อโศกเพื่อมวลมนุษยชาติได้ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข28 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

อโศกเพื่อมวลมนุษยชาติได้ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร _สู่แดนธรรม… จะเป็นชาวอโศกเพื่อมนุษยชาติจะต้องมาเป็นคนมหัศจรรย์ให้ได้ ความมหัศจรรย์แบบโลกๆก็ไม่ประเสริฐเท่ากับการมาละความเห็นแก่ตัว มาเป็นคนจนที่ไม่ทุกข์ไม่ร้อนสุขสำราญเบิกบานใจ พ่อท่านพาทำได้อย่างไร พ่อครูว่า... ยิ่งใหญ่เลย อาตมาพาทำได้อย่างไร มันเป็นการสะสมความรู้ สะสมความจริง ไม่ใช่อยู่ดีๆไปซื้อตามร้านขายยาเอาได้ ไปซื้อจากห้างสรรพสินค้าได้ ก็ไม่ใช่ เอามาจากอะไรไม่ได้ ต้องสะสมเท่านั้น สะสมจากกรรมวิบากของตัวเองทำมาเอง ศึกษาฝึกฝนและเป็นกรรมเป็นวิบากของตนเองเป็นบารมีของเราเองทั้งนั้น ทำมา เพราะฉะนั้นที่อาตมาพูดยืนยันว่าเป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ ได้สะสมวิบากมาจนเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ไม่ได้พูดเล่น ไม่ได้พูดพล่อยๆ พูดอวดโอ่หลอกลวง มันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องต้องบอกความจริงที่มีในมนุษยชาติ ที่เป็นไปได้ พวกคุณจะนึกอย่างไรก็ไม่ทราบได้แต่อาตมาบอกความจริงลงไปอีกที ในการยกตัวเอง เพราะ การจะมาเป็น อาตมาเป็นในปางนี้ชาตินี้ก็ตาม ตลอดเวลาที่อาตมาทำมา 50 กว่าปี มันไม่ใช่เรื่องสามัญธรรมดาที่คนจะมาลอกเลียนทำ จนกระทั่งเกิดคน เกิดเป็นชุมชน หมู่กลุ่มมนุษยชาติ เอาหลักฐานของพุทธเจ้ามาอ้างอิงยืนยัน เป็นชุมชนสาราณียธรรม 6 เป็นคนที่เกิดจิตที่เป็นวรรณะ 9 เกิดพุทธพจน์ 7 ต่างๆนานาพวกนี้ หรือแม้แต่ไล่ไปตามมูลสูตร 10 ก็ดี ปฏิบัติตามหลักจรณะ 15 แล้วเกิด วิชชา 8 เป็นยาดำผสมช่วยกันให้เกิดเจริญ ให้เกิดเป็น ฌานเป็นวิมุติก็ดี จะเกิดจริงเป็นจริงมีตัวบุคคลเป็นพฤติกรรมจริงวัฒนธรรมจริง คุณก็เอาชีวิตมาทิ้งอยู่กับอันนี้เลย ไม่เอาอื่นแล้วเอาอันนี้เลย ก็เป็นความจริงทั้งนั้นเลย ใครจะมาอธิบายขยายความเหตุผล เหตุปัจจัยว่าดีกว่าแนวอื่นอย่างอื่น ก็เทียบได้ เทียบจนกระทั่งคุณ

อ่านต่อ

บอกว่าไม่ต้องเปรียบเทียบอีกแล้ว ก็อย่าไปดูถูกเขาอีกอย่างนั้น เทียบได้เทียบไป คุณจะได้ความจริงความรู้ที่เป็นคู่ทีละคู่ๆ เทียบกันไป มันจะไม่มีอะไรที่ เผินๆ แต่มันเป็นจริง เป็นการเรียกด้วยภาษาโลกๆว่า ไร้เทียมทาน ไม่มีอะไรเทียมได้นั่นแหละ ไม่มีอะไรที่จะเทียบกันได้อีกจริงๆ ไม่ใช่ไปหลงตัวหลงตน มันเป็นความเหนือชั้น เหนือ อุตริ แปลว่าเหนือชั้นที่ห่างจริงๆ เป็นความเจริญที่ระดับโลกุตระ เพราะฉะนั้นความจริงอันนี้จะปรากฏ จะมีขึ้นในสังคมเพิ่มขึ้นๆ ไม่ง่าย แต่มันมีจริงเป็นจริง ไม่หยุดหรอก เพราะมันอยู่ในภาวะที่ยังเป็นความเจริญ เหมือนเด็ก ยังจะต้องเจริญเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นคนแข็งแรงไปอีก จนกระทั่งถึงสุดยอดแล้วมันก็จะลง ยังไม่ถึงสุดยอดก็ยังเจริญวัย เจริญขึ้น ช้า เพราะมันเป็นการเจริญอย่างชันมาก เหมือนรูปที่อาตมาทำเป็นแพทเทินไว้ เป็นรูปสามเหลี่ยมที่อาตมาเคยให้ไว้ อาตมาให้เวลา 500 ปีจะถึงยอด ตอนนี้ผ่านไป 50 ปียังอีก 450 ปีเอง แต่ปฏิภาคทวีมีความเจริญมากขึ้นนะ จากวันนี้ไปจะค่อยๆมากขึ้น ต่อไปมันจะปฏิภาคทวีขึ้น กว่าจะถึง 500 ก็ก้าวหน้าเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ พอถึง 500 ปีประมาณนั้น สุด peakสุด เต็มแล้ว มันก็จะลง ก็จะเสื่อมไปเป็นธรรมดา ก็จะมีคนไม่อยากให้เสื่อมแต่มันก็ต้องเสื่อม เพราะว่าโลกมันแรง โลกมันแรงกว่าโลกุตระ โลกุตระมันชนะ แต่มันก็ต้องแพ้ ไม่รู้จะพูดภาษาไหนแล้วนี่ภาษาจริง สุดท้ายโลกก็ครอบงำ จนกระทั่งสุดท้ายมันหมด หมดศาสนาพุทธไปอีก ต่อไปจนกระทั่งถึง 50 ปีตามความเป็นจริงของศาสนาพุทธของพระสมณโคดม มันก็จะหมด ไม่มีอะไรที่จะมาห้ามได้เลย ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะพยากรณ์ หรือว่าสาวกที่เป็นพระเถระต่างๆที่จะพยากรณ์เอาไว้ว่า 5,000 ปี สุดศาสนาพระพุทธเจ้า ที่ผ่านมา 2,500 กว่าปีแล้ว ต่อไปอีก 2,500กว่าปี ก็จะสุด ก็จะหมดยุคพระพุทธเจ้า ก็จะว่าง ว่างจากศาสนาพุทธนี้ไปอีกนาน ศาสนาพุทธจะไม่บังเกิดในกลียุค มันจะฆ่าฟันล้มล้างกันมนุษย์มะนา มันจะโหดเหี้ยมไม่เหลือหรออะไรเลย ตอนนี้มันก็มีความซับซ้อน คนที่จะมีปัญญารู้โลกุตระจะมีเพิ่มขึ้น แต่คนที่เป็นโลกียะที่บ้าดีเดือดมันก็มีเพิ่มขึ้นเหมือนกัน เพราะจำนวนคนโลกียะ ในโลกเจริญขึ้นเป็นปฏิภาคทวี กับคนที่เป็นโลกุตระเจริญขึ้นเป็นปฏิภาคทวีเหมือนกัน อัตราการก้าวหน้าของคนโลกียะกับคนโลกุตระ อันไหนจะมากกว่ากัน .. ของโลกียะมันมากกว่าแน่นอน แม้โลกุตรธรรมจะมีพลังแรง ต้านไว้ได้ๆ ก็วันหนึ่ง ปฏิภาคทวี ของโลกียะมันก็มากท่วม จนกระทั่งโลกุตระไปไม่ออก นี่เป็นสัจธรรมที่จะไปบังคับอะไรไม่ได้เลย เดรัจฉาน ก็จะมีอีกเยอะแยะมากมาย กว่าจะพัฒนาจากเดรัจฉานโตขึ้นมาเป็นมนุษย์ มนุษย์อเวไนยสัตว์ สัตว์ที่สอนไม่ได้ จนกระทั่งเจริญมาเป็นสัตว์ที่สอนได้ สอนได้ในโลกียะก่อน จนกระทั่งเก่งเป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งสร้างศาสนาโน่นแหละ ได้ด้วย ยังไม่มีโลกุตรธรรมก็ฆ่ากันตาย วนเวียนตามประสาเขาเหมือนกัน แต่ของโลกุตระนั้น มีความรู้พระพุทธเจ้าสอน อาตมาก็มีความรับรู้มาจากของพระพุทธเจ้าได้ จนกระทั่งเอามาอธิบายสู่ฟัง โลกุตระก็จะมีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมไป เหมือนกัน ตามระบบของโลกุตระ โลกียะ เขาก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมไป เกิดขึ้นมามากๆก็ฆ่ากันเป็นเบือ โลกียะก็เหมือนกัน แต่โลกุตระไม่ได้ฆ่ากันนะ แต่เสื่อมกันไปโดยที่คุณธรรม มันเสื่อมไปเอง สู่แดนธรรม… ตามข้อสุดท้ายของรูป 28 ถึงอย่างไรก็ต้องเข้าสู่กฎความไม่เที่ยงแท้ พ่อครูว่า... อนิจจัง เป็นตัวสุดท้ายของลักษณะ 4 ของ อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา เป็น 4 ข้อสุดท้ายของลักษณะ 4 ของรูป 24 อุปาทายรูป หรือรูป 28 ถ้ารวมทั้งดินน้ำไฟลม ไปด้วย อันสุดท้ายจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นสัจจะที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ยังไม่ขาดหกตกหล่นอะไรมากหรอก แม้ จะกระจายไป เช่น ธรรมนิยาม 5 ไม่ได้มีในพระไตรปิฎกชุดนี้เลย ของพระมหากัสสปะ เพราะว่าความรู้ของชุดบริวารของพระมหากัสสปะที่ทำสังคายนานี้ไว้ มันแคบ ก็เก็บได้แค่นี้ ซึ่งธรรมะนิยาม 5 ไม่มีในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ที่ใช้กันอยู่นี้ ไม่มี แต่อาตมาไปเจอในของพุทธโฆษาจารย์ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ว่า โอ้! อันนี้เป็นของพระพุทธเจ้านี่ ก็มหากัสสปะ เจโต ก็ได้ของท่านแค่นั้น อาตมาไม่เหมือนพระกัสสปะ อาตมารู้ เป็นสายปัญญาตรง ท่านกัสสปะเป็นสายศรัทธาตรง อาตมาก็เอามาใช้อธิบาย ถ้าไม่มีธรรมนิยาม 5 ไม่มีทางบรรลุอรหันต์ แต่ทำไมสายพระกัสสปะบรรลุอรหันต์ เจโต ก็จะมีได้แต่ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ทำไปโดยได้รับคำสอนก็ทำไปๆ ก็ได้บรรลุเป็นสาย เจสวยโต ศรัทธา อาตมายังขยายให้ละเอียดลออไม่ได้ ก็ฝากไว้ก่อนโอฬาร สู่แดนธรรม… พ่อท่าน อธิบายความเจริญความเจริญก้าวหน้าของโลกียะกับโลกุตระ ซึ่งมีอัตราส่วนเป็นปฏิภาคทวี ระยะ 500 ปี อัตราความเจริญของโลกุตระ ก็คงจะต้องขยายความก้าวหน้าไปมากกว่านี้ พวกเราก็อดคิดไม่ได้ว่า แล้วถ้าพ่อท่านจะจำลอง ลักษณะความเป็นไปได้สักอย่างไหมว่า ในระยะ 500 ปี ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่จะเจริญไปข้างหน้า มันจะสามารถมาแทนเศรษฐกิจของโลกได้ไหมครับ พ่อครูว่า... มันไม่ใช่แทนหรอก เศรษฐกิจอย่างนี้เศรษฐกิจอย่างโลกุตระก็เป็นเศรษฐกิจที่ทวนกระแสกับเศรษฐกิจโลกียะ โลกียะได้เปรียบเขามามากเท่าไหร่ เขาว่าเจริญ แต่ว่าโลกุตระมันตรงกันข้ามกันเลย มันเสียไปได้มากเท่าไหร่ สละไปมากเท่าไหร่ มันเจริญ มันคนละขั้วกันเลย อันนี้แหละ ในมนุษย์ที่เจริญ แม้เขาจะเป็นโลกียะ เขาก็จะรู้ว่า พวกนี้ ไม่ใช่เขาไม่มีสมรรถนะ คนชาวอโศกไม่ใช่ไม่มีสมรรถนะ ไม่รู้เรื่อง ไม่มีฝีมือ ไม่มีความรู้ ไม่สามารถจะสร้างอะไรได้ แต่ทำได้ ดีด้วย โดยเฉพาะเรื่องพืชพรรณธัญญาหาร เน้นอีกๆๆ พันเที่ยวร้อยเที่ยว หมื่นเที่ยวแสนเที่ยว จะมีสมรรถนะในการสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร คิดดูสิ มัน okinawa ใหญ่กว่าหัวอาตมาอีก น้ำหนักถึงเกือบ 5 กิโลกรัม อะไรอย่างนี้เป็นต้น กล้วยนี่ดูสิ หวีนึงกี่ลูก มันเหมือนประชด แต่ไม่ได้ประชด มันเจริญตามความเป็นจริง พวกเราจะรู้เหตุปัจจัยต่างๆ ว่าอันนี้เป็นเหตุปัจจัยที่ถูกต้อง เราก็จะสร้างสิ่งที่เรียกว่า ปุ๋ยก็ดี น้ำจุลินทรีย์อะไรก็ตาม ที่เป็นอาหารที่จะให้กับพืช เราก็จะรู้มีความรู้ยิ่งๆขึ้น แล้วก็จะยิ่งทำได้ดีก็จะยิ่งดีขึ้น เพราะอย่างนี้แหละคนถึงศรัทธา คนจะอยู่ในที่ไหนๆ จะอยู่แอฟริกา จะอยู่New Guinea จะอยู่ตะวันออกกลางก็ต้องกิน แม้คุณจะกินเนื้อสัตว์ก็ตาม คุณจะหลงกินเนื้อสัตว์มากก็ตามคุณก็ต้องกินพืช คุณจะไม่ค่อยกินพืชก็ไม่เป็นไร แต่ที่สุดคุณจะต้องกินพืชด้วยความรู้และสุดท้ายด้วยความจำนน สุดท้ายด้วยความจำนน ก็คือ สุดท้ายเขานึกว่าสัตว์โลกมันจะมีท่วมโลก ก็เหมือนกับมนุษย์นั่นแหละมันฆ่ากันเอง สัตว์โลกเห็นมันฆ่ากันเองไหม มันฆ่ากันเองแล้วมันโหดร้ายกว่าคนด้วย มันจะไปรู้อะไร มันฆ่ากันเอง มันไม่ฆ่ากินด้วยนะมันฆ่าทิ้ง เหมือนคนในโลกที่ฆ่ากันทิ้งเฉยๆด้วยนะไม่กิน สัตว์ที่มันฆ่ากันกินมันก็กิน กินแล้วมันก็ทิ้งๆขว้างๆ มันทิ้งขว้าง มันฟุ่มเฟือย เสือ โอ้โห เป็นคณะเลยนะ มันล้ม แน่นอนล้มช้าง เสือ 10 ตัวล้มช้างเลย ช้างตาย มันกินไม่หมดหรอก มันหนีทิ้ง หมาไฮยีน่า มาเก็บกินเดนต่อ อีแร้งมันก็มาเก็บกินตอนสุดท้าย มันจะฆ่ายีราฟมันก็กินไม่หมด มันก็ทิ้งซากไว้ให้สัตว์อื่นกินต่อ จนกระทั่งอีแร้งมาเก็บกินตอนสุดท้าย หรือสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่อยู่ในพื้นดินมากินต่อ หนอนชอนไชไปหมด อย่างนี้เป็นต้น มันก็เป็นธรรมชาติมากมายลึกซึ้งซับซ้อนอยู่ในนี้ สรุปแล้ว พืชพรรณธัญญาหาร คุณจะทำให้ชีวิตมันหมดไปอย่างไร มันก็เกิดเมื่อมันมีดิน ในน้ำมันก็มีพืชพันธุ์ธัญญาหาร กินได้ พืชพันธุ์ธัญญาหารกินได้ก็เยอะ ในดินก็เยอะ สู่แดนธรรม... นอกจากชาวอโศกแล้ว คนไทยจะสนใจโลกุตระเพิ่มขึ้นไหม ต่างประเทศจะมีทิศทางเพิ่มขึ้นไหม พ่อครูว่า... ได้ จะมีทั้งคนไทยจะเพิ่มขึ้น จะมีทั้งคนต่างประเทศที่แสวงหาอยู่ จริงๆ แน่นอน จะมีเพิ่มขึ้น อาตมาบอกเป็นปริมาณ บอกเป็นจำนวนไม่ได้ บอกเป็นอัตราไม่ได้ บอกได้กว้างๆ มีเพิ่มขึ้นแน่นอน ที่มั่นใจเช่นนั้นก็เพราะว่า อันนี้มันเป็นความสูงสุดยอดของคุณธรรมมนุษยชาติ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ค้นพบแล้ว มันไม่มีอะไรสูงยิ่งกว่านี้อีกแล้ว ไม่ว่าจะกินอาหาร อาหารการกินก็ตาม ไม่มีอะไรจะสูงไปกว่านี้ มนุษย์สุดท้ายมากินพืชพันธุ์ธัญญาหาร สูงสุด ไม่มีกรรมวิบาก ไม่ไปเบียดเบียนอะไรใคร ไม่มีอะไรจะเป็นภัยเป็นโทษเลย เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรจะไปค้านแย้ง ที่จะไปล้มล้างคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ นอกจากเข้าใจผิดเอง มิจฉาทิฏฐิเอง ก็แย้งอาตมาหรือว่าแย้งความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไว้ อาตมาก็เอามายืนยัน ใครยังไม่เชื่อก็พิสูจน์ไปเถอะ อย่ารีบตาย หรือตาย ก็จำให้ได้ว่ามีความรู้เหล่านี้ เกิดมาให้มีสัญญาเก่าระลึกชาติจำความรู้เหล่านี้ได้มาต่อให้ดีๆ แล้วคุณจะรู้ความจริงเลยว่า สุดท้ายคุณจะจำนน ว่าความจริงนี้มีหนึ่งเดียว ไม่มีอะไรแย้งหรอก พระพุทธเจ้าก็ตรัสเอาไว้เอง สู่แดนธรรม… นี่คือลักษณะที่จะบอกความจริงที่จะปรากฏในอนาคต จะปรากฏตามธรรมใช่ไหมครับ ผมเคยจำได้ พ่อท่านเคยบอกว่า ที่พูดๆไปนี่ ว่า อโศกเพื่อมวลมนุษยชาติ จะเป็นไปได้ก็เพราะว่าเป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ ที่เป็นไปได้เพราะว่ามีหัวเชื้อ มีพ่อท่าน มีสมณะ สิกขมาตุ แล้ว ธรรมนิยาม 4ข้อ 1. ตถตา (ตนเป็นเช่นนั้นๆ ได้อย่างอัตโนมัติแล้ว หรือได้ความว่างเป็นสัจธรรมเช่นนั้นเองในตัวแล้ว) 2. อวิตถตา (ความจริงที่เที่ยงแท้แล้ว-ไม่กลับกลาย) 3. อนัญญถตา (เป็นไปอย่างนั้นแน่จริงชนิดไม่มีสิทธิ์เป็นอื่นอีกแล้วอย่างนิรันดร์) 4. อิทัปปัจจยตา (เพราะเป็นสิ่งนั้นได้จริงแล้ว จึงสืบต่อเชื้อความจริงในสิ่งนั้นได้.. อย่างมีของแท้จริงเกิดขึ้นสืบทอดให้กันและกันจริง) พ่อครูว่า... ด้วย แล้วเรื่องของ สัจธรรมอีกอย่างหนึ่งก็คือ สัจธรรมที่เป็นสัญญาหรือความจำ ความจำมันก็จะฝังในอนุสัยของมนุษย์ ของสัตว์โลก โดยเฉพาะมนุษย์อาริยะ มนุษย์เจริญ มันก็จะดึงเอาความจำมาใช้ได้ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็มีสัญชาตญาณความจำเดิมเอามาใช้ มนุษย์จะเป็น อเวไนยสัตว์ สัตว์ที่ยังสอนไม่ได้ มันก็จะเอาความจำมาใช้ มีสัญชาตญาณเอามาใช้ แต่มันแยกแยะยังไม่เก่ง จนมาเป็นมนุษย์อริยะ มนุษย์ที่รู้จักแยกดีแยกชั่ว แยกถูกแยกผิด ชัดก็เอาแต่ดีมาใช้ ซึ่งยิ่งมีดีก็อาศัยดี แต่สุขกับทุกข์ตรงกันข้ามกัน สุขกับทุกข์เป็นหนึ่งเดียวกัน มันก็คือทุกข์นั่นแหละ หรือ สุขไม่อาศัย ส่วนดี ต้องอาศัย ฟังให้ดีนะ ดีต้องอาศัย พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า แม้ท่าน ก็ไม่สันโดษในกุศล คำนี้ เคยเอามาพูดแล้ว ทั้งๆที่ท่านก็จะปรินิพพานเป็นปริโยสานแล้ว ท่านจะจบแล้ว แต่ความเป็นสันโดษในกุศลธรรม ความเป็นผู้ไม่ย่อหย่อนในความเพียร อุปัญญาตธรรม 2 (ความรู้ทั่วถึงในคุณของธรรม) 1. ความเป็นผู้ไม่สันโดษในกุศลธรรม (อสันตุฏฐิตา) กุศลไม่เที่ยง จึงบูรณาการได้อีก 2. ความเป็นผู้ไม่ย่อหย่อนในความเพียร (อัปปฏิวาณิตา) (พตปฎ. เล่ม 20 ข้อ 251) ไม่สันโดษคือไม่หยุดไม่พอ ถ้าสันโดษก็คือหยุดพอ ไม่สันโดษคือเจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆ นี่คือสัจจะที่ศึกษาให้ดีๆ 650228 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 29 อโศกเพื่อมวลมนุษยชาติได้ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน