สื่อธรรมะพ่อครู(สมถะ วิปัสสนา) ตอน ชินชาคือจิตไม่ดูดไม่ผลัก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.77 KB
วันที่แก้ไข11 กรกฎาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมถะ วิปัสสนา) ตอน ชินชาคือจิตไม่ดูดไม่ผลัก _เมื่อก่อนมีกิเลสกินปลาร้ากะปิอย่างเอร็ดอร่อย ต่อมากินมังสิวิรัติก็ยังกินปลาร้าเจ กะปิเจอย่างเอร็ดอร่อย แต่เมื่อได้กินปลาร้ากะปิเจมานานมาก ตอนนี้ไม่อร่อยแล้วยังไม่อยากแตะแถมเหม็นกลิ่นมันด้วย การที่เราไม่อยากกินปลาร้ากะปิเจมานานแล้วเป็นความเคยชินหรือกิเลสคะ พ่อครูว่า...ใช้พยัญชนะเรียกว่าความเคยชิน กับกิเลสเป็นตัวเดียวกันหรือเปล่า ความเคยชิน เป็นภาษาไทยหมายความว่ามันวางเฉย มันเฉยๆกับสิ่งนี้เพราะว่ามันชินชา อีกศัพท์หนึ่งเรียกว่า ชินชา ภาษา ชิน กับ ชา เป็นภาษาบาลี ชินแปลว่าชนะ ชา แปลว่า ความรู้(ปรีชา ชานะ) จนชินชา มาเป็นภาษาไทย แปลว่ามันชินเคยชินแล้ว ชินชาแล้ว เฉยๆ ว่างๆ มันเหมือนกิเลสหรือเปล่า จะว่าจริงๆแล้ว กินลึก เหมือนกิเลสด้วย ถ้าคุณไม่มีปัญญาวินิจฉัย แต่ที่คุณอธิบายมานี้มีลำดับ แต่ก่อนกินอร่อยๆของพวกกะปิปลาร้าของเนื้อสัตว์ แต่เมื่อมากินกะปิปลาร้าเจ กินไปกินไปแล้วก็เกิดไม่อร่อยแล้ว ก็ไม่อยากแตะอีกเลยเหม็น เป็นปลาร้ากะปิด้วย แสดงว่าคุณมีธาตุที่ผลัก มากเลยเถิดไปหน่อย ธาตุผลักมันมากไปหน่อย ก็เลยผลักจนไม่เอาอีกแล้ว ที่จริงมันก็มีประโยชน์ กะปิปลาร้าเจมันก็มีบี 12 มีประโยชน์ก็สมควร มันก็ต้องมีก๊าซไข่เน่ามันก็ต้องมีกลิ่นเหม็นตามธรรมชาติของสารหมักดอง มีแบคทีเรีย ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของมัน เราเข้าใจรายละเอียดสิ่งเหล่านี้แล้วถ้าเราจะกินจะใช้บ้าง ให้เป็นอาหารให้เป็นประโยชน์ในสารที่เราจะใช้พอสมควร ไม่ได้มีจิตที่ไปอยากได้อยากมีชื่นชอบ และก็ไม่ผลักจนเกินควร ก็จึงจะถูกต้อง แต่ถ้าจะไปผลักจนเกินควรแล้วเราไม่เอา ถ้าสิ่งอื่นเรากินเราใช้อยู่แล้วมันแทนกะปิปลาร้าเจที่มันแทนสารหมัก เราก็กินอย่างอื่นที่มีธาตุอย่างนั้นพอสมควรแ

อ่านต่อ

ล้วคุณไม่กินก็ได้ เราก็ไม่ใช่คนช่างเลือกอะไรที่นี่เขาก็มีกะปิปลาร้าเจมา เราก็กินบ้าง เขาผสมใส่แกงใส่ผัดมา หรือใส่อาหารมา เราก็รับไปตามควรไม่ได้รังเกียจรังงอนอะไรมันก็เป็นประโยชน์ ผู้ที่รู้แล้วชิน คือชนะแล้ว ชาคือความรู้ไม่ผลักไม่ดูด สิ่งที่ควรรับก็ควรรับสิ่งที่ไม่ควรรับก็ไม่รับ ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างอาตมานี่นะ ถ้าจะกินเนื้อสัตว์เดี๋ยวนี้อาตมาก็ไม่ได้ไปติดเนื้อสัตว์แน่นอน อาตมาก็จะมีวิบากเท่านั้นเองซึ่งทุกวันนี้อาตมาก็ยอมรับวิบากหลายอย่างอยู่แล้ว ถ้าหากในสังคมที่เขาต้องกินเนื้อสัตว์จริงๆเลย หรือ อย่างพระพุทธเจ้าอนุโลมให้สำหรับคนเจ็บป่วย ที่ต้องอาศัยเนื้อสัตว์มาเป็นยา อาศัยส่วนของสัตว์เป็นยา ถ้าไม่ใช้มันตาย เราก็ควรต้องเอาชีวิตไว้ก่อน กินเป็นยาก็ต้องกินส่วนของสัตว์นั้นด้วยจำนน พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ซีเรียสจนเกินไป แต่ถ้าเผื่อว่าเราเว้นได้ เอาอย่างอื่นแทนได้ อย่างอาตมากินเนื้อสัตว์ก็จะเป็นวิบากส่วนตัวเท่านั้นแหละ แต่เพื่อประโยชน์ของการอยู่กับสังคมนี้ สะดวก อาตมาก็อนุโลม เป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อนในตำนานในประวัติ มีคนเอาเนื้อสัตว์มาถวายพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าก็ฉันซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่าฉันหรือไม่ พระพุทธเจ้าท่านเกินกว่าจะฉันหรือไม่ฉันเนื้อสัตว์แล้ว จะพ้นวิบากมันก็ไม่มีปัญหา หมายความว่า อย่างพระอรหันต์พ้นวิบากแล้ว ถ้าอรหันต์จะรับวิบากนั้นท่านก็เสียสละตัวท่าน เพราะท่านฉันไม่ฉันก็ไม่เสียสละ ถ้าจะฉันแล้วเป็นประโยชน์กว่าท่านก็ฉัน ถ้าไม่เป็นประโยชน์ การไม่ฉันจะเป็นตัวอย่างที่ดีกว่าเราก็ไม่ฉันดีกว่า เราจึงอยู่ในฐานที่ไม่ฉันดีกว่า ถ้าอาตมายืนอยู่ในฐานที่ต้องฉันเนื้อสัตว์ก็มีวิบากนะ ต้องเสียสละ ต้องฉลองศรัทธาคนที่เอามาถวาย ฉันเนื้อสัตว์ให้ ก็ได้ฉลองศรัทธาเขา แต่มันเป็นตัวอย่าง ก็ว่าอาตมาไม่ควรใช้เนื้อสัตว์เป็นตัวอย่างดีกว่า อาตมาก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์ เป็นตัวอย่างที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นถ้าเลือกได้สังคมของอินเดียเขาไม่ฉันเนื้อสัตว์ เขารู้ดีกันหมดแล้ว แต่เมืองไทยนี้ไม่รู้ดี ควรเป็นตัวอย่างไม่ฉันเนื้อสัตว์หรือควรจะฉันเนื้อสัตว์เป็นตัวอย่าง เมืองไทย อะไรจะเป็นตัวอย่างที่ดีกว่า ส่วนจะไม่ฉันเนื้อสัตว์หรือควรจะฉันเนื้อสัตว์ดีกว่า ก็ควรจะเป็นคนที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ฉันเนื้อสัตว์ดีกว่า โดยค่าเฉลี่ยที่ชัดเจนแล้ว คนยิ่งเคารพถนับถือศรัทธาเราและเราก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์ให้เป็นตัวอย่างก็ได้แล้วประโยชน์ เราก็ดีด้วยที่ไม่ต้องมีวิบากไปฉันเนื้อสัตว์อะไรอีก เพราะฉะนั้นอาตมาจึงไม่ฉันเนื้อสัตว์และรณรงค์ไม่ให้ฉันเนื้อสัตว์ไม่ได้ทานเนื้อสัตว์ด้วย ถ้าเป็นเรื่องอจินไตยที่มันมาก อาตมาก็เป็นโพธิสัตว์ระดับนี้ก็รู้ดีแล้วแต่คนเขาไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร อาตมาช่วยประชาชนมนุษยชาติได้ขนาดนี้ 620527_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 51

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน