630712 สัมภาษณ์พ่อครู รางวัล Manhae.docx
เนื้อหาในไฟล์
630712 สัมภาษณ์พ่อครู รางวัล Manhae
คำถาม / เล่าชีวิตประจำวัน ตื่นนอนกี่โมง เข้านอนกี่โมง วันนึงทำอะไรบ้าง -Can you introduce the daily life of Samana Bodhirak? When do you wake up, when do you sleep, and what do you do for a day?
เรื่องชีวิตประวัติของอาตมา ประวัติชีวิตของอาตมานี่ก็ อยากจะทราบกันทั้งพฤติกรรมธรรมดา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ไปตามธรรมชาติ ตื่นเช้า อาตมาจะตื่นเช้าตรงเวลาทุกวัน หกโมงเช้า เป๊ะตื่น ถ้าไม่ถึงหกโมงเช้า จะเหลืออยู่ห้านาที แปดนาที อาตมาก็จะนอน ไม่ลืมตา ไม่อะไร จนกว่าจะหกโมงเช้า ตื่น แล้วก็ตอนเข้านอนเย็นก็ไม่เกินสามทุ่ม ประมาณไม่เกินสามทุ่ม เป็นธรรมดาก็ไม่เกินสามทุ่ม และก็ผู้ที่ดูแลอยู่เขาก็ไม่ให้เกินสามทุ่ม เขาก็พยายามไม่ให้เกินสามทุ่ม นอกจากมันมี error ไปบ้าง ก็แน่นอน มันมีบางสิ่งบางอย่างติดพัน อันโน้น อันนี้หรือมีธุระอะไรเท่านั้นเอง มีความพิเศษถึงจะนอนเกินสามทุ่มได้ ถ้าไม่มีความพิเศษต้องนอนไม่เกินสามทุ่ม บางทีสองทุ่มเขาก็ดูแลควบคุม ไม่พยายามให้อะไรต่อแล้ว จะต้องนอนก่อนสามทุ่มได้เป็นดีที่สุดอะไรงี้ เป็นต้น
มันก็เปลี่ยนไป แต่ก่อนนี้อาตมามีชีวิตตั้งแต่มาทำงานทางนี้แล้ว อายุ 40 50 ทำงานมาก็บริหาร ก็จะเกี่ยวข้องกับทางสังคมพวกเรา สังคมของชาวอโศก ดูแลบริหารแม้กระทั่งจัดสรร สถานที่ ไปปรับปรุง ตกแต่ง สร้างสถานที่อยู่ที่อะไรต่ออะไร แล้วก็ทำสิ่งที่จะเป็นงาน งานที่จะใช้อาศัยเลี้ยงชีวิตกัน ที่เป็นสัมมาอาชีพ นอกนั้นก็สอนธรรมะเป็นหลัก รวมๆก็มีอย่างนี้ สอนธรรมะเป็นหลัก ใหม่ๆอย่างนี้ ไม่คำนึงถึงงานอาชีพ ไม่คำนึง ตั้งแต่บวชทำงานใหม่ๆ สอนลูกเดียว สอนธรรมะ เช้า กลางวัน บ่าย เย็น สามคาบ สี่คาบ วันนึงแต่ก่อน จนกระทั่งเราจำเป็นที่จะต้องพึ่งตนเอง ก็จะต้องรู้จักง
อ่านต่อ
านอาชีพก็สอนให้ทำงานอาชีพกันที่เป็นสัมมาอาชีพ ซึ่งงานอาชีพที่อาตมาพาทำก็เน้นกสิกรรม แม้แต่กสิกรรมก็จะต้องเน้นเข้าไปที่เป็นกสิกรรมธรรมชาติ หรือกสิกรรมที่ไร้สารพิษ กสิกรรมที่สะอาดบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นงานหลักของคนที่อยู่ในสังคมชาวอโศก อาตมาจึงเน้นให้เป็นกสิกร เป็นกสิกรได้เป็นดีที่สุด แต่ก็มีผู้ที่จำเป็นหรือผู้ที่ถนัด ผู้ที่จะไปเป็นทางด้านวิศวกรหรือว่าไปทำงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรอะไรบ้าง แต่อันนั้นเป็นตัวรอง เอาตัวกสิกรรมเป็นตัวหลัก เพราะงั้นการกสิกรรมก็ขอตอบขยาย ตอบให้ขยาย ตอบรวมๆ สรุปอย่างนี้ก็แล้วกัน ทำงานก็พากันทำสิ่งที่จะอยู่อาศัยอยู่ อาศัยกินเป็นชีวิตแท้ๆ ที่จะต้องอาศัยอยู่อาศัยกินเป็นหลัก ทีนี้ในชีวิตที่จะอาศัยอยู่อาศัยกิน อาตมาเน้นแล้วว่าเราจะต้องทำกสิกรรมเป็นหลัก เพราะฉะนั้นเราก็จะมีปุ๋ย ซึ่งจะเป็นอาหารของพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นหลัก เราก็จะเป็นที่จะต้องพยายามทำให้เป็นอาหารของพืชที่ดี เป็นอาหารที่ทำให้พืชเจริญดี เจริญเร็ว ได้คุณภาพ ไม่มีพิษ ไม่มีภัยอะไรอีก เป็นต้น เป็นสำคัญ เพราะนั้นชีวิตของคนเรานี่ก็มีการ หนึ่ง เราก็จะกินเข้าไป สอง เราจะใช้อยู่ ก็เลยมีเรื่องของการกินและการใช้ กินเข้าไปเลี้ยงสังขารร่างกายให้เป็นอยู่ สอง เราก็จะใช้ ใช้วัตถุปกรณ์อะไรต่างๆนานา เรียกว่าเครื่องใช้ เครื่องใช้เราก็ใช้แต่เพียง ชีวิตของเราจะไม่ต้องใหญ่ต้องโต ไม่ต้องพิลึกพิลือ ไม่ต้องไปออกนอกโลก ไปสู่อวกาศหรือว่าไม่ต้องไปอะไรพวกนี้มากมายนัก เพราะนั้นวิศวกรรมหรือว่าอุตสาหกรรมที่มันซับซ้อนลึกซึ้งยิ่งใหญ่เราก็ไม่ไปเอา เราจะมาเน้นกสิกรรมเป็นหลักอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นสรุปแล้วก็จะเกี่ยวข้องกับงานกสิกรรมนี่แหละเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นการดูแลดิน ดูแลน้ำ ดูแลพืชพันธุ์ธัญญาหาร ดูแลสิ่งที่มันจะทำเป็นพิษเป็นภัยอย่าให้เข้ามาทำให้มันเป็นสิ่งที่มีคุณภาพ มีประโยชน์คุณค่า มีธาตุอาหารที่เหมาะสมกับชีวิตมนุษย์ให้ดีที่สุดก็เน้นสิ่งนี้กัน เท่านี้ก็เป็นงานหนัก เป็นงานใหญ่ และเป็นงานที่อาตมาจะขอเน้น ขอเน้น ขอนำ นำพากันจริงๆเลย ชาวอโศกพยายามแล้ว เพราะฉะนั้นเด็กอโศก ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่มาจากตระกูลไหน จะอยู่ในสังคมชั้นสูงชั้นต่ำไหนก็แล้วแต่ จะต้องมาคลุกคลีอยู่ในกสิกรรม อยู่กับดินกับโคลนกับพืชพันธุ์ธัญญาหารอย่างแท้จริงแล้วก็จะเป็นคนรู้จริง ทำได้จริงด้วย ไม่ใช่มาทำเล่นๆ ทำเปาะๆแปะๆอะไรไม่ใช่ ต้องเอาจริง ทำให้เป็นอย่างมืออาชีพ ยิ่งกว่ามืออาชีพเลย เป็นผู้ชำนาญการแท้จริงเลย สร้างสรรออกมาให้พืชพันธุ์ธัญญาหารให้มาก ให้เหลือเฟือ เพราะว่าพืชพันธุ์ธัญญาหาร อาตมาเห็นว่ามันเป็นหนึ่งในโลกอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันไว้ อาหารเป็นหนึ่งในโลก เพราะฉะนั้นเราจึงจะเป็นผู้ที่ยึด ยึดหัวหาดงานกสิกรรมที่เป็นพืชพันธุ์ธัญญาหารนี้ให้ได้แล้วสร้างให้จริง ให้มีมากจนกระทั่งเหลือ ต้องเกินและที่สำคัญที่อาตมารู้อยู่ก็คือว่า อาหารนี่ขายแพงไม่ได้ อาหารขายแพงไม่ได้ เพราะเป็นพิษเป็นภัยต่อคนส่วนรวมของสังคม ทำไมพูดอย่างนั้น เพราะว่าสังคมมันมีคนจนมากกว่าคนรวย คนรวยนี่คือ ยอดปิรามิด คนจนคือฐานปิรามิด มันเป็นสัจจะอย่างนั้นแต่ไหนแต่ไร แต่ไหนแต่ไร เพราะว่าคนเอาเปรียบมันก็จะมีน้อย ได้เปรียบมันก็จะน้อย คนเสียเปรียบก็จะมาก ยิ่งคนที่เจริญแล้วเป็นคนที่มีปัญญาญาณสูงสุด เป็นคนชั้นสูง เป็นคนประเสริฐ ยิ่งจะไม่เอาเปรียบคนจน ยิ่งจะมาเป็นคนจน มาทำตนเองให้เท่าเทียมกับคนจน คำว่าประเด็นความเท่าเทียมกันนี้เดี๋ยวจะได้ขยายความทีหลัง ว่าจริงๆแล้วในโลกนี้ ความเท่าเทียมนี่มันไม่มี ความเท่าเทียมมันไม่มี มันมีแต่ความสูง คนสูงคนเจริญเท่านั้น ที่ลดตัวตนลงมาให้เท่ากับคนระดับล่าง มาทำตัวให้เสมอสมานกับระดับล่าง นี่เรียกว่า ความเท่าเทียม ความเท่าเทียมจริงๆนั้น เช่น คนจนหรือคนต่ำหรือคนที่ไม่เจริญ คนที่โง่ อยากจะใหญ่ อยากจะสูง อยากจะไปมีมากมีมายเท่ากับคนสูงคนอะไร ซึ่งมันเป็นกิเลส แล้วเขาก็ทำไม่ได้เพราะเขาจะต้องมีบารมี สถานะของเขาก็จะได้เท่าที่เขาได้ ผู้สูงเท่านั้นที่จะรู้ความจริง ที่จะลดตัวตนลงมาให้เสมอหรือว่าเท่าเทียมกับคนชั้นต่ำ จะให้คนชั้นต่ำขึ้นไปหาคนชั้นสูงกระโดดขึ้นไปเป็นคนชั้นสูง มันเป็นจริงไม่ได้ไง คนชั้นต่ำมันก็คนชั้นต่ำ จะกระโดดขึ้นไปเป็นคนสูงมันไม่ได้ แต่คนชั้นสูงสิมีภูมิปัญญา มีคุณธรรมมีความประเสริฐที่ลดตัวตน เพราะท่านเป็นคนไม่มีตัวตน ไม่ได้ยึดตัวตนจึงลดลงมาเท่าเทียมกับคนชั้นล่างได้ อย่างนี้ต่างหากคือเกิดความเท่าเทียม พอ เรื่องความเท่าเทียมผ่านไป สรุปแล้วนะว่าอาตมาทำอะไรบ้างในชีวิต ตื่นนอนประมาณบอกนาฬิกาแล้ว ตื่นหกโมง นอนสามทุ่ม ประมาณนั้น ในวาระนั้นก็ขยายนิดนึง ตั้งแต่ตอนที่ทำงานตอนที่ยังหนุ่มๆแน่นๆ ยังไม่ได้มาทำงานบริหารก็จัดแจงกิจวัตร schedule ของชีวิตประจำวัน ก็ไม่ได้นั่นแหละแต่ก่อนนี้ ก็ไปตามเหตุปัจจัยที่มันพาทำก็ทำไปตามนั้น จนกระทั่งสุขภาพมันจะไม่ดูดีก็มารู้สึกตัวเองว่า ไม่ได้หรอกสุขภาพเราไม่ดีอย่างนี้มันจะไปได้ไม่ไกล ยิ่งเห็นว่าเราทำงานยังไม่สำเร็จ ทำงานยังไม่สำเร็จ เดี๋ยวจะต้องสิ้นชีวิตก่อนแล้วโดยเฉพาะอาตมารู้อยู่ว่าอาตมาจะต้องตายภายในเวลานั้นเวลานี้ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ยืดอายุตัวเองอยู่ด้วยสัมประสิทธิ์ที่อาตมามีความรู้แล้วก็อยากจะพิสูจน์สัมประสิทธิ์ที่ว่ามันเป็นความจริงที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้และตรัสเอาไว้ว่าผู้ที่มีวสวตี ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ สามารถที่จะต้องสร้างพลังจิตให้มันช่วยตนเอง ยืดอายุตนเองได้ก็จึงทำอยู่ เอาตัวเองเป็นตัวพิสูจน์แล้วก็มันจะเป็นประโยชน์กับงานศาสนาด้วย เป็นประโยชน์กับงานเพื่อมวลมนุษยชาติด้วยก็จึงทำ เพราะงั้นในชีวิตที่เป็นฆราวาสอยู่นั่น เราจะเอาระบบระเบียบอะไรไม่ค่อยได้หรอก มันทำไปตามเหตุปัจจัย ที่มันมีงานมากับวิบากต้องถือว่าวิบากก็แล้วกัน วิบากอะไรมาเจอเราก็ไปตามวิบากนั้นโดยที่เรายังไม่ได้จัด เรายังไม่ได้รู้ถึงองค์รวมของชีวิตว่าเราจะจัดพฤติกรรมชีวิตของเราไปอย่างไรมันถึงจะมีประโยชน์มากที่สุด จนมาบวช มาทำงานนี้แล้ว ต้นๆก็เอาแต่งานหนักในการที่จะสอน พอสอนแล้วก็พาทำ สอนให้รู้แล้วก็มาพาทำ ก็จะมีประชาชน มีมวล สมาชิก เข้ามาร่วมทำ ร่วมทำๆ ก็เกิดพลังงานรวม เกิดมีผู้รู้ที่ช่วยอาตมา เป็นผู้ที่ทำ เป็นผู้รู้ที่รู้ได้ รองๆอาตมาหรือว่ารู้ได้ที่มากพอที่จะนำพาผู้น้อง นำพาประชาชนผู้น้องทำมาได้อีก ก็เลยมีผู้ที่ทดแทนๆ อาตมาก็เลยหันมาทำตำรา มาเขียนหนังสือเป็นหลักอยู่พักนึง เขียนได้แต่เขียนๆๆๆมาก แล้วก็มีการขวนขวาย ผู้ที่เห็นดีเห็นงามก็ช่วยกันพิมพ์ๆๆๆๆ เพราะงั้นหนังสือที่อาตมาเขียนและพิมพ์ออกไปสู่สังคมมนุษย์ชาตินี้มีมาก มากหลายล้านเล่มและกว่าร้อยเรื่อง มากหลายล้านเล่มและกว่าร้อยเรื่อง นี่เขาเคยทำทะเบียนมาให้อาตมาดูกว่าร้อยเรื่อง จำตัวเลขเขาพยายามรวบรวมออกมาเหมือนกันไม่ได้ว่าเท่าไหร่ๆ เพราะนั้นสิ่งเหล่านั้นคือความรู้ อาตมาก็เป็นคนที่ยังไม่สูงพอ ยังไม่เก่งพอ ตรงที่ว่าจำอะไรได้หมด อาตมาทำอะไรไปแล้ว ทำอะไรไปแล้ว จำไม่ได้ว่าตัวเองทำไปแล้ว ทำไปแล้วๆ จำไม่ได้ ได้บันทึกเป็นหนังสือจึงมารู้ตัวทีหลังว่า รู้ไปแล้วได้พูดออกไปแล้ว ได้นำเสนอออกไปแล้วเขียนออกไปแล้ว พิมพ์ออกไปแล้ว มันก็เลยมีย้อนเข้ามา มีคนนำเข้ามาให้อาตมาเห็นอีกทวนว่า นี่เราก็พูดไปแล้วเหรอ อธิบายไปแล้วเหรอ เราได้พิมพ์ได้เขียน แล้วก็ได้บันทึกไว้ไปหมดแล้วเหรอ แล้วอาตมาก็ลืมแล้ว ก็วนมาพูดเก่าบ้างแต่ก็ขยายความไปอีกแนวหนึ่งอีกหลายนัยยะ มันเป็นความซับซ้อน อาตมาก็ขอรับๆอยู่ว่า รับอะไรรับว่าอาตมายังไม่เก่ง รับว่าอาตมา ความจำที่ทำไปแล้วก่อนก็ลืม ก็วนเวียนซ้ำซ้อน แล้วที่ใหม่นี่ก็ยังไม่เก่งพอที่จะทำใหม่ได้เร็ว มันรู้สึกว่าสิ่งที่จะต้องรู้เพิ่มเติม สิ่งที่ใหม่ที่จะต้องรู้เพิ่มเติม มันยังมีอยู่อีกในตัวเอง ยังมีอยู่อีกในตัวเองที่จะต้องเอามาขยายรายละเอียดเหล่านั้นออกไปอีก ออกไปอีกๆ ให้มากที่สุด มันก็เลยต้องมาขวนขวายทางเรื่องนี้ เพราะนั้นทุกวันนี้อาตมาจึงต้องมาขวนขวายในเรื่องที่จะต้องทำสิ่งที่มันยังไม่ได้เอาออกมา ให้ออกมา ให้ออกมามากที่สุด เท่าที่จะมากได้จนกว่าชีวิตจะตาย จนกว่าชีวิตจะสิ้นไป ก็คงจะต้องทำอันนี้อยู่ในปัจจุบันนี้
คำถาม / ในฐานะเคยเป็นนักแสดงมาก่อน และเคยรวย อะไรเป็นเหตุให้ละทิ้งทุกอย่าง -I know you were a star entertainer in Thailand when you were young. you were also rich economically. I'm curious about your motive for leaving such an environment.
ถามว่าในฐานะที่เคยเป็นนักแสดงมาก่อนและเคยรวย อะไรเป็นเหตุให้ละทิ้งทุกอย่าง สัจจะไง ความจริงไง จะเป็นนักแสดง อาตมาก็มีบารมี ถือว่าเป็นบารมี บารมีอะไร คืออาตมาเป็นนักแสดง อาตมาเป็นตัวเด่นไม่ได้ ไม่ได้เป็นตัวเด่นหรอก เพราะฉะนั้นก็เลยไม่ได้เด่น ไม่เลิศเลออะไรทางแสดง เอาเป็นหนึ่ง เป็นเอกอะไรไม่ได้กับเค้า เป็นแต่ตัวรองๆ จะบอกว่ารวยก็ไม่ได้รวยมากรวยมายอะไร ถ้ารวยมากๆอาตมาก็คงจะหลงเหลิงไปกับความรวยมาก หรือว่าอาตมาเป็นนักแสดงที่เด่นๆ เก่งๆอาตมาก็คงหลงเหลิงไปกับความเด่นๆเก่งๆ นี่ก็คือบารมีของอาตมา ช่วยอาตมาไว้ว่าให้อาตมาอย่าเด่นนะ ทางด้านแสดงก็อย่าไปเป็นตัวเองตัวเด่น โด่งดังไปติดลมบนเลยอะไรอย่างนี้ หรือรวยก็รวยจนโอ้โหติดลมบนเลย นี่คือบารีมีของอาตมามีมาเก่าแล้ว อาตมาจะดิ้นรนให้เด่นให้ดังในทางโน้นอย่างไรๆก็ไม่ดังหรอก จะรวยอย่างไรๆ ก็ไม่รวยหรอก เพราะบารมีนะ ฟังดีๆนะ อาตมามีบารมีนะจึงไม่รวย รวยไม่ได้ อาตมามีบารมีนะ จึงเป็นนักแสดงหรือว่า ที่จะเก่งทางแสดงไปเป็นมือหนึ่ง เป็นตัวเอกอะไรไม่ได้ เพราะอาตมามีบารมี ถ้าไม่มีบารมีอาตมาก็ไปติดลมบนไปโน้น เสียโอกาสเสียเวลาไปหมดเลย