หนังสือ ปัญหาสังคมที่แก้ไม่ได้ เพราะการศึกษา.pdf

โฟลเดอร์หนังสือธรรมะพ่อครู
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์1.89 MB
วันที่แก้ไข31 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

๑ ปัญหาสังคมที่แก้ไม่ได้ เพราะ การศึกษา พุทธศาสนาผิดพลาด •สิทธิสัจจะ วิมุตตินันท์ เรียบเรียง จากค าบรรยายของ พระโพธิรักษ์ • ๒ ปัญหาสังคมที่แก้ไม่ได้ เพราะการศึกษาพุทธศาสนาผิดพลาด พิมพ์ครั้งที่ ๑ จ านวน ๑๐,๐๐๐ เล่ม ธ.ค. ๒๕๒๘ พิมพ์ที่ โรงพิมพ์มูลนิธิธรรมสันติ ๖๗/๑ ซ.ประสาทสิน ถ. สุขาภิบาล ๑ แขวงคลองกุ่ม เขตบางกะปิ กท. ๑๐๒๔๐ นางกิติยา วีระพันธุ์ ผู้พิมพ์โฆษณา โทร. ๒๗๔๕๒๓๐ ๓ ค าน า จงใส่ใจ “ศึกษา” กันให้ดีๆ การศึกษา ท าให้คนเจริญพัฒนา คนใดไม่มีการศึกษา ย่อมไม่เจริญ อย่า “ศึกษา” กันอย่างประมาท อย่า “ศึกษา” กันอย่างลวกๆ ผิวๆ เผินๆ อย่า “ศึกษา” กันอย่างดูถูก-ดูแคลน อย่า “ศึกษา” กันอย่าง หลงยึดมั่นถือมั่น อยู่แต่ในความรู้ ของตน การศึกษาสิ่งสูงสิ่งละเอียด ต้องละเอียดสุขุมประณีต แม่นมั่น มีจริง การศึกษาที่สมบูรณ์ มิใช่เพียงรู้อย่างลึกซึ้งเท่านั้น แต่การรู้-การเข้าใจ (ทิฐิ) ที่ถูกต้อง ลึกซึ้ง ก็ต้องท าก่อน นั้นถูกแล้ว การศึกษาที่สมบูรณ์ ต้องมีปฏิบัติให้เกิดผลจริง มากตามขั้น ถึงขีดถึงขั้นจริง ก็จะได้รู้ ได้เข้าใจความจริง จากการเกิดผลจริง (ปัญญา หรือ ยถาภูตญาณ) ยิ่งได้รู้ ได้เข้าใจความจริง ที่ตายสูงสุด-เกิดสูงสุด ยิ่งคือผู้เจริญการศึกษาแท้ อธิปัญญา คือ ความเจริญ ของ ปัญญา—ปัญญินทรีย์—ปัญญาผล ที่ทั้งรู้-เข้าใจ ตามเหตุผล ตามทฤษฎี (ทิฐิ) และรู้ผลของทฤษฎีที่ได้ปฏิบัติ (ปัญญา) ทั้งรู้ผลที่ตายจริงของกิเลส-เกิดจริงของความรู้-ความจริงที่เรียกว่า สัจธรรม ๔ จง “ศึกษา” กันให้ดีๆ แม้ในส านวนหวือหวา เย้ยในทีของผู้เรียบเรียงที่ไม่น่าอภัย จง “ศึกษา” กันให้ดีๆ ! อย่าเอาแต่หลงยึดมั่นถือมั่น อยู่แต่ที่ตัวรู้แต่ไม่รู้ตัว (สัจจาภินิเวส) การเปิดเผยความส าคัญของความผิดพลาดทางพุทธศาสนา ในหนังสือเล่มนี้ เผยจุ

อ่านต่อ

ดส าคัญที่ลึกซึ้งของศาสนาพุทธ เพราะมันมีผลต่อสังคมชาวพุทธสูงมาก มีคนท้วงติงมาไม่น้อยว่า ไปท้วงติงการสอนของท่านพุทธทาส ท าไม? โน่น.. พวกที่เอาไสยศาสตร์เข้ามาใส่พุทธศาสนา พวกท าเครื่องรางของขลังในพุทธศาสนา พวกท าออกนอกรีต หาเงินทองด้วยวิธีสารพัด แม้เป็นพระก็เอากระทั่งมหรสพ ชนควาย ชนวัว เอาแม้กระทั่ง การแสดงลามก การพนัน เอาอะไรต่ออะไรต่างๆ มาใส่ในพุทธศาสนา อย่างนั้น ท าไมไม่ไปท้วงติง ไปว่าเขา ไปจัดการให้สิ้นซาก ก็ขอบอกได้ว่า เรื่องเหล่านั้น คนช่วยกันท ามีอยู่ ใครๆก็ควรช่วยกันได้ เพราะรู้ง่าย ชัดเจนว่ามันผิด ก็ช่วยๆกันเถิด เราก็อนุโมทนายิ่งในผู้ที่ช่วยกัน จงช่วยกันขจัดสิ่งผิดในศาสนา อย่าเอาแต่รู้ หรือเอาแต่พูด กล้าท ากันเสียบ้าง ส าหรับเราก็ท าอยู่ด้วย กล้าท าอยู่แล้ว เราท าอยู่ทุกฐานะตาม ๕ แรงของเรา มันก็มาก แต่เราก็ต้องท าในจุดนี้ด้วย (คือ ที่ต้องท้วงติงการสอนของท่านพุทธทาส) เพราะส าคัญมากเหมือนกัน ผู้ทักท้วงเรามานั้น ยังไม่รู้ถึงผลเสียหาย ที่กินซึม กินลึก ของความผิดพลาดจุดนี้กัน เท่านั้นแหละน่า ! ถ้ารู้อย่างเรารู้แล้วจะตกใจ ! ! ! จะร้อนใจยิ่งกว่าเรานะนา ! และเราเองก็มีเวลาเรี่ยวแรงความสามารถ ที่จะท างานได้เท่าที่เราท าได้ ดังนั้น จุดใดที่ผู้หวังดีต่อศาสนา จะช่วยกันทัดทาน ท้วงติง ส่งเสริมกัน ให้พุทธศาสนาเจริญขึ้น ก็จงอุตสาหะ ช่วยกันท าจริงๆเถิด กล้าเอาจริงกันบ้าง ! เราท าได้ และเราได้กล้าท าจริงๆ จนคุณๆ จนใครๆ พากันร้องเองมิใช่หรือ? ว่า เราไปติเตียนคนอื่น ไปว่าพระอื่น ทั้งๆที่เราไม่ได้รู้สึก “เป็นอื่น” ในกันและกัน เราท าดีให้ได้ และพอชี้ดี-ยืนยันสภาพดี ก็ว่าเราเอาดีไปข่มเขา-ยกตน พอเราชี้ชั่ว ชี้ผิด ก็ท้วงเราว่าไปว่า“เขา” จะเอาไง? เอาให้แม่นๆมั่นๆ น่า ! “เขาอื่น” จริงๆ นั้น เราจะไม่ไปว่าอะไรเขานักหรอก เพราะนั่น “เขาอื่น” เราจึงขอว่า ขอท้วงติง จัดการแต่กับเราๆ ชาวพุทธด้วยกันนี่แหละ จง “ศึกษา” กันให้ดีๆ ! ! ๖ ส าหรับข้าพเจ้านั้นขอให้สัญญา ว่า... ด้วยชีวิตทั้งชีวิตในทุกๆชาติ -เลือดทุกหยาดทุกหยด -เนื้อหนังกระดูก ทุกสรีระทุกธุลี และ จิตวิญญาณทุกกระแส ทุกสูญญาณู ตราบที่ยังประกอบเป็นตัวของข้าพเจ้า ณ กาละใด ข้าพเจ้าขอบดเป็นผงมหาจุลธุลี เทิดใส่พานทูนถวายเป็นพลี แด่สมเด็จพ่อพระอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า จนสิ้นสุดมิเหลือเศษใดอีกเลยในจักรวาลเอกภพ อันใดยังเหลือชื่อว่า ชีวภาพแห่งจิต อันนั้นขออุทิศแด่พระพุทธศาสนาสิ้นหมด เพราะข้าพเจ้ามองมิเห็นค่าใด จักยิ่งค่ากว่า การยังพระพุทธศาสนานี้ ให้คงเป็น คงอยู่ได้อีกนานเท่านาน เท่าที่ข้าพเจ้าจะเสียสละพยายาม อย่างสูงสุดความสามารถ แม้สายตัวสายใจจะแทบขาดปานใดๆ สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอยืนยันอีกครั้ง ด้วยสัจจะแท้ๆ ที่ข้าพเจ้าพึงมีอยู่นั่นเอง ว่า ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นพระคุณล้นล ้าจริงๆ ที่ท่านภันเตอริยะพุทธทาส ได้น า โลกุตรธรรม มาย ้ายืนยันบอกแจ้งแก่เหล่าพุทธมามกะ ให้ตื่นจากความหลงผิด ที่หลงผิดว่า ศาสนาพุทธนั้นเป็นโลกียธรรม เด่น เช่นเดียวกับศาสนาอื่นๆ ทั้งหลาย ๗ ข้าพเจ้าเองก็ขอย ้ายืนยันว่า ศาสนาพุทธต่างจากศาสนาอื่น ตรงที่มี โลกุตรธรรมเด่น และในโลกุตรธรรมนั้น ต้องมีโลกวิทู และต้องมีโลกานุกัมปา อยู่ด้วย ตามขั้นตามขนาด โลกุตตร คือ สภาพไม่ท าชั่ว-ท าดีให้ถึงพร้อม-จิตบริสุทธิ์ อยู่เหนือโลกีย์เหล่านั้น โลกวิทู คือ สภาพรู้เท่าทันชั่ว-ดีเหล่านั้น รู้เท่าทันเหลี่ยมโลกีย์-เหลี่ยมสังคมนั้นๆ โลกานุกัมปา คือ สภาพเอื้อเอ็นดูโลกีย์ ช่วยเหลือสังคมชาวโลกีย์ มีความไม่สมบูรณ์ ในโลกุตรธรรม (ซึ่งจะต้องมีโลกวิทู และโลกานุกัมปา อยู่ด้วย) เท่านั้น ที่เราพึง“ศึกษา”กัน เพราะทุกอย่าง มีพร้อมสูงสุดครบถ้วน ในโลกุตระแล้ว ข้าพเจ้ากราบเคารพบูชา ท่านภันเตอริยะพุทธทาส ด้วยสัจจะแท้ๆ และข้าพเจ้าก็ยังขอกราบเคารพคุณค่า ที่ท่านภันเตได้กระท าแล้ว อยู่ตลอดไป ข้าพเจ้ามีสิทธิ์ส่วนตัว ที่จะเคารพบูชาสิ่งที่ควรเคารพบูชา ด้วยความจริงใจส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่าที่ข้าพเจ้าจะพึงมีความเป็น “สัจจะ” ส่วน “ความเชื่อ” นั้น บังคับกันไม่ได้ดอก ! จงใส่ใจ “ศึกษา” กันให้ดีๆ แม้ข้าพเจ้าจะไม่มีสิทธิ์....