สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน เพลงที่เป็นศิลปะโลกุตระ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน เพลงที่เป็นศิลปะโลกุตระ _เรื่องการฟังดนตรี ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก.. พ่อครูเห็นว่าอย่างไร และการไปฟังเพลงเก่าๆแล้ว เกิดดำริออกจากกาม เห็นว่าเพลงเหล่านั้นเป็นความเพ้อความเกินไร้สาระเรียกว่าเป็นโลกุตระได้ไหม ถ้าวิปัสสนาอ่านตัวเองออกเหมือนที่เจอผัสสะจากเพลง ถ้านำไปใช้กับกิเลสตัวอื่นแบบนี้จะได้ผลดีไหมคะ พ่อครูว่า...บทกลอนข้างต้นนี้ อาตมาวิจารณ์มากไม่ได้เพราะว่าเป็นพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ไม่ควรจะไปละลาบละล้วง ไปตำหนิติเตียน ก็พูดเป็นเชิงโลกุตระจะเป็นการตำหนิติเตียน ก็ขอตอบกลางๆว่า ดนตรีนั้น พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเป็นศิลปะชนิดหนึ่ง ศิลปะเป็นมงคลอันอุดมก็หมายความในตัวว่า ถ้ามันเป็นศิลปะจริง ผลงานนั้นจะต้องชำระกิเลส มงคลอันอุดมคือเจริญไปทางโลกุตระจะละกิเลส เพลงใดที่ฟังแล้วลดกิเลสเพลงนั้นเป็นโลกุตระเป็นศิลปะ ถ้างานใดที่เรียกว่าศิลปะ แต่เมื่อไปสัมผัสแล้วไปชมไปบริโภคงานศิลปะ เขาเรียกงานของเขาว่าศิลปะ แต่เมื่อไปบริโภคผลงานนั้นแล้ว กิเลสราคะขึ้น กิเลสโทสะขึ้น งานนั้นคืออนาจาร งานนไม่ใช่ศิลปะเลย เพราะฉะนั้นเขตที่ตัด เป็นศิลปะหรือไม่เป็นศิลปะตามนัยยะของพระพุทธเจ้า เขตนั้นก็คือ ผลงานใดที่คุณแสดงออกมาแล้วคนไปสัมผัสแล้วกิเลสลดนั่นคือศิลปะ ถ้าผลงานใดที่คนไปสัมผัสแล้วกิเลสเกิด งานนั้นเป็นอนาจารไม่เป็นศิลปะ นี่คือเขตตัดการเป็นศิลปะของพระพุทธเจ้า สรุปคือศิลปะเป็นโลกุตระ อุตมะ อาตมาจึง อธิบายงานที่เขาทำกันทั่วโลก ซึ่งอาจจะมาเห็นว่ามันและจริงๆมันไม่ใช่ศิลปะจริงๆมันเป็นเรื่องฟุ้งซ่านเพ้อเจ้อหลอกลวง หลอกลวงจนกระทั่งขายกันราคาแพงมาก คือโง่หนักเข้าไปทุกที หลอกค้าขายขี้หมูขี้หมาเอาช้างเอาม้ามาเขียนภาพ แล้วไปขายราคาแพงคือมันไม่รู้เรื่องกันแล้
อ่านต่อ
วจนกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นมันเป็นอุปาทานมันเป็นเรื่องของโฆษณา ที่มันไม่เข้าใจสาระ จะเป็นจิตรกรรมประติมากรรมเป็นการแสดงดนตรี ที่เรียกกันว่าศิลปะ มันเป็นได้ถ้าอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าคนสัมผัสแล้วกิเลสลด หากสัมผัสแล้วกิเลสเกิดมันไม่ใช่ศิลปะเอาแค่นั้นก็แล้วกัน ให้อาตมาวิจัยวิจารณ์ดนตรี มันเป็นศิลปะก็ได้ ที่ท่านว่าชนใดไม่มีดนตรีกาลชนนั้นเป็นคนชอบกลนักก็จริง เราชาวอโศกก็มีดนตรี มีวงดนตรีฆราวาสรับงานทั่วราชอาณาจักร ก็มีชาวอโศกให้ไปเล่น ที่อื่นไม่มาจ้างไปนะ ทั้งที่เราก็เล่นเพลงโลกๆได้ ดีที่ไม่เหน็ดเหนื่อยไม่ไปไร้สาระ เรามีบ้างนะ เพื่อที่จะให้แก่ฐานของบุคคลที่ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ แต่ถ้าเผื่อว่าใช้เนื้อหาที่เป็นโลกุตระมันก็เป็นประโยชน์อย่างที่อาตมาทำ อาตมาแต่งเพลงโลกุตระซึ่งไม่ง่ายเข้าใจได้ยาก ศิลปินแห่งชาติก็เคยอุทานว่า ศิลปะมีโลกุตระด้วยหรือ เขาว่างั้นเลยนะ เป็นศิลปินแห่งชาติและดังด้วย ซึ่งไม่ได้เข้าใจได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนงานปั้นงานก่อสร้างงานวรรณกรรมงานดนตรีงานแสดงลีลานาฏกรรมอะไรก็แล้วแต่ ถ้าสัมผัสบริโภคแล้วทำให้กิเลสลดได้ อย่างงานอาตมาคนสัมผัสแล้วกิเลสลดได้อย่างที่ถามมา
การไปฟังเพลงเก่าแล้วกามลด อาตมาแบ่งเกรดของเพลงของงาน 5 ขั้น 1. ลามก ไม่ควรเสพเลย ปรุงแต่งมาไม่ว่าจะเป็นงานปั้นงานเขียนงานดนตรีกาล ถ้ามีงานระดับลามกของเขามี 2. งานระดับราคะ เป็นกามราคะดูดดึงเร่งเร้าให้เกิดกิเลสกามราคะซึ่งไม่หยาบคายอย่างลามก ก็มีอาศัยอยู่ในโลกเยอะแยะ ลามกเขาก็พอรู้กันพยายามจะไม่เกิดถึงขั้นนั้นเขาพอรู้กันโดยสามัญสำนึก แต่ราคะนี้เขาไม่เข้าใจ จึงล่อแหลม เพราะงั้นงานราคะ แล้วล่อแหลม แล้วบอกกันว่าไม่ใช่ราคะแต่เป็นศิลปะไม่ใช่ยั่วกาม ยั่วโทสะ การแสดงบู๊หนักยั่วโทสะ การแสดงยั่วให้ติดยึดดูดดึงยั่วราคะ เราไปดูการแสดงที่ให้เกิดดูดดึงเป็นราคะ การแสดงที่มีความรุนแรงก็เป็นโทสะ 3. สาระ คือ เข้าใจแล้วว่าจะให้เกิดผลประโยชน์เกิดแก่นสารที่ดีในชีวิตไม่ใช่เติมแต่กิเลสให้ งานที่ให้สาระธรรมดา มันไม่มีสิ่งที่เข้าไปมีสุนทรียะผสมเลย งานจืดชืด ยกตัวอย่างงานวรรณกรรมข้อเขียนที่จืดชืดไม่มีสิ่งชี้ชวนให้อยากอ่านเลยเขาเรียกว่าเป็นสารคดี เป็นสาระล้วนๆแท้ๆ สารคดี สูงจากสาระ 4. ธรรมะ คือ เป็นเครื่องชี้บ่งถึงธรรมะแม้จะเป็นโลกียะก็ตาม สูงกว่านั้นอีก 5 โลกุตระ อันนี้ยอดที่สุด เป็นเรื่องของศิลปะอันเป็นมงคลอันอุดมก็คือโลกุตระ ผู้ที่ทำให้เกิดโลกุตระได้ในงานเป็นคนยิ่งกว่าศิลปินแห่งชาติด้วย เพราะคนที่เลือกคนไปเป็นศิลปินแห่งชาติยังไม่มีความรู้ 5 อย่างที่อาตมาว่านี้ขออภัยที่ไปเหมือนลบหลู่
ถ้าหาก วิปัสสนาอ่านตัวเองออกเหมือนที่เจอกับเพลงนั้นก็ใช้ได้ คิดว่าฟังธรรมและเอาไปเป็นประโยชน์บ้างเอาไปปฏิบัติประพฤติ จบ620527_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 51