พลังสร้างสรรของพระอรหันต์มีความยิ่งใหญ่อย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
พลังสร้างสรรของพระอรหันต์มีความยิ่งใหญ่อย่างไร _พ่อครูว่า... ทีนี้คำว่า อรหันต์ คุณไม่เข้าใจว่าอรหันต์คืออะไร มันมิจฉาทิฏฐิกันไปไกล เป็น เดียรถีย์ กันไป อรหันต์ คือ ผู้รู้โลก รู้อัตตา รู้ความสัมพันธ์ของโลกทั้งหมด เกี่ยวข้อง ถ้าทางวัตถุก็อย่างที่ไอสไตน์ว่า เป็นความเกี่ยวข้องกันมีรีเรทิฟ ระหว่าง Space and time of continuum มันเป็นวัตถุ อวกาศกับเวลา ถ้าในภาษาของพระพุทธเจ้าก็คือ อากาสานัญจายตนะ กับ วิญญานัญจายตนะ อากาศกับวิญญาณ _สู่แดนธรรม... วิญญาณเป็นมวล อากาศเป็นที่ว่าง พ่อครูว่า... และอากาศนี้สุดท้ายก็คือจิตวิญญาณที่เป็นตัวประธาน เป็นตัว อากิญจัญญายตนะ เป็นตัวธาตุรู้ที่เป็นประธานที่ไม่มีกิเลสแล้ว เป็นตัวจัดการอากาศกับวิญญาณ อย่างซื่อสัตย์ที่สุดและอย่างมีภูมิปัญญาสูงสุดและเฉลียวฉลาดที่สุด ที่จะรู้จักความประนีประนอม อะลุ่มอล่วย ที่จะจัดสัดส่วนให้อยู่ได้อย่างสมดุล ดีที่สุด ที่จะพอเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นความรู้ที่เป็นความรู้ จัดการสังคมมนุษยชาติอยู่ ก็เป็นความรู้ที่จริงของทั้งผู้บริหาร ในสังคมประเทศที่มีกษัตริย์ ก็มีกษัตริย์เป็นรัฏฐาธิปัตย์ กับประชาชนเป็นรัฏฐาธิปัตย์เป็นราชประชาสมาสัย ทำงาน อาศัยซึ่งกันและกันอยู่ อย่างอะลุ่มอล่วยกัน หรืออย่าง compromise ประนีประนอมอยู่กันอย่างให้ได้สัดส่วน สงบ อบอุ่น ให้มีพลังงานสร้างสรรค์ เป็น 3 เส้า สงบ อบอุ่น สร้างสรรค์ ทำงานสังเคราะห์สังขารกันไป ประเทศไทยมีผู้นำที่มีกิเลสน้อยที่สุดจนสุดยอดเป็นพระอรหันต์ เป็นคนจริงๆที่กิเลสน้อยลงไป จนถึงขนาดไม่มีกิเลส หรือจะยังมีกิเลสอยู่ เฉพาะตน แต่เวลาออกไปทำงานนี่ โอ้โห.. คลาสสิคมาก เพราะไปทำงานกับประชาชนต้องทำตนเหมือนกับว่าไม่มีกิเลสเลย ออกทำงานกับประชาชนแสดงดรามาติค เหมือนกับคนไม่มีกิเลสเลย ไม
อ่านต่อ
่เห็นแก่ตัวเลย ไม่มีตัวตนเลย มีความรู้เท่าไหร่ใช้หมดทำงานให้แก่สังคมโลก อย่างนี้เป็นต้น เหมือนยกตัวอย่างทันทีเลย อย่างเช่น พลเอกประยุทธ์ พลเอกประยุทธ์จะหมดกิเลสหรือมีกิเลสอยู่ ส่วนเล็กส่วนน้อยไม่มีแล้ว กิเลสในโลก หยาบ กลาง ละเอียด โลกกิเลสของพระโพธิสัตว์มีอีกนับไม่ถ้วน เป็นกิเลสขั้นโพธิสัตว์ กิเลสขั้นอรหันต์ไม่มีแล้ว บอกได้เลยว่า พลเอกประยุทธ์นี้ กิเลสขั้นอรหันต์ ระดับโพธิสัตว์ระดับ 4 หมดแล้ว เหนือกว่าอรหันต์แล้ว แต่คนไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ ยาก นี่ อาตมาพูดไปอย่างไม่กลัวผิด มั่นใจว่า พูดถูกต้อง เพราะว่ามันมีตัวอย่าง