กล่าวแล้ว คนต้องเชื่อ แต่ข้าพเจ้ามั่นใจตนเองเท่านั้นว่า ข้าพเจ้ามีสิทธิ์จะกล่าวความจริง ๘ คนจริง ที่ถึงความจริง ก็จะพึงรับความจริงกันได้ ก็เท่านั้น ! จงใส่ใจ “ศึกษา” กันให้ดีๆ เถิด. จริงใจ-ไมตรี-ไม่มีศัตรู พระโพธิรักษ์ ๑๐ พ.ย. ๒๕๒๘ ๙ จดหมายพิเศษที่น่าพิสูจน์ สันติอโศก คลองกุ่ม บางกะปิ กทม. ๒๘ ก.ค. ๒๕๒๘ เจริญธรรม.... (...แพทย์คนหนึ่ง....) ขออนุโมทนา ในน ้าใจของคุณหมออย่างยิ่ง ที่ท าตนเป็นข้อมูลที่ดีมากให้กับอาตมา สิ่งนี้แหละ ที่อาตมารอรับผลพวง จดหมายนี้ต้องขออภัยที่เขียนตอบมา ทั้งที่คุณหมอไม่ได้เรียกร้องให้ตอบ แต่อาตมาต้องขอขอบคุณมาอย่างมากด้วยทางจดหมาย คนไทยทั่วๆ ไป แสดงออกเช่นที่คุณหมอแสดงออกนี้ ยังไม่ช านาญ ช านาญเพียง “นินทา” ดังนั้น อาตมาจึงต้องจดหมายมาขอบคุณคุณหมออย่างมากยิ่ง ในการแสดงธรรม ๑๙ ก.ค.นั้น ขนาดอาตมาพยายามท าปานนี้ ยังได้ผลแค่นี้ จากกระดาษค าถามที่เขียนขึ้นไปหาอาตมา ก็เห็นผลสะท้อนจากใจจริง เพียงแค่ที่มีเท่านั้น ดังนี้เป็นต้น แม้แต่คุณหมอเองยังมองเห็นเป็นว่า ปัจจุบัน อาตมาไม่ได้มีบุคลิกก้าวร้าว รุนแรงกว่าแต่ก่อน ที่จริงบุคลิกอาตมาแต่ก่อนนั้น อ่อนช้อยกว่าปัจจุบันนี้มาก แม้ค าพูดก็ตาม ปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้ก้าวร้าวน้อยลงไปกว่าแต่ก่อนเลย เพียงแต่อาตมาเก่งขึ้น มีศิลปะลีลา มีขบวนท่าและความช านาญในการปรุงกลมกล่อมกว่าแต่ก่อนเท่านั้น อาตมาพูดด้วยส านวนโวหารแรงขึ้น ๑๐ แข็งขึ้นกว่าเก่าก่อนจริงๆ ถ้าจะเรียกว่า “ก้าวร้าว” กว่าก่อนๆ มา ก็ต้องใช่ การ “ท างาน” ของอาตมานั้น จุดประสงค์ของอาตมา ย่อมมีของอาตมาอยู่ อาตมาก็เพียรบอกใครๆ แต่ก็มีคนเข้าใจไม่ได้บ้าง แม้เข้าใจได้ ก็ยังไม่เชื่อสนิทใจบ้าง ซึ่งมันก็เป็นการดี ที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ในทางจิตวิทยา คุณหมอก็ต้องทราบดีว่า การกระท าบางสิ่งบางอย่าง ด้วยความหวังดีของเราแท้ๆ เราจะเปิดเผยหรือไขอะไรออกไปก่อนไม่ได้ เพื่อผลสะท้อนตอบที่เราจะได้รับนั้น และทุกผลที่เกิด ย่อมเป็นข้อมูลจริง ที่จะสะท้อนออกมาตามขนาด แม้กระนั้น ก็เป็นความจริงที่เจ้าของเขาได้พรางแล้ว ได้ปรับปรุงของตนให้ดีๆแล้ว หรือได้เลี่ยงหลบ สิ่งส่วนที่น่าเลี่ยงน่าหลบแล้ว จึงปล่อยให้เกิดออกมาสู่รูปหยาบข้างนอก นี้คือ มารยาทการแสดงออกของบุคคลสามัญ แล้วเรายังจะต้องมาค้นเอาความจริงให้ได้บริสุทธิ์จากโจทย์ของเรา จะได้ “ความจริง” มากหรือน้อย ก็อยู่ที่โจทย์ และความสามารถของผู้ตรวจผลอีก คุณหมอวิเคราะห์อะไร ไปให้อาตมาได้ทราบนั้นดีมากแล้ว ถ้าอาตมาจะตอบข้อสงสัยอันใดแก่คุณหมอ มันก็มีอยู่ในข้อวิเคราะห์ของคุณหมอเองเกือบครบ อาตมาก็คงไม่ได้ตอบอะไรมากมายหรอก แม้คุณหมอจะรู้อาตมาไม่ได้ชัดกว่านี้ ก็ต้องขออภัยคุณหมอ ถ้าตอบมากนัก ก็จะเป็นการแก้ตัว อย่างมีตัวตนจัดจ้านไป หรือ เหมือนพูดเอาดีให้แก่ตัวโก้ๆ ไปเท่านั้น เพียงแต่จะบอกคุณหมอบ้างต่อไปนี้ ก็ยัง ๑๑ สามารถเป็นข้อมูลอ่านอาตมาเองง่ายๆ ได้เลยว่า อาตมามีอัตตา อาตมาขอ “ท างาน” ยึดมั่นถือมั่นในสัจจะ ในศีล ในธรรม และยึดมั่นมุ่งมั่นท างานอย่างเอาจริง ตามปรมัตถสัจจะ ของอาตมา (Individual Truth) เพื่อสัจจะอันยิ่งใหญ่กว้างขวางมากมายของโลกที่สังคมต้องอาศัย ให้มั่นคงยืนนานที่สุด เท่าที่จะท าได้ เพราะมันเป็น “สัจจะ” จริงๆด้วย แม้จะเรียกมันว่า “สมมุติสัจจะ”(Universal Truth) ให้เวลาและผลของการงานที่เกิดที่เป็น เป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงเถิด อาตมาเกิดมา “ท างาน” [เป็นคนงาน-ผู้รับใช้-ไม่ได้มาเป็นนักคิดที่ยิ่งใหญ่ หรือนักวิชาการ-นักรู้-นักปราชญ์] ไม่ได้เกิดมาหาบริวาร สร้างบริวาร จึงเห็นอยู่ชัดๆ ว่า งานของอาตมา จะออกมาในรูปค่อนข้างไม่เอาใจใคร ทั้งงานพูด งานเขียน แต่ในความมีบุคลิกวิสัยปกตินั้น ก็ไม่ใช่คนอย่างบทบาทของการงานเลยเสียทีเดียว จะเห็นมีลักษณะขัดแย้งกัน อยู่ในตัวของอาตมา คุณหมอก็คงจะสัมผัสได้ และ อาตมาไม่ได้ “ท างาน” เพื่อประสงค์สรรเสริญ ยิ่งกว่าการ “ขัดเกลา” (สัลเลขธรรม) ข้อนี้เป็นเจตนาส าคัญ เป็นหลักของอาตมา อาตมาถือเป็นการ “เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือ” ไม่ใช่ “ฆ่าเขา” หรือเห็นเขาตกต ่า เห็นเขาเสียหายอยู่โทนโท่ แล้วยังอนุโลมเขา หรือปล่อยเขาเสียหาย ต ่าตายไปอย่างใจด า นอกจากสุดวิสัยแล้ว อนึ่ง งานของอาตมานั้น ไม่ใช่งานอย่าง ภันเตท่านหลวงพ่อชา ท าเลย คนละวิธีการ คนละนโยบาย และตามสัจจะขั้นละเอียด ก็คนละเป้าหมาย หรือคนละความประสงค์ อาตมามีส่วนคล้าย ภันเตท่าน ๑๒ พุทธทาสอยู่บ้าง แต่ไม่คล้ายกันมากจนเต็มรูป หรือเพียงครึ่งรูป อาตมาก็ได้ตั้งใจศึกษาท่านพุทธทาส คิดว่า ดี และมากพอ จึงเห็นชัดดังที่เห็น และจึงกล้ายืนยัน “การท้วงติงคนอื่นโดยไม่ศึกษาเขาให้ดีๆ มากๆ พอ เป็นความไม่สมควร” นั้น จริงมาก และแน่นอนอีกด้วย..คนที่คิดว่า ตนได้ศึกษาท่านพุทธทาสมามาก และดี แต่เห็นไม่เช่นอย่างอาตมาเห็น ก็ย่อมเป็นได้ มีมากด้วย สังคมแม้แค่ เกมประชาธิปไตย ยังต้องมีฝ่ายค้าน ที่จะต้องท าหน้าที่อย่างจริงจัง สังคมธรรมะ ก็ต้องมีฝ่ายค้าน เมื่อมันยังไม่เป็นสัจจะสมบูรณ์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือฝ่ายค้านของสังคมพราหมณ์ ในยุคของพระองค์ แต่พระองค์ยิ่งใหญ่กว่าอาตมามากมายนัก และองค์ประกอบก็ไม่เหมือนกัน สถานภาพก็ไม่เหมือนกัน ลักษณะความเป็นไปก็ไม่เหมือนกัน พระองค์นั้น “ค้านเพื่อแยก” ออกมาเป็นพุทธ คนละลัทธิ ส่วนอาตมานั้น มีกรรมเวร ต้อง“ค้านเพื่อรวม” ให้เป็นพุทธตรงขึ้น แท้ขึ้น ไม่แปลก ไม่หลงเป็นอื่น เป็นลัทธิเดียวกัน มีความถูกครบ ละเอียดลออสมบูรณ์เหมือนๆกัน ซึ่งเป็นงานหนักหนาสากรรจ์ ด้วยกรรมเวรที่ยังมีมากกว่าพระพุทธองค์มากนัก ก็ต้องท าไป อาตมารู้ดีอยู่ ไม่ใช่ท าโดยไม่รู้ ใครมองเห็นเป็นว่า อาตมาก าลังท า “ความแตกแยก” อาตมาก็เข้าใจชัดในความตื้นลึกหนาบาง ในความเข้าใจนั้น สังวรอยู่ ที่พูดนี่ไม่ใช่อวดดี และไม่ได้อ้อน ค าต าหนิ ติเตียนนั้น เป็นเรื่องที่อาตมาจะต้องได้รับเป็นธรรมดาสามัญ ตั้งแต่เริ่มต้นท างานทางธรรมะมา และคงเป็นไปอยู่ตลอด ๑๓ ตราบที่สังคมพุทธส่วนใหญ่ ยังอยู่ข้างฝ่าย“เสนอ” และอาตมาก็ยังต้องเป็นข้างฝ่าย“ค้าน” ตราบจนประชาชนส่วนใหญ่เห็นได้ และเห็นด้วยกับสัจธรรมที่อาตมาชี้ โน่นแหละ อาตมาจึงจะไม่ตกเป็นฝ่าย “ค้าน” ในชีวิตฆราวาส อาตมาท างานและฝึกฝนมาอย่างช านาญ ในการยกยอปอปั้นสรรเสริญ จนเกือบจะเป็นวิสัยทีเดียว ถ้าคุณหมอรู้จักชีวิตปางหลังของอาตมาบ้าง ในคราบ “นายรัก รักพงษ์” ผู้ท างาน Show business แท้ๆ เพราะฉะนั้น ไม่เกินวิสัยเลย หากเพียงอาตมาจะเจตนาแสดงการยกยอปอปั้น โดยเฉพาะ สร้างสรรเสริญให้แก่ตนเอง อาตมาสารภาพกับคุณหมอได้ว่า อาตมาท างานทางธรรม ขณะแรกๆ ที่ยังไม่รู้ตัวดีนั้น อาตมาเคยงงๆ ว่า ท าไมอาตมาจึงเปลี่ยนมาเป็นคนต่างวิสัย กับที่อาตมาเคยเป็นมาตลอดชีวิตฆราวาส แต่เมื่อรู้ตัวและแจ่มแจ้ง ในธาตุแท้ที่ลึกซึ้งแล้ว จึงหมดปัญหา สิ้นธุลีสงสัย เคลือบแฝงใดๆอีก มีแต่ความมั่นใจที่จะท างานของตนต่อไป อาตมาไม่มีปัญหาอะไรหรอก แม้ในแนวคิด-หรือเป้าประสงค์-เจตคติ อย่างที่คุณหมอแนะชี้มา และมั่นใจ เข้าใจดีในเชิงของแนวคิด-เป้าประสงค์-เจตคติ นั้นอยู่เช่นกัน มันต่างกันที่อาตมามีเป้าประสงค์เหมือนคุณหมอ แต่แนวคิด-เจตคติ นั้นต่างกันบ้าง ขอยืนยันอีกครั้งว่า อาตมาเกิดมา “ท างาน” นี้โดยเฉพาะ อาตมารู้ดีแล้วว่า ชีวิตของอาตมา ไม่มีงานอื่นที่จะท าอีกแล้ว และงานของอาตมาไม่ใช่สร้างบริวาร แต่ที่มีคนมาประพฤติตาม จนมีผล เกิด ๑๔ ปริมาณเป็นกลุ่มมวล เห็นได้ปานนี้นั้น มันคือ “ผลพลอยได้” (by-product) จากคุณภาพแท้ ตามสัจธรรมที่พึงเป็นเท่านั้น ที่มันต้องมีต้องเป็น มันมีเหตุอันพึงเป็นได้ มันก็ต้องเป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา) คุณหมอจะเชื่อหรือไม่ก็ตามว่า อาตมาไม่เคยคิดว่า จะเป็น จะมีได้ อาตมาไม่เคยมี “พิมพ์เขียว” หรือไม่เคยมี plan, project อะไรเลย เพราะอาตมาไม่ใช่นักคิด ไม่ใช่นักวิชาการ ไม่ใช่นักศึกษา (ด้อยการศึกษาด้วย) ไม่ใช่นักรู้ ไม่ใช่ “ปัญญาชน” ตามค่านิยมในสังคม ชาว “ปัญญาชน” ไม่ได้ยอมรับเข้าเป็นสมาชิก หรือไม่เห็นว่า อาตมาเป็น “ชาวเดียวกัน” ด้วยซ ้า แต่หมู่มวล รูปแบบที่มันมี มันเกิดขึ้นมา จนพอเห็นได้ เมื่อท างานมาถึงวันนี้นั้น คนผู้เขาเห็นควรว่า “ท า” เขาปฏิบัติได้กัน เป็นกันขึ้นมาเอง (ตถตา) และที่ส าคัญคือ เขามากันเอง เขาเป็นของเขาเอง ตามความสมัครใจของเขา ไม่ได้บังคับ ไม่ได้ออกค าสั่ง เป็นอิสรเสรีภาพเต็มรูปของแต่ละคน เขาท าได้ เขาก็ยินดีพอใจของเขา แต่เมื่อ “ศีลสามัญญตา-ทิฐิสามัญญตา” มันเป็นจริง มันก็เกิด “เอกภาพ-เอกคุณ” เช่นนี้เอง (ตถตา) มันรวมลงตัวกันได้ ตามคุณภาพเท่าที่มีจริง มันมีความควบแน่นจริงเท่าที่มันมี และมันจะสถิตเสถียรยืนนานเท่าใด อาตมาก็จะคอยดูไปเหมือนกัน กับที่คุณหมอก็คงจะคอยดูได้ แม้เพียงที่เป็นที่มีนี้ จะพอมีรูปมีร่าง แต่ก็ไม่ได้ใหญ่โตมากมายอะไร ก็เห็นๆอยู่ เพราะอาตมารู้อยู่ว่า อาตมาไม่มีเจตคติ ที่จะสร้างความใหญ่ ความโต ความกว้าง ทว่า สร้างความขวาง ด้วยซ ้า ๑๕ ดังนั้น เพียงอาตมารักษาสภาพ ไม่ให้ตนต้องตายอย่างพระเยซู ก็พอแล้ว อาตมาไม่ได้มาสะสมความใหญ่-ความมาก แต่อาตมามาท างานให้เกิดความจริง ส่วนจะเกิดได้มากหรือไม่ อาตมาไม่มีปัญหา ขอให้ความจริงที่เป็นได้ และเป็นความจริงที่จริง เกิดขึ้นให้ได้ในสังคม ในโลกนี้ ก็พอ แต่ที่บอกคุณหมอไปเท่านี้ ก็คงพอทราบแล้วว่า อาตมาท างานไปตรงๆ เท่านั้น (แต่ไม่ใช่ “ไม่เดียงสา” ดอกนะ !) โดยเฉพาะ ไม่ได้หมายให้ได้หมู่พวกมากๆ เป็นเอก ไม่ได้ประสงค์ให้คนมาศรัทธาเลื่อมใสเป็นเอก ประสงค์หมายชี้ “สัจจะ” เป็นเอก ประสงค์หมายให้เกิด “ความจริงที่จริง” เป็นเอก คนจึงศรัทธา ชอบใจอาตมายาก อาตมาจึงต้องท างาน ไชชอนเจาะช าแรกเข้าไปสู่ “สัจจะ” เป็นหลักส าคัญ แม้จะถึงขั้นหินดาน หรือ แผ่นกั้นที่แข็งกว่านี้ ขออนุโมทนาในน ้าใจของคุณหมออีก ขอขอบคุณคุณหมอมากยิ่งจริงๆ ที่เป็นคนไม่เอาแต่รู้สึก เห็นค่าบวก-ค่าลบ โดยเฉพาะค่าลบกับอาตมา อยู่เพียงแต่ในใจ หรือไม่สื่อตรงไปให้อาตมาได้รู้ โดยเจตนาตรงๆ คนไทยเรายังไม่มีนิสัยรับค าวิพากษ์วิจารณ์ ทนค าติยังไม่เก่งเลย แม้เพียงได้ยินค าติคนอื่น ก็ยังทนไม่ได้ ป่วยการกล่าวไปท าไมกับ ยิ่งได้ยินค าติคนที่เรารู้สึกยินดี หรือ ยิ่งหนักถ้ายิ่งชอบ ยิ่งเคารพนับถือ เราน่าจะพัฒนาคนให้รู้ ให้เป็น ในด้านเหล่านี้ เป็นต้น ให้มากกว่านี้ไหม? ๑๖ เรามองตน และท าที่ตนนั้น เป็นเบื้องต้นที่ถูกต้องที่สุด แม้แต่คนที่ถึงที่สุดแล้ว หมดตัวหมดตนแล้ว ก็ยังต้องมองตนอยู่ด้วยอีกนั่นเอง ตราบที่ตนยังมีพฤติกรรม มีร่างมีกาย ยังไม่ดับชีพ และยังยินดีที่จะให้คนอื่นๆ มากๆ ช่วยมองเราให้แก่เรา บอกแก่เรา ติเตือนเราด้วย อย่างขอบคุณยิ่ง ความดีแล้วสมบูรณ์นั้น ไม่ต้องแก้ไขแล้ว นั้นคือ ความจริงที่เป็นจริงแล้ว ส่วนความดีที่ยังไม่สมบูรณ์นั้น จึงต้องแก้ไขอยู่ให้ยิ่งๆ ขึ้น ป่วยการกล่าวไปไยกับความไม่ดี จึง “ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” กับความดีของเรา อย่าหลงๆ เหลิงๆ เผินๆ ว่า เป็น “ความดีที่สมบูรณ์แล้ว” เร็วเกินไป เป็นอันขาด คาถา หรือหลักธรรม ประโยคส าคัญๆ บางหลัก ท าให้เราเป็นคนเผิน ละเลย มักง่าย เอาแต่ปัด-ปล่อย จึงไม่สามารถช าแรกลงไปถึงแก่นสุด เพราะรีบวาง ขอขอบคุณคุณหมอด้วยจริงใจที่สุดอีกครั้งหนึ่ง ที่เป็นผู้หาได้ยากคนหนึ่งในคนไทย ที่อาตมาได้ในการไปท างานครั้งนี้ [คือ ไปบรรยายธรรม ที่ห้องประชุมโรงพยาบาลรามาธิบดี เรื่อง “ปัญหาสังคมที่แก้ไม่ได้ เพราะการศึกษาพุทธศาสนาผิดพลาด” เมื่อ ๑๙ ก.ค. ๒๕๒๘]แม้เท่านี้ ก็เป็นค่ายิ่งกว่า “ของดื่น” (the masses) หมื่นแสนแล้ว นี้คือ ความพอใจของอาตมาแล้ว คุณหมอจะให้อาตมาได้มากกว่านี้ และมีสภาพดีกว่านี้ ก็ขอขอบคุณอีกในเจตนานั้น แต่อาตมาได้เพียงแค่นี้ นี่ก็ ๑๗ คือ ความไม่ล้มเหลวแล้วของอาตมา ซึ่งคุณหมอกับอาตมา อาจจะหวังตั้งค่าไว้ไม่เหมือนกัน ทั้งสภาพที่หวังและปริมาณ ระวังตนแต่เพียงว่า จงใช้ปัญญา และความสามารถของตนให้เต็มที่เสมอ อย่าย่อหย่อน มุ่งที่ความจริง และความจริงใจ ได้เท่าใด เราก็คือเรา ที่เก่งเพียงเท่าที่ท าได้ ขออนุโมทนาในน ้าใจของคุณหมอเป็นอย่างสูง อาตมาเขียน จ.ม. นี้มาถึงคุณหมอ ด้วยความสบายใจ และเต็มใจอย่างยิ่ง เจริญธรรม พระโพธิรักษ์ ๑๘ เพลง อริยะ หมายเลข ๙ (1) เมื่อใด “พุทธ” ปรากฏตนขึ้น ปฏิกิริยาแตกตื่น และสั่นสะเทือนหวั่นไหว อันประดุจดังแผ่นดินไหว ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งพุทธศาสนิกชน (2) เมื่อใด “พุทธ” แท้ๆ ได้ประกาศก้ององอาจกล้าขึ้น ปฏิกิริยาแตกตื่น และสั่นสะเทือนหวั่นไหว อันประดุจดังแผ่นดินไหว ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งพุทธศาสนิกชน (3) เมื่อใด “พุทธ” แสดงปาฏิหาริย์แท้ๆ ขึ้น ปฏิกิริยาแตกตื่น และสั่นสะเทือนหวั่นไหว อันประดุจดังแผ่นดินไหว ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งพุทธศาสนิกชน (4) เมื่อใด “พุทธ” แท้ๆ กระทบจิต แล้วจับจิต จับใจ มนุษย์ เทวดา นั้นๆ ๑๙ อาการ “ตรึง” ชะงักงัน.... “ซ่าซ่าน” ซาบซึ้ง ย่อมเกิดขึ้น ในผู้นั้นๆ (5) เมื่อใด “พุทธ” แท้ๆ กระทบจิต แล้วบาดจิตบาดใจ อมนุษย์ มาร ยักษ์ อาการ “ฉงน” ร้อนเร่า.... “ดิ้น” ดาลเดือดทุรนทุราย ย่อมเกิดขึ้น ในผู้นั้นๆ (6) เมื่อใด “พุทธ” แท้ๆ กระทบจิต แล้วผ่าแตก แบ่ง “ขาวกับด า” ออกจากกันได้ ไปจนกระทั่ง แม้แต่.... แยก “สะอาด กับธุลีด่างที่ซ่อนแฝง” ออกจากกันได้ ย่อมเกิดสุขสันติขึ้น ในผู้นั้นๆ และในโลกแล้ว (7) เมื่อใด “พุทธ” แท้ๆ กระทบจิต แล้วแตกแยก “ธรรม กับ อธรรม” ออกชัดแท้ “ความแตกแยก” อันถึงสัจธรรมสุดท้าย ย่อมเกิดจริง เป็นจริง ๒๐ (8) เมื่อใด “พุทธ” แท้ๆ ก าลังท าการผ่าตัด ผ่าแตก ผ่าแยก อยู่ ปฏิกิริยาแตกตื่น และสั่นสะเทือนหวั่นไหว อันประดุจดังแผ่นดินไหว ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งพุทธศาสนิกชน (9) เมื่อใด “พุทธ” แท้ๆ เกิดได้เต็มตัว และยืนได้เต็มรูปแข็งแรง อาการ “โตเร็ว” อย่างน่าฉงน.... “เปล่งปลั่ง” แตกเนื้อแยกนวล ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งมนุษย์เทวดาทั่วจักรวาล (10) เมื่อใด “พุทธ” แท้ๆ เกิดแล้วสมบูรณ์ ปฏิกิริยาเบิกบานแจ่มใส-รู้-ตื่น อันประดุจดังแผ่นดินสงบ สันติ ร่าเริง ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งมนุษยชาติ ๒๑ (11) เมื่อใด “พุทธ” แท้ๆ แผ่บุญฤทธิ์ อยู่ในชนกลุ่มใดๆ ความ “แตก” ต่าง จะ “แยก” ให้เห็นได้ ว่า “แตกแยก” จากชนกลุ่มที่มีแต่บาป นั้นๆ ย่อมเกิด “ความแตกแยก” อันแสนประเสริฐขึ้นแล้วหนอ ! (12) เมื่อใด “ศาสนิกชน” ใด รู้ยิ่งใน “เกิด” ไม่หลงใหลกับความ “เกิด” และรู้ยิ่งใน “ตาย” ดับสนิท ทั้งท า “ตาย” ดับสนิทเองได้ ในตนจริง ย่อมรู้เห็นจะแจ้งในความ “แตก” ต่าง “แยก” ได้ชัดเชิง (13) และ อีกทั้งยังสามารถจับความ“เกิด” และ ความ“ตาย” ที่เป็น “ความแตกแยก” กันแล้วจริง นั้น มาใช้ร่วมกัน มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ได้ อย่างราบรื่นเรียบร้อยสันติ โคจรอยู่ในมหาจักรวาลเดียวกัน ๒๒ (14) หรือ ต่างคนต่างเกิด ต่างตาย ต่างคนต่างอยู่ อย่างรู้เกิด รู้ตาย หยุดถือสากันสนิท ! ปล่อยวางสะเด็ด ! แต่ก็ยังเห็นแจ้งใน “ความแตกแยก” นั้น ซึ่งแน่นอน ! ก็ยังมีอยู่ ด้วยน ้าใจที่เกื้อกูลเข้าใจกันจริงๆ เป็นปกติ (15) เมื่อใด “พุทธ” แท้ๆ ใด เป็น “พุทธ” แน่แล้วจริง เมื่อนั้น ก็จะเห็นแจ้ง “ความแตกแยก” ทั้งที่เป็น ความแตกแยก ทั้งที่เป็นเอกภาพ โอ ! “ความแตกแยก” อันแสนประเสริฐ เป็นสุทธิสัจจะ ได้เกิดขึ้นแล้ว และด าเนินไปอยู่ ด้วยประการฉะนี้ ๑๔ พ.ย. ๒๕๒๒ ๒๓ ค าไข ข้อเขียนนี้ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ เกิดจากค าบรรยาย ตรงประเด็นของปัญหาดังกล่าว ซึ่งแสดงไว้หลายคราว ทั้งในภาคท าวัตรเช้าตรู่ และภาคให้พรก่อนฉัน วันธัมมัสสวนะ เสาร์-อาทิตย์ ณ พุทธสถานสันติอโศก รวมทั้งปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยมหิดล-ร.พ.รามาธิบดี ทั้งสองแห่งนี้ แสดงเมื่อ กรกฎา’ ๒๘ และแล้วได้พยายามร้อยเรียงสาระ ที่กระจายอยู่ เนื่องจากแสดงหลายหนซ ้าซ้อน เพื่อไขให้ถึงความกระจ่างรอบ ที่สุดก็ปรากฏโฉมมาให้ท่านทอดทัศนา ฉะนั้น ข้อตกหล่นใดๆ ที่ผู้รู้จะพึงชี้ขุมทรัพย์ ให้ด้วยน ้าใจแห่งกัลยาณมิตร ก็นับว่าเป็นที่น่าปีติยินดี แก่ข้าพเจ้าผู้น้อย ที่ขันอาสาช่วยแบ่งเบารับงานชั้นต้นนี้บ้าง ทั้งหวังว่า บทวิจารณ์ชิ้นนี้ คงจะช่วยจุดดวงประทีปแห่งสัมมาทิฐิ ให้โชติช่วงชัชวาลขึ้นอีกมุมหนึ่งหรือมากกว่า ในจิตวิญญาณของวิญญูชน อีกทั้งเสริมสร้างบรรยากาศ วิตก-วิจารณ์ “ธัมมวิจัย” อันจักน าสติให้บังเกิดปัญญาด้วย “โยนิโสมนสิการ” คือ ใช้ความคิดอ่านอย่างแยบคายและแยบยล เพื่อผลไตร่ตรองธรรมโดยสุขุมคัมภีรภาพ จักเป็นปัจจยาการ ตามนัยอิทัปปัจจยตา น าพาผลักดันสร้างสรรค์ อเนกคุณสืบไปนิรันดร อนึ่ง ข้อมูลเอี่ยมสดล่าสุด อันแปร่งหูแปลกตานี้ คงจะเป็นอาหารโอชารส เพื่อหล่อเลี้ยงวิญญาณส านึกทุกคน ที่อาจกลืนกินอย่างประณีตผจงจิตตารมณ์ ให้บังเกิดอรรถรสชื่นซึ้ง เบิกบานหรรษาใน ๒๔ ธรรมได้ ยิ่งกว่าความหมายแห่งน ้าฝนเย็นฉ ่า โปรยปรายหลั่งไหล หล่อเลี้ยงทุกชีวัน ในใต้หล้านี้นั่นเทียว อีกอนึ่ง สรรพสัตว์พึงอยู่ร่วมกันโดยสันติสุข ด้วยพลังสร้างสรรค์สูงสุดแห่ง ธรรมาธิปไตย อันจะน าพา อัตตาธิปไตย และประชาธิปไตยให้เป็นธรรม มาด้วยกัน ไปด้วยกัน อย่างอิสรเสรี เมื่อเสียสละอยู่ โดยปราศจากข้อเรียกร้องผูกพัน ตลอดทั้งตั้งมั่นเสมอ ฉะนั้น โลกทั้งผองพี่น้องกัน We Are The World ด้วยจิตคารวะสัจธรรม ผู้เรียบเรียง ๒๒ ส.ค. ๒๕๒๘ ๒๕ ปัญหาสังคมที่แก้ไม่ได้ เพราะ การศึกษาพุทธศาสนาผิดพลาด -๑- พลิกแผ่นดินดิ้นหา... สัจธรรมอยู่หนใด ? ๑.๐ เกริ่นกันก่อน... ๑๕ ปี นี่นับเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ที่พระโพธิรักษ์ ท างานศาสนามา ก็รอจังหวะที่จะพูด ในประเด็นที่ตั้งขึ้นไว้นี้ โดยค านวณเวลา โอกาส ค านวณองค์ประกอบต่างๆ จนกระทั่งเห็นว่า ขณะนี้ ควรที่จะได้พูดกันถึงหัวข้อดังกล่าวแล้วอย่างส าคัญ เพราะถ้าไม่พูด มันก็ยังไม่รู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง มันก็ยังไม่รู้ปมประเด็น ที่ร้ายกาจอันนี้ อยู่นั่นเอง ทั้งที่เคยเปรยๆ ไปแล้ว แต่ยังไม่เป็นกิจจะลักษณะ ขึงขัง เอาจริงเอาจัง ๑.๑ คนไม่จริงก าลังผงาด ! คราวนี้ จ าเป็นที่สุดจะต้องพูดประกาศ และเรื่องนี้ก็จ าเป็นต้องพาดพิง กระทบกระเทือนไปถึงพระผู้ใหญ่ผู้หนึ่ง ท่านภันเตอริยะพุทธทาส ซึ่งเราเคารพบูชา ที่เรียกภันเต หมายความว่า เป็นค าที่พระผู้น้อยเรียกพระพี่ เป็นพระผู้ใหญ่ บวชมาก่อน [ส่วนอาวุโสหมายถึงค าร้องเรียกที่ภิกษุผู้แก่ ๒๖ เรียกพระผู้มีอายุน้อยกว่าตน ทางพระใช้ยกย่องเรียกพระผู้น้อง บวชทีหลัง ภาษาคน-ภาษาพระ ค านี้ใช้กลับหัวกลับหางกัน แปลกดี ] และชื่อที่เรียกเต็ม ท่านภันเตอริยะพุทธทาส มิใช่มาเรียกเดี๋ยวนี้ เรียกมานาน ตั้งแต่เริ่มต้นส่งหนั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน