สุดยอดของรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ คือประเทศไทย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข10 ตุลาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

สุดยอดของรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ คือประเทศไทย _พ่อครูว่า... ขยายความอีกนิดหน่อยว่าในประเทศไทย มีตัวอย่างสิ่งนี้ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศพุทธศาสนา ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพุทธศาสนามาแต่เริ่มต้นสร้างประเทศจนถึงทุกวันนี้ พระเจ้าแผ่นดินก็ชัดเจนเป็นพุทธมามกะมาตลอด จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ จึงเป็นประเทศที่รักษาพุทธศาสนามา ใช้พุทธศาสนา แม้มันจะไม่มีโลกุตระแล้ว แต่ก็ยังอาศัยพุทธศาสนาอยู่นั่นแหละ จนกระทั่งผู้ที่รู้จักโลกุตระขึ้นมาพยายามที่จะให้เกิดโลกุตระ อย่างเช่นพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พยายาม ทรงปูโลกุตรธรรมมาก่อน แล้วอาตมาก็มาซ้ำย้ำทำ อาตมาก็ทำมาตั้งแต่ทำงานทางด้านศาสนาเต็มตัว 50 กว่าปี ในหลวงทรงมาก่อน 20 กว่าปี แล้วอาตมาก็ทำงานเชื่อมต่อขยายทางนามธรรม ในหลวงทรงรูปธรรม อาตมามาขยายนามธรรม เพื่อให้ครบกระบวนการของสัจธรรม ในหลวงผ่านไปแล้ว 70 ปี สวรรคตไป อาตมาก็ต้องทำให้ได้ถึง 70 ปีอย่างน้อย นี่ก็อีก 10 กว่าปี เพราะว่านี่ก็เกิน 50 มาเป็น 51-52 ปีแล้ว ก็ต้องทำอีกอย่างน้อย 18 ปีประมาณนั้น จะเท่ากับในหลวง รัชกาลที่ 9 และก็ค่อยดูผลงานว่า ที่อาตมานำธรรมะพระพุทธเจ้าตามความรู้ความเห็นของอาตมา ที่อาตมายืนยันว่า อาตมาเป็น สยังอภิญญา เป็นผู้ที่มีคุณธรรมของพระพุทธเจ้า หรือมีโลกุตรธรรมข้ามชาติมา โดยที่ชาตินี้อาตมาไม่มีครูบาอาจารย์ ไม่มีสำนักศึกษา นอกจากไม่มีสำนักศึกษาแล้วยังขัดแย้งกับสำนักใหญ่ กระแสหลัก ที่ยืนยันว่าเขาเป็นเจ้าของศาสนาพุทธในประเทศไทย ขัดแย้งด้วย คนละเรื่องกัน อาตมาก็ยืนยันมาตลอดจนมาถึง 50 กว่าปีนี้ ก็เกิดผลที่คนจะเข้าใจ แม้แต่กระแสหลักก็พอเข้าใจขึ้นมาได้เรื่อยๆ สำหรับผู้ที่มีอคติน้อย หรือไม่มีอคติเลย และมีภูมิปัญญาพอที่จะตามความเข้าใจดีๆก็จะได้ปัญญา สุสูสัง ลภเต ปัญญ

อ่านต่อ

ัง ตามคำสอนพระพุทธเจ้า ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ปรโตโฆษะ ไม่เอาตัวเองที่มีตัวตนมา ที่เรียกว่า เทชาออกจากถ้วยตัวเองเพื่อจะตั้งใจรับของใหม่เข้ามา ไม่ใช่ของตัวเองยังเต็มถ้วยอยู่เลย เทเท่าไหร่ก็ไม่เข้า ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ประโยชน์อะไร มาถึงวันนี้แล้วมีสิ่งที่เป็นไปได้ รับได้ รู้ได้ โลกุตระเจริญงอกงาม ขึ้นไปตามลำดับๆ อาตมาก็จะพยายามสาธยาย ทั้งเขียน ทั้งพูด และก็มีสื่อสาร ก็จำเป็นจะต้องมีสื่อสารโทรทัศน์ ที่จริงสื่อสารนี้ ที่เป็น Facebook ก็มีได้ แต่มันต้องเป็นโทรทัศน์ที่ต้องอาศัยดาวเทียม ส่งไปสู่ บ้านเรือนที่ เขารับได้ง่าย คนไม่เป็น เปิดไม่ค่อยเป็นก็เปิดได้ โทรทัศน์มันเปิดดูได้ง่ายกว่าอย่างอื่น ตั้งช่องนี้ไว้ จะได้เจออาตมาทุกวัน มีทั้งรีรันและสด อาตมาโผล่หน้าทางบุญนิยมทีวีทุกวันและบรรยายทุกวัน เพราะฉะนั้น ธรรมะของอาตมานี้ต้องทำเต็มที่ ต้องทำอย่างขยันหมั่นเพียร เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย มันเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องที่ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) จึงพยายามศึกษา พระพุทธเจ้าคือคนๆ หนึ่ง ที่เกิดมาศึกษาความเป็นคนกับสังคม สรุปง่ายๆอย่างนี้ แล้วก็รู้ความเป็นสังคม ความเป็นโลก ความเกี่ยวพันกัน ความเป็นตัวเราเองความเป็นคน 2 อย่างนี้ สัมพันธ์กันขึ้นมาอยู่ในมนุษย์เป็นสังคมเป็นประเทศ เป็นโลก เป็นมหาจักรวาล แต่มหาจักรวาลเลยความเป็นโลกที่ไม่มีชีวะระดับจิตนิยามแล้ว มันก็เป็นโลกที่ร้อนที่แรง ที่ยังไม่มีชีวะเกิด มีเยอะมาก เพราะฉะนั้น โลกที่มันมีชีวะเกิด มีไม่มากหรอก โดยเฉพาะโลกที่มีชีวะขั้นมนุษย์ เกิดอยู่ มีไม่มาก มันก็จะมีได้ในโลก 9 ลูก จะมีลูกเดียวที่มีมนุษย์ ใน 9 ลูกที่เป็นดาวนพเคราะห์ จะมีลูกเดียวที่มีมนุษย์ นี่เป็นธรรมชาติของสัจจะเลย นพเคราะห์คือ 9 ดวง จะมีดาว 1 ดวงที่มีมนุษย์เกิด เพราะฉะนั้นคนที่พยายามบอกว่าจะไปติดต่อโลกลูกอื่น โลกอื่นๆเพื่อที่จะหามนุษย์ต่างดาว มันงมงายมันไม่มีหรอก เพราะคุณจะติดต่อได้ในดาวนพเคราะห์ 9 ดวงก็ยาก คุณจะออกไปจากวงโคจรต่อไปอีกเกินดาวนพเคราะห์ ในวงปฏิสัมพัทธ์ของโลก 9 ลูก ออกไปจาก 9 ลูกนี้ก็อย่าหวังเลย แม้ทั้ง 9 ลูกคุณก็ไปไม่ถึง คุณต่อไปดวงจันทร์ ดาวอังคาร ดาวพุธ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยกว่าจะได้ครบ 9 ลูกนี้ไม่ง่าย เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเสียเวลาเปล่า พวกสตาร์วอร์ เป็นพวกบ้าๆบอๆเสียเวลาเปล่า แต่ก็ห้ามไม่ได้ เพราะคนที่มีความรู้ในสิ่งนั้นเขาก็ต้องศึกษา เขาก็ต้องค้นคว้า เขาก็ต้องทำ ห้ามไม่ได้ พวกหลงงมงายพวกนี้ก็จะทำ อย่างเช่นอเมริกา คือยังฉลาดน้อยหรือโง่อยู่ ก็ไปเอาเรื่องนาซ่า เรื่องดวงดาวมาทำ จะบอกว่าเขาไม่เจริญก็ไม่ได้ เขาเจริญนะ คนไทยสู้ไม่ได้หรอก แต่ไม่เป็นไร คนไทยสู้ไม่ได้เราก็รู้ว่าเราไม่เอาเด่นทางโน้น _สู่แดนธรรม... ต้องรู้ความประเสริฐความเจริญที่พอเหมาะต้องมี กาละ เทศะ ฐานะ ที่พอเหมาะ พ่อครูว่า... คำว่า ฐานะหมายถึง คนเลย กาละ เทศะ ฐานะ เป็นฐานที่ตั้งของคน และคนก็มีที่ตั้งของตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจด้วย ถึงจะครบ ฐาน _สู่แดนธรรม... ถ้าไม่มีที่ตั้งของตา ก็ไปนิพพานไม่ได้ พ่อครูว่า... พูดกันไม่รู้เรื่องหรอกอย่างนั้น ต้องมีตา หูจมูก ลิ้น กายเป็นฐานที่ตั้งเปิดออกมาให้รับรู้ ยืนยันกันได้ ยืนยันอ้างอิงกันได้ จึงจะถือว่าเป็นความรู้ เป็นความจริง ที่สามารถที่จะ ให้มนุษย์ พูดกันรู้เรื่องและจัดสรรได้ ต้องจัดสรรกับสิ่งที่พูดกันรู้เรื่องและพูดกันได้ เข้าใจกันได้ จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะฉะนั้น ในโลกมนุษย์นี้ สรุปอีกที สุดยอดความรู้สูงสุดแล้ว ไม่มีใครรู้ได้เกินกว่าพระพุทธเจ้า อาตมาก็พิสูจน์ตัวเอง ว่าอาตมาเป็นลูกพระพุทธเจ้า ถ้าจะว่าไปแล้วอาตมาเป็นพระบุตรของพระพุทธเจ้าแล้วก็มาเกิด ก็คือคำว่า สารีบุตร นั่นแหละ สารีปุตโต ซึ่งไม่ใช่พยัญชนะเท่านั้นแต่เป็นเรื่องจริง มาในยุคนี้เป็นไก่ตัวพี่ ไม่มีใครรู้เท่าอาตมา ขออภัยพูดแล้วคนจะหาว่า อวดตัวตน ยกตัวยกตน แต่อาตมาไม่มีจิตที่อยากยกตัวยกตนอวดตัวตน มีแต่จะพูดความจริงออกไป แต่คนไม่รู้ คนมีอคติในจิต ก็จะบอกว่า อวดตัวอวดตน ก็มันเป็นความจริง ไม่ใช่อวด _สู่แดนธรรม... พ่อท่าน ไม่ใช่มีความรู้เอามาอวด แต่เป็นของจริงที่เป็นความรู้เอามาให้มนุษย์ชาติได้ทำ ได้พิสูจน์สัมผัส เกิดได้ผลจริง พ่อครูว่า... ให้ทำตามพิสูจน์ยืนยัน คุณได้จริงแล้วจะรู้ว่าจริงอย่างที่อาตมาพูด คนไปทำมาถึงอาตมาแล้วคุณจะรู้ว่าอาตมาพูดอาตมาทำนี้ มันเป็นเรื่องจริงนะ จริงตามที่ท่านพูดนะ เป็นเรื่องอย่างนั้นจริงๆ _สู่แดนธรรม... มันก็น่าทึ่งนะครับ เพราะว่าตัวอย่างในประเทศไทย ก็ไม่รู้จะถามหาว่าใครเป็นคนทำมาก่อนคนแรก ถ้ามีคนทำก่อนคนแรกแสดงว่าพ่อท่านก็ต้องลอกเขามา แต่ในเมืองไทยไม่มีใครทำได้อย่างนี้ ก็แสดงว่า พ่อท่านเป็นต้นแบบ พ่อครูว่า... อย่างเช่นทำสาธารณโภคีได้ทำสาราณียธรรม 6 ได้ หรือทำให้คนมีศีล ไม่มีอบายมุข ไม่กินเนื้อสัตว์ได้ มีวรรณะ 9 มีใครทำได้ มีนักบริหารหรือว่านักความรู้ปราชญ์ ที่มาให้คนเรียนรู้แล้วก็เอามาประพฤติได้ มีใคร มีปรากฏการณ์จริงขึ้นมา อาตมาทำนี้มีปรากฏการณ์จริง ไม่ใช่ทำแล้วไม่มีหลักฐาน ยถาวาที ตถาการี ยถาการี ตถาวาที เป็นเรื่องที่พูดอย่างไรก็ทำได้อย่างนั้น ทำยังไงก็พูดได้อย่างนั้นไม่ใช่ไปพูดสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ _สู่แดนธรรม... ถ้าคนจะเพ่งโทษ เขาจะพูดได้ว่า ดูสิถามอย่างนี้มีมานะอัตตา พ่อครูว่า... ก็เอาบัญญัติมาเล่นงานอาตมา อาตมาก็บอกว่า อาตมาไม่มีหรอก กิเลสขี้หมาแค่ อัตตามานะ อาตมาหมดไปตั้งนานแล้ว แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่า อาตมาหมดอัตตามานะ คุณจะรู้ได้อย่างไรก็ต้องตามศึกษาพิสูจน์ว่า อาตมาไม่มีอัตตา ไม่มีมานะ มานะคืออะไร อัตตาคืออะไร มานะ คือ ความอวดดีในดีที่ตนเองมี มานะคือ ความอวดดีในดีที่ตัวเองมี ผู้ที่เอาความดีที่ตัวเองมีมาอวด อาตมาบอกแล้วว่าอาตมาไม่ได้อวด อวดคืออะไร อวดคือมีสาเถยยจิต สาเถยยจิต คือ จิตที่อยากโชว์ อยากว่าตัวเองเก่ง วิเศษนะ อาตมาไม่มีจิตตัวนี้ อาตมามีแต่ความจริงและพูดความจริง จบในตัว ไม่มีสาเปกโข ต่อจากนั้น _สู่แดนธรรม... ไม่เหมือนคนอื่นโอ้อวดแล้วหวังจะได้อะไรต่อ พ่อครูว่า... อวดแล้วจะได้ความสรรเสริญเยินยอ อาตมาไม่มี ถ้ามีอาตมาจะต้องอนุโลมไว้หน้าคนนู้นคนนี้ เพราะกลัวเขาจะไม่ยอมรับ อาตมานี้ขวานผ่าซากเลย เอาความจริงเป็นที่ตั้งเลย เพราะฉะนั้นฟังดีๆ แล้วอาตมาที่พูดนี้จริงไหม อาตมาจึงได้รับฉายาว่า ขวานจักตอก มาตั้งแต่ต้นจนเดี๋ยวนี้ _สู่แดนธรรม... ไม่ว่าจะเอาเหตุผลอะไรมาจับก็พิสูจน์ได้ว่า พ่อท่านไม่มีตัวไม่มีตน แต่แสดงออกเหมือนความมีตัวมีตน พ่อครูว่า... ใช่ มันมีที่ตัวเองมี มันซับซ้อน มันเป็นสิริมหามายา คนก็เลยงงสับสน ไม่มีตัวตน ก็มันมีตัวตนอยู่ แล้วไม่มีตัวตนเอาอะไรมาแสดง ใครแสดงแทนมันก็ไม่ใช่ตัวจริง เพราะตัวจริงแสดงอยู่ มีอยู่ ยืนยันอยู่ว่ามีจริง คนมีภูมิอย่างนี้ มีความสามารถอย่างนี้ และก็พาคนมาเป็นอย่างนี้ได้ มีจริง ขออภัยที่ต้องพูดอีกที ไม่ใช่อยากอวดโอ่อยากใหญ่ คนที่ทำได้อย่างอาตมา คืออะไร คือ อาตมาพาคนมาเรียนรู้ ที่อาตมาอธิบายคำสอน ที่เอามาจากของพระพุทธเจ้า แล้วคนฟังรับรู้เข้าใจและเอามาปฏิบัติจนมาเป็นได้ เป็นคนมาเสียภาษี 100% เป็นคนไม่กินเนื้อสัตว์ เป็นคนไม่มีอบายมุข เป็นคนที่ไม่ลงไปต่ำอีกแล้ว เป็นคนที่มารวมกันอยู่เป็นสังคมกลุ่มเรียกว่า สังคมกลุ่มชาวอโศก คุณมาพิสูจน์สิ คุณมีภูมิรู้พอไหม ขออภัย พูดเหมือนเชิงข่ม คุณมีภูมิรู้พอไหมที่จะเข้ามาพิสูจน์ชาวอโศกว่า มีความรู้ทางรัฐศาสตร์ก็ดี เศรษฐศาสตร์ก็ดี สังคมศาสตร์ก็ดี มากแค่ไหนสูงส่งแค่ไหน คุณเข้ามาพิสูจน์สิ คุณมีความรู้ทางรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ แค่ไหน เศรษฐศาสตร์เอาง่ายๆ เศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้า เศรษฐศาสตร์อย่างที่อาตมาพาทำ เป็นเศรษฐศาสตร์ที่เสียภาษี 100% ไม่มีของตัวของตนเลย ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา สละจนหมดตัว เศรษฐศาสตร์อย่างนี้คุณเข้าใจได้ไหมล่ะ มันเป็นจริงนะไม่ได้พูดเล่นๆ ทำจริงเป็นจริง แล้วตัวเองก็อาศัยอยู่ในหมู่ที่เสียสละ 100 %ด้วยกันนี่แหละ สังคมที่เสียสละภาษี 100% มีสังคมกลุ่มนี้กลุ่มเดียวในโลก ขอยืนยัน นอกนั้นมีแต่หลบเลี่ยงภาษีหรือเสียภาษีมากที่สุดเท่าที่จะซื่อสัตย์ได้เท่านั้นเอง ในสังคมคอมมิวนิสต์หรือสังคมประชาธิปไตยไหนๆ ก็แล้วแต่ ทั่วโลกเป็นอย่างนั้น 651003 อำนาจ 3 และพลังสร้างสรรของพระอรหันต์ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 57

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน