สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน มหาจัตตารีสกสูตร ตอน 1.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์21 KB
วันที่แก้ไข6 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน มหาจัตตารีสกสูตร ตอน 1 มาเข้าสู่ สัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ มหาจัตตารีสก แปลว่าสี่สิบ สี่สิบอันยิ่งใหญ่ มหา มีโลกียะ 20 มีโลกุตระ 20 แล้วแบ่งโลกียกุศล 10 ของกุศลโลกุตระ 10 รวมแล้วเป็น 40 แบ่งสองก่อน คือโลกียะกับโลกุตระ 2 แล้วสองก็แบ่งเป็นกุศลอกุศล เช่น เคหสิตเวทนา เป็นโลกีย์ ก็มีกุศล 10 อกุศล 10 มรรค 8 ผล 2 เป็น 10 เพราะฉะนั้น เราทำกุศลโลกีย์ ก็ครบ 20 มาโลกุตระ ก็ทำกุศลโลกุตระ ให้เป็น 10 คือมรรค 8 ผล 2 ก็เป็นอีก 20 เป็น 40 เช่น เนกขัมสิตเวทนา เนกขัมมะคือออกจากโลกีย์ มาเป็นอีกโลกหนึ่ง เป็นคนอีกระดับหนึ่ง ผู้ยังเป็นโลกีย์อยู่ ยังไม่ข้ามโคตร ข้ามมาโลกโลกุตระไม่ได้ ก็มีอัญญะ ที่เป็นพลังงานทางความฉลาดนี้แหละ มีธาตุรู้ที่ใช้พยัญชนะ เรียกว่าอัญญะ เป็นธาตุรู้ที่สามารถรู้ได้ เป็นการรู้ความหมายของโลกุตระ อย่างแท้จริง สายเนกขัมสิตะ ที่เป็นมโนปวิจาร 18 ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ มันก็สามารถรู้และเป็นเวทนา 3 ได้ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ในโลกียะก็เป็นอย่างนั้น สุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ แบบโลกียะ แบบอุปาทาน บำเรอตัณหาอยู่เช่นนั้น พอมาเรียนรู้แล้วออกจากโลกแบบนั้น มาว่างตามลำดับ มโนปวิจาร 18 ของโลกุตระ เราก็มาเรียนรู้ ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ แยกสุขโลกีย์ออกให้ลดลง สุขกับทุกข์ลดลง ลดเหตุแห่งสุข ก็คือตัวเหตุแห่งทุกข์ ลดเหตุดับเหตุไปตามลำดับๆ ที่พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ ก็ไล่ไปตามลำดับ เริ่มต้น พระพุทธเจ้าสอนก็บอกว่า ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิ ก็ขอตะโกนดังๆ ไปสู่ผู้หลงในมิจฉาสมาธิทั้งหลาย หลับหูหลับตามีทวารเดียว ให้ตื่นขึ้นมารู้ มีทวารทั้ง 6 ให้ตื่นออกมา ท่านบอกว่า เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอาริยะ (อันประเสริฐ) อันมีเหตุมีองค์ประกอบ ทุกอย่า

อ่านต่อ

งต้องมาแต่เหตุ แล้วมารวมกัน เป็นปัจจัยสังเคราะห์สังขารกันอยู่ 7. มหาจัตตารีสกสูตร (117) [252] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [253] พระผู้มีพระภาค จึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิ ของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ [254] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิ รู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผลผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี นี้มิจฉาทิฐิ ฯ ออ พ่อครูว่า… ทาน ยัญพิธี สังเวย ก็คือ ทาน ศีล ภาวนา เป็นสามตัวแรกของทิฏฐิ 10 ทาน ศีล ภาวนา คือ ทาน วิธีปฏิบัติ และการเกิดผลที่จิต เกิดผลให้จิตลดกิเลส ทำทานก็ลดกิเลสเป็น ปฏิบัติศีลก็ลดกิเลสเป็น แต่ทุกวันนี้ปฏิบัติศีล อย่างสีลลัพพตุปาทาน อย่างเก่งก็สีลพตปรามาส อาตมาแยกแยะ สองคำนี้มันไม่มีผลทั้ง สีลลัพพตุปาทาน สีลพตปรามาส มันไม่มีผลทั้งคู่ สีลลัพพตุปาทาน ก็ถือศีลตามเขาไป เขาถือกันก็ถือไป เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ก็ไม่ฆ่าสัตว์ไปเฉยๆ ดีไม่ดีเอ็นดูสัตว์ รักสัตว์ สัตว์ของข้าใครอย่าแตะ ถือศีลแล้วก่อบาปเวรภัย ศีลข้อ 1 ไม่ทำร้ายสัตว์ แต่ดันไปรักสัตว์ รักจนใครไปแตะต้องไม่ได้ จะต้องทำร้าย ฆ่าคนมาแตะอีก คนนี้ถือศีลอย่างอุปาทานมีโทษภัย รักก็รักเกินไป ช่วยก็ช่วยเกิน จนไปทำร้ายคนอื่น ต่อเวรภัย ไม่เข้าใจความเหมาะพอดี คือ ก็ถือศีลตามเขาไป เขาถือกันก็ถือไป จะไม่ลงตัว ไม่มากไปก็น้อยไป ไม่มีวิธีปฏิบัติให้ลงตัว ส่วน สีลพตปรามาส มีปัญญาแล้วรู้วิธีปฏิบัติ แล้วทำได้ ถ้าจะทำก็ทำได้ ข้อสำคัญคือ ยังไม่ทำให้สำเร็จ ทำได้ถูกต้องด้วยถ้าจะทำ แต่ไม่สำเร็จ ทำตามเหตุปัจจัยอยู่กับหมู่ไป แต่ลูบคลำ เล่นไปอยู่อย่างนั้น ไม่เอาจริง ไม่ทำให้สำเร็จ ก็เลยไม่เกิดผล ไม่ได้ผลและไม่จบสักที ลงมือสักทีสิ ถ้าทำไม่เป็นไม่รู้ก็เห็นใจเขา แต่คนรู้แล้ว มาฝึกปฏิบัติ ได้ไปบ้างแล้ว ดีไม่ดี ได้จนเกือบจะสำเร็จแล้ว แล้วต่องแต่งอยู่ทำไม (วะ) นั่นแหละคือ สีลพตปรามาส เพราะฉะนั้น ในสังโยชน์ 3 1.เป็นผู้รู้จักตัวกิเลส คือสักกายะ รู้จนครบ ไม่มีความสงสัย ไม่มีอะไรที่ไม่รู้ พ้นวิจิกิจฉา สังโยชน์ข้อที่สาม สีลพตปรามาส ต่องแต่งปรามาสอยู่ รู้แล้วทำไมไม่ทำเสียที เท่านั้นแหละ เพราะฉะนั้น พระโสดาบัน ถ้าผ่านสังโยชน์สองข้อ ผ่านสักกายะ รู้เหตุปัจจัย รู้จักกิเลสที่จะต้องปฏิบัติแล้ว จนไมสงสัย ไม่มีอะไรข้องคา แต่ยังไม่ลงมือทำ มันจะได้อยู่แล้ว มันน่าเขกกบาล ทำแล้วให้ได้ จะได้มาช่วยกัน แม้บรรลุแล้ว ตัวอย่างมีทางพัฒนาต่อไป ให้แข็งแรงตั้งมั่น มีอย่างอื่นที่จะให้เจริญพัฒนาต่อไปอีก จนกว่าจะเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่จะช้าอยู่ไย ปปัญจรามตา ยินดีในความเนิ่นช้า ยกตัวอย่างเถอะ พระอวโลกิเตศวร ผู้พี่ ก็ยังต่องแต่งอยู่นั่นแหละ ทำเป็นตัวอย่าง ของมหาจักรวาล ใจอยากจะช่วยทั้งมหาจักรวาล ดีสุดดีเลย ก็ไม่เป็นไร เป็นปณิธานที่ยิ่งใหญ่

ทานอย่างไรถึงมีผลต่อจิต เอาทานสูตรมาอธิบาย ต้องทำจิต อย่าไปทำให้มันมีพลังงานออกไป เป็นพลังงานออกไปที่ใช้ศัพท์ว่า หวัง(สาเปกโข) ให้มีพลังงานอะไรต่อไป ไม่เอา ต้องรู้พลังงานที่ยื่นออกไป มันไม่มีเส้นสาย มันเกิดยิ่งกว่า ปรามณู อย่าให้มีหน่วยพลังงานออกไป แต่ต้องศึกษาฝึกฝน ทำใจในใจ มนสิกโรติ ต้องทำใจในใจของเรา ต้องอ่านอาการของจิต อย่าให้มีอาการออกไปเลย ท่านสอนพยัญชนะ อุปจยะ คือจะมีเหตุปัจจัยเกิด อุ เป็นตัวที่สาม อะ อิ อุ ตัวอุเป็นตัวที่สาม พลังงานที่อะไม่มีเลย อิเริ่ม อุ ครบสามเส้า ถ้าเกิด อะ อิ ยังพอกลับได้แต่ถ้า อะ อิ อุ มันเป็นสามเส้า หมุนเลยนะ เพราะฉะนั้น อย่าให้เกิด อุปจยะ ก็สามอีก คือ อุ ป จ ยะ ตัวยะคือตัวตน ตัว ป คือตัวทำ ตัวประกอบการ ตัว จ คือธาตุรู้ ถ้าทำอย่างรู้ก็ดี คนที่จะทำอย่างรู้ ก็ทำแค่สอง ไม่ให้เป็นสาม จะเป็นวัฏฏะวน ผู้ที่สามารถทำให้เกิด 2 ได้แต่ยิ่งสบาย ไม่มีทางเป็นวง เป็นอัตตา คนที่เก่งจริงๆจะทำให้เกิด วนได้ เป็นพีชะ หากพลังงานสอง เป็นบวกกับลบ เดินในระนาบ พลังงานวงวนแล้วเป็นชีวะเป็นพีชะ ส่วนอุตุเป็นพลังงานแนวระนาบบวกลบ พอเป็นสาม ก็มีอัตโนมัติรู้ทำตัวเองได้ ISH

ทานแล้วต้องไม่ให้เกิดสาเปกโขให้ได้ แต่ถ้าทำแล้วมีสาเปกโข ทานแล้วจะได้วิมานมหาศาล ได้ลาภยศสรรเสริญ ได้วิมานไม่สิ้นสุด อย่างความรู้ของธัมมชโยสอน เพราะว่าโง่เง่า ยึดติดเป็นตัวตน อีกนาน เป็นปฏิปักษ์อย่างแรง ต่อนิพพาน 180 องศา ดึงกลับยากมาก หากทำทานแล้ว ทำใจในใจเป็น ก็มีสิทธิ์ หรือถือศีล ดูวิธีปฏิบัติ ปฏิปทา มีวิธีปฏิบัติที่จะล้างกิเลสออก เช่นอย่าทำร้ายสัตว์ อย่าทำร้ายชีวิต ก็ต้องรู้ว่า สัตว์มันมีชีวิต กว่าจะจากอุตุ มาข้ามเขตเป็นพีชะ ก็กว่าจะข้ามมาเป็นจิต แล้วกว่าจะข้ามมาเป็นโคตรภู มาเป็นเวไนยสัตว์ได้ต้องใช้ระยะเวลา นานขนาดไหน สัตว์จะเป็นเวไนยฯ หรือไม่ก็เป็นวิบากเขา จะไปเติมวิบากไม่ดีทำไม ถ้าจะต่อก็มาต่อวิบากกุศล กับอาตมาดีกว่าไหม จะไปร่วมทำไมกับธัมมชโย หรือไปเข้าข้างมหาเถรสมาคม ที่เข้าข้างธัมมชโย แค่นี้ไม่ฉลาดก็โง่ต่อไป จะไปเชื่อมโยงกับเขาทำไม คุณจะอยู่ข้างไหน อาตมาถึงได้เตือนมหาเถรสมาคม ตื่นเสียที งมงายอะไรนักหนา มันควรจะเลิกได้แล้ว กับสิ่งที่เป็น บาป เวรภัย มาทำสิ่งที่ประเสริฐ ทุกวันนี้ อาตมาพูดอย่าง อาสภิวาจา พูดอย่างองอาจไม่ไว้หน้า พูดอย่างผู้ใหญ่เต็มที่แล้ว มันเหลาะแหละมานานแล้ว

สามเส้าแรก ในสัมมาทิฏฐิ 10 มี เป็นส่วนแห่งบุญ (ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์ (อุปธิเวปักกา).

1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) . . . . 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4. ผลวิบากของกรรม ที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ . (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) . . 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . . 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ . 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) . . . 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) . . 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) . . . 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) . . . . . (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257) พ่อครูว่า… กว่าอาตมาจะกล้าประกาศว่า อาตมาเป็น อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ อาตมาเป็นสยังอภิญญา ไม่ใช่สัมมาสัมพุทธะ ไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่เป็น สมณพราหมณ์ผู้ ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ แล้วปฏิบัติจนถึงผลบรรลุ อย่างรู้แจ้งเองสัจฉิกตวา รู้แล้วได้แล้ว เป็นเองเป็นจริงแล้ว ถึงลมหายใจเฮือกนี้ อาตมาชัดเจนว่าอาตมาใช่ อาตมาไม่ได้หลอกลวงใคร ถ้าหลอกก็บาป อาตมาแน่ใจว่า ไม่ได้โกหกหลอกลวง ไม่เลียบเคียง ไม่เหลือเชื้อมังกุ ไม่เก้อยาก ไม่มีแล้ว ไม่เหลือแล้ว เป็นความบริบูรณ์ ชัดเจน แจ่มแจ้ง สัจฉิกตวา จึงประกาศไปอย่าง องอาจแกล้วกล้า ประกาศอย่างผู้ใหญ่ ที่พูดกับผู้น้อยทั้งหลาย พูดอย่างเป็นปู่ เป็นพ่อ พูดกับลูกหลาน เป็นความเมตตาปรารถนา เป็นเจตนาที่จริงใจ ไม่มีอะไรแอบแฝง ไม่มีอะไรไม่ซื่อสัตย์ อธิบายโลก กับอัตตา อาตมารู้แจ้ง อัตตา 3 โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา อาตมาสามารถอธิบายให้คุณเข้าใจ แล้วเอาไปล้างอัตตา ของตัวเอง ทำโอฬาริกอัตตาก่อน อย่าไปหลง มโนมยอัตตา อรูปอัตตาก่อน ถ้าหลงแต่นอก ไม่เข้าหาในเลยไม่ได้ ต้องมีสอง มโนมยอัตตาภายนอก ก็อย่างหนึ่ง มโนมยอัตตาภายใน ก็อย่างหนึ่ง

