สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน จิตอรหันต์เป็นพีชะอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน จิตอรหันต์เป็นพีชะอย่างไร สัตว์เดรัจฉานมันก็เพิ่มกิเลสขึ้นเรื่อยๆ สัตว์ที่ดูเหมือนมีความเจริญขึ้นได้ด้วย แต่ในความเจริญมีความซ้อน ตั้งแต่เป็นพืชขึ้นมา เจริญขึ้นมาซับซ้อน พอได้อะไรอย่างนึงก็จะแตกแยกออกไป แบ่งกันออกไป แล้วก็แข่งขัน เริ่มต้นความเป็นพลังงานจะมีสอง ถ้าเป็นธาตุเดียวจริงๆจะไม่มีสอง แม้แต่จะมาเป็นธาตุไฟ ธาตุลม ซึ่งเป็นตัวละเอียด ถ้ารวมเป็นธาตุดินธาตุน้ำ มันก็เป็น กลุ่มก้อนที่นิ่งนาน มีธาตุลมธาตุไฟจับตัวกันเข้า หนักเข้าก็เป็นน้ำ ถ้าไม่มีธาตุน้ำเกิด ก็ไม่มีชีวะเกิด แล้วมาเป็นพีชะ และมาเป็นจิตนิยาม มาถึงพวกเรา เมื่อรู้จักธรรมะแล้ว มีศาสดาสอนคนเกิดสังคมอยู่เย็นเป็นสุข มีคุณธรรมเพิ่มขึ้น พระพุทธเจ้าก็เป็นคน หรือเป็นศาสดานั่นแหละ เป็นไล่มาจนเข้าใจสิ่งยอดเยี่ยมเพิ่มขึ้นจนสูงสุด เราพูดในฐานะชาวพุทธ ไม่ได้ไปข่มเบ่งศาสนาอื่น คำว่าข่มเบ่งมีลักษณะกดให้ต่ำลง คนที่มีจิตใจที่เจริญจะไม่มีลักษณะข่มใคร จะมีแต่เมตตาสงสารสัตว์ที่ไม่เจริญ ก็เป็นไปตามฐานะของมัน คนที่ไม่เจริญแล้วสามารถเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนการกระทำให้เจริญขึ้น จะเจริญแบบโลกียะจากทุจริตไปสู่สุจริต และที่สุดจิตเจริญถึงขั้นเป็นปฏิโสตัง ทวนกระแสเป็นโลกุตระขึ้นมา จิตที่เจริญนั้นซับซ้อน เจริญที่จะไม่เจริญต่อไปอีกแล้ว แต่ไม่เสื่อม กลายเป็นเจริญยิ่งกว่าอีกชั้นหนึ่ง ส่วนโลกียะก็เจริญไปไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนโลกุตระนั้นมีตัวหยุด นอกจากหยุดแล้วก็จะลดลง เป็นการเจริญยิ่งกว่าโลกียะ ศาสนาพุทธสอนให้จิตวิญญาณเป็นจิตนิยามที่พ้นโลกียะมาสู่โลกุตระ ก็เลยกลายเป็นจิตที่เป็นแบบพีชะ เหมือนเสื่อม แต่เจริญยิ่งกว่าจิตนิยาม จิตอรหันต์นั้น พอได้จิตเป็นพีชะนี่ จะมีความสามารถยิ่งกว่าจิตนิยาม เป็นพลังงาน self
อ่านต่อ
แต่ไม่มี ish โลกุตระคือล้าง selfish ล้างความเป็นแก่ตัว มันเป็นพีชนิยามที่มีธาตุรู้ของจิตนิยามด้วย ฉลาดแบบธรรมะโลกียะเขาที่เมตตาช่วยเหลือกันก็ทำได้ด้วย เป็นแต่เพียงโลกียะทำแบบกดข่ม เขาก็เข้าใจว่าเสียสละไม่เห็นแก่ตัวมีคุณธรรมนั้นดี โลกียะ โลกุตระก็รู้เหมือนกันตรงนี้ แต่โลกุตระนั้นหยุดกิเลสได้ เป็นแบบพีชะได้ แล้วใช้ธาตุทำดีเหมือนโลกียะ แต่ไม่ต้องใช้พลังงานใดกดข่มเหตุนั้น ไม่ต้องระวังเหตุนั้นเลย เป็นตถตา เป็นคุณสมบัติที่เราถ้าเอาพลังงานไปกดข่มก็สูญไปอันหนึ่ง แต่นี่ไม่ต้องกดข่ม ก็มีประสิทธิภาพสูงเพิ่มพูนขึ้นไปอีก แต่ผู้ที่ตายแบบเป็นมนุษย์พืชแล้ว ก็ยังไม่ยอมตาย คือมีพลังงานที่ติดยึดเหลือไว้ ให้อาหารทางสายยางก็เลี้ยงอยู่ได้เหมือนพืชเลย แต่พืชของเรานี่ซื่อสัตย์ออกดอกออกผลโตใหญ่ เหมือนกับคนส่วนหนึ่งเขาเข้าใจว่าพืชมีความรับรู้ ก็ไปร้องเพลงให้พืชฟังมันก็เจริญ เขาก็เอาใจใส่มันก็เจริญเพราะเอาใจใส่ช่วยประคบประหงม มันก็ต้องดีขึ้น แต่เราเองเราก็ทำแบบธรรมดาตามเหตุปัจจัย ไม่ได้เอาจิตวิญญาณไปถึงขนาดนั้นทีเดียว แต่มันซับซ้อนได้ความเจริญ
590307_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แพ้คือชนะเท่ากับขาดทุนคือกำไร