เพราะนั้นอาตมาไม่ต้องไปเด่นไปดังแล้ว มันจะต้องมาอยู่ทางนี้ นี่เป็นเหตุไม่จำเป็นจะต้องละทิ้ง ถามว่าทำไมเป็นเหตุละทิ้ง เป็นนักแสดงเป็นรวย ไม่รวยไม่ได้เด่นจริงๆจะไปเอาทำไมเล่า มารู้ตัวเองว่าตัวเองจะต้องมาทำงานธรรมะจะต้องมาสืบสานธรรมะ อันนี้ต่างหากที่มันเป็นความยิ่งใหญ่ของอาตมา แม้ ขออภัย ถ้าอาตมาจะพูดว่าแม้ขณะนี้อาตมาก็จะหาว่าหลงตัวก็ได้ว่าอาตมาก็ยังมั่นใจว่าไม่น่าจะมีใครมีธรรมะทางด้านพุทธศาสนายิ่งไปกว่าอาตมา นี่ ขออภัยก่อนนะที่พูดอย่าพึ่งหมั่นไส้นะ อาตมามั่นใจอย่างนั้นจริงๆ ว่า อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ในยุคนี้ ในเรื่องศาสนาพุทธว่าเป็นไก่ตัวพี่ ที่จะพยายามที่จะถ่ายทอดธรรมะที่มีของพระพุทธเจ้าไปให้สุดกำลังที่จะสามารถถ่ายทอดได้ เพราะฉะนั้นในปัจจุบันนี้ที่มีอายุอยู่ก็จะต้องทำงานพยายามถ่ายทอด แล้วพวกเราก็รับช่วงมีการับสืบทอดไปด้วยดี ก็เหมาะสมกับอายุเราก็มากขึ้น อาตมาก็ไม่พยายามที่ไปอ่อนแอ ป้อแป้ปวกเปียกอะไรไปหรอก ก็พยายามทำให้ชีวิตร่างกายแข็งแรง ให้ชีวิตร่างกายมันมีกำลังวังชา ที่จะเข็นกงล้อธรรมจักรนี้ให้ไปได้มากได้ไกลอยู่ตามเจตนาอยู่แล้ว
คำถาม / ชุมชนชาวอโศกเริ่มได้อย่างไร และมีเหตุผลอะไร -How and why did the Asoke Community start? ถามว่าอโศกเราเริ่มได้อย่างไร เริ่มได้อย่างไรก็ขอยืนยันว่า เริ่มได้ด้วยความเป็นจริง อโศกเริ่มได้ด้วยความเป็นจริง อาตมาไม่รู้ตัวหรอกว่าจะทำได้ถึงขนาดนี้ จะนำพากันมาได้ถึงปานฉะนี้ พอมารู้ตัวก็ อั๊ยยะ เป็นรูปร่างเป็นสภาพแล้วเหรอนี่ เป็นมวลความจริงแล้วเหรอ เช่น มีสาธารณโภคีแล้ว มันเป็นไปได้ยังไง อาตมาไม่รู้ตัวนะว่าเกิดสาธารณโภคีตั้งแต่เริ่มแรกเลย เรารวมกลุ่มกันของชาวอโศก ปฐมอโศกเป็นชุมชนแห่งแรกที่เจตนาที่จะสร้างขึ้นมา ให้เป็นชุมชนรูปธรรม รูปแบบของชาวอโศก ก็มาตั้งหลักปักแหล่งขึ้นมา หาสถานที่และมวลชน สมาชิกของชาวอโศกก็ไปรวมตัวกัน มารวมตัวกันแล้วมันก็เกิดรูปธรรมของมันขึ้นมาเอง เป็นสาธารณโภคีมาตั้งแต่ต้น และคำว่าสาธารณโภคีมันรวมคุณธรรม มันรวมคุณธรรมจากสมาชิก มวลของตัวมวลสมาชิกของชาวอโศกมีคุณธรรม คุณธรรมคือมีพุทธพจน์ 7 มีสาราณียธรรม 6 มีปิยกรณะ ครุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ มีคุณธรรมตามพุทธพจน์ 7 คำตามพระพุทธเจ้า คือมีการระลึกถึงกัน ระลึกถึงไปใฝ่ดีให้แก่กันและกัน มีความรักกัน ปิยกรณะมีความเคารพกัน ความเคารพสำคัญนะ โดยที่เรียกว่า ไม่ละลาบละล้วงเป็นความเคารพให้เกียรติแก่กันและกันอย่างจริงใจ ไม่ใช่เสแสร้ง อย่างนี้ เป็นต้น และความรักก็เป็นความรักมิติที่สูง สูงเกินมิติที่เจ็ดขึ้นไป ระดับความรัก ทุกคนแม้คนไหนที่ยังมีความรักในระดับต่ำกว่ามิติที่เจ็ด ก็รู้ดีว่าจะต้องลด ละ เลิก ความรักในระดับต่ำกว่ามิติที่เจ็ด เป็นมิติที่เจ็ดขึ้นไปให้เป็น แปด เป็น เก้า ก็ต้องไปตามเรียนรู้ความรักสิบมิติที่อาตมาก็ได้เขียนไว้ อาตมาก็มารู้ทีหลังว่าทำไมอาตมาต้องเขียนความรักสิบมิติ เพราะอาตมารู้ดีในคำว่าความรัก ชัดเจนในความเป็นความรัก ทุกมิติจึงได้แยกเป็นสิบมิติ สาธยายเอาไว้ เขียนเป็นหนังสือเอาไว้ บรรยายก่อนโดยไม่ได้มีสคริป ไม่ได้มีการเจตนาจะบรรยายเลย ในการบรรยายความรักสิบมิติที่ก่อเกิดเมื่อปี 2517 เกิดที่เชียงใหม่ บรรยายอยู่สองกัณฑ์ ไปบรรยายอยู่ในมหาวิทยาลัยที่ในเชียงใหม่ เขาก็รวบรวมเอาคำบรรยายนั้นมารวมเป็นเล่ม ความรักสิบมิติไว้ตั้งแต่ชุดแรกก็พิมพ์กันไม่รู้กี่เที่ยวๆๆๆ อาตมาก็เลยเห็นว่า มันยังมีคำลุ่มล่ามอะไรก็มารวมรวบรวมเขียนเป็นความรักสิบมิติอย่างให้กะทัดรัดขึ้นมา จึงมีความรักสิบมิติฉบับเรียบเรียงใหม่อย่างกะทัดรัดขึ้นมาอย่างนี้ เป็นต้น อโศกเริ่มอย่างไร บอกแล้วว่ามันเกิดเป็นตัวมันเอง อาตมาเป็นคนแรกคนเดียว พูดให้ชัดว่าก็มีบริวาร อโศกก็มีอาตมาคนเดียวแล้วก็มีบริวาร บริวารจริงเป็นผู้ที่มาด้วยกันด้วยชาติแต่ปางก่อนมาเลย แล้วมายุคนี้อาตมาก็มีบริวารมา เพราะอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็ไม่ใช่ระดับต่ำนัก ก็มีบริวารมาก็มารวมกันสร้างขึ้นมา ถามว่าเกิดได้อย่างไรก็เกิดจาก born to be มันต้องเกิด มันต้องเป็น จะเกิดได้อย่างไร มันต้องเป็น ต้องตถตา ต้องเป็นอย่างนี้ มันต้องเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนี้มันเป็นอย่างไร เป็นอย่างที่เรียกว่า เป็นสังคมมนุษย์ชาติที่เป็นกลุ่มสังคมมนุษย์ชาติที่เป็นพฤติกรรม พฤติกรรมส่วนตัว พฤติกรรมสังคม เป็นโลกุตระ พฤติกรรมโลกุตระแตกต่างกับโลกียะอย่างไร ก็คือเป็นพฤติกรรมที่ไม่มีตัวตน ไม่เห็นแก่ตัว เป็นพฤติกรรมที่เห็นแก่ผู้อื่นเป็นหลัก ไม่ได้เห็นแก่ตัวจริงๆ แม้ใครยังมีเหลือตัวตนยังเห็นแก่ตัวอยู่บ้างก็สำนึกของตัวเองว่ามันผิด ต้องแก้ไข ต้องไม่เห็นแก่ตัว มีการศึกษามีการพัฒนาอย่างนี้ไปตลอดเวลา เพราะนั้นจึงเกิดอันนี้ได้ ถามว่ามีเหตุผลอะไรถึงมาทำอันนี้ บอกมันเป็นความจริงหมดแล้วมีเหตุผลอะไร ต้องทำเหตุอย่างนี้ให้มันเกิดผลอย่างนี้ จะบอกมีเหตุผลอะไร ไม่มีการถามว่ามีเหตุผลอะไร เหตุผลคือความยังไม่เข้าใจ นี่เข้าใจแล้ว เพราะฉะนั้นจึงมีเหตุและผลที่ทำเหตุนี้ให้เกิดผลนี้ ไม่มานั่งถามอยู่ว่าและมันมีหตุผลอะไร ไอ้นั่นมัน ignore มันยังไม่ชัดเจน มันยังไม่สมบูรณ์แบบ ยังไม่ใช่ axiom มันก็ยังอยู่อย่างนั้น แต่นี่มันสมบูรณ์แล้ว มันเป็นความจริงแท้แล้ว axiom เป็นความแท้จริง เป็นความจริงที่ลงตัวแล้ว จึงทำไปตามความจริงนี้
ถาม / ชุมชุนอโศกมีความแตกต่างจากชุมชุมทั่วไป พึ่งตนเองได้ ด้วยการผลิตอาหาร เสื้อผ้า และสินค้าอุตสาหกรรม (คงหมายถึงเครื่องอุปโภคบริโภคมั้งคะ) ทำไมท่านถึงขยายงานของชุมชุนอโศกไปหลากหลายขนาดนี้ -As far as I know, the Asoke community is different from the ordinary community. I know that Asoke is self-sufficient by producing not only food, clothing, and industrial products. Why did you expand the activities of Asoke community to many kinds of fields?
และที่ถามว่าชุมชนอโศกนี่มีความแตกต่างจากชุมชนทั่วไปอย่างไร แตกต่างอย่างที่เรียกสรุปด้วยภาษาว่า มันเป็นโลกุตระ มันไม่เป็นโลกียะ ขยายความนิดนึงว่าโลกียะเป็นไง โลกียะมันยังมีความเห็นแก่ตัว เห็นอย่างหยาบ อย่างกลาง แม้จะสูงส่งละเอียดอย่างไร มันก็ไม่หมดความเห็นแก่ตัว นั่นคือโลกียะ แต่โลกุตระนั้นมันลดความเห็นแก่ตัวไป ถ้าอย่างต่ำก็ลดความเห็นแก่ตัวในระดับโสดาบัน สูงขึ้นไปสกิทาก็ลดความเห็นแก่ตัวก็หมดตัวตนไปอีก อนาคาก็ยิ่งหมดไปอีก ยิ่งอรหันต์หมดตัวตนเลย มีแต่ทำงานเพื่อผู้อื่น เพราะนั้นอรหันต์เป็นต้นไป ไม่มีตัวตนทำงานเพื่อผู้อื่นทำทั้งนั้น ทำงานเพื่อผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์หมด เพราะงั้นอันนี้คือความแตกต่าง มันเป็นความจริงที่ปรากฎยืนยันพิสูจน์ได้ว่าบุคคลโลกุตรบุคคลกับโลกียะบุคคลนั้น โลกียะบุคคลจะมีนัยแฝงของเล่ห์เหลี่ยม โลกียะบุคคลจะมีนัยแฝงของเล่ห์เหลี่ยม ส่วนโลกุตรบุคคลนั้น จะซื่อจนบางครั้งบางทีดูซื่อๆเซ่อๆด้วย ไม่มีนัยแฝงของเล่ห์เหลี่ยมโลกุตรบุคคล สังเกตง่ายๆตรงนี้ก่อน ถามว่าพึ่งตนเองได้อย่างไรอันนี้สำคัญทีสุด พึ่งตนเองได้อย่างไร พึ่งตนเองได้อย่างตนเองต้องเป็นคนทำเลย เราไม่รอ เราไม่หวัง เราทำเพราะฉะนั้นอะไรสำคัญ อาตมาเน้นกสิกรรมสำคัญ จึงทำกสิกรรมเป็นหลัก ทุกวันนี้กสิกรรมของชาวอโศกยังไม่เก่งนะ ยังไม่มีผลผลิตมาก ยังไม่มีคุณภาพที่ดียอดเยี่ยม ยังนะ ถ้าชาวอโศกนี่รวมตัวกันทำกสิกรรมให้เก่ง ทำให้ได้มากคุณภาพวิเศษเลย เดี๋ยวนี้การขนส่งโลจิสติกส์เก่งมากแล้วเดี๋ยวนี้ โลจิสติกส์เก่งแล้ว จะส่งไปไหนมาไหนคมนาคมนี้ มันยอดเยี่ยมแล้วมันเก่งแล้วเพราะฉะนั้นไม่ต้องไปกังวลเลย ผลิตให้ดีให้มีคุณภาพคุณจะทำให้เกิดความทนทานไม่สูญเสียง่ายได้ก็ดี แต่ไม่จำเป็นต้องไปแช่ยาฟอร์มาลีนนะ ให้มันแข็งแรงทนทานของมันเองเลย เพราะสรุปแล้วทำอาหารการกินเป็นแหล่งเลย ถ้าประเทศไทยทั้งประเทศเน้นอันนี้เลย ประเทศไทยทั้งประเทศเป็นชาวกสิกรทำกสิกรรมเลี้ยงโลก ดำเนินอันนี้เป็นวาระแห่งชาติได้ใครจะบอกว่าเราไม่เก่งอุตสาหกรรม เราไม่เก่งวิศวกรรม ไม่เป็นไร เราขอซื้อของคุณมา เราเอาพืชไปแลกนั้นมากินมาใช้ เราเอามาใช้ คุณเอาของเราไปกิน เราก็ขอแลกมาใช้ ไม่มีปัญหาพวกเราไม่แข่งคุณเด็ดขาด เราจะไม่แข่งคุณในเรื่องนั้นเด็ดขาด แต่เราจะนำเรื่องนี้จะนำเรื่องกสิกรรม นี่เป็นสิ่งที่อาตมานำพา เราพึ่งตนเองมีของกิน มีอาหารการกินการใช้ นี่เป็นหนึ่งในโลกแล้ว เพราะที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้อาหารเป็นหนึ่งในโลกก็ถูกแล้ว เราพึ่งตนเองได้อย่างไร ก็พึ่งตนเองได้ด้วยการมีอาหารการกิน มันก็ไม่ตายแล้ว สร้างเองกินเอง สร้างเองกินเอง สร้างให้มากให้เกินเผื่อแผ่ เกื้อกูลคนอื่นด้วยการผลิตอาหาร สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญจะเป็นเสื้อผ้าบ้างก็ลอง เดี๋ยวนี้ก็มากมายจนเฟ้อแล้ว จะเป็นที่อยู่อาศัยก็ไม่ยากอะไร ที่อยู่อาศัยก็แสนสบาย ไม่ต้องไปใหญ่ไปโต ไม่ต้องไปหรูไปหรา ไม่ต้องไปแข่งไปเด่นอะไรกันได้ สบาย เราจะสร้างบ้านให้มันดูเป็นธรรมชาติ เราก็สร้างบ้านที่อยู่เป็นธรรมชาติที่มัน เป็นแบบธรรมชาติที่มันดูดี เราก็ เอาล่ะ ไม่ลงในรายละเอียดเรื่องนี้ เพราะนั้นในเรื่องของสินค้าอุตสาหกรรมหรือสินค้าที่เป็นวิศวกรรมของเราก็ไม่เด่น เราจะเด่นในเรื่องของกสิกรรม เราจะเด่นในเรื่องกสิกรรม
ถามคำถามว่า ถามมาว่า ทำไมถึงขยายงานชุมชนอโศกให้หลากหลายออกไป ก็มันดี ไม่เห็นจะตอบยากเลย อาตมามั่นใจว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ชาติ ดี ไม่ไปข่มไปเบ่ง ไม่ไปเบียดเบียนไม่ไปทำพิษภัยโทษภัยให้ธรรมชาติจริงๆ ไมทำพิษภัย มีแต่คุณค่าประโยชน์แก่มนุษย์ชาติ เพราะนั้นมันก็เหมาะสมที่จะขยายให้มากๆมั๊ยเล่า มันเป็นสิ่งประเสริฐ เพราะฉะนั้นชาวอโศกและอาตมาจึงพยายามรวบรวมกำลัง ความสามารถพากเพียรเพื่อจะทำสิ่งที่มั่นใจ ที่เข้าใจที่พูดไปแล้วให้มันเจริญ ให้มันงอกงามไพบูลย์ให้มันทวีขึ้นไปเป็นความจริงๆ ให้มันได้ครบทั้งเปลือก ทั้งเนื้อ ทั้งแก่น ให้มันครบทั้งเปลือกทั้งเนื้อทั้งแก่น ให้สมบูรณ์แบบไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ทำแต่ผิวๆเปลือกๆ เนื้อๆก็ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ไม่ต้องพูดเลย ไม่ได้แก่นเลย ไม่เอา เน้นแก่นให้แน่นกว่ากว้าง เน้นเนื้อให้เหนือกว่าแน่น เน้นเนื้อให้เหนือกว่ามาก เน้นลากแม้ยากกว่าแล่น เน้นจริงให้ยิ่งกว่าแค่น เน้นแก่นให้แน่นกว่ากว้าง กวีบทนี้พูดเลยขออภัย นายป๋อง มติชน เคยเป็นบรรณาธิการใหญ่คู่กับบุญปาน คู่กันมา ลืมชื่อนายป๋องไปได้ยังไง เขาก็ยังบอกเลยว่าภาษาอะไรไม่รู้เรื่อง เน้นเนื้อให้เหนือกว่ามาก เน้นลากแม้ยากกว่าแล่น เน้นจริงให้ยิ่งกว่าแค่น เน้นแก่นให้แน่นกว่ากว้าง นี่แหละอันนี้แหละ ภาษาอะไรซึ่งมันก็ยากเหมือนกันที่จะรู้ เอาล่ะไม่ไปลงลึกไปในรายละเอียดอันนั้น ไปเรื่องอื่นต่อ เรื่องอื่นที่จะพูดต่อที่ถามมา ให้อาตมาต้องตอบประเด็นต่างๆ
ถาม / ชาวอโศกใฝ่หาความเท่าเทียม ความสุข ลดความเห็นแก่ตัว และความต้องการ ท่านคงพบอุปสรรคในการควบคุมคนให้ลดความเห็นแก่ตัวและความต้องการในการสร้างชุมชนอโศก (มันไม่ค่อยเป็นคำถาม เดาว่า น่าจะถามว่า อุปสรรคในการสร้างคนมีอะไรบ้างนะคะ) -I know that the Asoke community seeks equality and happiness, moderation in selfishness and desire. Selfishness and desire are human instincts. I think you had lots of difficulties to control the selfishness and desire among the people while you set up the Asoke.
ถามเรื่องนี้แหละสำคัญ ถามว่าชาวอโศกใฝ่หาความเท่าเทียม ฟังดีดีนะเรื่องความเท่าเทียม อาตมาขอยืนยันว่า ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วความเท่าเทียมไม่มี ปรมาณูที่เล็กละเอียดที่สุดสองหน่วยไม่เท่ากันแล้ว เพราะฉะนั้นพูดใหญ่กับเรื่องที่มันยิ่งมากยิ่งโตแล้ว เอามวลอะไรมารวมตัวกันขึ้นมาอีก ที่จะมีมุมเหลี่ยมมิติแห่งความแตกต่างเกิดขึ้นหยาบใหญ่ขึ้นอีกนี่มันจะไปเท่ากัน ไม่มีเลย แม้แต่ปรมาณูที่เล็กที่สุดสองตัวก็เริ่มไม่เท่ากันแล้ว เพราะฉะนั้นยิ่งมันมีมิติแห่งความโต มวลอะไรอื่นๆเพิ่มเติมขึ้นอีก มุมเหลี่ยมอะไรต่างๆที่ละเอียดลออมากเลยเนี่ย มันยิ่งเกิดความแตกต่างมากที่สุดกันไป เพราะฉะนั้นหาความเท่าเทียมจริงไม่มีในโลก แต่จะเกิดความเท่าเทียมได้อย่างไร ฟังความนี้ให้ดีๆ เกิดความเท่าเทียมได้ก็เพราะมีคนสูงที่ลดตนเองลงมาหาคนต่ำ ทำตนเองลงมาให้เสมอสมาน ใช้คำว่าเสมอสมานกับคนต่ำแต่ความจริงเขาเป็นคนสูงกว่าคนต่ำ แต่จิตวิญญาณประเสริฐของเขาต่างหากที่ลดตัวเองลงมาเสมอสมานกับคนต่ำ ดีไม่ดีคนต่ำนี่คือคนที่ยังมีอัตตายังมีความหยิ่งผยองอะไรต่างๆนานา เขาอยากสูงอยากใหญ่ คนสูงยังยอมทำตนเองเหมือนว่าต่ำกว่าเขา ยอมแพ้ยอมให้เขาชนะ นี่คือการเสียสละ ประนีประนอม อนุโลมปติโลม ด้วยความฉลาดเพื่อที่จะให้เขารู้ตัวว่าเขาไม่จริงหรอกนะ เขาไม่ได้เป็นคนใหญ่จริง เขาไม่ได้เป็นคนสูงจริง เขาไม่ได้เป็นคนถูกต้องจริงนะ ให้ค่อยๆรู้ไป ค่อยๆรู้ไปโดยไม่ต้องรีบร้อน สรุปแล้วคนสูงต่างหากลดความสูงลงมาหาคนต่ำ แล้วคนต่ำก็นึกว่าตนเองเท่าเทียมกับคนสูง เท่านั้นๆ เพราะฉะนั้นก็คนที่ต่ำก็มีความเท่าเทียมเขาก็พอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive