พ่อครูเป็นดีเจคนแรกของประเทศไทย.docx
เนื้อหาในไฟล์
พ่อครูเป็นดีเจคนแรกของประเทศไทย _พ่อครูว่า... วันนี้ มีมากมายที่ให้อาตมาโฆษณา นอกจากจะโฆษณาหนังสือแล้ว นี่หอมแดงหุ้มทองมาด้วย ชีวิตอาตมาแต่ก่อนเคยไปเป็นคนเลี้ยงลูกให้เขา ซักผ้า ทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน ให้คุณล้วน ควันธรรม ตอนนั้นจำเป็นจำนนจึงต้องทำ อาศัยให้เป็นอยู่รอดก็ได้ไปเรียนหนังสือ ก็ยังดีที่คุณล้วนเขายังให้จักรยานใช้ 1 คัน ในชีวิตก็ยังไม่เคยเห็นใครใช้จักรยานแบบนี้ คุณล้วนใช้อาศัยให้ขายหนังสือเขา เราก็อาศัยรถจักรยานอันนี้แหละที่ไปขาย หน้าเฉลิมกรุง แยกเฉลิมบุรี ที่เขามีงาน เอาใส่รถถีบไป เบรคมันจะเป็นแบบฟรีสเตอร์ลิง ถอยหลังปุ๊บมันจะหยุด ได้ใช้ตอนเรียนม.7 ม.8 เขามีกระเป๋าหนังสือใบใหญ่ให้ใช้ แต่ก็ไม่ได้ยึดมาเป็นของเรา ออกมาแล้วก็ไม่ได้เอาอะไรไป กระเป๋า รถจักรยาน เขาให้แหวนเหล็ก หัวมันสี่เหลี่ยมอาตมาชอบใส่นิ้วนางพอดีเลย ดูเท่ แหวนเหล็กสแตนเลส เหล็กหัวสี่เหลี่ยมธรรมดา ก็ให้ใส่ อาตมาออกมาจากบ้านคืนเขาหมด แหวนก็ถอดคืนออกมา ไม่เอาอะไรติดตัวมาเลย ที่เป็นของคุณล้วน เพราะว่า เขาพูดประวัตินิดหน่อย อาตมาเป็นดีเจคนแรกในประเทศไทย ตั้งแต่สถานีวิทยุในประเทศมันมีอยู่ 3 สถานี 1. กรมประชาสัมพันธ์ 2. สถานี 1 ปณ. 3. สถานีรักษาดินแดน ของทหาร อยู่ที่ท่าพระจันทร์ อาตมาสนิทสนม ตั้งแต่เด็กๆอายุ 16-17 ตั้งแต่เรียนอยู่กับคุณล้วน สนิทสนมยังไงไม่รู้ เป็นความพิเศษของอาตมา 1 ปณ อาตมาทำละครวิทยุเอาไปเข้าเลย ทั้งๆอายุแค่ 15 16 17 ลุงเหงี่ยมให้เต็มที่เลย อาตมาก็ทำอยู่ตอนรักษาดินแดนเกิด คุณล้วน ก็ขอออกเป็นช่องรายการเพลง เอาเพลงของเขา แผ่นเสียงเอามาโฆษณา หรือได้เป็นเสียงของคนอื่นก็ตามเป็นเพลงใหม่ออกมา ดีใจ ได้มาก็เอาไปเปิดโชว์ก่อนใครเลย ได้มาแล้วดีใจ เดี๋ยวนี้จ้างนะ เจ้าของเพลง แผ่นเสียงต้องมาจ้าง ต่อมาต้อง
อ่านต่อ
มาจ้าง เดี๋ยวนี้มันไกลไปลิบลับแล้ว อาตมาเป็น DJ คนแรก เปิดเพลงแล้วก็บรรยายไป แรกๆก็บรรยายอย่างเท่ แต่งเป็นกลอนแปด บรรยายเสร็จก็เปิดเพลงไป มีพูดบ้าง เป็นภาษาร้อยแก้วธรรมดาบ้าง กลอนประกอบอย่างเท่เลย เป็นดีเจคนแรกในประเทศไทย ได้สปอนเซอร์ มีสปอนเซอร์ใหญ่ 2 เจ้าของคุณล้วน คือ จักรPfaff กับ นาฬิกา Rolex อาตมาไม่ได้แอ้มเลย นาฬิกาจะให้สักเรือนก็ไม่มี หรือว่า จักรPfaff ได้เงินได้ทองมาไม่เคยเล็ดลอดมาให้อาตมาเลย ก็ขอพูดความเป็นจริงไม่ได้มีนินทาว่าร้าย พูดถึงความขี้เหนียวของแก ขนาดแกชอบกินไอศกรีม อยู่หน้าศาลเจ้าพ่อเสือ ถนนบรรทัดทอง เป็นร้านอร่อย ไอ้เราก็อยากกิน แกก็ให้ไปซื้อใส่กระป๋องมา แกก็นั่งกินต่อหน้าเรา ใช้หมดก็บอก แกไม่แบ่งให้เรากินเลย เราก็ไม่ค่อยมีสตางค์มากไม่ค่อยได้กิน แกก็ซื้อมากินบ่อย ให้เราไปซื้อมาแกก็กินของแกคนเดียว จริงๆมันเป็นบทฝึกหัดของเรา ให้เราอดทนสู้ อย่าไปริษยาเขา ใครจะขี้เหนียวใครจะมีใครจะให้เราก็คุณเราไม่เกื้อกูลเรา เขาก็มีส่วนเกื้อกูลเราเพราะเราได้อาศัยบ้านอาศัยที่กินที่อยู่ที่หลับที่นอน อาศัยเรียนหนังสืออยู่มีชีวิตไป เราก็เห็นอันนี้เป็นหลักเป็นบุญคุณ สู่แดนธรรม.. คนทางบ้านถาม ตอนพ่อท่านเป็นดีเจเปิดเพลงแนวไหนครับ พ่อครูว่า... เพลงลูกกรุง เพลงคุณล้วนเป็นหลัก ต่อมาก็มีเพลงของเขา เมียเขา สะอาดนิลอร่าม เมียเขาหนี แม่นายแหลม นายหลิม ลูกชายของคุณล้วนเขา เขาหนี อาตมาก็เลยต้องมาทำหน้าที่แม่บ้านแทนเขา เลี้ยงนายแหลม นายหลิม ก็เด็กๆฟังประวัติไป สู่แดนธรรม.. ชีวิตตอนบุญบารมีเก่าไม่ปรากฏ ก็เป็นไปตามวิบาก อุปมาว่า การเกิดยังไม่ปรากฏ เหมือนทารกมีเมือกไคลมารดาหุ้ม ดวงตายังไม่เปิด แขนขาไม่แข็งแรงก็ต้องเป็นไปตามโลก ตอนนั้นยังไม่มีความคิดเรื่องธรรมะสักอย่างใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... วิบากมาตามเล่นงาน ยังไม่คิดเรื่องธรรมะธรรมโมอะไร เป็นคนธรรมดาเป็นแต่เพียงคนไม่ทำชั่วก็อยู่กับโลกนี้แหละ เป็นคนรับใช้เขาไปส่วนใหญ่ คุณล้วนไม่ได้ส่งเสริมเพลงการของอาตมาเลยทั้งๆที่เขารู้ว่าอาตมามีฝีมือในการแต่ง ก็เคยเล่าว่ารู้ได้อย่างไร อาตมาเหมือนเลขาเขา เขาเปิดประกวดเพลง โดยมีทำนองเขาขึ้นมา เสร็จแล้วก็ประกาศไป เล่นเปียโนเมโลดี้ต่างๆให้พวกที่นั่งฟัง เสร็จแล้วคนที่สนใจบอกว่าประกาศแต่งเพลงชิงรางวัล ใส่เนื้อมา ทำนองของเขานี่แหละ ประกวดประขันกันและมีรางวัลให้ อาตมาเป็นเลขาเก็บใส่แฟ้มเป็นปึก มีทั้งไพบูลย์ บุตรขัน แต่เขาใช้นามปากกาว่า ตรีบูรณ์ , ศักดิ์พิสิษฐ คุรุการ ที่เขาแต่งอยู่กับสุนทราภรณ์เยอะ ภาษาเขาหวือหวามาก แต่เขาใช้นามปากกาว่า ศักดิ์พิสิษฐ์ คุรุการ เขาก็แต่งมา ส่งมาหลายร้อยรายส่งมาประกวด เสร็จแล้วเขาก็ตัดสิน คัดเลือกได้ของศักดิ์พิสิษฐ์นี่แหละ เป็นเบอร์ 1 ใส่เรียบร้อยเขาก็แต่ง เป็นเพลงแต่งชมโฉม วาสิฏฐีจำแลง ชมโฉมนางงามวาสิฏฐี อาตมาก็วันสุดท้ายเลยนะ แต่งขึ้นมา แล้วก็ไปแปะอันสุดท้ายหน้าแฟ้มเลยเขาตื่นมาก็เปิดดู เขาก็ดู เพลงกลางไพรสณฑ์ อาตมาก็ชมไพรพนา เขาก็อ่าน โอ้โห เขาบอก เฮ้ย ไอ้นี่มาเมื่อไหร่วะ อาตมาก็ว่าพึ่งมา เขาก็ว่าตัดสินแล้วนะ ว่าให้ของศักดิ์พิสิษฐ์เป็นอันดับ 1 อาตมาแปะไปเป็นวันสุดท้าย เขาก็ดูแล้ว โอ้โห ดีนี่หว่า เฮ้ย แต่มันตัดสินใจให้คนนี้เป็นที่ 1 แล้วนี่หว่า โอ้โห ยังไม่ได้ประกาศผลออกไป เขาก็ว่า รักพี่เสียดายน้อง ให้ที่ 1 ทั้งคู่เลยละกัน วันดีคืนดีเขาก็ประกาศรางวัลที่ 1 ได้แก่ศักดิ์พิสิษฐ์ พิสิษฐ์คุรุการ อาตมาใช้นามปากกาว่า ยุบลรัตน์ นามแฝงของอาตมา เสร็จแล้วเขาก็ประกาศ ตกลงที่ 1 มี 2 สำนวน รักพี่เสียดายน้อง เขาก็ประกาศที่ 1 มี 2 คน รางวัลเป็นปากกาเชฟเฟอร์ สลักชื่อ อาตมาก็เป็นคนไปซื้อปากกานั่นแหละ แล้วก็สลักชื่อใส่ปากกานั่นแหละ 2 ด้าม ประกาศ ศักดิ์พิสิษฐ์เขาก็มารับรางวัล อีกรางวัลหนึ่งก็อยู่ที่เรา นานแล้วไม่มีคนมารับสักที เขาก็บอกว่าไอ้แป๊ก ไอ้คนนี้ทำไมมารับรางวัลสักที เราก็ไม่ได้บอกว่าอย่างไร ทำเหมือนผ่านๆ ก็เขาไม่มาก็ไม่มาก็ผ่านไป เขาก็ถามหลายที สุดท้ายมันไม่มีทางเลี่ยงก็บอกเขาว่า อันนั้นน่ะ ผมแต่งเองเป็นผมเองครับ เขาก็บอกว่า ไอ้ ให้กูเสียเงิน แทนที่จะชม แหม นี่คือรางวัลของอาตมา สู่แดนธรรม... สมัยพ่อท่านยังไม่เกิดพุทธะขึ้นมา ก็ดูเหมือนมีแต่ความต่ำต้อยด้อยค่า ต้องโกโรโกโส เหมือนถูกสกัดดาวรุ่ง พ่อครูว่า... ตอนนั้นอายุประมาณ 17 ปียังไม่ถึง 18 ปี ก็แต่งเพลงพวกนี้ เพลงก็ดังอะไรไป แกไม่เคยส่งเสริม เพราะฉะนั้นจะไม่มีเพลงของอาตมาในของคุณล้วน ที่ดังอยู่ในสังคมสักเพลง เพลงก่อนสิ้นแสงตะวัน ทำนองของพี่ตุ๋ย(สง่า ทองธัช)มันดังก่อน ทีนี้เพลงที่อาตมาแต่งทั้งเนื้อและทำนองของตัวเองเลยคือ เพลงผู้แพ้ มันดัง ตอนนั้นอายุ 