โลก ประกอบไปด้วย การสังเคราะห์สังขารหมุนเวียน ปนเปกันเลอะไปหมดไม่เป็นระบบ ก็ไม่มีวันจัดสรร ให้ลงรอยลงรูปได้ จนกว่าจะรู้ ตั้งแต่โลกต่ำสุด เป็นโลกอบาย หรือนรกอวเวจี ก็เข้าใจให้ได้ว่าเป็นความวน ในความเดือดร้อนวุ่นวายเลวร้าย ในบรรดาที่ไม่ควรจะเป็น ที่มนุษย์ไม่ควรเป็น ก็เลิกมาให้ได้ เช่น ไปรวยไม่รู้จักจบ นี่มันโง่ฉิบหาย ทำไมมันดื้ออย่างนี้พวกนี้ ลูกพวกนี้ อาตมายังถือว่าคนรวย เขาเป็นลูกอยู่นะ อาตมายังมีน้ำใจให้เขานะ ให้เลิกเสียเถอะ เพราะว่ายิ่งรวยยิ่งบาป ยิ่งทำให้คนอื่นเดือดร้อน ถ้าแจกออกสะพัดออก คนอื่นจะยิ่งได้รับการช่วยเหลือ ไม่รู้ได้อย่างไรแค่นี้ จะทำโง่ดักดานไปถึงไหน ขี้หอบหวงกอบโกยถึงไหน โดยเฉพาะ ทำการเบียดเบียน ทำร้ายคนอื่น ไม่รู้กี่ชั้น คนอื่นเดือดร้อน คุณพอได้ไหม คำว่าพอ คุณเริ่มได้ เอาก่อนเลย คุณรวยขนาดนี้ แสนล้านพอ เกินแสนล้าน ก็กระจายสู่คนอื่น มันก็มากแสนมากแล้วนะ แค่หมื่นล้านก็เหลือพอ ถ้าคุณลดจากแสนล้าน มาหมื่นล้านได้ก็เจริญ อย่าหลงว่าตนเองชื่อเจริญ แล้วเจริญนะ แต่แท้จริงเสื่อม เหมือนธัมมชโย ไม่ใช่ผู้ชนะ แต่เป็นผู้แพ้ อย่างที่มองไม่เห็นฝั่งเลยปาราชิก แพ้แล้ว ไม่พากเพียรอย่างมหาชนกด้วย ป่านนี้ขาดำไปไหนแล้ว

กรรม โลกนี้ โลกหน้า

กรรมคือการทำกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม คือกัมมันตะ แล้วก็วาจา ทางใจ สังกัปปะ พระพุทธเข้าตรัสทาน โลกนี้ โลกหน้า ท่านตรัส ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ สัมมาทิฏฐิ องค์แห่งมรรค ไปที่สังกัปปะ 7 _ฝ่ายไตร่ตรอง-ริเริ่มเคลื่อนไหว (dynamic ขั้วลบ หรือ Kinatic) 1. ความตริ,ตรึก-แรกเริ่มนึกคิด (ตักกะ) 2. ความตรอง-คิดวิตกยิ่งขึ้น (วิตักกะ) 3. ความดำริ-มีความคิดปรุง (สังกัปปะ) (วิมุติแล้วย่อมมีชำนาญในครรลองแห่งใจ จะคิด-ไม่คิด ก็ย่อมทำได้ตามประสงค์ เพราะมี “เจโตวสิปัตตะ”)

_ฝ่ายตั้งมั่น (static ขั้วบวก/Potential) เป็นแกนพลังศักย์ ให้มั่นคง 4. ความแน่วแน่ (อัปปนา) 5. ความแนบแน่น (พยัปปนา) 6. ความปักใจมั่น (เจตโส อภินิโรปนา) . 7. วจีสังขารเตรียมจะพูด (วจีสังขาโร) . . . . (พตปฎ.เล่ม 14 ข้อ 263)

ตักกะ มันเริ่มเกิดในจิต ก็วิเคราะห์ว่า มีตัวไม่ดีปนมา เป็นกามวิตก หรือพยาบาทวิตก นี่เป็นมิจฉาสังกัปปะ 2 แล้วมีอีก 1 คือ วิหิงสา คือกาม มาเหลือราคะกับปฏิฆะคือพยาบาท สายโทสะก็ลดมาเป็นขั้นๆ ขั้นแรกกาม พยาบาท โลภ กับโกรธ ก็อ่านอาการมัน แล้วกำจัด กำจัดได้ด้วยการกระทำของเรา ด้วยมนสิการ ด้วยการทำใจในใจของเรา ถ้าทำใจในใจไม่เป็น ก็ไม่ได้เรื่อง ทำใจเป็นคือรู้กิเลส ลดกิเลสด้วยปหาน 5 การข่มกิเลส ก็ทำเป็นทุกคน เป็นมารยาท รู้ตัวไม่แสดงออก มันน่าอาย คนก็จะไม่ให้ออกไป ใจก็ต้องทำ หนึ่ง คุณกดข่มเป็นสัญชาตญาณ สอง รู้ด้วยปัญญา แล้วทำให้ได้ว่า อาการจิตนี้มันโง่ ที่จะทำให้เกิดอาการนี้ ในจิตเรา กรรมเป็นอันทำ ถ้าทำไม่ถูกเป็นโลกียะ ถ้าทำถูกเป็นโลกุตระ โลกนี้คือโลกียะ โลกหน้าคือโลกุตระ โลกนี้คือสามัญสัตว์โลก มันเกิดจากอวิชชาเกิดก่อน จนมารู้ตัว รู้ทางออก รู้โลกอื่น ปรโลกคืออัญญะ ต้องมีภูมิปัญญา อัญญาก็มาเป็นปัญญา ตัว ป คือตัวประกอบ ประสม ประสาน ปะไปเรื่อยๆ

คุณกระทำทุกกรรม จะทำกรรมย่ำต๊อกในโลกนี้ก็เชิญ อาตมาไม่เอาแล้วโลกนี้ ออกมาอยู่ในโลกใหม่โลกอื่น เป็นโลกโลกุตระ แยกอาการจิตให้ออก อ่านอาการของจิต แล้วทำจิตให้เป็นโลกุตระได้ สำเร็จ คุณทำถูกต้องก็สำเร็จ ทำไม่ถูกต้อง ก็ไม่สำเร็จ ทำถูกต้องและได้ มันก็เป็นของใครของมัน ตั้งแต่รู้ อัญญะ จนกระทั่งเป็นปัญญา เป็นสามเส้า อัญญะ สัญญะ ปัญญะ อัญญะตัวธาตุรู้ใหม่ โลกุตระ แล้วมาทำงานสัญญะ กำหนดทำ สั่งสมเป็นปัญญะ สามเส้า ทำให้เกิดขึ้นได้เรื่อยๆ ก็เป็นโลกใหม่ โลกโลกุตระ โลกียะ กับโลกุตระ เกิดจากคุณต้องทำกรรม ใครทำให้เราไม่ได้ คุณได้แต่ฟัง รู้แล้วออกไปทำตาม อาตมาได้เพียงแต่อธิบาย ใครจะทำก็ทำเอาเองถึงจะได้ จึงจะได้ ปจต คือปัจจัตตัง คือ ทำอย่างรู้ๆ แล้วได้ของตนเอง ป คือทำ จ หยั่งรู้ ต คือได้ผลหยั่งลง ตกลง หมู่ที่สอง กรรมกับโลกนี้โลกหน้า ชัดเจนแล้วนะ

หมู่ที่สาม แม่ พ่อ ลูก สัตว์โอปปาติกะ คือสัตว์ทางจิตวิญญาณ แต่เป็นโอปปาติกโยนิ ไม่ใช่แม่พ่อลูก ทางดินน้ำไฟลม ความเป็นสัตว์โลก เกิดทางชราพุชะ หรืออัณฑชะ หรือสังเสทชะ แต่เป็นนามธรรมเป็นอรูป ถ้ามีเหตุปัจจัยครบมันก็เกิด ไม่ใช่เกิดอย่างไม่มีเหตุปัจจัย สงสารพวกสร้างภพชาติ สะกดจิตแล้วจะเกิดปัญญา ก็เตือนพวกหลงภพชาติ พวกนี้ ถ้าไม่ใช้ทวารทั้ง 6 ปฏิบัติตนตามลำดับ และเกิดปัญญา ปัญญาจะเกิดไม่ได้ ปัญญาจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ คุณเองจะต้องมีทวารทั้ง 6 มีกรรม 4 อาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ เรียกว่า กรรม 4 ตามมรรคมีองค์ 8 ต้องเรียนรู้จักกรรม 4 ให้เกิดปัญญา ปัญญาจะต้องเกิดจาก การสัมผัสเป็นปัจจัย มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ ข้างนอกและข้างใน รู้ธรรมะสอง อะไรที่ควรระงับให้เหลือ ธรรมะหนึ่ง แม้ที่สุด ทำธรรมะสองให้เป็น 1 กับ 0 ได้เลย ก็เป็นธรรมะสอง หนึ่งคือเป็นเอกยิ่งใหญ่ ไม่เป็นสองเลย อย่างไรก็ชนะเป็น 1 แต่คุณเก่งกว่านั้น ทำ 0 ได้ด้วย เพราะได้ฝึกทำ 0 มาแล้ว ในเวทนา 108 เวทนา 108 ต้องรู้ตั้งแต่เวทนา 2 เริ่มแรกคือ กายต้องมีภายนอกภายใน รูปกับนาม ต้องมีดินน้ำไฟลม มหาภูตรูปกับจิต กระทบแล้ว สัมผัสแล้ว ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ทางทวาร 5 ภายนอก แล้วก็จะเกิดความรู้สึก ให้เรียนรู้เวทนาจากภายนอกนี้ เป็นเบื้องต้น แล้วอยู่เหนือมันให้ได้ก่อน เรียกว่าเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ถึงจะไปทำ ในรูปภพอรูปภพอีก ทำให้เสร็จในกามภพก่อน จึงจะเป็นความปฏิบัติที่ราบเรียบ อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ใช่ทำไปสะดุดไป วนกลับที่เดิม มันไม่รู้หรอกว่า มันมีความโค้งที่ดูไม่ได้ง่ายๆ ผู้ที่ทำให้ไม่วนได้ ราบเรียบอย่าให้มีความโค้งงอ ทำความสงบได้ราบลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ที่น่ามหัศจรรย์ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อาตมามาเอง ทำไม่ได้หรอก ยังหลงวนไปหลายครั้งคราว แต่รู้แล้วอย่าให้มันเกิดอีก อย่าให้มันถอยหลังวนเวียนอีก อย่าเหลาะแหละ

เมื่อสามารถรู้โลกนี้ โลกหน้า แม่พ่อ หรือสัตว์โอปปาติกะ สัตว์โอปปาติกะ นี่คือจิตวิญญาณ แล้วมีเหตุปัจจัยให้มันเกิด คือแม่กับพ่อ เหตุกับปัจจัย ร่วมกันทำให้เกิด พลังงานทั้งหลาย ก็มีบวกและลบ มีเพศ เพศแม่ เพศพ่อ มีพลังงานสอง บวกกับลบ ทำกันช่วยกัน ทำให้เกิดผลความพอดี บวกกับลบ ทำให้เกิดความพอดี สมดุล ถึงจะเป็นจริง ที่ดำเนินไปได้ มีแรงมีพลัง มีอำนาจ มีฤทธิ์ มีสิ่งที่จะทำความสำเร็จ ในอะไรๆได้ ถ้าผู้ใดสามารถสร้างพลังนี้ได้ เอาไปใช้อย่างเหมาะสม ก็ประสบความสำเร็จทั้งนั้น พลังอันนี้ไม่ได้จะไปเอาจากไหนมา ไปเอาของคนอื่นไม่ได้ ถ้าเอาของคนอื่นมาใช้ ก็เป็นหนี้ คำว่าแม่กับพ่อ เป็นนามธรรม เป็นเรื่องโลกุตระ มันสูงเกินกว่าพ่อแม่ ที่เป็นแบบทางโลก เป็นพ่อเป็นแม่ของสัตว์โลก เป็นตัวผู้ตัวเมีย ที่มาร่วมผสมผสาน ก็จะร่วมได้ แล้วจะเกิดพลังสร้างสรร จริงๆแล้วจะเกิดพลังงาน เกิดการสร้างสรร จะต้องมีคู่ ถ้าคุณแยกเดี่ยวไปก็ไม่มีพลัง มีแต่เสื่อมกับศูนย์ กับตาย ถ้าแยกแล้วไม่มีพลังรวม มีแต่เสื่อมกับสูญ ชรตา ไปหาสูญญตา ถ้าชัดเจนแล้วว่า จะอยู่หรือจะตาย ถ้าจะอยู่ก็ต้องมี 2 ถ้ามี 2 ช่วยกัน จะเกิดพลังงาน 3 ทำให้เกิดพลังงานเต็มรูป ไอน์สไตน์ ค้นพบพลังงานทางวัตถุ แต่พระพุทธเจ้านั้นค้นพบ ทั้งพลังงานทางวัตถุ และจิตวิญญาณ นิวเคลียร์ฟิชชั่น ฟิวชั่น ผู้ที่จะใช้พลังงานบวกหรือลบนี้ เป็นเจ้าของเป็นประธาน จัดการให้ได้สัดส่วน ที่มัตตัญญุตา ให้เป็นสัดส่วนพอเหมาะ ที่จะได้แรงสูงสุด ได้พลังงานน้ำหนักมากที่สุด ขั้นสูงสุดก็ ultimate ทำมากที่สุดก็ Absolute หมดแล้ว คุณรู้และเข้าใจ ในการประมาณจัดสัดส่วน เป็นคนรู้ทำได้เท่าที่สมรรถนะเราได้ทั้งนี้ ต้องรู้ตัวเอง การที่จะจัดสรรต้องรู้ตัวเราเองอย่างยิ่ง ตัวเราก็เท่านี้ จะเอาพลังงานไปช่วยคนอื่น ก็ต้องประมาณ อย่าประมาท ทำให้ได้สัดส่วนพอเหมาะ ต้องเผื่อพอไว้ ไว้ที่ตัวเอง อย่าให้ขาดแคลน อย่าให้หมดตัว ต้องใช้ ครน. หรม.อย่างชัดเจน ครน. หรม. ใช้ให้เป็นสัจธรรม เป็นคนประมาณอย่างได้สัดส่วน ไม่หมดตัว แล้วได้พลังงานสูงสุดดีที่สุด ประโยชน์สูงประหยัดสุด เป็นเรื่องสุดยอดในการประมาณ มัตตัญญุตา

[254] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิ ย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิ รู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล ผลวิบากของกรรม ที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี นี้มิจฉาทิฐิ ฯ ผู้ที่ทำงานเลี้ยงชีวิต ท่านแบ่งเป็น 5 1. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง คือทุจริตเลวร้าย 2. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง . 3. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ 4. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 5. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร) กุหนา ลปนา คืออาชีพชั่ว จัดจ้าน เช่นสนุกสนานเกินไป รื่นเริง รชะ หรือทำให้หม่นหมองเศร้าโศก ก็แบ่งเป็นสองอย่าง คือหนึ่งบันเริงเริงรมย์ สนุกสนาน อีกอันคือ การเอาชนะคะคาน คือการกีฬากับการบันเทิง 2 อย่างนี้ คืออบายมุข คนไปหลงในการกีฬา และวงการบันเทิง ก็ใช้เรี่ยวแรง ใช้เวลาทุนรอนแรงงาน แรงสมองกับแรงกาย ไปเสียสามอย่างนี้ เวลา ทุนรอน แรงงาน ไปสูญเสีย ให้เลิก ไปหลงเอาชนะคะคาน อย่างเก่ง คุณก็ได้ชนะ แต่อาตมาเลิกชนะแล้ว มาเป็นผู้แพ้ คนที่ไปหลงเอาชนะนั้นมันโง่ ควรมายอมแพ้เขา มาเป็นผู้รับใช้เถอะ มาเป็นผู้ทำงานให้เขาเถอะ มาเป็นผู้เสียเปรียบเถอะ ฟังเข้าใจไหมว่า มันเป็นคนมีประโยชน์ เป็นคนมีคุณค่า คนที่ไปเอาเปรียบเขา ไปเอาชนะเขา ไปข่มเขา มันเป็นคนชั่ว คนไปโลภอบายแก่ตัวเองมาก คือคนชั่ว คนสร้างคนเสียสละให้คนอื่นมากๆและคนดีแค่นี้ เข้าใจไหม ไอ้โง่ สร้างสรรค์ให้คนอื่นเขา จึงเป็นสิ่งประเสริฐสิ่งที่ดี ถ้าเอาเปรียบเขา กอบโกยมาให้เป็นของตัวมากๆ ของเก่า ต้นทุนไม่ให้สูญ แล้วจะเอาไป ออกดอกออกผลอีก จะโง่ไปถึงไหน ให้หยุดเสียที คนที่จะกล้าเสียสละ จนกระทั่งไม่มีเลย พวกคุณนี่นะ ชมหน่อย กล้าไม่สะสม ทำงานมีเงินเดือน 0 บาท อยู่กับหมู่ ก็ไม่เห็นจะมีปัญหา สบายจะตาย ไม่ต้องสะสม ไม่ต้องรักษา ไม่ต้องดูแล ต่างคนต่างช่วยดูแล ทำเสร็จแล้วก็วาง ทำแล้วก็เอาแรงงานความรู้ ทำเข้าไป ทำเสร็จแล้วก็ว่าง แต่ช่วยกันเก็บด้วยนะ ไม่ใช่ทำแล้ว ทิ้งให้คนอื่นเก็บหาง ให้ช่วยกันบ้าง เราสามารถปฏิบัติตนเอง จากอาชีพ หยาบเลว กุหนา ลปนา ผู้ที่เสียเวลาอยู่กับความบันเทิงเริงรมย์ ขิฑฑาปโทสิกะ เป็นโทษเป็นภัย เป็นความเสี่ยง จะมีอาการอารมณ์เหล่านี้ ก็ให้ลดลงมา จนเหลือน้อย บันเทิงนิดเดียวแค่นี้ ก็พอแล้ว ไม่ต้องเปลือง ตลกแค่นี้ก็พอ คนนี้ก็เป็น ลหุตา ไม่เปลืองไม่ผลาญ เพราะคนนี้ทำงานไปไม่เกินนี้ ไม่เอามากกว่านี้ แค่นี้ก็สนุกแล้ว นิดหน่อย รสมีเท่านี้ก็อร่อยแล้ว ไม่ต้องรสมากมาย สีแค่นี้พอรูปแค่นี้พอ เสียงแค่นี้ก็พอ กลิ่นแค่นี้ก็พอ คุณน้อยลงมาได้เท่าไหร่ ก็ไม่เปลืองไม่ผลาญ จึงมาหาลหุตา มาหาอัปปิจฉะ ดี อย่าไปมหัปปิจฉะ อย่าไปคุรุ มาลหุดีกว่า คุรุมันหนักหนา หยาบมากมาย ต้องมาหาเบา ลหุ ดีกว่า คุณสามารถทำได้ ก็คือพ้นเนมิตกตา พ้นการเสี่ยงโชคเสี่ยงทาย เป็นการได้บรรลุ ไม่ต้องเสี่ยงโชค สำเร็จทำได้ ผ่านเนมิตกตา ผ่านการฝึกฝนปฏิบัติ ทำสำเร็จ ได้แล้ว ก็อยู่กับหมู่คนดี อย่าไปเป็นทาสนายทุน ไปรับใช้คนชั่ว เมื่อสามารถทำได้แล้ว เอาความสามารถความรู้ มารับใช้คนที่เสียสละ อย่าไปรับใช้คนเอาเปรียบ มันโง่ คนไปรับใช้คนเอาเปรียบอยู่โง่ คนฟังไม่เข้าใจ ก็จะดับเบิ้ลโง่ tripple โง่ จะโง่ยกกำลังเท่าไหร่ก็เชิญ อย่ามามอบตนในทางที่ผิด อย่างพวกคุณ มาอยู่กับหมู่ที่ดี ก็ไม่มอบตนในทางผิด มีความรู้ความสามารถแล้ว อย่าไปรับใช้นายทุน คนเอาเปรียบมันโง่ ฟังแค่นี้ให้เข้าใจ แล้วเลิก อโศกจะได้มีคนเพิ่มบ้าง คนมีความรู้ความสามารถ ก็โง่ไปรับใช้นายทุน ไปรับใช้คนเอาเปรียบหมด ต้องมารับใช้คนเสียสละสิ มารับใช้คนเสียสละ ก็มีแต่เจริญ นี่แหละสิริวัฒนะแท้ อย่าเอาแต่ชื่อหลอก ผู้ที่มีอาชีพไม่มอบตนในทางที่ผิด มามอบตนในทางที่ถูก คุณก็ยังรับค่าตอบแทน แม้คุณจะรับค่าตอบแทน ต่ำกว่าราคาค่าตัว ต่ำกว่าราคาที่ควรจะได้ มันก็ยังรับอยู่ เพราะฉะนั้น สูงสุดทำงานอาชีพของพระพุทธเจ้า ถึงขั้น พ้น ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา ไม่เอาลาภแลกลาภเลย ไม่เอาแม้หมูไปไก่มา ก็ไม่เอา เอาไก่มาแลกไม้จิ้มฟันก็เอา ไม่ถือว่าได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพราะว่าเราขาดไม้จิ้มฟัน เศรษฐีขาดไฟ ไฟนิดเดียว แต่เอามาแสนล้าน เอาไฟไปอันหนึ่ง คุณมีเยอะก็จ่ายมา มันก็เท่านั้นเอง ไม่ต้องใช้ลาภแลกลาภเลยให้ฟรี ทำโดยไม่ต้องคิดราคาเลย สุดยอด ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา คนที่มีอาชีพขั้นนี้ได้สุดยอด ได้อยู่กับกองกลาง กินน้อยใช้น้อย เอาแต่พอดี แล้วน้อยๆไว้ แต่สร้างมากๆ เป็นคนสร้างสรรค์ มีประโยชน์คุณค่า แต่อาศัยน้อย โดยไม่ขาดแคลน พอดีไม่เกินไม่ขาด มีใช้มีกินพอดี มีอาศัยพอดี พอดีทั้งน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน