สื่อธรรมะพ่อครู(อวิชชาสูตร) ตอน สติ โมหะ อวิชชา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข21 พฤศจิกายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อวิชชาสูตร) ตอน สติ โมหะ อวิชชา _นมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพบูชาอย่างสูง ขอให้พ่อท่านช่วยอธิบายข้อแตกต่างของคำต่อไปนี้ด้วยครับ 1. สติ สัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์โพชฌงค์กับ สติปัฏฐาน 4 2. สติสัมปชัญญะ กับสติปัญญา 3. โมหะ กับ อวิชา 4 .มานะ กับ อัตตา พ่อครูว่า...สติสัมโพชฌงค์หมายถึงสติที่เป็นโลกุตระ ปฏิบัติสตินี่คือความรู้รอบถ้วนทั้งนอกและในเรียกว่าสติ บางทีเขาก็มีสติแต่เพียงภายในอันนั้นถือว่าไม่ครบสัมโพชฌงค์ สัมโพชฌงค์จะต้องเป็นสติที่รู้ครบพร้อมทั้งนอกและในตื่นทั้งตาหูจมูกลิ้นกายตื่นทั้งใจ หากว่าตื่นแต่ใจตาหูจมูกลิ้นกายปิดไม่รับรู้มันก็ง่าย มันเพียงรูเดียวมิติเดียว แต่ถ้าเติมไปก็มี 6 มิติมันก็ยากกว่า สติที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้สัมโพชฌงค์ จะต้องรู้รอบถ้วนหมดทั้งนอกและใน มีทั้งรูปและนามมีทั้งกายและเทวะ กายคือรูปนอก ภายนอกภายใน เทวะคือสภาพสองอย่าง รูปและนามก็ได้ รูปคือส่ิงที่ถูกรู้ภายนอก ต้องทำภายนอกเสร็จก่อน กามภพ ไปภายในต่อ รูปภพ อรูปภพ สติปัฏฐาน 4 เป็นพฤติการณ์ หรือการปฏิบัติของทฤษฎีพระพุทธเจ้า สติปัฏฐาน 4 เป็นภาคปฏิบัติ สติสัมโพชฌงค์คือสติที่ครบพร้อมตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า สติปัฏฐาน 4 มีกายเวทนาจิตธรรม ก็ต้องดูว่ากายคืออะไร เวทนาคืออะไร จิตคืออะไรธรรมคืออะไร ก็ปฏิบัติทั้ง 4 อย่างไม่ได้แยกกัน กายคือรูปนามคือภายนอกภายใน พิจารณากายในกายก็ต้องมีข้างนอก เพราะกายหมายถึงภายในและภายนอกขาดภายนอกไม่ได้ต้องมี 2 แต่เวลาไปปฏิบัติก็เน้นภายในเน้นจิตเจตสิกเน้นจิตมโนวิญญาณ แก้ไขตรงที่จิตมโนวิญญาณ จิตเจตสิกก็ไปจับที่อารมณ์ อารมณ์ก็มีจิตที่เป็นกุศลและอกุศลจิตที่เป็นราคะ โทสะ แล้วทำให้มันไม่มี ราคะโทสะโมหะ จะเป็นจริตไหนก็ตาม เป็นจริตที่เป็นศรัทธาหรือปัญญาก็ตาม

อ่านต่อ

ถ้าไปทางศรัทธา ก็เป็น สังขิตตังจิตตัง เป็นก้อนแข็งแน่นไม่ฟุ้งกระจาย ถ้าสายปัญญาก็เป็นวิกขิตตังจิตตัง ไปทางฟุ้งซ้านกระจายจับไม่ติด จะเป็นแค่ไหนก็ตามก็ต้องทำให้เจริญเป็น มหัคคตา ถ้าทำให้เจริญได้มากยิ่งขึ้นมหัคคตะทำได้ทั้งเจริญคุณสมบัติและปริมาณ Quality Quantity ทำได้เจริญขึ้นก็เป็นมหัคตะ ทำไม่ได้ก็อมหัคตะ แล้วก็จะเป็นจิตที่ดีแล้ว กับจิตที่ดีกว่านี้ยังมีอีก สอุตตรจิตกับ อนุตตรังจิตตังคือจิตดีจบแล้วครบ แล้วแยกอีกสองคู่คือ สมาหิตตังจิตตังกับอสมาหิตตจิต กับ วิมุติกับอวิมุติ วิมุติคือหลุดพ้น จะเอาจิตไปทำงานอย่างไรก็ไม่เสียท่ากิเลสอีกสมบูรณ์ สมบูรณ์ทั้งสมาหิโตกับวิมุติ ถ้าไม่สมบูรณ์ก็อสมาหิโตกับอวิมุติ ครบเจโตปริยญาณ 16 ถ้าครบก็อนุตตรังจิตตังที่แท้ สามเส้า อนุตรจิต สมาหิตจิต กับ วิมุติจิต

สติสัมปชัญญะคือตัวเชื่อมต่อ ธาตุรู้ที่ทำงานต่อติดไปกับสติปัญญา สติปัญญาคือความรู้นั้นสำเร็จผล ที่จากเริ่มรู้โลกุตระจุดแรก อัญญา มาเป็นปัญญา อัญญะคือธาตุรู้ตัวแรกตัวใหม่ที่ต่างจากโลกียะ เป็นความรู้โลกุตระ เอามาใช้งาน มาเป็น อัญญา มาเป็นปัญญา เป็นความรู้สมบูรณ์แบบของโลกุตระ เรื่องสติ นี้มีตัวเจริญต่อเนื่องตามลำดับอีกมากมาย สัมปชัญญะ = ความรู้ตัว ต่อกับการมีสติระลึกรู้ สัมปชานะ = รู้สำนึกตัวในการปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อสัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ . สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สว่างเรืองรอง สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล.(ในรอบนั้น) สัมปฏิเวธะ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอดในรอบนั้น ปฏิสาเรสฺสามิ = จักทำให้เขาสำนึก ปัจจเวกขันตัสสะ = ได้สำนึก)

โมหะ กับอวิชชา โมหะ คือสับสนเลอะเทอะ วุ่นวาย แต่อวิชชาคือไม่รู้เรื่อง โง่สมบูรณ์แบบ โมหะบางทีอวดรู้ด้วยนะแต่เลอะเทอะ เหมือนคนบ้าพูดเหมือนคนรู้ แต่ปนเปเละเทะ จับเป้าไม่ได้ไม่เที่ยง หลงเลอะ ส่วนอวิชชานั้นโง่ อย่าไปแปลมาก จะเลอะ วิชชา คือความรู้ของศาสนาพุทธ แต่วิชาคือความรู้ทางโลก ตักกะในตำรา แต่วิชชาคือสุดยอดความรู้

มานะ กับ อัตตา อัตตา คือตัวตน มานะ คือจิตถือดี ยึดดี มุ่งหมายทำดีก็มีความอุตสาหะมานะ พอได้ดีแล้วยึดดีก็คือมานะ แล้วยึดยิ่งไปอีกเป็นอติมานะ ต่อจากนั้นคือ ปมาทะ คืออุปกิเลสตัวปลาย จากมานะ อติมานะ เป็นมทะ แล้วก็ปมาทะ มีมานะถือดียึดดี ยึดมั่นถือมั่น ก็มั่วเมา คือ มทะ สุราเมรยมัชชะ มท ปมาทะ ตัวมทะคือเมาละเอียดตัวท้าย พอเมาแล้วประมาท กินเหล้าเมาก็ประมาท แม้เมาในลาภยศสรรเสริญก็ประมาท พอมีมากหน่อยก็ประมาทแล้ว ฉันรวยก็ประมาทได้ ฉันยอดดาราฉันเก่งก็ประมาทได้ มานะ คือส่วนหนึ่งของอัตตา ล้างมานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ ก็หมดอัตตา หรือล้างตั้งแต่ อภิชฌาวิสมโลภะ (เพ่งเล็งอยากได้) พยาปาทะ (ปองร้ายเขา) โกธะ (โกรธ) อุปนาหะ (ผูกโกรธ) มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน) ปฬาสะ (ยกตนเทียบเท่า, ตีเสมอท่าน) อิสสายะ (ริษยา ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี) มัจฉริยะ (ตระหนี่) คือของข้า ยึดของกู ใครอย่าแตะ มายายะ (มารยา, มารยาทเสแสร้ง) สาเฐยยะ (โอ้อวด, การโอ่แสดง) ถัมภะ (หัวดื้อ, เชื่อมั่นหัวตัวเองมาก) สารัมภะ (แข่งดี, เอาชนะคะคาน) มานะ (ถือดี-ยึดดี จนถือสา) อติมานะ (ดูหมิ่นท่าน) มทะ (มัวเมา) ปมาทะ (ประมาทเลินเล่อ) (พตปฎ.เล่ม 12 ข้อ 93)

พยาบาท คือแรงโกรธ ทั้งชาตินี้ชาติหน้าเอ็งกับข้า ข้าอยู่เอ็งตายข้าตายเอ็งอยู่ ไม่เผาผีกันเลย แยกมาเป็นอุปนาหะคือผูกโกรธ จากนั้นมักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ อิสสา 621118_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ปฐมอโศก ครั้งที่ 81

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน