ตอบปัญหาผ่าพญาครุฑ ฉุดพญานาค.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข3 มีนาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ตอบปัญหาผ่าพญาครุฑ ฉุดพญานาค _บรรจง ทะเลธรรม : กราบนมัสการพ่อครูโปรดวินิจฉัยข้อเขียนของป้าหมอดังนี้ครับ ศีล เป็นข้อปฏิบัติของปุถุชนเพื่อความเป็นปกติ หนักไปทางการปฏิบัติภาคกาย แต่ยังไปไม่ถึง การประจักษ์ในจิตญาณที่เป็น จิตเดิมแท้ อัน บริสุทธ์ สว่าง เปี่ยมด้วยปัญญาที่จะพาตนให้หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งแปดในความเป็นปุถุชน เป็นบุคคลที่มี ทวิภาวะ เมื่อศีลสมบูรณ์ และบริสุทธิ์แล้ว บ่มเพาะคุณธรรม ในตวามรักที่ไม่หวังผล ความเมตตาที่ไม่มีขีดจำกัด เป็นมหาเมตตา ต่อสรรพสิ่ง สรรพสัตว์ จะพาให้ ประจักษ์ในตัวตนที่ว่านั้น กาลเวลานี้ เป็นกลียุค ภัยจากจิตใจคนที่ตกตำมืด ก่อเกิดพลังที่เป็นไอธาตุอัปมงคลกระจายไปทั่ว ส่งผลร้ายต่อมวลมนุษย์ที่อยู่ห่างไกลไม่เลือกว่าตนดีหรือไม่ อะไร จะข่วยยับยั้งให้พลังร้าย พลังทำลายจิตใจคน เข้ามาควบคุมจิตใจคนให้ห่างจากจิตที่ดีงาม มีแต่พลังบวก พลังที่เกิดจาก จิตที่ดีงาม ซึ่งเริ่มต้นที่ความคิดดี คิดช่วยเหลือ คิดเป็นประโยชน์มวลชนไม่เลือกเขา เรา จากความคิด ดี ก็นำไปสู่วาจาที่ดี และท้ายที่สุดก็ต้องมีการกระทำที่ดี เกิดเป็นรูปธรรม มิใช่เพียงคิดและพูด นี้คือสิ่งที่มนุษย์ต้องเข้าใจและยกระดับการมีศีล ขึ้นให้สูงถึง จิตวิญญาณที่จะต้องสูงขึ้นๆในกาลเวลานี้ นี้คือความหมายของสิ่งจริงแท้ในตัวตนค่ะ เมื่อ กายและใจ เป็นเหตุปัจจัยที่พึ่งพาอาศัยกัน การปฎิบัติระดับกายพอเพียงที่จะดำรงชีวิตบนโลกในปัจจุบันไหม ถ้าไม่รู้จักส่วนจริงแท้ของความมีขีวิต คือใจ อีกใจหนึ่งที่แท้จริงคือจิตวิญญาน ที่จะช่วยให้ตื่นรู้ด้วยปัญญา พาตนให้พ้นทุกข์ในวงกว้าง มิใช่จำกัดอยู่ในคนหมู่น้อยที่จะเข้าถึงด้วยศีลเป็นสิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียว คนส่วนใหญ่ต้องหลุดพ้นให้ได้ในกาลเวลากัลป์สุดท้ายนี้ ถ้าเรายังไม่รู้จักตัวตนที

อ่านต่อ

่แท้จริงที่ไม่มีรูปลักษณ์ เพราะเป็นเพียงพลังงาน ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เรียนรู้ด้วย ตา หู ลิ้น กาย ใจ (ใจตัวนี้ก็ยังเป็น สังขตะธรรม) ยังไม่รู้จัก ซึ่งเมื่อไม่รู้จักก็ย่อมเข้าไม่ถึง "ใจ" ที่ไม่มีเหตุปัจจัยเป็นตัวก่อเกิด ก็คือใจที่เป็น อสังขตธรรม หรือ จิตเดิมแท้ , จิตพุทธะ หรือธรรมแท้ที่มีในทุกคน นั้นเอง ธรรมแห่งการการหลุดพ้นจากวัฏฏสังสาร พ่อครูว่า..รู้มากจะยากนานคนนี้ อธิบายเหตุผลเหตุปัจจัยวนกันไปยาวๆ ก็เข้าใจว่าคุณ แต่ถ้าเป็นอย่างคุณบรรจงไม่ได้ข้อสรุป ศีล คือข้อกำหนดให้ปฏิบัติ อย่างนั้นๆ คุณจะต้องสรุปลงให้ได้ แต่นี่คุณไปอธิบายศีลกับจิต อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา มันหมุนวน เป็นความเคลื่อนอิทัปปัจจยาการ เหตุปัจจัยแก่กันและกันไปตลอด ไม่เคยจบ ไม่มีข้อสรุป มันมีแต่ความเข้าใจ ไอ้นี่แหละ เป็นพิษเป็นภัยอย่างยิ่ง ที่มนุษย์ไปเพลินกับเหตุผล เหตุและผลที่เป็นตรรกะที่ยิ่งใหญ่ ที่หลอกคนให้หลงอย่างมากเลย แล้วมันจะมากเหตุและผลต่างๆไป จนกระทั่งไปหน้าลืมหลัง แล้วก็วนมาหาหลังไปอีกว่างไปเรื่อยๆ ไม่มีจบ ขออภัยยกตัวอย่างชัดๆ นี่แหละคือพญาครุฑตัวอย่างในประเทศไทย คือพระมหาประยุทธ์พระพุทธโฆษาจารย์นี่แหละ ท่านมีลักษณะอย่างนี้จบไม่ลง จนอาตมานี่ ขออภัยที่พูดความรู้สึกจริงว่าน่าสงสารท่าน ตรงนี้ท่านไปยึดอย่างนี้ ก็เลยกลายเป็น ปทปรมบุคคล รู้พระพุทธพจน์ก็มาก สอนคนอื่นก็มักทรงจำได้มากแต่ตนเองไม่ได้บรรลุธรรมในชาตินี้ โอ้โห เห็นแล้วน่าสงสารจริงๆ ไม่รู้จะช่วยยังไงเพราะช่วยไม่ได้เพราะท่านไม่ได้ศรัทธาอาตมา ท่านไม่ได้เชื่ออาตมา มันก็เลยยิ่งไปกันใหญ่ เพราะจริงๆขออภัย ต้องพูดอีก เพราะอาตมาเป็นคนที่ถูกต้องจริงๆท่านเข้าใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านยังไม่มีความเข้าใจ ไม่มีศรัทธาตัวต้นกับอาตมา มันจึงทำให้ท่านต้องเป็นอยู่เช่นนี้ ท่านจึงได้จมอยู่กับความรู้อย่างนี้ ท่านจึงตายไม่ลงที่จะต้องอยู่กับความรู้และเอามาบันทึกบรรยายให้คนอื่นได้รู้ ท่านจมอยู่ในตรรกศาสตร์ อาตมาว่า ขยายความยังไม่ละเอียดพอ ยังไม่เก่งแต่คงพอเข้าใจอย่างนี้เป็นต้น น่าสงสารท่านจริงๆ ท่านรู้มาก จึงยากนานจริงๆ เจาะเข้าไปสู่ปรมัตถ์ ศีลแต่ละข้อ ที่จะรู้ว่าผู้ปฏิบัติศีลแล้วจิตจะเกิดอธิจิต แล้วจะมีปัญญาชัดเจน เข้าใจๆทำให้เกิดวิมุติ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ จนเป็นวิมุตติญาณทัสสนะ แต่ไม่มีคุณลักษณะพวกนี้ไปด้วยกันไม่เป็นลำดับ ไม่มีอย่างนี้ ท่านก็ไปกับความรู้ที่เป็นเหตุผลตรรกศาสตร์ ก็ได้ตรรกศาสตร์กับปรัชญา อย่างนี้เป็นต้น ไป มากมายก่ายกอง ท่านเป็นภันเตอาตมา เพราะท่านบวชก่อน แต่ท่านอายุน้อยกว่าอาตมา เท่านั้นเองมันก็สลับกันบ้าง นี่แหละมันถึงว่ายาก มันก็มีมานะอัตตาหลายๆอย่าง เช่นท่านเองท่านได้ศึกษามามีผู้รับรองมีปัญญามีบัณฑิตต่างๆนานา ท่านได้ดุษฎีบัณฑิต ได้รับการยอมรับจากใครต่อใครต่างๆกว่า 10 ใบนะ ดุษฎีบัณฑิตของท่าน อาตมานี่ อย่าว่าแต่ดุษฎีเลย ปริญญาจัตวา ปริญญาตรีก็ไม่ได้แม้แต่ใบเดียว มันหลายอย่าง มันทำให้คนไม่เข้าใจในรายละเอียดพวกนี้เพราะฉะนั้นท่านก็ออกมาไม่ได้หรอก ท่านอาจจะไม่ได้เด่นในการที่ท่านจะลาภมากมาย แต่ท่านเองก็สบายท่านต้องการเท่าไหร่ก็ได้ ลาภมีคน Support แล้วท่านก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายอะไร ท่านมีแต่จะเอามาพิมพ์หนังสือ มีแต่เรื่องการศึกษาพวกนี้ทั้งนั้นแหละ ที่ท่านจะใช้จ่ายเอามาช่วยทำเพื่อเผยแพร่ไปให้ผู้อื่น แต่ยศ สรรเสริญ ท่านไม่รู้ตัวหรอก ยศสรรเสริญนี่แหละ อันตรายอันแสบเผ็ด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ลึกเป็นอันตรายอันแสบเผ็ด แม้แต่พระขีณาสพ ท่านว่าถึงขนาดนี้ ซึ่งอธิบายซับซ้อนเป็นสิริมหามายา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่รู้จะทำอย่างไร มันเป็นวิบากของท่านจริงๆ ท่านมีวิบากนั้นก็เลยต้องเป็นอย่างนั้น ก็เป็นไป จนกว่าท่านจะหมดวิบากและถอนทิฏฐิและจะฟังอาตมา มี ปรโตโฆษะ ฟังอย่างเข้าใจ มีมนสิการ ท่านก็เข้าใจมนสิการแบบของท่านว่าเป็นพิจารณาเท่านั้นเอง แต่อาตมาเน้นไปในทางมนสิการไม่ได้เน้นโยนิโส โยนิโสเป็นเรื่องของความรู้ แต่มนสิการเป็นการทำใจเป็นฐานจิต ท่านไม่เข้าหามนสิการท่านทำมนสิการไม่เป็น เพราะฉะนั้นในมูลสูตร มนสิการ เป็นตัวที่ 2 มนสิการ จึงเป็นตัวที่ยิ่งใหญ่มาก มูลสูตร มีฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด ผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาเป็นที่ประชุมลง มีสมาธิเป็นประมุข มีสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตตระ มีวิมุติเป็นสาระ มีอมตะเป็นที่หยั่งลง จากอมตะเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นรากของความรู้ทั้ง 10 นี้สุดยอดจริงๆ ถ้าอาตมาเขียนเรื่องมูลสูตร 10 ก็ได้อีกหลายพันหน้า ท่านลงไม่ถึงมนสิการ ท่านเข้าใจผิวเผินแค่เหตุและผล แทนที่จะไปโยนิโส คือเป็นความรู้ประกอบเหตุและผลนั่นแหละ แต่มันจะต้องไม่ทิ้งมนะ ไม่ทิ้งจิตแล้วต้องทำจิตมันต้องไปด้วยกัน ไม่ เพราะท่านอยู่ที่ท่านอธิบาย ท่านแปล โยนิโส ว่าเป็นการพิจารณาอย่างแยบคาย ก็เลยได้แต่พิจารณาแยบคายๆ แต่ไม่เข้าไปถึงจิต ไม่ได้ทำใจในใจเลย มีแต่พิจารณาแยบคายก็ได้แต่เหตุและผลเหตุ ปัจจัย เห็นไหม ขออภัยนะ อาตมาก็ไม่ได้ไปใส่ความ อาตมาวิจัยวิจารณ์ด้วยความจริงใจบริสุทธิ์ใจ ที่เห็นใจท่านจริงๆสงสาร ถ้าท่านเข้าใจตรงนี้ได้ ซึ่งมันก็ยาก เพราะว่าท่านไม่เชื่อที่อาตมาอธิบายบรรยาย มีแต่ท่านอ่านหนังสืออาตมาเพื่อจับผิด ไม่ได้อ่านหนังสือเพื่อให้เกิดปัญญา ให้เกิดความเข้าใจ อ่านเพื่อจับผิดมันก็เลยไม่ได้อะไรหรือฟังอาตมาบ้าง ฟังอย่างผิวเผิน ไม่ได้ฟังอย่างตั้งใจไม่ได้ฟังอย่างมีปัญญาข้อที่ 1 และ 2 อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้าแต่อาตมาก็เป็นสัตบุรุษ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะฟังธรรมเกิดปัญญาก็จะต้องฟังแล้วฟังอีกตามข้อที่ 2 ไม่ใช่คุณฟังธรรมะพุทธเจ้าแล้ว คุณก็เอาแต่รู้อะไรไม่ต้องฟังอีกแล้ว ทะลุทะลวงไปได้หมดเลย ถ้าคุณมีพื้นฐานเป็นโพธิสัตว์ที่รู้อยู่แล้ว ได้แต่เพียงหัวข้อเป็น อุคฏิตัญญูก็ได้ แต่คุณเป็นอุคฏิตัญญูจริงหรือเปล่า หรือเป็นวิปัญจิตัญญู ได้มานิดหน่อย ต้องฟังซ้ำ ฟังเพียงไม่เท่าไหร่ก็บรรลุแล้ว สู่แดนธรรม... พวกสายที่ตักกะ ก็คือ บอกว่าปฏิบัติทำไมเพราะมันจะเกิดอัตตา แค่เข้าใจให้เกิดสมาธิ มันก็เข้าถึงธรรมะแล้ว จะไปปฏิบัติทำไม ส่วนมากสายปัญญาแบบนั้น จะคิดอย่างนี้ พ่อครูว่า... ก็มีแต่ปริยัติไม่มีปฏิบัติ ก็ไม่มีทางมีปฏิเวธ ก็เป็นความรู้ที่ขาดพร่อง 650302 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พ่อครูตอบปัญหาผ่าพญาครุฑ ฉุดพญานาค

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน