา“ประชาชนเป็นประธานสิ่งทั้งปวง”ก็ได้ ก็จะเป็นแค่คว้าเอาเปลือกนอกของความเป็นคน มาเป็นความสำคัญ ไม่สามารถเข้าถึงภายในหรือหยั่งถึงจิตใจของประชาชน ก็ไม่มีความสุขที่วิเศษ(ปรมังสุขัง) มีแค่ “ความสุขเท็จหรือหลอกลวง”(สุขัลลิกะ)เท่านั้น จึงไม่มีทาง“พ้นทุกข์”ที่ยั่งยืนนิรันดร ซึ่ง“ใจหรือจิต”นี่แหละคือ ตัวสุขตัวทุกข์ตัวแท้ แม้จะไม่มีความมั่งคั่งหรือ“จน”มันก็“สุข”อย่างวิเศษและยั่งยืนนิรันดรได้ เพราะ“สุข-ทุกข์-ไม่สุขไม่ทุกข์”มันไม่สำคัญที่“วัตถุ”หรือเงินทองเลย มันอยู่ที่“ปัญญา”อันเจริญสัมบูรณ์ ประชาธิปไตยขาเดียวจะมุ่งเอาโครงสร้างทาง“วัตถุ”เป็นสำคัญ หรือมีแต่มุ่งเอาแต่ภาค“กาย” อันรู้กันภายนอกได้ง่ายเป็นหลัก และเชื่อว่า“กายภายนอก” สำคัญกว่า“จิตวิญญาณ” จึงมุ่งมั่นทำกันและเก่งฉลาดกันอยู่แต่ทาง“วัตถุหรือกายภายนอก” ไม่เก่งฉลาดเข้าไปทาง“กายภายใน”คือ“จิตวิญญาณ”ที่มีความสัมพันธ์กันอยู่ทั้งภายนอกและภายในชนิดที่มีความสัมพันธ์สำคัญลึกซึ้ง เพราะสามัญคนทั่วไปจะเข้าใจคำว่า“กาย”นั้นหมายเอาแต่“ภายนอก”หรือเข้าใจว่า“กาย”เป็นส่วนของ“วัตถุ”เท่านั้นด้วย จึงเท่ากับ“ตัดขาดความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณ”ทิ้งไป “ประชาธิปไตยขาเดียว”หมายความว่า ประชาธิปไตยที่มีแต่“ระบบประชาชน”เท่า นั้น ไม่มี“ระบบกษัตริย์”ในประเทศนั้นๆ หรือนัยสำคัญลึกซึ้งไปกว่านั้นก็คือ มีแต่ ความสำคัญทาง“สมมุติสัจจะ”เท่านั้น ไม่มีความสำคัญทาง“ปรมัตถสัจจะ”เพียงพอ จึงเป็น“ประชาธิปไตย”ที่มีแต่โลกธรรมหรือโลกียธรรมเป็นแก่นแกนของชีวิต ส่วนประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะมีความเป็นจริงของภาวะจริงแห่ง “กษัตริย์”ที่ทรงมีทั้ง“เลือดแห่งกษัตริย์”คือมีทั้ง“สมมุติสัจจะ” และทรงมีทั้ง “วิญญาณแห่งกษัตริย์”คือมีทั้ง“ปรมัตถสัจจะ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจริญส่วน“จิต วิญญาณ”ถึงขั้นมีความเป็น“โลกุตรธรรม”ทีเดียว เป็นต้นว่า มี“ทศพิธราชธรรม” เป็นต้น ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือประชาธิปไตย ๒ ขา ผู้บริหารก็ดี ประชาชนก็ดี จึงเกิด“สาราณียธรรม ๖ ได้จริง(เมตตากายกรรม,เมตตาวจีกรรม, เมตตามโนกรรม,สาธารณโภคี,ศีลสามัญญตา,ทิฏฐิสามัญญตา) เพราะจิตมีการพัฒนาคุณธรรมทางจิตวิญญาณ เกิดคุณสมบัติตาม“พุทธพจน์ทั้ง ๗”(สาราณีย,ปิยกรณะ,ครุกรณะ,สังคหะ,อวิวาทะ,สามัคคียะ,เอกีภาวะ)
600709_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 77 ข้อ