4 ภูเพียรธรรม_บทคัดย่อภาษาไทย ภูมิปัญญาการเคี้ยว.pdf
เนื้อหาในไฟล์
ภูเพียรธรรม กล้าจน : ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค (สาธารณสุขชุมชน) มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ปีการศึกษา 2561 อาจารย์ที่ปรึกษา : อาจารย์ ดร.อุษา กลมพันธ์, รองศาสตราจารย์ ดร.อัจฉรา ภาณุรัตน์ และ อาจารย์ ดร. สิงหา จันทริย์วงษ์. 632 หน้า บทคัดย่อ การวิจัยเรื่อง “ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นการศึกษาโดยใช้กระบวนการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnography Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2) เพื่อทดลองภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหาร ที่บูรณาการตามหลักการแพทย์ วิถีธรรม ในสวนป่านาบุญ 1 อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร จ านวน 5 คน 3) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย และเสนอยุทธศาสตร์การส่งเสริมสุขภาวะในชุมชน การวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา ศึกษาและเก็บข้อมูลหลักจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ประกอบด้วย กลุ่มสมณะหรือนักบวช พระภิกษุสงฆ์ นักปฏิบัติธรรม ผู้ที่มีสุขภาพดี บุคลากรทางด้านสาธารณสุข และผู้ประกอบอาชีพสาขาต่าง ๆ จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมและจิตอาสาทั่วไป รวมถึงประชาชนทั่วไป ที่ให้ความส าคัญกับพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในการปฏิบัติตนในการด าเนินชีวิตประจ าวัน ได้อย่างเป็นปกติหรือในขั้นของรูปแบบการฝึกฝนปฏิบัติธรรมอันเป็น “อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา” เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพกายวาจา
อ่านต่อ
ใจ ได้อย่างยั่งยืนและเบิกบานไปเป็นล าดับ ๆ ในประเทศไทย และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมจ านวน 99 คน การวิจัยเชิงปริมาณ น าผลข้อมูลจากการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา สรุปประเด็นสร้างข้อกระทงค าถาม (Questionnaire) และวิเคราะห์ทางสถิติการวิเคราะห์องค์ประกอบ (Exploratory Factor Analysis) โดยส ารวจกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักในประเทศไทยจ านวน 593 คน (6) ผลการวิจัย 1. การศึกษาภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะที่ท าเป็นประจ า ในชีวิตประจ าวันของสังคมชาวไทยพุทธและลาวพุทธที่ได้เรียนรู้และปรับสัมมาทิฏฐิอันถูกต้องถูกตรงตามผู้รู้แท้ที่พาพ้นทุกข์ได้จริง (สัตบุรุษ) พบว่า ในเชิงลึก ให้ความส าคัญกับภูมิปัญญาในการมีสติสัมปชัญญะที่จะพิจารณาแยกแยะก าหนดการกระท าทางกาย วาจา ใจ ในการเคี้ยวอาหาร รู้คุณค่าที่แท้จริงของชีวิต ว่าเคี้ยวอาหารเพื่อได้ประโยชน์สาระที่แท้จริงของชีวิต ได้ความเข้มแข็งทางด้านจิตใจ ความแข็งแรงทางด้านร่างกาย มีปัญญาเห็นว่าไม่ได้เคี้ยวกินเพื่อความอร่อย เพื่อเสพในกามคุณ 5 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาวะทางร่างกาย จิตใจ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และปัญญา ตามอินทรีย์ของแต่ละท่าน ในเชิงรูปธรรม ท าให้ระบบย่อยมีประสิทธิภาพสูงสุด ฝึกสติสัมปชัญญะ ลดความ ใจร้อน ช่วยรักษาโรค ประหยัดค่าใช้จ่าย และมีสติที่จะพิจารณาแยกแยะก าหนดการกระท าในการด าเนินชีวิตประจ าวันได้อย่างเป็น “ศีล สมาธิ ปัญญา” ตามความเข้าใจอันถูกต้องถูกตรง (สัมมาทิฏฐิ) 2. การทดลองปฏิบัติของภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะบูรณาการตามหลักการแพทย์วิถีธรรม พบว่า ในระดับเบื้องต้นทางวัตถุ คือ อาหารกาย เป็นการเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ท าให้ย่อยและดูดซึมง่ายเพราะในขณะที่เคี้ยวอาหารให้ละเอียดจะท าให้ได้พลังชีวิตทันที ส่วนในระดับเบื้องลึกทางจิตวิญญาณ คือ อาหารจิตวิญญาณ เป็นการท าความผาสุกให้กับจิตวิญญาณ ฝึกปฏิบัติลดละล้างความชอบชัง ความติดมั่นยึดมั่นถือมั่นในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในอาหาร ไปเป็นล าดับ ๆ รวมถึงการพิจารณาในระหว่างการเคี้ยวอาหารเพื่อให้ได้ประโยชน์ที่แท้จริงของชีวิต ในการประมาณการบริโภค (โภชเนมัตตัญญุตา) และล้างความชอบชังในอาหาร (อาหาเรปฏิกูลสัญญา) ที่ส่งผลให้มีสุขภาวะกาย ใจ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และปัญญา ที่เป็นความผาสุกและ เบิกบาน อย่างยั่งยืน ไปเป็นล าดับ ๆ ตามเหตุปัจจัยที่จัดสรรได้อย่างเหมาะสมและตามอินทรีย์ของ แต่ละท่าน 3. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย ได้น ามาเสนอเป็นยุทธศาสตร์และข้อเสนอเชิงนโยบายขยายผลภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อการส่งเสริมสุขภาวะของชุมชนในประเทศไทย 6 นโยบาย ตาม 6 องค์ประกอบ ต่อไปนี้ 1) สุขภาวะจากการเคี้ยวกวฬิงการาหารอย่างประณีต มีผลปรากฏตามข้อธรรมโภชเนมัตตัญญุตา จิตลหุตาเจตสิก สัมมาทิฏฐิ อาหาเรปฏิกูลสัญญา และอินทรีย์ 5 อันเป็นขบวนระบบของปัญญา 2) อาหารมังสวิรัติ เป็นทั้งโภชนบ าบัดและยารักษาโรคแล้วยังส่งเสริม “บุญ” และสิกขาตามล าดับ “ศีล สมาธิ ปัญญา” 3) อาหารค าข้าว คือ อุปกรณ์เคลื่อนไหวที่ใช้ฝึกจิตและพัฒนาสัมปชัญญะตามข้อธรรม “อาหาร 4” 4) บุคคลปฏิบัติการเคี้ยวการคายและการกลืนอาหารค าข้าวอย่างมีนัยส าคัญ อาจมีผลปรากฏเป็นสังขารุเบกขาญาณ ซึ่งนอกจากส่งเสริมระบบย่อยที่ดีแล้ว ยังลบระงับกิเลสและล้างความชอบชังได้อย่างลงตัว 5) การประดิษฐ์กวฬิงการาหารประณีต หมายถึง การบดปั้นแต่งด้วยมือส่ง (7) ต่อการเคี้ยวช้าละเอียด ตะล่อมย่อยในปาก อาจมีผลปรากฏตามข้อธรรมสติปัฏฐาน 4 อันสามารถลดโมหะและส่งเสริมอาพาธน้อย และ 6) กลุ่มชาติพันธุ์ไทยและลาวมีล าดับการจัดสรรข้าวหุงหรือนึ่ง เทคโนโลยีการประกอบอาหารหรือท ากับข้าว การปั้นแต่งค าข้าว การบดเคี้ยวอย่างประณีต ตลอดถึงการกลืนและกลั้วคอ ให้สอดรับเพื่อกระเพาะย่อยสลายกลายเป็นยา คือ มรดกวัฒนธรรมกวฬิงการาหารเพื่อคุณภาพชีวิต ยุทธศาสตร์ “ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ” เป็นยุทธศาสตร์การสร้าง สุขภาวะปัญญาความผาสุกและเบิกบานในตน อย่างยั่งยืน ไปเป็นล าดับ ๆ ซึ่งเป็นกระบวนการของ “ศีล สมาธิ ปัญญา” ที่เป็นกระบวนสร้างปัญญาแท้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ที่ต้นเหตุประหยัด เรียบง่าย ท าเอาเองได้ โดยการปฏิบัติตามผู้รู้แท้ที่พาพ้นทุกข์ได้จริง ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ และเมื่อน าความรู้นี้ไปแบ่งปันกับผู้อื่นต่อโดยไม่เอาอะไรตอบแทน ช่วยสังคมให้ประหยัดงบประมาณในด้านสุขภาพ เมื่อสุขภาพประชาชนแข็งแรง ชุมชนจะเข้มแข็ง สามารถพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าในการพึ่งตนเองได้ และขยายผลช่วยเหลือเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศอื่น ๆ ได้ต่อไป