สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน นามธรรม 5 นิยามชีวิต 5.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข6 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน นามธรรม 5 นิยามชีวิต 5 ทุกวันนี้ไม่ได้เรียนรู้นิยามชีวิต 5 แต่ไม่มีในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี้ แต่โชคดี อยู่ในอรรถกถาจารย์ของท่านพุทธโฆษาจารย์ สำคัญมากเลยในการศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า เราเรียนรู้พลังงานอุตุ คือการปรุงแต่งของธรรมชาติ ไม่มีอัตโนมัติในตัวเอง ตัวเองเรียกว่าอัตตา แม้ดินน้ำไฟลม ไม่มีอัตตา ตัวเราคือตัว self ตัว I แล้วมีพลังงานอีก 2 คือ she he หรืออิตถีภาวะ ปุริสภาวะ ตัวเราเป็น 0 พีชนิยามก็มีตัวเรา แต่ปรุงแต่งเป็นอัตโนมัติของมัน มันรู้ว่าจะเอาดินน้ำไฟลมตัวไหนมาสังเคราะห์เป็นตัวมัน ตามที่มันมีสัญญากับสังขาร ก็ร่วมเป็นชีวะระดับหนึ่ง ระดับพีชะ ตามแต่ละเผ่าพันธุ์ของมัน มีความละเอียดมากมายหลากหลาย อย่างเช่นบนโต๊ะนี้มีผลไม้ชมพู่ เป็นต้น มีอีกมากมายหลากหลาย ถ้าเราสามารถอ่านอาการพลังงานได้ แยกแยะพลังงานได้ พลังงานในคนเป็นจิตนิยามแล้ว พระพุทธเจ้าสอนให้เราจัดสรรพลังงานของเราให้เป็นพีชะ ให้ไปปรุงแต่งตัวเองเท่านั้น อย่าเอาพลังงานของเราให้นิสัยเสียเกินพีชะ คือ ถ้าเราต้องการสิ่งที่จะมาเลี้ยงชีวิต ต้องการอาหาร กวฬิงการาหาร ก็ควรเอาอาหารมากิน มีธาตุอะไรควรได้ก็เอามาใส่ร่างกาย อาหารท่านแจกเป็น 4 หากเป็นผัสสะก็เกิดเวทนา แล้วจะเกิดเจตนา แล้วเราเองเราก็ไม่รู้ทัน เจตนามันอวิชชา จะมีกามตัณหาเป็นตัวต้น แล้วลึกเป็นภวตัณหา จบด้วยวิภวตัณหา เรียนรู้เจตนาที่มีกามก็ดับเจตนาตัวนี้ ดับเจตนา 3 คือกาม ความใคร่อยาก เจตนาคือธาตุรู้ที่รู้ทิศทางที่จิตเราจะไป พระพุทธเจ้าท่านก็สอนให้เรียนรู้นามธรรม 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ แต่พระอภิธรรมเขาไม่ได้เรียนอันนี้ ไปเรียน เจตสิก 52 89 121 เขาแจกไปแยะแต่ที่ต้องเรียนคือ นาม 5 กับรูป 28 นาม 5 เวทนา

อ่านต่อ

สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 คืออุปาทายรูป นามรูปเหล่านี้ต้องอาศัยสังเคาระห์สังขารไป

