สื่อธรรมะพ่อครู(ปัญญา) ตอน ปัญญาจน 8 ประการ จะไม่จนปัญญา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปัญญา) ตอน ปัญญาจน 8 ประการ จะไม่จนปัญญา เข้าสู่ปัญญาดีกว่า..อาตมาตั้งใจชัดเจนแล้ว จะเอาหนังสือแบบคนจนมาเริ่มตั้งแต่หน้า 1 อธิบายต่อไปเรื่อยๆ ฉบับแก้แล้วไขอีกนั่นแหละที่พิมพ์ไปแล้ว เล่ม 2 ยังมีอีกยังไม่จบ
ปัญญาสูตร [92] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุ 8 ประการ ปัจจัย 8 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์ แห่งปัญญาที่ได้แล้ว 8 ประการเป็นไฉน 1.ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๑ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว พ่อครูว่า...ครูในที่นี้คือสัตบุรุษ เช่นสยังอภิญญา ผู้มีภูมิของตนเองมาแต่ชาติก่อน ชาตินี้อย่างอาตมามีภูมิแล้ว ได้ข้ามชาติมา ในชาตินี้ก็ไม่ได้ไปรับจากใคร แต่ไม่ได้เป็นสยัมภูอย่างพระพุทธเจ้านะ อาตมาเจียมตัวเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 บุรุษคือคน แล้วมี สต คำว่า สต คือ 7 อธิบายขยายไปอีก 7 คือพลังงาน หากเป็นรูปธรรมพยัญชนะชัดๆคือโพธิสัตว์ระดับ 7 เลข 7 เป็นเริ่มเส้าที่ 3 พลังงาน ISH คือเส้าหนึ่ง I คือฉัน S สูตรพลังงานลักษณะผู้หญิง H เป็นพลังงานลักษณะผู้ชาย 7 เริ่มเส้าที่ 3 แม้มีหน่วยเดียว แต่ควบคุมพลังงานอีกสองเส้าได้ หากเพิ่มเป็น 8 เป็น 9 จะเป็นสามเส้าที่ครบ ซ้อนไปเรื่อยๆ หากเป็น 10 ก็เป็นตัวแทน พระอรหันต์ก็เป็นสิบเป็นตัวศูนย์ที่จบ ถ้าไม่จบคุณก็เป็น 11(เรียกสิบหนึ่งไม่ให้ออกเสียงใกล้กับสิบเจ็ด) ก็อีก 1 ขึ้นมาเป็น 7 ซึ่งเป็นพลังงานที่แข็งแรง จาก 3 ก็คือพลังงานส
อ่านต่อ
ามเส้าวงวน หากพลังงานนี้ไม่ลดไม่เพิ่มจะอยู่ไปนิรันดร หากว่ามันมีตัวต้าน resistant ก็จะชรตาเสื่อมลง แต่ถ้ามีแรงเพิ่มทศนิยมเพิ่มจะอยู่ไปอีกนาน ยิ่งพลังงานที่เป็น 4 ก็ยังไม่มีแรงพอยังไม่แน่ใจ ถ้าเป็นพลังงานระดับ 5 จะเป็น +2 ก็จะยังไม่ค่อยมั่นใจ มันต้องเป็น 6 ถ้าเป็น 6 แล้วจะกลายเป็น สองเส้า ระดับ คูณ เขาถึงเรียกพลังงาน ระดับคูณว่าเป็น coefficient ถ้าผู้ใดทำ 6 ให้เป็น 7 ได้ก็มีแรงดันมหาศาลที่จะควบคุม 6 นี้ ให้ไปเป็น 8 เป็น 9 ขึ้นไปอีกเส้าหนึ่งได้ไว จึงเป็นอัตราการก้าวหน้าขั้นสัมประสิทธิ์ coefficient พอเข้าใจนะอาตมาพยายามอธิบายเป็นภาษาไทยเป็นเชิงคณิตศาสตร์ พลังงานที่มันทดขึ้นมาเป็นลักษณะอย่างไร พลังงาน 6 เป็นสองเส้า ยิ่งพลังงาน 7 เกินจากสองเส้า 6 ยิ่ง 8 ก็เก่งใหญ่ 9 ครบยกกำลัง เป็น 3 ยกกำลัง 2 คือเอา 3x3 เป็น 9 แต่ถ้า 3+3 ก็ได้แค่ 6 สูตรของอาตมา E=C(mc 2 + A) หากว่าใครเขาเอาไปใช้ในทางวัตถุได้อาตมาจะดัง แต่อาตมาไม่ได้อยากดังเร็ว แต่กลัวเหมือนไอน์สไตน์ เอาไปใช้ทางวัตถุได้เป็นระเบิดถล่มเมือง ไอน์สไตน์ก็เลยรู้สึกละอายใจ guilty ไอน์สไตน์ตั้งใจให้เป็นพลังงานเพื่อสันติและเอาไปใช้ทางทำลาย ปหายยะ คือฉิบหายวายป่วง วินาศนะ เอาไปฆ่าคน อย่าเอาพลังงานนี้ไปใช้ทำลายแต่เราบังคับคนเขาไม่ได้ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกไปก็ตายสิ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ
สมณะเพาะพุทธ...พ่อท่านอธิบายพลังงานระดับคูณ
1.ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 1 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว พ่อครูว่า...ครูคือผู้ที่จะสอนสัมมาทิฎฐิแล้วเอาไปทำเป็นสัมมาปฏิบัติบรรลุถึงสัมมาปฏิเวชได้จริงๆ ไม่ได้หมายถึงว่าผู้ที่อธิบายไม่ได้หรืออธิบายอย่างไม่สัมมาทิฏฐิ มันจะต้องเป็นสัมมา ผู้ที่จะเป็นครู คำว่าครูนี้ จึงต้องขยายความให้ชัดเจน เพราะว่าครูเดี๋ยวนี้มันมีเยอะแยะ ซึ่งคนเหล่านี้เป็นพวกที่หาเงินหลอกซ่อนแฝงเยอะ ต้องเป็นคนที่มีคุณอันสมควรก่อนแล้วไปสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง สรุปว่าต้องเป็นคนที่มีคุณธรรมก่อน ไม่ต้องอาศัยผู้นั้น ย้ำอีกว่า คุณจะต้องได้ฟังก็ดีได้รับจากคำสอนจากปากครูรู้จักพระโอษฐ์ของพระศาสดา คุณจะคิดเอาเองรู้เอาเองไม่ได้ อันนี้เป็นหลัก ศาสนาพุทธนั้นคำสอนจะได้จากศาสดา ศาสนาถือว่าเป็นธรรมะสามีเป็นผู้ที่เป็นเจ้าของธรรมะ สามีคือผู้ที่เป็นเจ้าของ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์คือธรรมะสามี ท่านตรัสรู้เอง และการตรัสรู้เองนั้น ปัจจัตตัง แล้วมาเป็นปัจเจก แล้วมาเป็นสยังอภิญญา ปัจจัตตัง คือรู้ได้เป็นของตัวเองเป็นเอง สะสมมาจนได้ระดับหนึ่งก็เป็นปัจเจก สู่แดนธรรมว่า..การรู้เองนั้นต้องตรงกับพระศาสดาตรงกับผู้สอนด้วยไม่ใช่รู้อันอื่น พ่อครูว่า...จากปัจจัตตังก็มาเป็นปัจเจก ปัจจัตตังคือสว่างในตัวเองมีปัญญา แล้วก็เริ่มเป็นตัวผู้หนึ่ง เป็นปัจเจก เป็นของตัวเองเป็นหนึ่ง จากปัจเจกเต็มที่เรียกว่าเป็น สยังอภิญญา ข้ามชาติมาได้เอง แต่ว่าในยุคที่ไม่มีใครก็ยังมี สัมมาทิฏฐิมาทำให้สัมมาปฏิบัติสัมมาปฏิเวธได้ เลยสยังอภิญญา ก็เป็นขั้นของสัมมาสัมพุทธะ จนเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะถึงขั้นเท่ากัน เท่าพระพุทธเจ้าเลยมีพระสัพพัญญูเท่ากับพระพุทธเจ้า แต่ที่ต้องเรียกปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ เพราะว่าท่านองค์นี้ไม่ประกาศศาสนาขึ้นมาเลยในโลกว่าข้าพเจ้าเป็นเจ้าของศาสนาพุทธ ไม่ได้ประกาศต่อหน้าธารกำนัลไม่ได้ประกาศต่อหน้ามนุษย์โลก แล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป โดยไม่ได้สร้างศาสนาเลยในโลก ตัวเองแม้จะประกาศแค่วันเดียวก็ไม่ได้ประกาศ ถึงไม่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของศาสนาจึงไม่ได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในโลก แต่ท่านมีสัพพัญญูเท่ากับพระพุทธเจ้าได้ นี่คือรายละเอียดที่อาตมาพยายามให้ความรู้ (สู่แดนธรรมว่า เราก็ไม่ได้รู้จักชื่อท่านไม่รู้จักตัวตนของท่าน) แต่ท่านเป็นสัพพัญญูองค์หนึ่งเป็นสยัมภูองค์หนึ่งแล้วท่านก็มีอิสระเสรีภาพที่จะปรินิพพานเป็นปริโยสานไปได้ ไม่มีใครมายุ่งกับท่าน มีคนเข้าใจผิดว่าปัจเจกสัมมาสัมพุทธะนั้นสอนคนไม่ได้ ซึ่งแท้จริงก็สอนได้ พระโสดาบันก็ยังสอนคนได้เลยต่ำกว่าพระโสดาบันก็ยังสอนกันเลย สอนผิดสอนถูกกันเละเทะ ไม่เป็นพระโสดาบันก็ต้องระมัดระวัง สอนให้ถูกไม่อย่างนั้นบาปกินหัว ขนาดนั้นถ้าโสดาบันก็ยังสอนพลาดได้ยังมีวิบากได้ สกิทาคามีก็รู้กว่าคุณธรรมเพิ่มมากกว่า มีคนบอกว่า พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังเคยเป็นครูของพระโพธิสัตว์หลายองค์ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะนี้เลยกว่าโพธิสัตว์ระดับ 8 ขึ้นไป สยังอภิญญาเป็นนิยตโพธิสัตว์แล้วค่อยเป็นระดับ 8 มหาโพธิสัตว์ แล้วเลยไปเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ผู้ที่เข้าชั้นเรียนชั้นนี้ พวกคุณไม่ใช่นิสิตระดับนี้ก็ไม่ต้องไปรู้เรื่องอะไรกับท่านหรอก คุณยังไม่ถึงหรอกก็ปล่อยไปเถอะ ให้ไปอยู่ประสาเด็กๆกันก่อน ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นวุ่นวายผิดระดับ ไม่อย่างนั้นก็เหมือนกับเด็กที่ร้องแข่ง พูดแข่งอยู่นั่นแหละ 1.ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 1 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว พ่อครูว่า..ต้องเข้าไปอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นทำอย่างเสแสร้งไม่ศรัทธานั้นไม่ได้กินหรอก เข้าไปตั้งความละอาย หิริ หรือเกรงกลัว โอตตัปปะ เป็นคุณธรรมที่จะเป็นผู้ที่เจริญต่อไปเรียกว่าเป็นเทวดา ถ้าไม่มีจริงก็เป็นเทวดาเก๊ คุณต้องมีคุณธรรมมีความละอายต่อบาปละอายต่อความชั่วละอายต่อสิ่งที่ไม่ดีไม่งามทั้งหลายตามฐานะ เช่นศีลข้อที่ 1 คุณก็ละอายศีลข้อที่ 2 คุณก็ละอาย ศีลข้อที่ 3 ยังไปติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็ละอาย มันเป็นคุณสมบัติคุณธรรมของแต่ละคนที่รู้สึกเองระลึกเอง แม้เราไม่รู้สึกจริงก็ต้องทำความรู้สึกให้เป็นไปตามความรู้ที่เรารู้ สร้างความรู้สึกในความรู้สึกสร้างเวทนาในเวทนา เมื่อคนสร้างจนเกิดปัญญาจนเกิดภูมิธรรมจริงขึ้นมา มันก็เป็นสัจจะตัวจริง ละอายจริง เกรงกลัวต่อสิ่งไม่ดีไม่งามจริง จนถึงขีด ละอายต่อสิ่งนี้จนโอตตัปปะเกรงกลัว ในปัญญาของพระโสดาบันข้อที่ 3 เหมือนกับเด็ก (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเพาะพุทธว่า...เหมือนเด็กน้อยมือถูกไฟร้อนก็รีบชักมือออก เหมือนคนละอายก็จะหยุดไม่ทำชั่วต่อและจะรีบปลงอาบัติ คนบางคนตั้งจิตเกิดในยุคของพระศรีอารย์ คือพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปในอนาคต จริงๆแล้วคำสอนก็เป็นอย่างเดียวกันกับของพระสมณโคดม ไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด ใครที่คอยแต่ชะเง้อว่าจะไปเกิดในยุคของพระศรีอารย์ คือคนที่กำลังทิ้งสิ่งที่ดีๆในปัจจุบัน ไปหาสิ่งที่ดีๆที่น่าจะได้ในอนาคต เป็นความฝันที่ไม่ได้อยู่ในความเป็นจริง ทั้งที่ต่อให้ไปเกิดในยุคพระศรีอารย์ ก็ไม่ได้เป็นคำสอนที่พิเศษแตกต่างจากคำสอนของพระสมณโคดม พ่อครูว่า...ถูกต้อง ละอายแรงกล้าคือโอตตัปปะ เกรงกลัวเลย เหมือนเด็กที่ไม่เอามือไปถูกไฟเพราะมันร้อนมากมันกลัวเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่เคารพพระศาสดา เคารพอย่างแรงกล้ามีความรักอย่างแรงกล้านับถืออย่างแรงกล้า นี่เป็นข้อที่ 1 ปัญญามันจะมีคุณสมบัติแบบนี้ อาศัยพระศาสดาสอนแล้วก็จะรู้จักว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นบางสิ่งที่ผิดเราก็ละอายเราก็กลัว ตัวอย่างที่แรงกล้าเลย นี่เป็นเหตุปัจจัยข้อที่ 1 เป็นความจริง เข้าใจความจริงด้วยว่าปัญญา ว่าสิ่งนี้ไม่ดี แล้วเราอย่าไปแตะต้องอย่าไปเอา หากแตะแล้วเราต้องรีบถอน ปัญญาของพระโสดาบันก็เหมือนกัน อาศัยพระศาสดาหรือครูจึงจะเกิดหิริโอตตัปปะ ความละอายเกรงกลัวต่อบาป
2.เธออาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้านั้นแล้ว เธอเข้าไปหาแล้วไต่ถาม สอบถามเป็นครั้งคราวว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผย ทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง และบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายประการแก่เธอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 2 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ พ่อครูว่า...ไปสอบถามเป็นครั้งคราว ไม่ใช่ถามอยู่ตลอดกาล การที่ไม่เข้าใจว่าปัญญาผิดๆ ขออภัยที่ต้องพาดพิงถึง อาจารย์บูรพา ผดุงไทย ก็ซ้ำวนในสมาธินั่งหลับตาแล้วจะเกิดปัญญาอย่างนี้ฌานอย่างนี้สมาธิอย่างนี้ วันนี้ก็ยังอ่านเลย อาตมาก็ว่า(สู่แดนธรรมว่า...เขาอธิบายถึงปัญญาภาวนาแต่ปัญญาจากครูคือปัญญาจากการฟัง) พ่อครูว่า...เขาไปเข้าใจคำว่าภาวนาผิด ภาวนาไม่ได้หมายถึงการปฏิบัติ แต่ว่าภาวนาแปลว่าการเกิดผล ได้ผลแล้ว เสร็จแล้ว ภาวนาเป็นผล แต่เพี้ยนไปเป็นการปฏิบัติ ดีไม่ดีผิดเพี้ยนไปเป็นการท่องบ่น อ่านพูด สมณะเพาะพุทธว่า..ปัญญาที่ว่ามีสามระดับ สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ภาวนมยปัญญา พ่อครูว่า...ขออภัยและขอบคุณอาจารย์บูรพาไว้ ณ ที่นี้ ..หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์แท็บลอยด์ฉบับวันที่ 17-23 พฤศจิกายนนี้ ขึ้นหัวข้อของคอลัมน์สมาธิชาวบ้านว่า สมถะและฌาน เนื้อความว่า...สำหรับผู้ฝึกปฏิบัติอบรมจิตสมาธิภาวนา หากปฏิบัติไปแล้วกลัวว่าจะติดฌาน ติดสมถะ ไม่ได้ปัญญา ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเสียแล้ว มันก็ไม่ได้คุณธรรม ไม่ได้สมาธิอะไร เมื่อเริ่มปฏิบัติแล้วก็อย่าไปกลัวว่าจะติดฌาน ถ้าจะเปรียบเทียบการปฏิบัติอบรมจิตแล้ว กลัวติดฌาน ก็จะเหมือนกับคนขุดหาเพชรพลอย มาขุดไปแล้ว ก็กลัวว่า ถ้าได้เพชรพลอยแล้วก็จะหลงในคุณค่าของมันแล้วเลิกล้มมันก็ไม่ได้อะไร (พ่อครูว่า..อ.บูรพาตารางบอกว่าตัวเองไปขุดหาเพชรพลอยแล้วตัวเองก็ได้เพชรพลอยเก๊ แล้วก็มาบอกว่าอย่าไปกลัวติดเพชรพลอย ซึ่งอาจารย์เองก็กำลังติดเพชรพลอยเก๊) สมณะเพาะพุทธว่า..คนเราไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังขุดอยู่นั้นได้เจอเพชรจริง แต่จริงๆแล้วมันเป็นของเก๊ด้วยคุณเข้าใจว่าเป็นของจริง แต่ก็ยังห่วงว่าเขาจะไปติดอีก การปฏิบัติสมถะนั้นมีประโยชน์มาก ในการอบรมจิต แปลว่า ชีวิตจะมีพลังได้จิตจะต้องมีพลังก่อน จิตจะมีพลังงานได้ ต้องผ่านการอบรมจนสะอาดบริสุทธิ์ เต็มไปด้วยเมตตาและฝึกสว่างโปร่งโล่งสบายคือความเดิมแท้ของจิตในฌานที่ว่างจากสมมุติบัญญัติทั้งปวง จิตที่เข้าใจสภาวะนี้จะบริสุทธิ์แข็งแกร่ง และมีกำลังที่ทนต่อการปรุงแต่ง ยั่วยวนทั้งหลาย ต่างจากจิตใจที่ฟุ้งซ่าน ต่างจากการฝึกฝนจิตที่ได้แล้ว ไม่ต้องกลัวว่าติดจะติดความว่าง พิจารณาไปก็จะเห็นว่าความว่างนี้มันไม่เที่ยง พิจารณาให้เห็นความจริงเรื่องนี้ ความไม่เที่ยงนี้ก็จะแสดงปัญญา เราจะสังเกตได้ว่า จิตที่อบรมมาดีติดใจจะมีพลังดีเป็นจิตที่บริสุทธิ์สงบมีความเมตตามีความอ่อนโยน เมื่อสะสมสภาวะฌานนี้จนเต็มที่ แม้จิตจะแข็งแรงแต่กลับรู้สึกโปร่งโล่งสงบสบาย สามารถเจริญปัญญานานๆ ที่ติดแล้วไม่พบความจริงเรื่องนี้ เพราะเรายังสะสมกำลังจะได้ไม่เพียงพอ ที่จะเกิดเป็นญาณปัญญาก็เห็นสัจธรรมได้นั่นเอง หากเราสูญเสียภาวะนี้ไปแล้วปล่อยให้ความคิดเข้ามาแทรก ใจมันก็จะหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน เพราะจิตที่สูญเสียความว่าง (พ่อครูว่า..จิตใจเขาอ่อนแอการกระทบสัมผัสเขาไม่แข็งแรงเลยพวกเขาไปหลงยึดว่าการติดยึดนั่นน่ะแข็งแรง เกาะติดกับความนิ่งให้แข็งแรง ไปจมอยู่กับสมถะจมอยู่กับ static ท่าเดียว เขาคิดว่าการปฏิบัติได้ภาวนาคือการเกิดผลต่อจิตให้มันติดยึด เขาเข้าใจไม่ได้) หากเราสูญเสียสภาวะนี้ไปแล้วปล่อยให้ความคิดเข้ามาแทรก ใจมันก็จะหงุดหงิดฟุ้งซ่านได้ง่ายเพราะว่าจิตที่สูญเสียความว่างความสว่าง (พ่อครูว่า...มันอยู่ในความมืดไม่ใช่สว่างหรอก การสะกดจิตมันเป็นสว่างปลอม เนรมิต อาภัสรา สว่างอย่างกับสายธัมมชโย เป็นสายอาภัสรา อย่างสายอ.มั่นก็คล้ายกับอาจารย์บูรพา เป็นแบบสุภกิณหา ไม่เห็นว่าความมืดความดำนี้น่าได้หน้ามีน่าเป็น ในสัตตาวาส 9 พวกนี้วิปลาส) เป็นความเดิมแท้นี้ไป จิตมันจะเปราะบางง่าย คุมสติไม่อยู่ ต่อให้ฝึกสติมาดีแค่ไหน แต่ไม่มีกำลังจิตรักษาสภาวะนั้นไว้ พอกลับไปใช้ชีวิตปกติ ก็กลับไปขาดสติย้ำคิดย้ำทำอยู่ดี การฝึกจิตให้บริสุทธิ์จึงสำคัญมาก (พ่อครูว่า..ฝึกจิตไม่ให้กระทบสัมผัสแล้วมันจะมีความแข็งแรงของจิตใจตั้งมั่นในการถูกกระทบกระเทือนได้อย่างไร แต่การฝึกให้จิตกระทบสัมผัสแล้วสะอาดได้มันก็จะมีจิตที่ตั้งมั่นแข็งแรงได้อย่างแท้จริง นี่ไม่ได้ฝึกสัมผัสเลยมันก็จะอ่อนแอตลอดกาล)
มาสู่ ปัญญาสูตรต่อ...
3.เธอฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมยังความสงบ 2 อย่าง คือ ความสงบกายและความสงบจิต ให้ถึงพร้อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 3 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ 4. เธอเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรมีปรกติเห็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 4 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯเพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ
5. เธอเป็นพหูสูต ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมากทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 5 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ พ่อครูว่า..พวกเรานี้ไปอยู่กับธรรมะตลอด แม้จะพูดจะเล่นก็อยู่กับธรรมะตลอดสังเกตใหม่อาจจะมาทำอย่างนั้น ไม่มีตกหล่นหรอก มากน้อยก็แล้วแต่ การนิ่งอย่างพระอริยเจ้าคืออะไร การนิ่งอย่างพระอริยเจ้าคือเป็นผู้ที่พูดมากแสดงว่า แต่นิ่งเพราะว่ากิเลสไม่มีกิเลสสงบ กิเลสไม่กวนเลย เป็นผู้นิ่งอย่างพระอาริยเจ้า ถ้านิ่งอย่างโลกีย์ไม่พูดไม่กระดุกกระดิกไม่คิดไม่นึกไม่พูด นี่คือโลกียะ
_ทิดวิเชียรว่า….อาจจะไปตีกินได้ว่าฉันพูดเยอะฉันก็นิ่งนะ พ่อครูว่า...อาริยะจริงจะรู้ประมาณรู้หมอกควันในการพูด ที่พูดเลอะเทอะนั้นไม่ใช่พระอริยะหรอกพูดจนมากไปเวอร์แล้ว อาตมาพูดแล้วก็นึกถึงน้องชายคนเล็ก นายแต๋ม ก็ตายที่นี่แหละ ตอนที่กำลังปฏิบัติธรรม อาตมาก็สอนน้องอย่างอยู่ที่จุกจิก นายแต๋มคงรำคาญ เขาก็ว่า รู้แล้วว่าน้ำตาลมันหวานแต่ยัดมามากมันก็เรียนนะจะอ้วกแตก ...อาตมาซาบซึ้งเลยจำได้ถึงทุกวันนี้ มันเกินไป ถ้าเราเข้าใจธรรมะแล้วจะไปดูถูกพระอริยเจ้าอย่างไร ท่านที่ไม่ใช่ชอบสอนก็มี จะไม่ดูถูกว่าองค์นี้ไม่รู้หรืออย่างไรท่านไม่สอน
6.เธอย่อมปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความพร้อมมูลแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 6 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ 7.อนึ่ง เธอเข้าประชุมสงฆ์ ไม่พูดเรื่องต่างๆ ไม่พูดเรื่องไม่เป็นประโยชน์ย่อมแสดงธรรมเองบ้าง ย่อมเชื้อเชิญผู้อื่นให้แสดงบ้าง ย่อมไม่ดูหมิ่นการนิ่งอย่างพระอริยเจ้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 7 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ 8.อนึ่ง เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ 5 ว่ารูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ... สัญญาเป็นดังนี้ ... สังขารทั้งหลายเป็นดังนี้ ... วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 8 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงาม ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ พ่อครูว่า..ข้อที่ 8 นี่แหละเป็นจุดสำคัญ climax 621117_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก มีปัญญาจน 8 ประการ จะไม่จนปัญญา