พลเอกประยุทธ์ทำงานมา 8 ปี มีผลงาน มีความตั้งใจ มีพฤติกรรมพฤติกรรมการณ์จริง มีหลักฐานยืนยันต่างๆนานา ถ้าจะว่าไปแล้ว 8 ปีเหมือนทักษิณ ทักษิณอนุโลมว่า 8 ปีที่จริงประมาณ 7 ปี แต่พลเอกประยุทธ์ทำมากกว่าแล้ว ผลงานเทียบกันไม่ได้เลย ทักษิณทำมีแต่ชิบหายประเทศไทยยิ่งหมดเนื้อหมดตัว ทักษิณอยู่ต่อไปป่านนี้หมดแล้วประเทศไทย แกยึดหมดแล้วประเทศไทย แกเอาไปขายกินหมด ถ้าทักษิณแกอยู่ ขออภัยพูดแข็งๆตรงๆ ไม่ไว้หน้า เพราะไม่มีเวลามาก ขอสรุปว่า ประเทศไทยนั้นมีคนที่มีคุณสมบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ก็ดี เป็นโพธิสัตว์ก็ดี ซึ่งไม่ใช่จะเข้าใจได้ง่ายๆ มันมีรอบซ้อน เชิงซ้อนกันอยู่เยอะ เพราะฉะนั้น คนจะรู้ความรู้ของคน ต้องเรียนตามพระพุทธเจ้าเท่านั้น ขอย้ำอีกว่า พระพุทธเจ้าใช้เวลาหลายล้านปีมาก ศึกษาเรื่องคนกับสังคม สรุปลงตรงนี้ไปเข้าใจให้ดีๆ ธาตุของคนกับธาตุของสังคม มันเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าศึกษาและก็ไปจนถึงต้นธาตุต้นธรรมของความเป็นคนกับความเป็นสังคม จนจบเลย ธาตุคือสุดท้าย ธาตุจบแล้ว ธาตุ หรือ ทาส ก็คือคนยังไม่จบ แต่ถ้า ธาตุ มันจบ ก็เป็นคู่กันให้รู้ รู้ถึง ทาส(ทาษ) กับ ธาตุ รู้จนครบถ้วน ในความเป็นมนุษย์ชาติในความเป็นชีวในความเป็นจิตนิยาม ท่านรู้รายละเอียดพวกนี้ อาตมาพูดมาทั้งหมดเป็นความรู้ของอาตมาเอามาแสดงในยุคนี้ เพราะอาตมาเป็นไก่ตัวพี่ อาตมายืนยันมาหลายครั้งแล้ว ใครจะเป็นไก่ตัวพี่ รู้ในเรื่องของธรรมะโลกุตรธรรม และมีหลักฐานยืนยันว่า เมื่อบอกแล้ว คำสอนอธิบายแล้วก็เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ เป็นปาฏิหาริย์ตามคำพูดคำสอนคำบอก ประพฤติได้ไหม มีผลสำเร็จจริงไหม อาตมายืนยันว่ามีผลสำเร็จ มีสาธารณโภคี มีสาราณียธรรม 6 เป็นกลุ่มชุมชนที่มีสาราณียธรรม 6 อยู่ด้วยกัน อย่างชาวอโศกอยู่ด้วยกันอย่างสาธารณโภคี ซึ่งเป็นรัฐศาสตร์ที่สูงสุด สาธารณโภคีเป็นเศรษฐศาสตร์ก็สูงสุด รัฐศาสตร์ก็สูงสุด สังคมศาสตร์ก็สูงสุด ขอยืนยันว่าสูงสุดแล้ว ไม่มีระบบไหนสูงกว่าสาธารณโภคีอีก คอมมิวนิสต์ก็ต้องการสาธารณโภคี ประชาธิปไตยก็ต้องการสาธารณโภคี สาธารณโภคีบอกเงื่อนไขหลักง่ายๆ ก็คือ สาธารณโภคีคืออะไร สาธารณโภคีคือ คนทุกคนเสียภาษี 100% นี่คือเงื่อนไขง่ายๆ ของสาธารณโภคีเท่าเทียมกันหมด คนทุกคนทำงานอยู่ในสังคมนี้เสียภาษี 100% ทำงานแล้วเอาเข้ากองกลางหมด แล้วก็กินก็ใช้แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ก็ใช้กองกลางร่วมกัน โดยแต่ละคนมีวรรณะ 9 วรรณะ 9 มีอะไรบ้าง เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) เป็นคนกล้าจน เป็นคนมักน้อย ไม่เอาให้แก่ตัว เป็นคุณลักษณะที่แท้จริง กล้าจนหรือ เอาน้อยที่สุดเป็น 0 ไว้ใจสังคมแล้วก็ตัวเองไม่ต้องมีอะไรของตนเองเลย ถ้ายังไม่กล้าจนก็เอาแต่พอเพียง สันตุฏฐิ ใจพอ ใช้เท่านี้ก็พอแล้วมันมากไปออกไปให้คนอื่น พอ สันตุฏฐิ จากสันตุฏฐิ ก็ขัดเกลาตัวเอง ผู้ที่ยังไม่เป็นอรหันต์ หรือเป็นพระอรหันต์แล้วก็ขัดเกลาตัวเองได้อีก โดยทำงานขัดเกลาตัวเอง เมื่อเกี่ยวข้องกับผู้อื่น เกี่ยวข้องกับผู้อื่น 2 คน 3 คน 4 คนมากขึ้น ก็เป็นโพธิสัตว์ใหญ่ขึ้น เป็นโพธิสัตว์ที่แข็งแรงมีความรู้มากขึ้น _สู่แดนธรรม... ทำไมพระอรหันต์จะต้องไปขัดเกลาตัวเองอีก พ่อครูว่า... ก็เจริญขึ้นได้อีก เจริญร่วมกับคนอื่น เจริญงอกงามไพบูลย์ไปจนถึงไม่มีที่สิ้นสุด เจริญงอกงามไปได้จริงๆ เป็นความเจริญไม่สันโดษในกุศล เพราะฉะนั้นความดีงามเจริญขึ้นเรื่อยๆ แต่พระอรหันต์คือกิเลสหมดแล้ว หมดอาสวะสิ้นอาสวะแล้ว แต่เรียนรู้เรื่องความเจริญที่ไม่มีที่สิ้นสุดได้ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่มีที่สิ้นสุดได้ไปจนหาที่สุดไม่ได้เลย ขัดเกลาที่เหลือของตนเองที่ยังไม่ฉลาด หรือถ้าหมดกิเลสแล้วก็ขัดเกลาในส่วนที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่นทำให้ดีที่สุดมากขึ้นเรื่อยๆ สัลเลขธรรม โดยทำตามหลักเกณฑ์ของพุทธเจ้าสูงขึ้นๆด้วย อธิศีล เรียกว่า ธูตะ มีอาการที่น่าเลื่อมใส ปาสาทิกะ ข้อที่ 7 คนที่อยู่ในหมู่กลุ่มนี้ก็มีคุณธรรมเพิ่มขึ้นจนไม่สะสม ยอดขยัน วิริยารัมภะ ไม่สะสมแล้วยอดขยันทำเอาเข้ากองกลาง พลังงานของคนอย่างนี้ตั้งแต่ 1 คนที่มีคุณสมบัติวรรณะ 9 2 คนขึ้นไปก็เหลือแล้ว 3 คนขึ้นไปก็ยิ่งเหลือ 4 คนขึ้นไปก็ยิ่งเป็นยอดเศรษฐศาสตร์ 5 คนก็ยิ่งเหลือมากขึ้น 10 คน 100 คน 1,000 คนก็ยิ่งเหลือมากขึ้น เพราะทุกคนมีคุณสมบัติตั้งแต่ข้อ 1 ของวรรณะ 9 ไปจนกระทั่งถึงข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 _สู่แดนธรรม... ถ้านักเศรษฐศาสตร์ได้ฟังแค่เหตุผลก็เชื่อแล้ว พ่อครูว่า... นักเศรษฐศาสตร์ก็ตาม นักรัฐศาสตร์ก็ตาม นักสังคมศาสตร์ก็ตาม ฟังอาตมาถ้ามีภูมิปัญญาปฏิภาณ ก็อาตมาเอาของพระพุทธเจ้ามาพูดจริง ไม่ได้เรียนจากด็อกเตอร์คนไหน อาตมามีแต่คนเอาความรู้ของอาตมาไปทำ ดร.มาหลายคนแล้ว แต่อาตมาไม่ได้มีปริญญาอะไร แม้แต่ปริญญาจัตวา พูดถึงความเป็น อรหันต์ แต่คนไม่รู้จัก มันคืออะไรกันจริงๆ ผู้ที่มีกิเลสจริง เวลาไปแสดงออกข้างนอก แสดงเหมือนคนไม่มีกิเลส ก็เป็นพระอรหันต์แล้วในรูปธรรมข้างนอก ไปทำงานช่วยคนอื่นเขา เหมือนคนไม่มีกิเลสไม่เห็นแก่ตัวเลย เสียสละ เป็นจิตอาสาด้วย เป็นคนที่ ดีไม่ดีบางคนตายคน ก็นิยมชมชื่นกัน ไม่ว่าจะเป็นในระดับโลกีย์หรือโลกุตระ คนก็นิยมชมชื่นทั้งนั้นเพราะเป็นคนเสียสละแก่คนอื่น สละให้แก่คนอื่น จนกระทั่ง ไม่โง่จนกระทั่งตัวเองตาย แต่ตัวเองก็มีความเก่งความสามารถช่วยคนอื่นได้ตัวเองก็รอดดี คนอื่นก็ปลอดภัยด้วย อันนี้ต่างหากเป็นคนที่เก่งที่สุด ไม่ใช่ไป ช่วยคนอื่นจนตัวเองตาย จะต้องช่วยคนอื่นตัวเองก็รอด ผู้ที่ช่วยมาก็รอดด้วย นี่คือเก่งที่สุด เป็นมาตรฐานสูงสุด ไม่ใช่ว่าต้องเสียสละจนตัวเองตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้า นี่แหละสุดยอดแห่งนักบุญนั้นไม่ใช่ จะเอาตัวเองตายทำไม ทำให้ตัวเองตายมันก็ไม่เก่งสิ เขาก็จะบอกว่า พระอรหันต์จะไปรักตัวเองอยู่ทำไม ต้องให้ตัวเองตายเลยสิ อย่างนั้นมันก็โง่สิ เราต้องช่วยคนอื่นด้วยตัวเองก็ไม่ตาย ตัวเองก็ไม่ตายคนอื่นก็ปลอดภัย นี่ต่างหากเก่งกว่า คนที่เสียสละให้คนอื่นรอดแต่ตัวเองตาย จะไปสู้คนที่ตัวเองก็ไม่ตาย ตัวเองก็รอดคนอื่นก็รอดอย่างดีปลอดภัยทั้งคู่ นี่ต่างหากจริงที่สุด เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงของความรู้พวกนี้และทำได้จริงตามที่ว่านี้ และมันมีอีกอันนึง คือบารมี ราศีของบารมี ที่บอกว่า คนฆ่าไม่ตาย หรือเป็นอมตะ ไม่รู้จักตาย ฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย หรือปลอดภัย รอดปลอดภัยได้ เหมือนมีอะไรคุ้มครอง เขาไม่รู้ภาวะความคุ้มครองคืออะไร ความคุ้มครองพวกนี้ให้รอดปลอดภัย อยู่ดีๆคนเรามีพลังงานที่เป็นบารมีคุ้มกันให้รอดปลอดภัย มันไม่ใช่เรื่องฟลุ๊ค มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันเป็นบารมีที่คุ้มกันผู้นี้ ให้รอดปลอดภัย อย่างพระพุทธเจ้าใครทำร้ายไม่ได้ สูงสุดผู้ที่เลวร้ายที่สุดอย่างพระเทวทัต ทำร้ายได้แค่ให้พระบาท ที่ต่ำที่สุด ห้อเลือดได้ ทำร้ายได้เก่งที่สุดแล้วสำหรับพระเทวทัต นอกนั้นจะส่งอะไรมาทำร้ายไม่ได้ทั้งนั้น ไม่เข้าใกล้ได้ มีพระเทวทัตเท่านั้นทำได้ แล้วก็เท่าแค่ให้พระบาทห้อเลือด _สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยอธิบายไว้ว่า พวกบาปมาไม่ถึง เพราะมีบารมีกั้นเอาไว้ พ่อครูว่า... มีบารมีเป็นกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นไว้ กำแพงที่มองไม่เห็นนี่แหละเป็นเรื่อง อจินไตย เป็นเรื่องที่คนไม่สามารถเข้าใจได้ เรื่องนามธรรม ทำให้ทางสายสมถะ เทวนิยม เข้าใจไม่ได้ ก็เลยเป็นเรื่องอิทธิฤทธิ์อิทธิปาฏิหาริย์ไปหมด แต่ของพุทธ มันมีเหตุปัจจัยทั้งนั้น มันมีปัญญารู้ว่ามีเหตุปัจจัยเท่าที่ผู้ใดจะมีความรู้ในกรรมวิบาก อจินไตยต่างๆ ก็จะรู้รายละเอียดพวกนี้ รายละเอียดพวกนี้คือคำว่า ฌาน ฌานคือปัญญา ปัญญาคือฌาน ฌานวิสัย ของพระพุทธเจ้าที่เป็น อจินไตย ข้อที่ 3 คือ ปัญญาที่เข้าใจความจริงของภาวะ 2 ที่ลึกละเอียด สรุปลงแล้วภาวะ 2 นี่คือทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่ารูปกับนามที่เป็นภาวะของจิตแล้ว ถ้าหากรูปกับรูปก็เหมือนกับไอสไตน์ว่า space and time of continuum ของพุทธนั้นเรียนรู้ไปถึงรูปกับนามของวัตถุกับวัตถุ กับ ธาตุกับธาตุ หรือจิตกับจิตเลย ผสมผสานสังเคราะห์กันละเอียดไปหมด กลับมาหาคำว่า อรหันต์ที่ยืนยันได้ พิสูจน์ได้ กันก่อน อรหันต์ที่พิสูจน์ได้ เมื่อกี้นี้ก็พูดไปบ้างแล้วว่า ผู้ที่แสดงท่าทางให้โก้ ให้เป็นดรามาตึกที่คลาสสิคที่สุด แสดงออกช่วยเหลือมนุษยชาติ ด้วยความรู้ความสามารถ ถ้ามีความรู้ความสามารถมากพอ ก็ช่วยคนอื่นได้ อย่างประเทศไทยนี้จะว่าไปแล้ว เรื่องที่รุนแรง เรื่องที่มันโหดร้าย เรื่องที่มันหนักหนาสาหัส น้อยแล้ว นี่ไม่ใช่ว่าประชาธิปไตย หรือว่าประชาชนหรือว่า ประเทศ ที่ไม่รับ แต่ว่ามันไม่มีเองในประเทศ ประเทศเป็นประเทศโลกุตระ คนเข้าใจยากเพราะว่ามันเป็นชมพูทวีป เป็นทวีปที่สูงสุดแล้ว สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส ซึ่งจะไปอธิบาย สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส มันจะละเอียดมากไป พระอรหันต์คือคนที่พิสูจน์ได้ แม้แต่การแสดงออกข้างนอก เป็นผู้ที่จริงใจ เห็นว่าการช่วยมนุษยชาติเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ แม้ว่าตัวเองจะมีกิเลส ก็แสดงอย่างกับไม่มีตัวตน ตายเป็นตาย แต่มีความสามารถที่จะให้ตัวเองไม่ตาย ก็ไม่ใช่ว่ารักตัวเอง แต่ใช้ความสามารถอันสมดุล ทำให้ตัวเองช่วยคนอื่นได้รอด โดยที่ตัวเองยังไม่ตาย คนมองอย่างใดๆ ก็รู้ก็เห็นถึงพฤติกรรมของผู้ที่ช่วยเหลือผู้อื่นโดยที่เรียกว่า ให้พ้นทุกข์ พ้นลำบาก พ้นสิ่งที่ควรที่จะต้องหลุดพ้นออกไปได้ ตั้งแต่วัตถุจนกระทั่งถึงพฤติกรรม จนกระทั่งถึงจิตวิญญาณเป็นลำดับๆๆๆ ไป เพราะฉะนั้นผู้ที่ช่วยผู้อื่นได้ โดยที่ไม่เห็นแก่ตัวเองเลย นี่คืออรหันต์ เป็นนิยามของคำว่า อรหันต์ ผู้ที่ช่วยผู้อื่นโดยไม่เห็นแก่ตัวเองเลย เพราะฉะนั้นในขณะที่แสดงออกช่วยผู้อื่นโดยที่ไม่เห็นแก่ตัวเองเลย แล้วก็รักษาตัวเองไม่ให้ตายไปด้วยกัน ไม่เอา อย่าโง่ ต้องฉลาดพอที่จะรอดมาด้วยดีด้วยกัน นี่ก็คือความฉลาดที่ดีที่สุด _สู่แดนธรรม... วันนี้พ่อท่านอธิบายนิยามของคำว่า อรหันต์ เสียงพ่อท่านเหมือนมีพลัง พ่อครูว่า... มีพลังแต่มันมีหวิด ต่อไปคงจะไม่เรียกว่าเป็นหวัดแล้ว จะเรียกว่าเป็นหวิด ตัดมาจาก โควิด 651003 อำนาจ 3 และพลังสร้างสรรของพระอรหันต์ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 57