อธิบาย นาม 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ มนสิการคือ อ่านรู้จิต เจตสิก รูป นิพพานออก แล้วทำจิตทำใจ มนสิการ เราสามารถเรียนรู้แยกแยกจิตได้ การจะแยกจิตได้ จะต้องเรียนรู้ ทั้งรูปทั้งนาม และนั่นคือ กาย กายคือรูปกับนาม จะทำใจในใจก็ให้โยนิโส ให้ถ่องแท้แยบคายประณีตให้ลงไปถึงที่เกิด แล้วรู้เหตุที่ต้องกำจัดคือตัวไหน อย่าไปกำจัดผิดตัว นี่เป็นวิธีปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า คือมนสิการเป็น หากทำไม่ถูกต้อง ปฏิบัติธรรมไม่ได้ เช่นเขาทำใจในใจแบบสะกดใจ จริงๆ ปหาน 5 ของพระพุทธเจ้าก็มีวิกขัมภนปหาน คือกดข่มใจ มันเป็นอัตโนมัติธรรมดาธรรมชาติของคนอยู่แล้ว ที่มันจะทำการสะกดไว้ ยกตัวอย่าง เช่น เราอยู่กับสังคม สัมผัสกับคนนี้ เรื่องนี้ เหตุนี้แล้วจิตใจไม่ชอบ โกรธ คนก็กดข่มใจไม่แสดงออก ประเจิดประเจ้อน่าอาย นี่เป็นสามัญสำนึก มันเกิดกามก็ระงับไว้ อยากได้ใคร่อยากก็สะกดไว้ไม่แสดงออก ระงับไว้ก่อน ก็วิกขัมภนปหาน ธรรมดาธรรมชาติ แต่พระพุทธเจ้าไม่ให้เรียนแค่กดข่ม วิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้าไม่ใช่แค่ ดับจิตข่มจิต แต่ให้แบ่งส่วนปฏิบัติ สัมผัสสัตว์ สัมผัสสิ่งของ ที่ไม่ใช่ของเราแตะก็ไม่ได้นะ ไม่ใช่ไปหยิบมาอีก ขนาดแตะก็ไม่ควรทำ ถ้าของเราชัดเจนว่าเรามีสิทธิ์ก็หยิบได้เอาได้ เอามาเป็นเจ้าของด้วยมีเอกสิทธิ์ เรื่องระหว่างเพศ เมถุน โดยเฉพาะเพศหญิงชาย อย่าไปสัมผัสแตะเนื้อต้องตัวกันเลย พรหมจรรย์ ถ้าไม่ถือศีลพรหมจรรย์ก็อย่าละเมิดเกินเลย มีกิริยาไม่ดีแล้ว ถ้าสัมผัสโดยไม่มีกามเกิดก็ไม่เป็นไร ถ้ามีกามเกิดเป็นเรื่องเพศต้องเรียนรู้เลิกหยุด พระพุทธเจ้าท่านสอน นาม 5 อย่างกับรูป 28 ดิน น้ำ ไฟ ลม ชัดเจน มหาภูตรูป จากดิน น้ำ ไฟ ลม เกี่ยวข้องกันคน มีปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 กระทบสัมผัสภายนอกแล้วเกิดเวทนา เป็นภาวะ หากเป็นภาวะเดียว เป็นเวทนา 1 ไม่มีเวทนา 2 เป็นปุริสภาวะอย่างเดียว ไม่มีอิตถีภาวะ ที่เป็นเวทนาเก๊ นั่นแหละจบ สัมผัสทีใดก็เฉยๆ ไม่มีอาการ อยากได้มาเป็นเรา เป็นของเรา มาเสพ ตั้งแต่เสพสัมผัสหรือเสพเป็นของเรา ผู้สามารถเรียนรู้หน้าที่พลังงาน ของเวทนา ถ้างั้นเวทนามีหน้าที่รับรู้สึก เป็นอารมณ์สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ หน้าที่ของสัญญาเป็นหน้าที่ของการกำหนดหมาย สัญญาทำงานมาก ในตัวพลังงานจิต ผู้ที่รู้จักสัญญาแล้ว รู้ว่าสัญญา มันจะวิปลาส ในสัญญาวิปลาส 3 สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส กิริยาที่ถือโดยอาการวิปริตผิดจากความเป็นจริง, ความเห็นหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากสภาพที่เป็นจริง มีดังนี้ : ก. วิปลาสด้วยอำนาจจิต และเจตสิก 3 ประการ คือ 1. วิปลาสด้วยอำนาจสำคัญผิด เรียกว่า สัญญาวิปลาส 2. วิปลาสด้วยอำนาจคิดผิด เรียกว่า จิตตวิปลาส 3. วิปลาสด้วยอำนาจเห็นผิด เรียกว่า ทิฏฐิวิปลาส ข. วิปลาสด้วยยึดเอาวัตถุเป็นที่ตั้ง 4 ประการ คือ 1. วิปลาสในของที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง 2. วิปลาสในของที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข 3. วิปลาสในของที่ไม่ใช่ตน ว่าเป็นตน 4. วิปลาสในของที่ไม่งาม ว่างาม (เขียนว่า พิปลาส ก็มี) พระพุทธเจ้าสอนว่าทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป คุณสัมผัสกับอะไรก็ทุกข์ทั้งนั้นแต่ว่า วิปลาสไปว่าสุข หากใครสัมผัสแล้วไม่เที่ยง ทุกข์ ไม่มีตัวตน แต่วิปลาสแล้วสัมผัสก็จะบอกว่ามีตัวตน แล้วบอกว่าน่าได้น่ามี น่าเป็น วิปลาสไปเป็นสุภะเลย ทั้งที่มันอสุภะ ก็ไปวิปลาส อยากได้อยากมีอยากเป็น อยากได้ก็จะฆ่า ไม่ให้ก็แย่ง แย่งก็ฆ่ากันได้ ชนะก็ได้ไป นี่คือสงครามการอยากได้ พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ มนสิการคือ การจัดการใจตัวเอง ไม่เช่นนั้นจะสังขารบ้าบอเบียดเบียนทำร้ายทำลาย โลภจัดหวงแหน จนเป็นตัวกูของกู ของข้าใครอย่าแตะ

พาดพิงถึงคนกอบโกยหวงแหน มาเป็นตัวกูของกู โกยมาเป็นร้อยพันหมื่นแสนล้าน ร้อยล้านพ้นล้านไม่รู้จักจบจักพอ คนนั้นคือคนไม่รู้จักพอ ประเด็นความพอในหลวงรัชกาลที่ 9 ถึงได้ตรัสว่าให้เรียนรู้ความพอเพียง เพียงใดควรพอ ก็ต้องรู้จักขีดความพอ คนที่ไม่รู้จักคิดความพอ คนนั้นก็จะก่อบาป สัตว์เดรัจฉานมันก็ยังรู้จักพอ เมื่อมันกินอิ่มแล้วก็พอ มันไปล่าสัตว์ เมื่อมันล่าได้มันก็กิน กินอิ่มแล้วมันก็ทิ้ง สัตว์อื่นก็มากินต่อ หรือไม่ก็แร้งลง สัตว์แบคทีเรียก็กินต่อ

คนไม่รู้จักการทำใจในใจนี่แหละ ที่เป็นต้นตอที่พระพุทธเจ้าตรัส การเรียนรู้ธรรมะก็ต้องเรียนรู้จาก สัตบุรุษ 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ . 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61)

คนที่มนสิการไม่บริบูรณ์จะไม่ได้สติสัปชัญญะที่จะต่อเป็นสัมปัชชติหรือสัมปัชชลติหรืออะไรอื่นๆอีก สัมปชัญญะ = ความรู้ตัว ต่อกับการมีสติระลึกรู้ สัมปชานะ = รู้สำนึกตัวในการปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อสัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สัมปัชชลิตะ = สว่างเรืองรอง สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล.(ในรอบนั้น) สัมปฏิเวธะ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอดในรอบนั้น ปฏิสาเรสฺสามิ = จักทำให้เขาสำนึก ปัจจเวกขันตัสสะ = ได้สำนึก) ฌาน คือตัวบุญ เป็นพลังงานที่ไปจัดการกำจัดสลาย ไฟราคะ โทสะ โมหะ บุญ คือองค์รวมของการทำฌาน ฌาน คือการปฏิบัติ จะปฏิบัติให้เกิดฌานได้ต้องมีปัญญาประกอบ ขั้นปัญญาก็สามารถสร้างพลังงานทำพลังงานให้มีประสิทธิภาพสลาย การจัดสลายจึงต้องเกิดปัญญาถึงจะเป็น ไฟฌาน ท่านเรียกปัญญาขั้นฌานว่าคือปัญญาแต่ ธาตุรู้ของปุถุชนไม่ใช่ปัญญา มีแต่กาม โทสะ ผสมตลอด คือความรู้ของมนุษย์โลกียสามัญ เมื่อมาเรียนรู้แล้วก็จะรู้จักยับยั้งด้วยปัญญา หากศาสนาไม่ใช้ปัญญาก็จะกดข่ม หยุดคิดหยุดสัมผัสไม่แตะต้องเลย ชีวิตไปอยู่ในป่าเขาถ้ำ เป็นมนุษย์ไม่ทำอะไรก็ขอเขากินอย่างเดียว ลัทธิเชน พระพุทธเจ้าสอน มนสิการ เป็นตัวที่ต้องทำให้เป็น หากมนสิการไม่เป็นไม่มีทางบรรลุ ต้องแยกแยะจิต จนเข้าใจเวทนาในเวทนา คือ จิต เจตสิก มี กาม พยาบาท ที่ปรุงแต่งในเวทนาแล้วกำจัดด้วยปัญญา ว่ากิเลสมันไม่เที่ยง กิเลสเป็นเหตุแห่งทุกข์ จะเข้าใจอาการจิตที่เป็นกิเลส เข้าใจอย่างชัดเจนจนพ้น วิจิกิจฉา แล้วต้องฆ่ามันด้วย ศีลพรต คือสังโยชน์ 3 ต้องรู้ตัวตนของสักกายะ องค์ประชุมของรูปนาม ปรุงแต่งเป็นกิเลส ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส กระทบแล้วเกิดเวทนา เกิดเป็นความสุขความทุกข์ คือมีการปรุงแต่งด้วยสังขารแล้ว แล้วเราก็หาเหตุ ถ้าบำเรอก็สุขไม่ได้บำเรอก็ทุกข์ อยากอยู่ก็ทุกข์ พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้วิญญาณทางทวาร 6 เกิดผัสสะ อายตนะ นามรูป ปรุงแต่งกัน อายตนะจะเกิดต้องมีรูปกับนามปรุงแต่งกัน ต้องระหว่างสิ่งที่มีวิญญาณสัมผัสกันจึงจะรู้เรื่อง สัมผัส แล้วเกิดอายตนะ เกิดในขณะผัสสะ เมื่อเลิกผัสสะอายตนะก็หายไป บุญเกิดแล้วทำงานเสร็จก็หายไป แต่อายตนะเมื่อไม่มีผัสสะแล้วก็หายไป แต่บุญทำหน้าที่ชำระกิเลส พยายามสร้างพลังงานบุญนี้ให้ได้ การสอนธรรมะทุกวันนี้ ไปสอนธรรมะกันว่า การทานแล้ว เกิดบุญ ทำทานแล้วเกิดกุศล ทำทานแล้วเกิดบุญได้ คือจะต้องทานแล้วจบไม่มีภพชาติ หรือลดภพชาติได้ส่วนแห่งบุญ การทำทานคือการเสีย การให้ การสละ ไม่ได้เอา ไม่ได้ได้ คือการเสียนะไม่ใช่การได้ ผู้ใดรู้ว่าเราได้ให้ แล้วจิตเราไม่มีอะไรต่อ ไม่ต้องคิดบุญคุณ หรือคิดว่าะจะได้อะไรตอบแทน หรือทุกวันนี้ให้แล้วจะได้วิมาน ให้คือความฉลาด คนให้คือคนมีกุศล กุศลแปลว่าฉลาด คนที่มีชีวิตเพื่อให้คือคนในกุศล แต่ถ้าให้แล้วยังต้องการสิ่งตอบแทน ให้แล้วจะมีอะไรต่อจากการให้ คนนั้นแหละ นอกจากไม่เกิดบุญแล้ว เกิดอกุศลต่ออีก การให้ เป็นกรรมกิริยาชนิดหนึ่ง ถ้าเผื่อว่าการมีกิริยาให้ เป็นเรื่องดีแต่การเอามันเป็นการไม่ดีสำหรับชีวิต ก็สรุปว่ามีการเอากับการให้ คนเราให้นั้นดีที่สุด ถ้ารู้ว่ามีชีวิตแล้วพยายามเป็นคนให้ ไม่เป็นคนเอา ถ้าไม่เอาแล้วทำอย่างไรถึงจะอยู่ได้ ก็ต้องสร้างด้วยตัวเอง คุณก็มีสิทธิ์ในสิ่งที่คุณสร้าง ถ้าไม่ใช้สิ่งที่คุณสร้างแล้วไปเอาของคนอื่นมากินมาใช้ มันก็เป็นหนี้อย่างน้อย มากขึ้นก็แย่งชิงหรือมากต่อไปก็ฆ่าเลยเพื่อแย่งชิงมา ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา

ถ้าเข้าใจแล้วชีวิตนี้จะอยู่เพื่อให้ อาตมาออกบวช โภคักขันธัง ปหายะ ญาติปริวัฎฎัง ปหายะ ไม่มีทรัพย์สมบัติอื่นจะให้นอกจาก ธรรมะ ธรรมะก็เป็นความรู้ หากไม่รู้ธรรมะก็เอาธรรมะที่มิจฉามาให้คน คนที่รู้จักธรรมะ อย่างสัมมาอย่างถูกต้อง เป็นความรู้ที่เป็นวิชชา ถูกต้อง ถึงจะเอามาให้ เอามาพูดกันได้ ถ้าเอาธรรมะที่ผิดๆ มาแจกกันก็เสียหาย จึงต้องระวังในการให้ธรรมะแก่คน จะต้องชัดเจนว่าถูกต้องนะ เช่น ให้ของที่เป็นประโยชน์ก็ยังมีค่า เขาก็ต้องเลือกเอา เราไม่พึงให้ของที่เป็นโทษแก่กันและกัน แต่มันก็ให้ตั้งแต่วัตถุหยาบ เช่นเอาไหมลูกปืน จะให้ เอาไหมสิ่งเสพติด ใครที่สร้างสิ่งเสพติดให้คนติดนั้นเป็นบาปมาก พวกเราพยายามสร้างผลไม้ให้คนชอบ ให้คนกินแล้วติดใจ อยากจะได้ของเรา มันก็เป็นของดีนะ แต่มันก็ทำให้คนติด สุดท้ายมันก็เลยดูเหมือนจะเมาว่าไม่ควรจะสร้างอะไร ชักเมาชักยาก ตกลง เราต้องสร้างสิ่งที่ดีแต่อย่าให้คนชอบ

อาตมาบรรยายธรรมะ จนกระทั่งไม่มีอะไรจะขยายความ มันเยอะแยะ ที่จะขยายความ เจาะ ไปถึงพลังงาน ระดับนิยามชีวิต 5 พระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องกรรม ในทิฏฐิ 10 ข้อที่ 4 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ . (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) ทานคือการให้ แล้ววิธีปฏิบัติต่างๆ เรียกว่า ยิฏฐัง ยัญพิธี สรุปว่าทานอย่างไรจะเกิดผลแก่จิต (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) การมนสิการอย่างละเอียดลออถ่องแท้ประณีต ว่าการทานอย่างไรถึงจะไม่เกิดกิเลส ในที่สุด ทำทานไม่ให้เกิดการดีใจหรือเสียใจเกิด ทานก็คือการให้แต่ไม่ต้องดีใจหรือเสียใจ ยิ่งไปทานแล้วต้องได้ภพชาติ สร้างอะไรต่อไปอีก การทานแบบนี้นี่แหละไม่มีผล ทานไปมีภพชาติ ทานไปมีอะไรหวังขึ้นไป อย่างในทานสูตร ทานแล้วอย่าสร้างจิตหวัง ถ้ายิ่งสร้างก็ไม่จบ ผูกพันต่อไป 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ เอาเซฟใหญ่ๆกว่าคอนเทนเนอร์เลยเอามาใส่ ใส่เพื่อเป็นภพชาติ ชาตินี้มีแล้ว ให้ชาติหน้ามีอีกเป็นภพชาติ นี่คือคนที่ไม่รู้จักการทาน อย่างเช่นธัมมชโย สอนให้ทำทานแล้วจะได้ภพชาติ เป็นวิมาน การทำทาน คือให้ลดกิเลส แต่นี่สอนให้มีภพชาติ วิมานใหญ่โต เป็นความหลอก ทั้งหมดเป็น ทานกับบุญเมื่อเป็นตัวเดียวกันแล้ว ทานคือจะอยากได้อะไรไม่มีเลย ล้างกิเลสอยากได้ ไม่มีตัวไม่ชอบใจ ไม่มีตัวยินดีเป็นอุปกิเลส แต่ทานอย่างที่รู้ว่ามันดี ควรให้ก็ให้ จบ คนเราที่ไม่ละเอียดประณีตสุขุมมากพอที่จะเข้าใจในลักษณะต่างๆที่เราจะทำใจในใจของเราอย่างไร ทำใจในใจของเรา แม้ให้ก็ให้อย่างไม่มีอะไรเลย จิตว่างๆกลางๆ ให้อย่างอุเบกขา อย่าไปให้อย่างจิตยึดติดในสิ่งที่ให้ แต่เรารู้ว่าควรให้ หากไม่ควรก็ไม่ให้ ในบารมี 10 ทัศ พระพุทธเจ้าให้รู้ชีวิตจิตใจ ว่าเกิดมาเพื่อให้ไม่มีอะไรมาเอาแก่ใคร เป็นอรหันต์ก็จบ มีชีวิตเพื่อให้อย่างเดียว เพราะฉะนั้นจึงอยู่ด้วยเมตตาและอุเบกขา ในบารมี 10 ทัศ ขึ้นต้นด้วยทาน จบด้วยเมตตาและอุเบกขา ชีวิตพระอรหันต์คือการทานด้วยเมตตาและอุเบกขา ผู้ที่ไม่บรรลุก็ต้องเรียนรู้โดยการ ทำศีลมีเนกขัมมะรู้จักวิธีกำจัดกิเลสออกได้ รู้ว่ากิเลสหมดแล้วไม่เกิดอีกในจิต อดทนพากเพียรทำให้มันหมดจนเกิดสัจจะความจริง แล้วก็ตั้งจิต ผู้ที่ยังไม่เป็นอรหันต์ ก็ตั้งจิตกับกระทำจนครบสัจจะ เมื่อครบสัจจะจบเป็นอรหันต์แล้ว ก็ไม่ต้องตั้งอะไรแล้วอยู่กับเมตตาและอุเบกขา มีชีวิตเพื่อการทาน เพื่อให้อย่างเดียว ถ้าคนมาปฏิบัติด้วยเหตุปัจจัยของกรอบการปฏิบัติคือศีลเพื่อให้เกิดการทาน ให้เอากิเลสออก ไม่มีชีวิตที่อยากได้ มีแต่ชีวิตที่จะให้ อย่างมีความฉลาดเฉลียวเกิดปัญญา ในบารมี 10 ทัศ ในทั่วไปเขาอธิบาย ว่ามีบารมีเบื้องต้นเป็นโลกียบารมี อุปบารมีก็สูงขึ้น ส่วนปรมัตถบารมีเขาก็ว่า ปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ ในการบำเพ็ญบารมี ให้เรียนรู้เป็นขั้นตอนไปตามลำดับ

600410_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน5

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน