สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ติดเจโตสมถะได้แต่ปัญหาไม่มีวิมุติ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ติดเจโตสมถะได้แต่ปัญหาไม่มีวิมุติ _สุทัศน์ ศรีสังทวงษ์ • ถนัดอะไรก็ทำไปครับ การบรรลุธรรมนั้นมีสองสาย คือ เจโตวิมุตติกับปัญหาวิมุติ ใครมีอุปนิสัยมาทางสมาธิก็ทำสมาธิไป ใครมีปัญญาก็วิปัสสนา เพื่อลดละกิเลสไปครับ น้อยคนนักที่จะได้ฌาน คนที่สำเร็จฌานก็สามารถมาวิปัสสนาว่าฌานนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นอนัตตา พวกเขาเหล่านี้ก็บรรลุธรรมได้ พ่อครูว่า…คุณพูดถูก อาตมาทำสิ่งที่อาตมาถนัดนะอย่าว่าอาตมา ใช่คุณพูดถูก เขามีแต่เจโตกับปัญหาวิมุต ไม่มีปัญญาวิมุติเลย จะเป็นเจตนาหรือไม่ก็ตาม การบรรลุธรรมนั้น แม้จะมี 2 สายคือสัทธานุสารี กับธัมมานุสารีก็จริง แต่เจโตวิมุติ เขาทำแต่เขาไม่ได้เจโตวิมุติหรอก เขาได้แต่เจโตสมาธิหรือเจโตสมถะ สมถะไม่ใช่ความสงบแบบปัสสัทธิ เขาไม่ได้เรียนรู้กิเลสไม่ได้ลดกิเลส เขาข่มจิตไปเฉยๆเจโตวิมุติกับปัญหาวิมุติ เขานั่งหลับตาสะกดจิต ตามอาจารย์แตกแยกกันไป ยังดีที่เขาเคารพอาจารย์ แต่ผู้ที่เก่งก็แยกวงเป็นอาจารย์ต่อไปอีกเยอะ จะมีวิธีการของตัวเองแยกออกไป แล้วก็บอกว่าลึกซึ้ง ยิ่งไปกันใหญ่เลย คำว่าสมาธิในศาสนาพุทธถือว่าเป็นคำกลางๆ จะมีนิสัยหรือไม่มีนิสัยก็ต้องสร้างให้เป็นสมาธิ เป็น วิสัยให้ได้ อาตมายังไม่เคยเห็นใครพูดเรื่องฌาน อธิบายสารัตถะ essence ของฌาน ฌานเป็นพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเท่านั้น มีผัสสะเป็นปัจจัย ตาหูจมูกลิ้นกายใจและมีธาตุรู้ ไม่มีปัญญาไม่มีธาตุรู้ เป็นฌานไม่ได้ ปัญญาอยู่ที่ใดฌานอยู่ที่นั่นเหมือนล้างมือด้วยมือล้างเท้าด้วยเท้า ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ที่ไม่มีฌาน ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ที่ไม่มีปัญญา ฌานกับปัญญาเหมือนล้างมือด้วยมือล้างเท้าด้วยเท้า ต้องเป็นเทวะมีธาตุคู่ ปัญญาอันศีลชำระให้บริสุทธิ์ (โสณทัณฑสูตร ล.9 ข.193)
ศีลอันปัญญาชำระให้
อ่านต่อ
บริสุทธิ์ ศีลมีในบุคคลใด ปัญญาก็มีในบุคคลนั้น ปัญญามีในบุคคลใด ศีลก็มีในบุคคลนั้น ปัญญาเป็นของบุคคลผู้มีศีล และศีลก็เป็นของผู้มีปัญญา นักปราชญ์ย่อมกล่าวศีลกับปัญญาว่าเป็นยอดในโลก เหมือนบุคคลล้างมือด้วยมือ หรือล้างเท้าด้วยเท้า ฉะนั้น
ศีลข้อที่ 1 ต้องเกี่ยวกับสัตว์ต้องมีปัญญารู้องค์ประกอบเกี่ยวกับสัตว์ต้องทำให้จิตที่มีกิเลสล้างกิเลสออกไปได้เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ คุณจึงจะเกิด อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ผู้ที่จะมีฌานต้องมีปัญญาธาตุรู้โลกุตระ ฌานมีในชาวอโศก พระหลับตาปฏิบัติไม่เคยมีฌาน ไปหลับตาปฏิบัติไม่มีทางเกิดฌาน น่าสงสาร อ.บูรพาในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่บอกว่าหลับตาปฏิบัติไปแล้วปัญญาจะเกิดโพล่งมา เหมือนกับมหาบัวนั่งหลับตาแล้วเกิดปัญญาโพล่งขึ้นมา ในมหาจัตตารีสกสูตร ว่าไว้ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ จะเกิดตัวจบได้ต้องมีมัคคังคะ ต้องมีธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ 10 คุณก็ต้องรู้ ปฏิบัติธรรม ทานอย่างไรจึงเกิดผล รู้ยิฏฐัง รู้หุตตัง ในสัมมาทิฏฐิ 10 เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา).
ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) . . . . ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ . (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) . . โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . . โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ . มารดา มี (อัตถิ มาตา) . . . บิดา มี (อัตถิ ปิตา) . . สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) . . . สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) . . . . . (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257)
สามข้อแรกคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ทำได้แล้วจิตจะเกิดโอปปาติกโยนิ สะอาดไปตามลำดับ จะเรียกว่าเทวดาก็ใช้คำทดแทน จะเป็นอุบัติเทพ วิสุทธิเทพ หากไปหลงสวรรค์นรกก็จะมีแต่สมมติเทพ ต้องรู้จักกิเลสดับได้ตั้งแต่นรกสวรรค์ของอบายมุข เหลือกามภพก็ดับสวรรค์นรกระดับกามก็ดับ รูปภพ อรูปภพอีกก็เป็นวิสุทธิเทพเป็นพรหม ที่ไม่ใช่พรหมโลกีย์ ที่ว่าข้านี่แหละใหญ่ ติดตามฟังให้ดี ก็ค่อยๆอธิบายไป อาตมาไม่ได้ไปตำหนิคุณหรอก แม้จะด่าอาตมามาอาตมาก็ไม่ได้โกรธคุณหรอกเพราะคุณไม่รู้เรื่องก็ด่ามา ตามประสา เหมือนลูกด่าพ่อแม่ 620705_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยไทย ดีที่สุดตรงที่มีโลกุตระ