20 แล้ว แต่เพลงที่มีมาก่อนก็มีแล้ว สรุปอย่างนี้ ไอ้เรื่องของเพลงการ มันก็เป็นอันนึง แม้เพลงการที่แต่ง ที่อาตมาแบ่งศิลปะออกเป็น 5 ขั้น ไอ้ที่ไม่ใช่ศิลปะเลยเรียกว่าลามก เพลงก็ตาม ศิลปะขีดเขียนจิตรกรรมก็ตาม วรรณกรรมก็ตาม Music ก็ตาม เพลงมันลามก มันแฝงเรื่องไม่ค่อยดี เรื่องหยาบๆ เรื่องไม่ค่อยดี มันมี เขาเรียกเพลงใต้ดินพวกชอบร้องกัน ..ลามก ต่อมาศิลปะขั้น 2 คือ ราคะ คือเพลงที่มีกาม เรื่องรักใคร่มีเยอะมาก ราคะนี้เยอะมาก ตั้งแต่ราคะค่อนๆไปถึงลามก จนกระทั่งขึ้นมาถึงบนดิน เป็นจัดจ้านราคะะจัดจ้าน ราคะมากมายเรื่องรักเรื่องใคร่แล้วดังเยอะ ใช้อาศัยเยอะยิ่งกว่าเพลง ลามก จากราคะเพิ่งจะหมดจากกิเลสพวกนี้ มาเป็นเพลงสาระ ลามก ราคะ สาระ เป็นเนื้อหาเป็นแก่นสาระ ก็อาจจะเป็นเพลงไม่ค่อยดี ไม่ค่อยเพราะ เพราะมันจะเป็นสาระที่แข็งๆไปบ้างก็มี ผู้ที่แต่งยังไม่ค่อยเก่ง ก็จะเป็นเพลง ทื่อๆแข็งๆ เป็นเพลงไม่ค่อยจะไพเราะเท่าไหร่ จนกระทั่งมาถึงเพลง ธรรมะ ก็จะเป็นธรรมะขั้นโลกีย์ ก็พอสมควรไม่น้อย แต่เพลงราคะนี่แหละเยอะมาก สาระก็เป็นเพลงเช่น เพลงเพื่อชีวิต เพลงชมธรรมชาติ เพลงชมคุณงามความดี ปลุกใจรักชาติพวกนี้ เพลงสาระ พอมาถึงธรรมะก็เป็นคุณงามความดีเป็นหลัก เป็นเพลงคุณงามความดีต่างๆสารพัดแบบโลกีย์ จนกว่าจะสูงสุดเป็นเพลงระดับโลกุตระ สูงกว่าเพลงธรรมะสามัญโลกีย์เป็นเพลงโลกุตระ ซึ่งมีน้อยคนมากที่แต่ง น้อยจนอาตมาก็จะยกตัวอย่าง สู่แดนธรรม... พ่อท่านเป็นศิลปินที่เคยคลุกคลีอยู่กับโคลนตม เป็นบัวที่ผ่านมาตั้งแต่โคลนตมค่อยๆจนถึงธรรมะแสงตะวันคือบัวพ้นน้ำ พ่อท่านเลยรู้รายละเอียดธรรมะขั้นโลกีย์ ส่วนโลกุตระนั้นผู้แต่งก็น้อย ผู้ฟังก็ยิ่งน้อย พ่อครูว่า... โลกุตระคืออะไร หมายความว่า เป็นความรู้ในระดับที่รู้จักกิเลส แล้วก็ทำให้กิเลสลดได้ จะเริ่มต้นน้อยๆก็ตามก็เป็นโลกุตระ เป็นขั้นโสดาบันเป็นต้น อย่างนี้คือโลกุตระ ถ้ายังไม่เข้าไปถึงจิตแล้วก็แยกกิเลสได้ ทำให้กิเลสลดได้ ยังไม่เรียกว่าโลกุตระ เข้าใจไหม ถ้าผู้ใดไม่มีภูมิปัญญากำหนดรู้จิต เจตสิกของตนเอง แล้วแยกกิเลสออกมาให้ได้ รู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส รู้อาการ ลีลาของการเคลื่อนไหวของจิตเจตสิกว่า อย่างนี้ มันเป็นกิเลส กิเลสราคะหรือโทสะหรือโมหะ แล้วก็มีวิธีทำให้ราคะมันจางคลาย จางคลายนี้ ก็ไม่ใช่หลับตา กดข่มไว้ แต่ใช้ปัญญาทำให้กิเลสมันจางคลาย ปัญญารู้แจ้งสว่าง เปิดตาหูจมูกลิ้นกายไม่ต้องไปหลับไปหรี่อะไรเลย แล้วกิเลสมันลดลงๆๆได้ ตามลำดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ นั่นแหละเรียกว่า โลกุตระ อาตมาก็รู้สึกว่าอธิบายอย่างนี้มาซ้ำซากก็ยังไม่เก่ง แต่คนนำไปปฏิบัติได้จนเกิดมนุษยชาติชาวอโศกขึ้นมา เป็นกลุ่มหมู่จริงๆเลย อันนี้เป็นความมหัศจรรย์ ที่แต่ละคนมีภูมิธรรมด้านโลกุตระ เป็นปัญญา รู้จักกิเลส อาจจะอธิบายไม่ได้อย่างอาตมาแน่นอน แต่จับสภาวธรรมได้ ตามศรัทธา เป็นน้ำหนักของศรัทธา ทำให้กิเลสลดได้จึงมากันได้ คนที่มีปัญญาก็จะรู้รายละเอียดของกิเลสตนเองแล้วทำให้กิเลสลด แล้วก็จะรู้และพูดบอกคนอื่นได้ จึงมีผู้รู้ทั้งปัญญาและศรัทธา ทั้งปัญญาโลกุตระ มาช่วยอาตมาบรรยาย มาช่วยอาตมาขยายผล จนเกิดมาป่านนี้ ทำงานศาสนามา 50 ปี ตั้งแต่มาออกบวชก็คิดว่าจะทิ้งเรื่องเพลงไปหมดแล้ว เสร็จแล้วมาคิดอีกทีว่ามันก็เป็นศิลปะอันเป็นมงคลอันอุดมได้ อย่างที่เคยพูดอธิบายไปหลายทีแล้ว ก็เลยดึงกลับคืนมาเอามาทำดู ก็ดั่งที่มันได้เกิดมา อาตมาก็เลยต้องแต่งขึ้น เป็นเพลงโลกุตระมาตั้งแต่เริ่มต้นตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ เพลงเก่าๆก็เป็นเพลงราคะก็อายที่จะนำออกมาเปิดเผย แต่ราคะไม่ร้ายแรง และก็ไม่ได้ดังมากมาย มันก็เป็นสัจธรรม ถ้าหากเพลงโลกๆอาตมาดังมันก็จะติดลม ก็ไม่ดัง ก็มาดังอย่างเพลงสิ้นแสงตะวัน เพลงผู้แพ้ เพลงผกาดั่งนารี ผู้ครองรัก อันนี้ก็เกี่ยวเนื่องกับความรักอยู่แต่รักอย่างบริสุทธิ์แข็งแรง อย่างที่เรียกว่าไม่เหลาะแหละไม่มีความเลวเลยอะไรอย่างนี้ ก็ยังกึ่งๆเพลงรักๆใคร่ๆ ชื่นรัก ก็เป็นเพลงรักๆใคร่ๆอยู่ แต่เพลงฟ้าต่ำแผ่นดินสูงอธิบายเป็นเชิงรักก็ได้ เป็นเชิงโลกียะก็ได้ อธิบายเป็นโลกุตระก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น 650228 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 29 อโศกเพื่อมวลมนุษยชาติได้ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร