สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ภพคือนรกสวรรค์ในจิต.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.09 KB
วันที่แก้ไข6 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ภพคือนรกสวรรค์ในจิต “ภพ”นั้นได้แก่ นรก กับ สวรรค์ ในจิตตน “ชาติ”คือ จิตใจมันเกิดเป็นสัตว์นรก -เกิดเป็นสัตว์สวรรค์ หรือแม้แต่“ชาติ” ที่ตนหลงทำ“จิตว่าง” ด้วย“มโนมยอัตตา” (อรูปแห่งความว่าง ที่สำเร็จด้วยจิต) เพราะยัง “อวิชชา”อยู่ “ภพจิตว่าง”ดังกล่าวนี้ มันปั้น“รูป”ขึ้นมา หลงติดกัน เป็น“มโนมยอัตตา” ขั้น “รูปธรรม” ที่สำเร็จด้วยจิตตน“ปั้นเอง” (นิรมานกาย)แท้ๆ จนสำเร็จเป็น “มโนมยอัตตา” (นิรมานกาย ใกล้กับคำว่า นิรมิต คำว่า นิระแปลว่าไม่ คำว่า มานแปลว่าใจ มันไม่ใช่ใจ แต่คุณก็สร้างมา มันเป็นธาตุว่างนะ ไม่ใช่ธาตุรู้ คุณสร้างขึ้นมา ถ้ามันรู้ได้ มันคือใจ น่าสงสาร พวกสายสร้างจิตว่าง สร้างภพว่าง อย่างติชนัทฮันท์ อย่างพุทธทาส สร้างได้สำเร็จได้ สำเร็จด้วยจิตตน เรียกว่า นิรมานกาย สัมโภคกาย ยังเข้าใจได้ง่าย แต่นิรมานกาย สร้างนิรมานกายมาบริโภคสำเร็จเลย จึงเรียกว่า มโนมยอัตตา) จึงชื่อว่า ยังมี“ชาติ” และมี“ภพ”อยู่!! ผู้“ไม่รู้”ความเป็น“ภพ-ชาติ” สอนกันแต่ว่า “มีสติ”.. แล้วทำ“จิตว่าง” อย่าให้มี“จิตทุกข์-จิตเศร้าหมอง”ใดๆ ทำ“จิตให้ใส-ให้สบาย -ให้สดชื่นเบิกบาน อยู่ตลอดเวลา”ให้ได้ เมื่อพากเพียรทำ ก็ปั้นสภาพนี้ ใส่จิตกันจนได้ มันก็ได้ “ภพจิตว่าง”สำเร็จขึ้นมาแน่ๆ ซึ่ง“ผู้ไม่รู้”(ผู้อวิชชา) ย่อมไม่รู้ว่า นี่คือ “มโนมยอัตตา”(อัตตาที่เป็นรูป สำเร็จด้วยจิตตนเอง ปั้นขึ้นเอง เนรมิตขึ้นเอง) เพราะไม่ได้เรียนรู้ ความเป็น“อัตตา”มา อย่างเป็น“สัมมาทิฏฐิ” ไม่ได้ศึกษามาตามลำดับ “โอฬาริกอัตตา” แล้วก็“มโนมยอัตตา” และสุดท้าย “อรูปอัตตา” ที่ต้องกำจัด“อัตตา” มาตั้งแต่ อัตตาหยาบขั้นต้น อัตตาขั้นกลาง และขั้นปลาย แต่ไปหลง“รีบลัด” ฝึก“ปั้นภพ”จนได้ ยังหลง“อยากได้ความรู้สึกอย่างใด

อ่านต่อ

” แม้แต่“จิตว่าง” แล้วก็“ทำ” เพื่อให้เกิด “ความรู้สึก”อย่างนั้น จน“กระทำ”ขึ้นสำเร็จ บัดใด “กรรม”ก็เกิด ณ บัดนั้น ทันทีที่“ทำ” ได้ไง!!! พอมี“การกระทำ”เกิดขึ้น กับมี“ความหวังในภพ”ว่า น่าได้-น่ามี “การเกิด”ก็อุบัติขึ้นในใจ เมื่อ“ใจ”มี“กิริยา” มี“อาการ”ตามที่“สำคัญมั่นหมาย” (สัญญา)นี้ ตามที่ตนยึด” (อุปาทาน) ก็คือ“ชาติ” เป็น“การเกิด” ปรากฏขึ้น “ชาติ”กับ“ภพ”นั้น เมื่อ“ชาติ”(โอกกันติ) เกิดขึ้นในใจ ก็หยั่งลงเป็น“ภพ” ตามมาทันที “ชาติ”ที่เรียกว่า“โอกกันติ” นั้นคือจิตที่มีอาการ“หยั่งลง” หรือ “รวมตัวกันลงในใจ” เป็น“การเกิด” 1 ใน 5 ซึ่งได้แก่ ชาติ-สัญชาติ-โอกกันติ -นิพพัตติ -อภินิพพัตติ ที่ต้องเรียนรู้ อย่างสัมมาทิฏฐิ (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 7) ต้องรู้สัญชาติ ที่มันจะเกิดจากอวิชชา เมื่อล้างมันได้ ไม่ให้มันเกิด ก็เป็นการหยั่งลง ของนิพพาน เป็นนิพพัตติ จนทำได้ถึงที่สุด ก็เป็นอภินิพพัตติ “ชาติ”เกิด..“ภพ”ก็เกิด ทุกคน สำหรับผู้ยังไม่มีภูมิธรรม ถึงขั้นทำ “วิภวตัณหา” สำเร็จ ไม่ให้เกิดอุปจยะ ตัดสันตติหมด ถ้าไม่รู้จัก การเกิด อุปจยะ ก็ไม่รู้จักจะตัดตรงไหน ตัดสันตติตรงไหน ก็ไม่สามารถล้างภพชาติได้ แต่ถ้าทำได้สำเร็จ ก็จะตัดภพชาติได้ แม้จะมีตัณหา เป็นมโนสัญเจตนา มีกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา คุณจะอยาก ต้องการ จะใช้ภาษาเรียกว่าอยาก แต่เราอยากอย่างวิภวะ คือไม่ให้มันเกิดภพ อยากทำงานไม่ใคร่อยากเอามาบำเรอกาม เป็นรูปภพ อรูปภพ คุณก็รู้หมด สภาพใด จะเกิดกามภพ รูปภพ อรูปภพ ก็รู้หมด ก็ไม่ให้เกิดภพ ก็เป็นแต่วิภวตัณหา ก็ทำความต้องการ ที่อาตมาใช้ภาษาไทยว่า มีเจตนาแต่อย่าอยาก ทำอย่างนี้ให้เป็นอย่างนี้ แต่ไม่ต้องต่ออาการอยาก ใส่จิต ตั้งทิศไว้แล้วติดเครื่อง ล็อคพวงมาลัย หางเสือ เหยียบคันเร่งอย่างเดียว ผู้ที่ทำได้ ก็เป็นอรหันต์ ท่านจะต่อภพภูมิ หรือไม่ก็ได้ ท่านจะให้อุปจยะ หรือไม่อุปจยะ จะให้สันตติหรือไม่ก็ได้ พระอรหันต์ ต้องรู้อาการจิตเหล่านี้ ถึงจะเป็นของแท้ อาตมาก็ยังโชคดี ที่มีภาษาบัญญัติ ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ อาตมาก็นำมาขยายความ ยกเว้น “อรหันต์”ผู้ไม่ต่อ“พุทธภูมิ” ก็จะมี“ชาติ” (อภินิพพัตติ) ที่เป็น“โลกุตรจิต” ขั้นสูงสุด ที่เกิดแค่อาศัยใช้ไปกับ การดำเนินชีวิต ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น จนกว่าจะตายเท่านั้น ผู้นี้จึงจะไม่มี “จิตตกผลึกลงเป็นภพ” 600312_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ จุดเร่ิมต้นและจุดจบ ธรรมกาย-สันติอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน