หนังสือ เกิดมาชาตินี้ ไฟล์ Word
เนื้อหาในไฟล์
เกิดมาชาตินี้…โดยสมณะโพธิรักษ์
ถึงเวลาแล้ว ที่ต้องจำยอม-จำใจ-จำต้องสารภาพ
คำนำ
หนังสือเล่มนี้ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์เขียนขึ้นในช่วงที่ท่านเริ่มรู้สึกว่าสังขารร่างกายคงจะฝืนต่อไปไม่ไหวแล้ว หนังสือเล่มนี้จึงไม่ต่างอะไรกับพินัยกรรมชีวิตทางปัญญาของท่าน ที่จำนน-จํายอม-จําใจ-จําต้องเปิดเผยความจริงทั้งหมดที่ท่านมี ชนิดเทกันออกมาจนหมดหน้าตัก เพื่อให้ผู้แสวงหาความจริงทั้งหลาย ได้ใช้วิจารณญาณพิสูจน์ ตรวจสอบความจริง คนจริง และของจริงกันต่อไป
สถานการณ์ย่อมสร้างวีรบุรุษฉันใด ในสังคมที่ใกล้ๆ กลียุคเช่นนี้ ผู้เผยแพร่ธรรมะของพระพุทธองค์ ที่ทวนกระแสโลกกระแสสังคม ย่อมทำในสิ่งที่ยากส์ส์ยิ่งกว่าเข็นภูเขาขึ้นครกฉันนั้น แต่ความอุตสาหะมุ่งมั่น ในการยืนหยัดยืนยันเผยแพร่ความจริงเป็นเวลายาวนานมากกว่า ๕๐ ปี ก็ได้สร้างสิ่งที่น่าอัศจรรย์เกิดขึ้นในดินแดนที่ได้ชื่อว่า เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของโลกอยู่หลายประการ อาทิ
๑. พ่อครูประกาศศาสนาแบบไม่ล่าบริวาร ไม่แสวงหาลาภ
สักการะและเสียงสรรเสริญ พ่อครูเปรียบตัวเองดั่ง“แร้งในสังคม” แม้จะทำให้โลกนี้สะอาดขึ้น แต่ผู้คนก็รังเกียจ (เพราะไปกระแทกกิเลสต้นเหตุแห่งความชั่วร้ายที่ยึดถือกันอยู่ในหมู่ผู้คนทั้งหลาย) เป้าหมายการทำงานของพ่อครูจึงตรงกับพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าทรงกำชับไว้ว่า เป้าหมายของพรหมจรรย์นี้ มิใช่ปฏิบัติเพื่อให้คนมาเคารพนับถือ หรือมาหาลาภสักการะเสียงสรรเสริญ ฯลฯ แต่ให้เป็นไปเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
๒. พ่อครูมุ่งเน้นคำสั่งสอนที่เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ล้วนๆ (อย่างละเอียดลออมีเบื้องต้น-ท่ามกลาง-และบั้นปลาย) โดยไม่ใช้ฤทธิ์เดชปาฏิหาริย์ที่เป็นเดรัจฉานวิชา ซึ่งผู้คนพากันหลงใหลคลั่งไคล้อย่างไร้เหตุผล จนหลงเชื่อกันว่า ใครทำเดรัจฉานวิชาปาฏิหาริย์ได้นั่นคือพระอรหันต์
อ่านต่อ
๓. คำสอนของท่านมีทิศทางที่เป็น “โลกุตระ-และ
อเทวนิยม” ซึ่งแตกต่างจากศาสนาใดๆในโลกนี้ ที่พุทธแท้ๆนั้นจะเน้นความหลุดพ้นและความศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ “กรรม”ในขณะปัจจุบันชีวิตนี้ทั้งสิ้น จึงเป็นคำสอนที่มีทั้งเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ที่จบกิจ (กตัง กยิรา) มีการศึกษาที่เน้นเข้าหาไตรสิกขา แม้แต่เพลงก็ยังมีเนื้อหาที่เป็นโลกุตระ(เหนือโลก-โลกีย์) จึงมีนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาศึกษาเพื่อทำวิทยานิพนธ์อยู่ตลอดเวลา
จากคำสอนที่เป็นของจริงของแท้ข้างต้น จึงก่อให้เกิดผลคือ
๑. หมู่คนที่พากันมีศีลมีธรรม จากคนไม่มีศีลให้มีศีล ๕
ศีล ๘ จนอ่านจิตล้างกิเลสได้ และสร้างนักบวชให้มีศีล ๑๐ ในฐานะสามเณร ส่วนสมณะก็ให้มีจุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีล และวินัย ๒๒๗ เพื่อวิมุติหลุดพ้น จนเกิดชุมชนคนมีศีลไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย
๒. สังคมที่ดีที่สุด เป็นสังคม“สาธารณโภคี” มีสมบัติที่เป็นส่วนกลางร่วมกัน(เหมือนกองกลางสงฆ์) ที่เหนือกว่าประชาธิปไตย เหนือกว่าคอมมิวนิสต์ เพราะมีอิสระเสรีภาพที่จะเข้ามาอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่(กงสี) มีความเป็นญาติที่ยิ่งกว่าญาติทางสายเลือด แต่เป็น“ญาติธรรม” ที่มาทำงานฟรีไม่มีเงินเดือน และถือศีลกินมังสวิรัติ ร่วมกัน เพื่อละเว้นจากการเบียดเบียนสรรพสัตว์ใดๆ เพื่อให้เกิดเมตตาธรรมค้ำจุนโลก
ผลงานที่พ่อครูสร้างเอาไว้ในโลกนี้ หากย้อนประวัติศาสตร์ไปใน ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา หรือมองไปข้างหน้าในอนาคตอีก ๑๐๐ ปี (ที่ใกล้กลียุคเข้าไปเต็มที) จะพอมองหาอัศวินขี่ม้าขาวท่านใดที่สามารถออกมาช่วยมนุษย์ ให้มีศีลมีธรรมระดับโลกุตระจนสามารถนำพามนุษย์ให้พ้นทุกข์ได้ ตามคำทำนายเก่าแก่ที่เคยมีมาว่า จะปรากฏพญาธรรมิกราช ๒ องค์เกิดขึ้นในยุคกึ่งพุทธกาลนี้ เพื่อสืบทอดเชื้อของศาสนาพุทธให้ไปได้จนถึง ๕,๐๐๐ ปี
คำตอบในเรื่องนี้จึงอยู่ที่......แล้วใครล่ะ? ที่สามารถเอา โลกุตระ ที่เป็นแก่นแท้ของศาสนาพุทธ มาประกาศเผยแพร่ ให้ผู้คนประพฤติปฏิบัติกันอย่างจริงๆจังๆได้ ถ้ายังมองหาใครไม่เห็นทั้งในอดีตและในอนาคต(อันอยู่ใกล้ๆกลียุคนี้) ที่ยากจะเกิดสัตบุรุษเช่นนั้นได้
อย่างน้อยปัจจุบัน ก็ยังมี พ่อครู“สมณะโพธิรักษ์” ผู้ซึ่งทำได้แล้ว เป็นได้แล้ว ทั้งกำลังทำอยู่ และกำลังพาทำ จวบจนลมหายใจสุดท้ายของท่าน
…คณะผู้จัดทำ
เกิดมาชาตินี้ “อาตมา”จำเป็นมากที่สุด
แห่งที่สุดที่ต้องบอก“ตัวเอง”ว่า “อาตมา” เป็น“อรหันต์” และเป็น“โพธิสัตว์” เฉพาะอย่างยิ่ง เป็น“ธรรมิกราช”อุบัติขึ้นในยุคนี้
เกิดมาชาตินี้ ในยุคนี้ อาตมาจำเป็นมากที่สุด เพราะ
สำคัญมากยิ่ง และมันจำนนจริงๆ ไม่มีทางเลือกอื่นเลย ที่
อาตมาจำต้องบอกว่าตนเองเป็นตัวจริง ของคนผู้บรรลุธรรม
ที่เป็น“อาริยะ”เป็น“โลกุตระ”ของพระพุทธเจ้าอย่างถูกแท้
ถูกธรรมว่า อาตมาเป็น“อรหันต์”ก็ดี ว่าอาตมาเป็น“โพธิสัตว์”
ก็ดี แม้ถึงขั้นเป็น“ธรรมิกราช”ปานนั้น
โดยเฉพาะจำยอมบอกว่า ตนเองเป็น“ธรรมิกราช” นั้นมันจำใจสุดๆแล้วถึง“กาละ-เทศะ-ฐานะ”อันควรจริงๆ
เพราะ“กาละ”นี้ “เทศะ”นี้ “ฐานะ”ของชาวพุทธยุคนี้ มันเป็นเรื่องที่เกิด“ความเสื่อมหนัก”กันจริงๆแล้ว
ความเสื่อมของชาวพุทธ
นั่นคือ ชาวพุทธได้พากันเสื่อมต่อเนื่องมาเรื่อยๆ
จนกระทั่งถึงกาละช่วงนี้เองประมาณพ.ศ. ๒๕๐๐ นี้แหละ
จึงได้เป็นยุคที่ชาวพุทธ“สุดเสื่อมหนักหนาสาหัสสุดๆกันจริงๆ” เพราะไม่มี“ปัญญา”ที่จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“โลกุตระ”
กันแล้ว ได้พากัน“มิจฉาทิฏฐิ”กันทั้งนั้นแล้ว
ชาวพุทธทั้งหลายในยุคนี้ก็ได้เสื่อมมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง“มิจฉาทิฏฐิ”กันถ้วนทั่ว พากันออกนอกทางไปสู่
“ความเสื่อม” กลายไปเป็น“โลกียธรรม”ที่แสนต่ำเลอะเละสาหัสเกินกว่ายุคใดๆแล้ว ปรากฏกันอยู่โต้งๆเห็นๆ
“มีจริงเป็นจริง”ยิืนยันกันสัมผัสได้หลัดๆโทนโท่
ตรงตามคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงพยากรณ์ไว้ใน “อาณิสูตร”(พระไตรปิฎก เล่ม ๑๖ ข้อ ๖๗๒-๖๗๓) เรื่อง“ตะโพนอานกะ” อันมีเนื้อความ ว่า
(๖๗๒) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะของพวกกษัตริย์ผู้มีพระนามว่าทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมาโครงเก่าของตะโพนชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม(ที่ไม่ใช่ของเก่า กลายเป็นของใหม่ที่ผิดเพี้ยนไป) แม้ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล(คือยุคพ.ศ. ๒๕๐๐ นี้แล) เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรมอยู่ จักไม่ปรารถนาฟัง จักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน
ควรศึกษา
แต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิตอยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ
(๖๗๓) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้น ที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม จักอันตรธาน ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อ
เขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรมอยู่ พวกเราจักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้นว่า ควรเรียน ควรศึกษา ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ ฯ”
สรุปให้สั้นลงคือ ในสมัยหนึ่งมีตะโพนชื่อ“อานกะ”
ของกษัตริย์ เมื่อตะโพนแตกชำรุด ก็มีผู้เอาลิ่มใหม่เนื้อใหม่
ที่เป็นของอื่น(อันไม่ใช่ของเนื้อเดิม)ตอกเข้าไปเสริมใส่แทน เมื่อ
ของใหม่เติมเสริมมากเข้า ตะโพนอานกะนั้นที่ชื่อก็ยัง
เป็นชื่อเดิม ว่า “อานกะ” แต่“เนื้อตัวของตะโพน”มัน
ได้ถูกเปลี่ยนแปลงแปลกแตกต่างผิดเพี้ยนไปจาก“ตะโพนอานกะ”ของเดิม จนไม่เหลือเนื้อเก่า
ไตร่ตรองตรวจทานคำตรัสของพระพุทธเจ้าดีๆเถิด..ชาวพุทธทั้งหลาย จะเห็นชัดเจนได้ ตามเรื่องที่เคย
มีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะของพวกกษัตริย์ผู้มีพระนามว่า ทสารหะ นี้แหละ ที่เป็น“คำพยากรณ์ที่ได้เป็นจริงขึ้นแล้วในยุคช่วงพ.ศ. ๒๕๐๐ นี้” ใช้วิจารณญาณสอบทาน “ความเป็นความมีกันอยู่ของชาวพุทธส่วนใหญ่”ดูเถอะ!
ไม่ต้องใช้“ความฉลาดเฉลียว”ลึกล้ำมากมายอะไรเลย เพียงแต่ระวังอย่าให้มี“อคติ”กันเท่านั้น ก็จะพอรู้ได้
ชาวพุทธทั้งหลายยุคนี้“ส่วนใหญ่” แม้แต่“กระแสหลัก” หรือผู้เป็นสงฆ์ที่ยกย่องกันว่า “ระดับสูง” ได้เสื่อมจาก“โลกุตระ”ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จริงที่สุด และแน่นอนต่างก็หลงตัวเองกันว่า “ตนนี้แหละคือผู้ถูกต้อง”
จึงสุดแสนยากยิ่งล้นเหลือในงานกอบกู้ชาวพุทธที่
ได้“สุดเสื่อมกัน”ปานฉะนี้แล้ว
ที่ยากสุดยากแสนสาหัส ก็เพราะชาวพุทธทั้งหลายทั้งปวงยุคพ.ศ. ๒๕๐๐ นี้“ได้เสื่อมสุดเสื่อม”จนกระทั่ง แม้ได้ยินคำว่า “โลกุตระ”ก็ไม่รู้สึกรู้สาว่า
นี่คือ “สิ่งวิเศษ”แท้ๆของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ที่ในศาสนาอื่นใดในโลกไม่เคย“มี” และจะไม่สามารถ“มี”
ขออภัยอย่างยิ่งจริงๆ ที่อาตมาบังอาจกล่าวหยามย่ำหนัก ว่า “ชาวพุทธยุคนี้ได้สุดเสื่อม”
ความจริงเกี่ยวกับโลกุตรธรรม
อาตมาไม่ได้กล่าว“เกินจริง”แต่อย่างใดเลย
มันเป็น“ความจริง”ที่-จำนน-จำเป็น-จำใจ-จำต้องกล่าวกันด้วย“คำจริง-ภาษาตรงกับสัจจะ”ที่มีกันจริงๆ
ขอยืนยันว่า เป็นการกล่าว“ตามความเป็นอยู่-ดำเนินอยู่ของชาวพุทธในเมืองไทยยุคนี้”ด้วยใจซื่อแท้ๆ
ถึงวันนี้ ๕๓ ปีย่างเข้าไปแล้วที่อาตมาได้ออกบวชเข้ามาทำงานกอบกู้เอา“โลกุตรธรรม”ขึ้นมาให้แก่ศาสนาพุทธ จากที่ชาวพุทธได้เสื่อมไปหมดแล้วตามที่เป็นจริง
ถึงขนาดได้ไปหลงผิดยึดถือ“อรหันต์เก๊-อริยะเก๊” กัน มายกย่องชื่นชมกันจริงๆ มันก็สุดแสนสงสาร!
อาตมาก็ได้สาธยายถึงท่านที่เป็น“อรหันต์เก๊-อริยะเก๊”นั้นๆกันมามากแล้ว ด้วยความจริงใจ มิได้เบ่งข่ม หรือรังเกียจชิงชังท่านที่หลงผิดทั้งหลายนั้นเลย
มีแต่“สงสาร”ท่านทั้งหลายนั้นจริงๆ ที่ท่านรักนิพพาน หวังนิพพาน กันจริงๆจังๆ แต่ท่านหลงผิด
อาตมาซาบซึ้งใจยิ่งนักในประเด็นที่ท่านรักนิพพาน หวังนิพพานกันจริงๆจังๆนี้
แต่ท่านมิจฉาทิฏฐิคือ ท่าน“เข้าใจผิด”กันไปจริงๆ ตาม“ความเสื่อม”ที่มันเกิดขึ้นจริงในยุคเสื่อมนี้ จะไปลงโทษท่านมหาบัวก็ดี อาจารย์มั่นก็ดี หรือคนชาวพุทธทั้งหลายรุ่นนี้ในยุคนี้ โดยตรง ก็ไม่ได้ทีเดียว
มันเป็น“ความเสื่อม”ที่ยืนยัน“ความจริง”ชนิดหนึ่ง ตามพระพุทธเจ้าตรัสไว้ ใน“อาณิสูตร” พระไตรปิฎก
เล่ม ๑๖ ข้อ ๖๗๒ นั้น ไม่ได้ผิดไปจาก“กาละ-เทศะ-ฐานะ”อันไม่เคย“เที่ยง” ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยโดยแท้ เพราะมันเป็นธรรมชาติแห่งเอกภพปกติ
เพราะ“ความจริง”แห่ง“ความจริง”นั้นมันได้เสื่อมมาตามกาละเวลา ที่เคลื่อนไปไม่เคยหยุด อันเป็น “ไตรลักษณ์”ในทุกสรรพสิ่ง
แม้แต่“ความจริงสุดวิเศษ”ใน“ความจริง”ที่เป็น
“โลกุตระ”ซึ่งใน“โลกุตรธรรมเอง”ที่มี“ความเที่ยง(นิยตะ)ใน
ตนเอง” อันเป็น“ความจริง”ชนิดหนึ่งได้แล้วแท้ๆเป็น
“ของตน”ได้แล้ว มันก็เป็น“ความจริงของตน”เฉพาะตนเท่านั้น มันยังไม่ใช่“ความเที่ยง(นิจจัง)”ของทุกสรรพสิ่ง
“ความไม่เที่ยง(อนิจจัง)”มันย่อมเป็นไปตาม“กาละ-เทศะ-ฐานะ”กันจริงๆ
ปัจฉิมโอวาท(คำสอนครั้งสุดท้าย)ของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ก่อนจะปรินิพพาน จึงเป็นสุดยอดแห่ง“ความจริง”ที่ทรงยืนยันไว้สุดจริงสุดแท้ทีเดียว
“วยธัมมา สังขารา อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ” แปลว่า “สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด”
“ความเสื่อม”จึงเกิดอยู่ตลอดใน“กาละ-เทศะ-ฐานะ”เป็น“ธรรมดา”และก็ดำเนินไป
“ความจริง”ที่สุดแห่งที่สุดมีอยู่ดังนี้
ทุกสรรพสิ่งจึงต้องอาศัย“บูรณภาพ” หรือการเติมให้เต็ม, การซ่อมเสริมสร้าง เป็นแน่นอน
ถ้าไม่มี“การเติมให้เต็ม, การซ่อมเสริมสร้าง” ก็คือ “เสื่อม” แม้จะเป็น“โลกุตรธรรม”อันเป็น“ธรรมวิเศษ”ขั้นมี“ความเที่ยง(นิยตะ)”ในเนื้อหาสภาวธรรมของ“ความเป็นโลกุตรธรรมเอง”แท้ๆก็ตาม
“โลกุตรธรรม”ของพระพุทธเจ้าก็ไม่พ้นธรรมดาแห่ง“ความเสื่อม”ตามกาละ-เทศะ-ฐานะไปได้
ศาสนาพุทธมีอายุยาวนานถึงพ.ศ ๒๕๐๐ ปานนี้ “ความเสื่อม”ของพุทธศาสนิกชนจึงเกิดจริงมาตามลำดับ จึงเป็น“ความจริง”
“ความจริง”ที่สำคัญสุดยอดยิ่งเป็นการเฉพาะของ
ศาสนาพุทธ ก็คือ ชาวพุทธทั้งหลาย แม้แต่ภิกษุสงฆ์ได้
พากันเสื่อมไปจาก“โลกุตรธรรม”
ในวงการพุทธศาสนา ไม่มีความเป็น“โลกุตรธรรม” เหลือเลย นี่คือ “ความจริง”ดังที่เป็นที่มี ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
บูรณภาพในโลกุตรธรรม
ดังนั้น “ความจริง”จึงต้องมี“บูรณภาพ”ขึ้นในยุคใดยุคหนึ่ง แน่นอนที่สุด
และอาตมาก็คือ“โพธิสัตว์ตัวจริง”ที่ต้องเกิดมาทำหน้าที่“บูรณะ”ในเรื่องของ“โลกุตรธรรม”ในชาตินี้ ยุคนี้
นี่ก็คือ “คนจริง” ที่สุดแสนจริงแท้ แต่แสนยากสุดสาหัสที่คนทั้งหลายส่วนใหญ่จะรับ“ความจริง”นี้ได้ง่ายๆ
เพราะชาวพุทธได้พากัน“เสื่อม”ไปจริงๆ เฉพาะอย่าง
ยิ่งได้เสื่อมไปจาก“เนื้อแท้ของโลกุตรธรรม”แทบไม่เหลือ
ชาวพุทธทั้งหลายแค่“รู้จักโลกุตรธรรม”แท้ ถูกต้อง “สัมมาทิฏฐิ”จริง ที่อาตมานำมาเสนอ ก็เกือบจะไม่มีกันแล้ว
นี่คือ “ความจริง”ที่อาตมาต้องจำใจ จำนน จำเป็น จำยอม จำต้องเปิดเผยตนเอง ชนิดที่ไม่น่าเปิดเผยเลย!!!!
เพราะ“การยกตนเอง”ว่า “ตนเป็นใหญ่”นั้น มัน
น่าเกลียดสุดยอดจริงๆ แต่อาตมาก็ต้องจำใจ จำนน จำเป็น จำยอม จำต้องเปิดเผยตนเองออกมายืนยัน“ความจริง”
พิสูจน์“ความจริง”ขึ้นมาอย่างเป็นที่อัศจรรย์เมื่ออาตมาได้นำ“โลกุตรธรรม”มาเปิดเผย และสาธยายแจกแจงขึ้น ก็มี“คนผู้ธุลีในดวงตาน้อย”สามารถรับรู้ได้ และได้มาศึกษาปฏิบัติกระทั่งบรรลุมรรคผลกันสำเร็จ จึงมี“สมณะ ๔ เหล่า”ที่เป็น“อาริยบุคคล”ที่กิเลสลดกันจริง ๆ
กระทั่งเกิด“หมู่กลุ่มสังคมชุมชน”ที่เป็น“โสดาบัน-
สกิทาคามี-อนาคามี-อรหันต์” อันมีคนแต่ละคน“มีศีล”ที่ประกอบไปด้วย“อปัณณกปฏิปทา ๓” เจริญ“สัทธรรม ๗”
พัฒนาเป็น“ฌาน ๔”ไปตามลำดับของ“จรณะ ๑๕ วิชชา ๘”
มี“สมาธิ”ที่เป็น“สมาหิโต”(ซึ่งไม่ใช่แค่“เจโตสมาธิ”ของโลกียะเท่านั้น)
เพราะมี“ปัญญา ๘”เป็นเครื่องยืนยันผู้บรรลุมรรคผลว่า “พ้นศีลัพพตุปาทาน-พ้นศีลัพพตปรามาส”กันจริงๆ กอบกู้
“วิชชาจรณสมบัติ”ของพระพุทธเจ้าคืนมาได้ ถึงขั้นมีสังคม
คน“มีศีล”กันทั้งชุมชนหมู่บ้านชื่อ“ชาวอโศก”เกิดชุมชน
คน“สาราณียธรรม ๖”ปรากฏขึ้นจริงให้ใครๆเข้ามาสัมผัสพิสูจน์“ความจริง”ได้เลย ก็ตรงตามพระพุทธพจน์ คือ เชิญพิสูจน์ได้เป็น“เอหิปัสสิโก(เชิญผู้คนไปดูชมได้พิสูจน์ได้)”กัน
ทีเดียว (พระไตรปิฎก เล่ม ๒๒ ข้อ ๒๘๓)
สาราณียธรรม ๖ ประการ เป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นที่ตั้งแห่งการระลึกถึงกัน(สาราณียะ) กระทำให้เป็นที่รัก(ปิยกรณะ) เป็นที่เคารพ(ครุ กรณะ) ย่อมเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน(สังคหะ) เพื่อความไม่วิวาทกัน(อวิวาทะ) เพื่อความพร้อมเพรียงกัน(สามัคคียะ) เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน(เอกีภาวะ) ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเข้าไปตั้งวจีกรรม ประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นที่ตั้งแห่งการระลึกถึงกัน กระทำให้เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เป็นอันหนึ่ง
อันเดียวกัน ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเข้าไปตั้งมโนกรรม ประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นที่ตั้งแห่งการระลึกถึงกัน กระทำให้เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุแบ่งปันลาภทั้งหลายที่ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม(ลาภธัมมิกา) แม้โดยที่สุดบิณฑบาต ย่อมบริโภคร่วมกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย(สาธารณโภคี) แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นที่ตั้งแห่งการระลึกถึงกัน กระทำให้เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน
เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้มีศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาทิฏฐิ
ไม่ยึดถือ เป็นไปเพื่อสมาธิ เสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์
ทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นที่ตั้ง
แห่งการระลึกถึงกัน กระทำให้เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีทิฏฐิอันเป็นอริยะ เป็นเครื่องนำออก นำออกไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้กระทำตาม เสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้า
และลับหลัง แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นที่ตั้งแห่งการระลึกถึงกัน กระทำให้เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียง กัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ
“ธรรม ๖ ประการ”นี้แหละ เป็น“โลกุตรธรรม”แท้ๆ จะเกิดได้บริบูรณ์ก็ต้องมีทิฏฐิให้“สัมมาทิฏฐิ” และปฏิบัติให้“สัมมาปฏิบัติ” จึงจะบรรลุ“สัมมาปฏิเวธ”ถูกต้องถ่องแท้
บูรณภาพในไตรสิกขา
ยุคนี้เพิ่งจะ ๒๕๐๐ ปีเท่านั้น แค่ครึ่งหนึ่งของ ๕๐๐๐
ปี อันเป็น“พุทธกัปป์”ของพระพุทธเจ้าสมณโคดม วงการศาสนาพุทธยุคนี้กระแสหลักก็ได้เสื่อมหนัก ถึงขั้นทุกวันนี้คณะผู้บริหารศาสนาเต็มไปด้วยลาภสักการะ แบกยศแยกชั้น ยกยอสรรเสริญ เสพสุขกันระเริงรุ่งเรืองกันขนาดไหน มันเต็มไปด้วยพิธีการ เลอะเทอะไปเละเทะด้วยไสยศาสตร์เดรัจฉานวิชากันนักหนาสาหัสปานใด
“ศีล”ก็ไม่พ้น“ศีลัพพตุปาทาน” ยังไม่ต้องพูดถึงขั้น
ไม่พ้น“ศีลัพพตปรามาส”หรอก นั่นคือ ได้แค่“ถือศีล”กันแบบไม่มี“สัมมาทิฏฐิ” เพราะ“ศีล”ไม่ได้เป็นที่มาแห่ง “สมาธิ”เลย
“ศีล”ก็ลืมตาปฏิบัติแบบ“ศีลัพพตุปาทาน”ดังกล่าวแล้ว
ถือศีลกันแบบพาซื่อทื่อๆไปตามจารีตประเพณีกัน “ออกนอกขอบเขตพุทธ” เพราะถือศีล ปฏิบัติศีลกันมิจฉาทิฏฐิไปหมด “ศีล”ไม่เกี่ยวเนื่องไปถึง“ฌาน”ถึง“บุญ”อะไรเลย “ถือศีล-ปฏิบัติศีล”ไปคนละเรื่องกับ“ฌาน”กับ“บุญ”
“ถือศีล-ปฏิบัติศีล”กันได้แค่“กุศล”เท่านั้น คือ ได้แค่ “ความดีงาม”กันให้ตนได้อาศัยเป็น“สมมุติธรรม” ไม่มี“ผล”ถึงขั้น“ปรมัตถธรรม”ที่เกิดผลขั้น“บุญ(ประหารกิเลส)”กันแท้
ถือศีลปฏิบัติศีลก็ไม่มีธรรมฤทธิ์ถึงขั้น“บุญ”อีก
แถมเข้าใจ“บุญ”ผิดเพี้ยนไปแค่เป็น“กุศล”เสียด้วย
ชาวพุทธยุคนี้จึงไม่บรรลุมรรคผลโลกุตรธรรม ไม่มี“นิพพาน”จริง มีแต่“นิพพานเก๊”กันเท่านั้น
“สมาธิ”ก็แยกไป“หลับตา”ปฏิบัติ“เข้าฌาน-ออกฌาน”กันไป แล้วก็ได้“สมาธิ” ซึ่งก็เป็น“มิจฉาฌาน-มิจฉาสมาธิ”มันก็แบบเดียรถีย์โลกีย์เขาได้กันทั้งนั้น
แล้วก็หลงผิดกันสนิทว่า นี่คือ การแสวงบุญแบบพุทธ
ที่แท้แล้วแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธกันอยู่โต้งๆ
มันผิดถนัดชัดเจน ก็ยังหลงเลอะเทอะเละเทะไป“บุญ”ไม่ได้เป็น“การชำระกิเลสหรือฆ่ากิเลส”กันเลย
เพราะเข้าใจ“บุญ”เป็น“กุศล”ที่เป็น“สมบัติ”
แต่“บุญ”นั้นเป็น“วิบัติ”แท้ๆ
เพราะ“ความรู้อันเป็นโลกุตระ”นั้นไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงกันเลย ก็เห็นๆกันอยู่ชัดๆ โต้งๆ ว่า ไม่มีมรรคผลอะไรแล้ว แถมมิจฉาทิฏฐิ-มิจฉาผล ยกย่อง“อรหันต์เก๊”
กันอีก
พุทธได้“เสื่อมหนัก”กันถึงขนาดไม่มี“อาริยธรรม”ใน
วงการพุทธศาสนา ยุคพ.ศ. ๒๕๐๐ นี้แล้ว ก็เห็นๆกันอยู่
นี่ก็“ความจริง”อีก ซึ่งปรากฏกันอยู่โทนโท่ โต้งๆ
ขืนปล่อยให้“ความเสื่อม”เกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีก โดยไม่มีใครนำเอา“โลกุตรธรรม”มาให้แก่ชาวพุทธยุคนี้ สืบสานไว้แล้วไซร้ ก็แน่นอนว่า ศาสนาพุทธของพระสมณโคดม
จะไม่ยืนยาวถึง ๕๐๐๐ ปี แน่ยิ่งกว่าแน่
ดังนั้น ในพุทธกัปป์ของพระพุทธเจ้าสมณโคดมที่ผ่านมา อาตมาผู้เป็น“พระโพธิสัตว์”จริง ซึ่งอาตมานั้นได้
ร่วมเป็นสาวกของพระองค์ และได้บำเพ็ญตนตั้งปณิธานเป็น“อัครสาวก”ของท่าน ก็สำเร็จจริงผ่านมาแล้ว ในช่วง ๔๕ พรรษาที่พระพุทธเจ้าสมณโคดมทรงดำรงสถานะเป็น “พระพุทธเจ้า”และบัดนี้ก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปแล้ว
อาตมาบำเพ็ญบารมีโพธิสัตว์ก็ต้องประคองช่วยสืบสานศาสนาพุทธกันต่อ หน้าที่แท้ของโพธิสัตว์ต้องทำ
ก็ต้องเกิดมารับหน้าที่ตาม“ความจริง”ที่จะต้องปฏิบัติ ต้อง
เป็นไปตามความจริง มันละเว้นกันไม่ได้ ความจริงมันก็ต้องมี“ของจริง”กันแท้ๆ
ไม่เช่นนั้นศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าสมณโคดม
ไม่ถึง ๕๐๐๐ ปีแน่ๆ พระพุทธเจ้าท่านก็ปรินิพพานเป็น
ปริโยสานไปแล้วจริงๆ ถ้าไม่มีพระโพธิสัตว์มารับหน้าที่สืบทอด แค่ พ.ศ. ๒๕๐๐ นี้ วงการสงฆ์หมู่ใหญ่ก็เห็นกันแล้วว่า ไม่สามารถพากันบรรลุ“โลกุตรธรรม”อยู่จริงๆแท้ๆ
ดังนั้นจึงต้องมี“ความจริง”ที่เกิดมาในยุคพ.ศ. ๒๕๐๐ นี้ ก็เห็นกันชัดๆแล้วว่า ในวงการสงฆ์ก่อนที่อาตมาจะนำ “โลกุตรธรรม”มาสาธยายและพากันปฏิบัติจนกระทั่งมี
“อาริยบุคคล ๔ เหล่า”เกิดขึ้นได้จริง จนกระทั่งมีสังคมพุทธที่เป็น“สาราณียธรรม ๖”กันจริงๆ
ผู้ไม่มีภูมิรู้เพียงพอก็ไม่สามารถจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงแน่
ถ้าผ่านยุคนี้ไปแล้ว ก็จะมีแต่“เสื่อม”ต่อเนื่องกันไป ถ้าไม่มีพระโพธิสัตว์เกิดมาสืบสานต่ออีก เป็นอันสิ้นสุดแล้ว
ที่ชาวพุทธจะสามารถมี“สัมมาทิฏฐิ”กระทั่งเกิด“ปัญญา”
รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบความเป็น“โลกุตรธรรม”กันได้
ยุคนี้จึงเป็นยุคที่เหลือชาวพุทธจำนวนน้อยที่สุดกันจริงๆ ที่จะสามารถมี“สัมมาทิฏฐิ”และเกิด“ปัญญา” รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“โลกุตรธรรม” และสามารถศึกษาปฏิบัติบรรลุ“โลกุตรธรรม”ถึงขั้น“อรหันต์” มี“โพธิสัตว์”ปรากฏ
ผู้ไม่รู้ และได้หลงยึดถือเอา“ผิดเป็นถูก”ไว้สนิท
แล้ว เขาก็จะไม่มี“ปรโตโฆสะ” และไม่มี“สัมมาทิฏฐิ”
เขาก็เป็น“นานาสังวาส”กันไป นี่ก็เป็น“ความจริง”
งานกอบกู้มันจึงยากเกินกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ที่พึงเกิดขึ้นใน“พุทธกัปป์”ของพระพุทธเจ้าสมณโคดมมาก่อน
ต่อจากยุคนี้ไป ถ้าชาวพุทธไม่สามารถมี“ปัญญา”
รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“โลกุตระ”กันได้อีก ศาสนาพุทธของพระ พุทธเจ้าสมณโคดม ก็เสื่อม และเสื่อมไปจนสุดลงแน่นอน
แต่พ.ศ. ๒๕๐๐ นี้ ยังนำ“โลกุตรธรรม”มาสถาปนาลงไปให้แก่ชาวพุทธ ศึกษาปฏิบัติเกิดมรรคเกิดผล ถึงขั้น
มีสังคมชุมชน“สาธารณโภคี”เป็นวัฒนธรรมปรากฏได้จริงสัมผัสพิสูจน์ตรวจสอบตามพระไตรปิฎกดูได้
นั่นก็หมายความว่า ยังไม่ถึงขั้นชาวพุทธสิ้นสุดกันแล้ว ที่จะมี“ปัญญา”สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“โลกุตระ” ของพระพุทธเจ้าได้นั่นเอง
ยุคนี้คือ “กึ่งพุทธกัปป์”ของพระพุทธเจ้าสมณโคดม
พระพุทธเจ้าปรินิพพานเริ่มนับพ.ศ. ๑ มาถึง
กาละนี้ นับเป็นระยะที่อยู่“กึ่งพุทธกัปป์”ของ ๕,๐๐๐ ปีจึง
จะครบ“กัปป์”ศาสนาของพระพุทธเจ้าสมณโคดม ซึ่งตอนนี้ก็กำลังอยู่ระหว่าง“กึ่งกลาง”ยุคกัปป์ของศาสนาพระพุทธโคดม มันก็คือ ช่วงประมาณพ.ศ. ๒๕๐๐ นี้
พุทธศาสนาผ่านกาลเวลามาจนถึงยุคกึ่งพุทธกัปป์ของศาสนาพระพุทธโคดมนี้ มันก็ได้เสื่อมกันมาเรื่อยๆตามลำดับ ก็เป็นธรรมดาของสัจจะแห่งไตรลักษณ์
ถึงยุคนี้ที่ชาวพุทธเสื่อมกันหนักสาหัสถึงขั้นหลงผิดเชื่อมั่นกันจริงๆว่า“อรหันต์เก๊”คือ ผู้บรรลุพุทธธรรม มี“ปรากฏการณ์จริง”ให้คนสัมผัสกันได้ถึงเหตุปัจจัยยืนยัน“ความเสื่อม”อยู่ในยุคนี้ ในปัจจุบันนี้
และถึงวาระแห่ง“ความจริง”อุบัติ ก็มี“ปรากฏการณ์
จริง”ยืนยัน“ความเจริญ”เกิดขึ้นมาจริงในยุคนี้ให้คน
ทั้งหลายเปรียบเทียบกันพิสูจน์ว่า พุทธกระแสหลักนั้นเสื่อมกันจริงๆตามคำตรัสพยากรณ์ไว้ใน“อาณิสูตร”
ดังที่ได้ยืนยันอ้างอิงมาแล้วซ้ำซาก
ความจริงที่ต้องยืนยัน
เมื่อมีผู้เป็นพุทธยืนยันว่า ตนเองคือ“ความเจริญ” ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“โลกุตรธรรม”ประกาศตัวตนขึ้นมาเป็น“ปรากฏการณ์จริง”ในช่วงพุทธศักราช ๒๕๐๐ นี้ ว่าตนเองคือ “อรหันต์แท้” คือ“โพธิสัตว์จริง”
ก็เป็นโอกาสดีมากประเสริฐยิ่งที่มี“ปรากฏการณ์จริง”ให้ชาวพุทธได้สัมผัสของจริงตรวจสอบพิสูจน์กันด้วย “ภูมิปัญญา”ของตนๆ แต่ละคนเอาเองกันจริงๆ
อย่าให้ใครครอบงำความคิดของเราเป็นอันขาด
ดังนั้น เพื่อยืนยัน“ความจริง”อาตมาต้องเกิดมาชาตินี้ยุคนี้ปรากฏตัวเพื่อ“แสดงตน-ประกาศตน” ถึงขั้น
ยืนยันตนเองจริงจังว่า ตนคือ“ธรรมิกราช”ปานฉะนี้นั้น
จึงเป็นการประกาศ“ความจริง”ที่ยิ่งใหญ่สุดยิ่งใหญ่นานหลายพันหลายหมื่นปีจะมีสักหนในโลกนี้ ที่จะเกิดขึ้นมาในกาล ซึ่งศาสนาของพระพุทธเจ้าสมณโคดมนี้ก็ผ่านพุทธศักราชมายาวนานเกินกว่าสองพันห้าร้อยปีแล้ว
มันจึงไม่ใช่เรื่องสามัญธรรมดาของ“อุบัติโลก”และไม่ใช่เรื่องสามัญธรรมดาของ“อุบัติธรรม”อันมีทั้ง“กาย”และมีทั้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive