สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ถือศีลให้ถูกพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.16 KB
วันที่แก้ไข3 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ถือศีลให้ถูกพุทธ เอาเนื้อเรื่องเลยที่ท่านมหาบัวบอกว่า 1. ผู้ปฏิบัติเพื่อมุ่งนิพพาน จะต้องถือศีลให้บริสุทธิ์ ข้อนี้สำคัญมาก ต้องจัดการเรื่องนี้ให้ได้ก่อนเรื่องอื่นใด คือใช้ชีวิตอยู่ในกรอบของศีลธรรมความดีงาม อะไรผิดศีล ห้ามทำโดยเด็ดขาด พ่อครูว่า…อาตมาก็มีความเห็นเดียวกันว่า ต้องถือศีล การถือศีลของอาตมาก็ห้ามทำเหมือนกัน เบื้องต้น พระโสดาบันก็ถือศีล 5 จะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่พูดปด เลิกละ อบายมุขไป ศีล 5 เป็นอย่างนั้น แต่ศีล 5 ของอาตมานั้น ถือศีลแล้วปฏิบัติ มีสัมผัสเป็นปัจจัย เมื่อสัมผัสแล้วก็อ่านจิต เป็นภาวรูป แล้ววิจัย อย่างมีสังกัปปะ 7 มี กามวิตก พยาบาทวิตก ปนเปมาหรือไม่ อ่านให้อย่างหมดข้อสงสัยหมด วิจิกิจฉา รู้ว่าอาการกาม พยาบาท ที่มีนั้นเป็นมิจฉาสังกัปปะ ตัวนี้เราก็จัดการเรียนรู้ ต่อจากนั้น รู้ว่ามันมีอาการอยู่ มันก็ อินทรีย์ มีพลังมีชีวิต ก็จัดการมันต่อไป ว่ามันมาจากอะไร อาศัยอะไรเกิด เห็นหมากทันหน่วยใหญ่ (พุทรา) เมื่อตากระทบรูป เห็นสภาพองค์รวม เรียกว่า กาย พิจารณากายเข้าไปว่า มีอาการความรู้สึกคือเวทนา พิจารณาเวทนาในเวทนาเข้าไป แล้วก็แยกแยะ จิตในจิต ว่ามีกาม ผสมมากับสัมผัสนี้ เห็นแล้วชอบอยากได้อยากกิน อ่านอาการนี้ได้ เราก็รู้ตัวสักกายะ แยกแยะได้จากธรรมะสอง เทวธัมมา ในเวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 เราก็ทำตัวเวทนาเก๊ เวทนาไม่แท้ ให้หายไป เหลือแต่ เวทนาแท้ ที่ทุกคนก็จะเห็นเหมือนกันหมด เวทนาแท้ นี่ก็จะเห็นเหมือนกัน แต่การเห็นต่างกันว่า คนหนึ่งชอบ คนหนึ่งไม่ชอบ อาการชอบไม่ชอบ นี่คือของปลอม เป็นเวทนาเท็จ ของจริงก็ต้อง

อ่านต่อ

เห็นเหมือนกัน เห็นมะเขือเทศ ก็เห็นเป็นมะเขือเทศ รู้ความจริง ตามความเป็นจริง ไม่มีความชอบความชัง ไม่มีความรักหรือดูด ต้องทำอาการนั้นออก เนกขัมมะ ทำให้ดับได้เลย เหลือแต่รู้ความจริง ตามความเป็นจริง สัมผัสเมื่อไหร่ ก็ไม่มีอารมณ์ชอบหรือยัง คนนั้นก็มีจิตนิพพาน จิตอันนั้นคือ จิตนิพพาน ที่อธิบายนั้น เกิดจากการปฏิบัติ ศีล ทำให้เกิดกิเลสลด อันนี้แข็งแรงตั้งมั่น จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีปัญญาตลอดเวลา ไม่ใช่เวลามีปัญญากับสมาธิ คนละเวลากัน มันคนละแบบกัน ของมหาบัวกับของอาตมา สายเจโตศรัทธา เคร่งจริงในศีล แต่ได้ศีลไม่ลึก ได้ศีลตื้นๆ ได้แค่ถือศีลไป ศีล 5 ถือไป ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์แล้ว ไม่ได้รู้ว่าถือศีลไปคุณเสพติดอะไร เสพติดการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เห็นสัตว์ก็เกิดมีจิตใจอยากฆ่า ไม่มีเมตตา เห็นข้าวของคนอื่น ก็ยังอยากได้ เห็นผัวเมียคนอื่น ใจก็ไปคิดไม่ดี ถือศีลไม่ได้รู้เรื่องว่าตัวเอง มีจิตใจเลอะเทอะหรือไม่ เสพติด หมากพลูบุหรี่ ก็ยังไม่รู้เลยว่าตนติด ถือศีลอย่างไร อบายมุขที่ตนเองติด ก็ยังละไม่ได้ ไม่รู้ คือถือศีลเป็น อุปาทาน คือสีลัพพตุปาทาน ถือศีลอย่างไม่ได้รู้ว่า ลดกิเลสอย่างไร เพราะแยกศีลออกจากจิต พระพุทธเจ้าว่าปฏิบัติศีล จิตต้องลดความเดือดเนื้อร้อนใจ อวิปฏิสาร ต้องรู้ว่า จิตใจเรามีความทุกข์ ไปเสพติดอะไรอยู่ ก็เลิกความเสพติดได้ ก็ลดความเดือดเนื้อร้อนใจ จิตก็มีความสงบ มีความปราโมทย์ มีปัสสัทธิ เป็นสมาธิไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 24 ข้อที่ 1 และ 208 การได้อานิสงส์ 10 ของศีล 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) . 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . . 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208) ปฏิบัติศีลแล้วศีลมันจะค่อยขัดเกลากิเลส จนเป็นสมาธิ จนถึงวิมุติ ปฏิบัติศีลต้องเกิดการปฏิสัมพันธ์ เกิดการขัดเกลากิเลส มีปัญญาพร้อม จนจบ วิมุติญาณทัสนะ ที่ท่านรวมไว้ว่า กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังอรหัตผล ให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ

600115_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ วิพากษ์ทางปฏิบัติสายวัดป่า 1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน