สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อรหันต์ไทย ยังไม่ใช่อรหันต์พุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์17 KB
วันที่แก้ไข24 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อรหันต์ไทย ยังไม่ใช่อรหันต์พุทธ พ่อครูว่า...เมื่อพูดถึงพระอรหันต์ของไทย ก็จะพูดเรื่อง พระอรหันต์ไทยก่อน อรหันต์ไทย ก็คือ อรหันต์ไทย ยังไม่ใช่อรหันต์พุทธ ไทยคืออิสระ ตามความเชื่อของชาวไทยในปัจจุบันนี้ ปัจจุบันอื่นที่ผ่านมา พันปีที่แล้ว 2,000 ที่แล้วเป็นต้น ก็ยังไม่ใช่อรหันต์แบบนี้ อรหันต์ไทยเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ศาสนาพุทธ เพิ่งผ่านไป 500 หรือ 600 ปี ก็ยังเป็นอรหันต์ ที่มีเนื้อแท้ของความเป็นอรหันต์ครบ ทั้งสมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ สมบูรณ์ ยิ่งกว่าทุกวันนี้ ทุกวันนี้ศาสนาพุทธ ผ่านมาถึง 2,605 ปีแล้ว มันก็เพี้ยนไปไกลมากแล้ว ขอพูดเลยนะว่า ตรงกันข้ามกันแล้ว คือในศาสนา มันมีศาสนาอยู่ 2 อย่าง ศาสนาเทวนิยม กับ อเทวนิยม พอมาถึงทุกวันนี้ ศาสนาพุทธไม่เหลือ อเทวนิยมแล้ว กลายเป็นเทวนิยมเต็มรูป อรหันต์จึงเป็นอรหันต์ของเทวนิยม ซึ่งถ้าเป็นเทวนิยมแท้ ๆ เขาจะไม่มีเรื่องของอเทวนิยม มาทำให้เขาไม่สะอาด เขาก็เป็นเทวนิยมซื่อๆ เต็ม 100 ของเขา แต่ของพุทธนี้ซวย ที่เป็นอเทวนิยม แต่เพี้ยนกลับเป็นเทวนิยมไป เลือนไปก็เลยกลายเป็นเปื้อน จะตัดออกก็ไม่ได้ ประวัติศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยม จะเอาไปทิ้งก็ไม่ได้ เลยกลายเป็น เป็นเทวนิยมก็ไม่เต็ม อเทวนิยมก็ไม่เต็ม เปื้อนด้วยโมหะ โดยมิจฉาทิฏฐิ เลอะเทอะไปหมด โมหะนี้แย่ เพราะว่าอะไรก็ไม่ใช่สักอย่าง ขอเจาะลึกเข้าไปตรงที่อรหันต์ อาตมาขอพูดเลยว่า ชาตินี้อาตมาเกิดมา ยืนหยัดความจริง ของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธศาสนา ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็แล้วแต่ ก็พูดด้วยจริงใจที่ออกมาทำงาน จะครบเข้า 50 ปีแล้ว ทำงานศาสนาโดยตรง หรือว่าจะมาแก้วัดพอได้ ก็ขอพูดเปรี้ยงๆ มั่นใจว่าที่พูดนี้ไม่ผิด ต้องไปแก้ไข ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นในความเห็นเดิมอยู่ ก็ต้องแสดงอย

อ่านต่อ

่างหนัก และแรงขึ้นเรื่อยๆๆ สงสารคนที่เขาเข้าใจอรหันต์ตอนนี้ เขาหลงเชื่ออย่างสนิทจริงใจ เชื่อสนิทใจว่า อรหันต์เป็นอย่างที่เขาเข้าใจ แก้ไขก็ไม่ได้ ส่วนคนที่ลังเลอยู่ ก็ยังพอมีหวังแก้ไข หรือพวกแสวงหาอยู่ ยังไม่เชื่อก็ง่าย ยิ่งผู้ใดมีบารมี เข้าใจความเป็นพุทธได้มากกว่าสิ่งที่ผิดเพี้ยน ก็ง่ายขึ้น ส่วนผู้มั่นใจ แม่นมั่นว่า พุทธที่สัมมาทิฏฐิสมบูรณ์ คืออย่างไร ก็มาช่วยกัน คนเข้าใจว่า ตนเองเชื่อความเป็นพุทธ อย่างสมบูรณ์ทั้งนั้น เป็นอัตตาของเขา อาตมาก็เข้าใจเขา ไม่ไปทะเลาะกัน พระพุทธเจ้าบอกว่า คนที่เห็นแย้งกันจนมากคนละขั้ว ท่านก็บอกว่า เธอก็เห็นอย่างนั้นของเธอ เราก็เห็นอย่างเรา ต่างคนต่างยึดถือคนละขั้ว มันก็แย้งกันอยู่ เป็นธรรมชาติธรรมดาของความเห็น ไปบังคับกันไม่ได้ ที่เขาเข้าใจพระอรหันต์ว่าเป็นเช่นนี้ จะเอียงไปข้างฝ่ายฤาษี เทวนิยม เป็นฝ่ายพวกอยู่ในภพ ธรรมะมันมีสามอย่างใหญ่ๆของพุทธ 1. พวกยังไปข้างภายใน ลึกดำเข้าข้างในสุด ไปหาประเภท ดับ เป็นสุญญตา ดับถือว่าสูญว่าง เป็นสายสุภกิณหา 2. สายสว่างลืมตามองโลก ถ้าว่างก็คือสว่างโล่งไป ไม่มีอะไรสะดุด สะอาด สว่าง สงบ นั่นคือ คนที่เอาสะอาด สว่าง ตรงกันข้ามกับสุภกิณหา คือพวกอาภัสรา 100% 3. ส่วนคนพวกบ้าๆบอๆ อย่างธรรมกาย สว่างจ้า แต่มืดบอดสนิทภายใน เป็นพวกบอดตาใส พวกนี้ทั้งน่าเกลียดน่ากลัวน่าทุเรศ อย่างที่เขาปฏิบัติตนเองอยู่ ไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่ละอายต่อบาป หน้าด้านหน้าทน อย่างไม่มีใครทำได้เท่า ขออภัยที่พูดนี้ พูดเป็นสภาวะธรรม ไม่ได้ด่าใครนะ พูดเป็นภาษาวิชาการ หน้าด้านหน้าทน จนคนอื่นไม่หน้าด้านพอ จะไปเผชิญกับเขา ไม่กล้าเลย เพราะกลัวรัศมีความหน้าด้านหน้าทนที่จัดจ้าน คนชนิดนี้ เขาจะมีบาปมีภัยของตัวเองหนักสุด มาวิจารณ์อรหันต์ต่อ พระอรหันต์ด้านสายสว่างเกินเลย ไม่ใช่อาภัสราสามัญ อย่างสาย ท่านพุทธทาส คือ สะอาด สว่าง สงบธรรมดา พวกมืดนี้ก็มืดตื้อไป สุดๆได้อย่างอุทกดาบส แต่อาฬารดาบสยังมืดได้ อย่างไม่ละเอียด พอที่จะรู้จักความแว้บตัวนี้ ที่เล็กละเอียดเกิน มันแว้บมาแกไม่รู้เรื่อง เพราะมันละเอียดกว่า แต่อุทกดาบส ก็ดับได้เก่งกว่า จะดับได้เก่งเป็นฌาน 8 พระพุทธเจ้าออกบวช ก็ไปพบอุทกดาบส อาฬารดาบส ท่านก็ทำฌานแบบนี้ ได้เท่ากับเขาเลย จนสองคนนี้ ยอมรับว่าเทียบเท่าเรา ที่จริงท่านทำได้เก่งกว่าแต่ดูได้เท่านั้น แต่ปฏิเสธไม่ได้เลย ก็บอกว่าเท่าเรา เพราะว่าสูงสุดรู้เท่านี้ ก็เลยบอกว่าเท่าไร พระพุทธเจ้า ตีทิ้งทั้งสองแบบเลย บอกว่านั่นไม่ใช่ทาง ฟังไว้พวกนั่งหลับตาทั้งหลาย โดยเฉพาะสายหลับตา แบบอาฬารดาบส อุทกดาบส เข้าไปถึงฌาน 8 ในภพ ท่านตีทิ้งเลย พระพุทธเจ้าก็หลีกไปหาทางอื่น จนกระทั่ง ท่านมารู้ของท่าน ว่าการเข้าใจในทิฏฐิ 62 ชนิด เป็นเช่นนี้เอง พวกนั่งหลับตาหนักสุด 18 อย่าง มีแต่จมอยู่ในอดีต 18 อย่าง อนาคต พวกนั่งหลับตา จะไม่ปรุงในอนาคต ติดมันก็จะสามารถรู้ได้ หยั่งได้ถึง 18 อย่าง ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตร บอกไว้ ส่วนอนาคต 44 ทิฏฐิ ก็เป็นพวกนั่งหลับตา ระลึกไปในอนาคต อนาคตที่มันยังไม่เป็นจริง 39 อนาคต (อนาคต คือ ยังไม่เกิดจริงเป็นจริงเลย ) และมีอีก 5 ทิฏฐิ เป็น 44 ถ้าอย่างนี้ เป็นปัจจุบันในขณะนั่งหลับ คือภพของ กาม และฌาน 1 2 3 4 รวมห้าภพนี้ รวมกับ 39 ก็เป็น 44 ทิฏฐิ ของพวกนั่งหลับตาทั้งนั้น นี่คือทิฏฐิความเห็นความรู้ในประดามี ที่พระพุทธเจ้าบอกว่าทิฐิของมนุษย์ มีเท่านี้แหละ ไม่มีละเอียดกว่านี้ 62 ทิฏฐิ มีเท่านี้ คนที่จะหลงพระอรหันต์ ก็หลงได้ สายลับตาเขาก็นึกว่า เป็นพระอรหันต์ นั่งสะกดจิต หลับตาเข้าไป ยิ่งไม่รู้อะไร แต่เขาก็บอกว่า สูงสุดคือพระอรหันต์ นั่งหลับตาก่อนเก่ง เอาไปเลยว่าคืออรหันต์ เพราะว่ามันดับความรู้ ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก นั่นคืออรหันต์สายดับหลับตามืด สุภกิณหา ส่วนสายสว่าง ก็ตรรกะไป ยังสายท่านพุทธทาส ผู้ที่คิดตรรกะ ฟุ้งซ่านไป ขออภัย ที่พูดพาดพิง ท่านก็พูด สะอาด สว่าง สงบ ส่วนพวกเลอะที่สุด คือธัมมชโย ที่ปนมืดไปหมด มืดจะเอาสว่างก็เอา จนกลายเป็นมืดตาใส เขาก็สะกดจิตให้เห็นใส แต่มืดไม่รู้ในความใสนั้น แบบนี้คือพวกตาบอดตาใส คนก็หลงว่าเขาเห็นอยู่ว่าใส ตารับแสงอยู่นะ แต่มันมืด ก็เลยหนักยิ่งกว่าอาภัสราตาใส เป็นพวกสะกดจิต สายท่านพุทธทาส ก็ยังมีการสะกดจิต แต่ก็เน้นลืมตา มากกว่าสะกดจิต ไปเอากันลืมตาและคิดเป็นตรรกะไปสารพัด ต่างๆนานา จึงมีเหตุมีผล ตรรกะคือเหตุผล ชาวปัญญาชน จึงชอบ เพราะว่ามันมีเหตุผล ส่วนธัมมชโย ไม่มีเหตุผลเลย เผด็จการใหญ่ แล้วเอาเรื่องลึกลับมาพูด สะกดจิต ไปเห็นรูปภพ อรูปภพ มโน-มยอัตตา รูปอัตตา อรูปอัตตา เอาอัตตา 3 มาหลอกคนหมด โดยตนเองไม่รู้จักอัตตา 3 นั้นเลย ส่วนทางด้านท่านพุทธทาส เอาโอฬาริกอัตตา ที่ยืนยันกันได้ มาใช้กับคน คนก็ใช้ ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขตาม โอฬาริกอัตตา ตามที่คนประเมินตนเองว่าขนาดนี้ ไม่ทุกข์ของแต่ละคน อุปาทาน คนไหนทนได้มาก ก็ลืมตาทำ เช่น คนๆนี้ทนร้อนได้มาก ก็ทนร้อนอย่างลืมตา คนนี้ติดยึดในรสชาติ หวานเปรี้ยวอย่างไร ก็เอาแค่นี้ ไม่รู้จักสุขทุกข์ว่าคืออันเดียวกัน คุณสามารถเรียนรู้ เหตุแห่งทุกข์จบหมด สุขก็หมดไป สุขก็หมดทุกข์ก็หมด ซึ่งไม่สามารถรู้ เวทนา 108 เป็นเวทนาในเวทนา เวทนา เป็น กรรมฐานเดียวของศาสนาพุทธ แต่เลือนไป หนักเข้า อาจารย์รุ่นหลังก็บอกว่า กรรมฐานคือกสิณ 40 ไม่เข้าใจจะเรียนรู้เวทนา 108 ถ้าเรียนรู้ครบร้อยแปด จะสมบูรณ์เลย รู้กายคือรูปนาม แยกรูปนาม ให้เป็นรูปนามทางจิต เป็นรูปจิต อรูปจิต ไปเรื่อยๆ ล้างกิเลสไปตั้งแต่กามภพ เหลือรูปจิตอรูปจิต เป็นอัตตาภายในก็ล้างต่อ เป็นอนาคามี เป็นต้นไป ล้างหมดจบ ก็เป็นอรหันต์สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อความรู้ธรรมะเพี้ยน สายหลับตา กับสายหลับมั่งลืมตามั่ง อย่างสายท่านพุทธทาส ส่วนสายหลับตาบ้างลืมตาบ้างอย่างธัมมชโยมั่วๆ ก็ผิดเพี้ยนเลอะไปหมด แล้วใช้ตรรกะทางโลก มาครอบงำคน คนที่ถูกธรรมกายครอบงำ จะโง่สนิท โง่อย่างที่ใครไปพูดอย่างไร เขาก็ไม่รู้เรื่อง เพราะว่าหนึ่งถูกสะกดจิตอย่างสมบูรณ์ อยู่ในภพนั้นเลย ไม่คลี่คลาย ไม่เปลี่ยนแปลง จะฟังอะไรข้างนอก ไม่รู้เรื่องหรอก ไม่เข้าใจ โง่สนิท อยู่กับโลกของเขาอย่างนั้น จึงสามารถมีบริวารได้ อย่างเป็นกอบเป็นกำ เพราะว่าสะกดจิตไว้สำเร็จแล้ว ใครไปเปลี่ยนแปลง ไม่ค่อยได้เลย เพราะประเทศไทย คือระบอบประชาธิปไตย เอามวลชนเป็นที่ตั้ง ก็จำนนไง เดี๋ยวถูกปะทะกับมวลชน เป็นเรื่องที่เซนซิทีฟมาก แต่ที่จริง ไม่ใช่มวลชนจำนวนใหญ่ ของประเทศไทย ขอบอก DSI หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จะไปเข้าใจว่า จะต้องปะทะกับมวลชนส่วนใหญ่ ของประเทศ แต่แท้จริงคือส่วนน้อย ที่เขาถูกสะกดจิตไว้ กำแพงมวลชนของธรรมกาย เป็นส่วนน้อยส่วนนิด ไม่ใช่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยเลย จะไปแก้ไขก็ยาก เพราะเขามืดสนิท โง่สนิท บอดสนิทแล้ว แก้ไขได้ยาก คนจึงอย่าได้เกรงใจ จัดการด้วยกฎหมายธรรมดานี่แหละ ค่อยๆจับเข้าคุกไปเลย ถ้าเอาธรรมกายเข้าคุกสัก 1,000 คนจะตื่นเลย คนอื่นจะคลาย ไม่ต้องเอาหมดหรอก ใช้กฎหมายธรรมดานี่แหละ ค่อยๆจับไปเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เริ่มทำบ้างแล้ว ยังไม่เจาะเข้าที่บุคคลเท่านั้น ยังจะเป็นองค์กรหรือส่วนรวม ก็เลยได้มา 300 กว่าคดีเท่านั้น ยังมีกฎหมายย่อย ที่จะใช้ได้อีกเยอะ จะไปสัก 1,000 คน รับรองตื่น ถ้าไม่อย่างนั้น จะทำไม่ได้ ไม่เสร็จ ถ้าไม่ทำอะไรเลยสักคน ไม่ต้องกลัวการลุกฮือ ขึ้นศาลทีละคน ที่ติดคุกก็ติดไป พวกไม่ติดคุกก็อยู่ข้างนอก ให้เป็นคดีตัวอย่างซัก 1,000 คน ทำได้เลยแล้วรับรองว่าจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าไม่ทำ และกลัวมวลชน ก็จะอยู่อย่างนี้ตลอดกาล รอธัมมชโย ตายไปก่อน เพราะเขาผูกด้วยจิต สายนี้ พอธัมมชโยตายก็จะคลาย เขาไม่ใช่สายปัญญา ไม่มีเหตุผล คนที่เป็นอาจารย์ใหญ่ คือพระเจ้า มีหนึ่งเดียว

มาเข้าสู่อรหันต์ อรหันต์เก๊ของธรรมกายนั้น เลอะเทอะมาก แต่เขาฉลาดที่ไม่ระบุ เดี๋ยวปาราชิก เพราะเขาไม่รู้จริง แต่เขาพูดตีขลุมว่า อรหันต์เขาสูงขนาดสูงกว่าพระพุทธเจ้าเลย ทีนี้มาสองสาย สายพุทธทาสกับสายอาจารย์มั่น สองสายนี้ มีอาจารย์ชา ฉลาดเอาสองสายรวมกัน เลยตีกินได้ เอาทั้งเชิงปัญญาและเจโต มาผสมกันก็เลยได้ ทางด้านสายสว่างอาภัสรา ลืมตาอย่างสะอาด สว่าง สงบ ก็ใช้ตรรกะเหตุผล แต่เหตุผลยังไม่เข้าถึงจิต ส่วนการนั่งหลับตา ไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จะมาทำกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม อย่างลืมตาไม่ได้ เวทนาละเอียดกว่ากาย เมื่อแยกสองเป็นเทวธัมมา ของคำว่ากายไม่ออก ก็ไม่สามารถเข้าใจ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ได้ ผู้ที่สามารถแยกเวทนา ออกเป็น 2 ได้ จึงจะสามารถแยกเวทนานั้น ว่ามีจิตที่เป็นอกุศลจิต สราคะ สโทสะ สโมหะ อยู่ในเวทนา จะรู้แยกเวทนา 108 ได้ แยกได้ว่า อันนี้กายิกเวทนา กับเจตสิกเวทนา และรู้ เวทนา 3 คือ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนา 5 คือ ดีกรีของน้ำหนักสุขทุกข์ โสมนัส โทมนัส ทุกข์ สุข และอุเบกขา พอรู้น้ำหนักของ 5 นี้ ก็เรียนรู้ 6 อาการทุกข์สุขจาก ตา หู จมูก ลิ้นกายใจ ก็รู้แยก 6 ทวารนี้ออก แยกเป็นสุขก็ได้ ทุกข์ก็ได้ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ จาก 6 ทวารก็เป็นเวทนา 18 เมื่อยังมีความสุขความทุกข์ ก็เป็นโลกีย์ เคหสิตเวทนา ก็เรียนรู้เหตุ จากตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เป็นผัสสะทางทวารเหล่านี้ เหลือกายใน เรียกว่ามโน ก็ดับรูปภพ อรูปภพ ในมโนไปให้หมด ก็แยกเคหสิตเวทนา18 กับเนกขัมสิตเวทนา 18 ออกได้ ก็คือ การรู้โลกียะกับโลกุตระ ทำให้เคหสิตเวทนาหมดไป เป็นเนกขัมสิตเวทนา ให้เป็นหนึ่งเดียว เป็นอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน ทำได้เรื่อยไปทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีต ในระดับภูมิอบาย เป็นชั้นต่ำของกาม เราก็รู้ ขณะนี้ลืมตานะ แล้วเอา ใจ กาย วาจาภายนอก กิเลสหยาบทำได้หมด ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ภายนอกสัมผัสแล้วก็เฉย วางเป็น อนาคามีจึงเก็บละเอียดในรูปภพ อรูปภพหมด ก็เป็นอรหันต์ นี่คือลำดับของศาสนาพระพุทธเจ้า การเรียนรู้จึงมีผัสสะ เป็นอนาคามี กามภูมิภายนอกไม่เหลือ เรียนรู้รูปภพอรูปภพ ก็ไม่ต้องหลับตา ก็ลืมตา ข้างนอกมันทำอะไรเราไม่ได้ ไม่มีกิเลสทุกข์สุขแล้วก็สบาย เหลือแต่ภายใน ก็เก็บละเอียดต่อ เป็นอรหันต์ลืมตา จักขุมา ปรินิพพุโพติ ถ้าจะหลับตาก็เพื่อเป็นอุปการะ ก็มีประโยชน์ของการทำเจโตสมถะ ได้พักจิต คือทำให้สบาย พวกฤาษีก็ต้องการอันนี้ บางทีดับจิตไป จนเป็นพรหมลูกฟัก แข็งหมดทั้งเนื้อทั้งตัว คอ ตัว แข็งหมด ใครไปกลิ้งก็อยู่ท่านั้นเลย คนที่รู้แล้วว่า การนั่งหลับตาทำสมาธิ ไม่ใช่ของพุทธเลย สัมมาสมาธินั้น คือปฏิบัติมรรค 7 องค์ แล้ว จะสั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ มรรค 7 องค์ มีทั้งกาย วาจา ใจ ทั้งความนึกคิด อาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ ครบหมดแล้ว ไม่มีการหลับตาตรงไหนเลย

ประโยชน์ของการฝึกสมาธิ แบบสะกดจิตให้สงบ (เจโตสมถะ) คือสมาธินั่งหลับตา มีอุปการะคือ 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี เป็นเหมือนการลงบัญชีตรวจสอบสภาวธรรม 4. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน) ศาสนาพุทธไม่เอาข้อ 4 นี้เลย ตีทิ้งเลย ไม่ได้ปฏิเสธว่า ความเก่งของจิต ที่รวมพลังจิต แล้วเอาไปสร้างปาฏิหาริย์ได้ ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มี แต่ไม่ใช่ทิศทางของศาสนาพุทธ เป็นการเสริมกิเลส ก็จะเสียเวลา ยิ่งมีคนนับถือแล้ว ตนเองก็ไม่ได้ล้างกิเลส ก็หลงเสพสุข เสียเวลาไปทั้งชาติ ได้บริวารได้คนมานับถือ อย่าไปหาเรื่อง จึงเหลือประโยชน์แค่ 1-3

อย่างลืมตาเรียนรู้จิต มันครบครัน สดๆยิ่งกว่าการหลับตา ถ้าอยากจะสงบจะพักผ่อน ก็นั่งหลับตาได้ หรือทำเตวิชโชได้ แต่หากไม่ต้องทำ ก็ปฏิบัติอย่างลืมตา ไม่ต้องหลับตาเลย รับรองเป็นพระอรหันต์สมบูรณ์แบบ ไม่เป็นสุกวิปัสสโกด้วย แต่ลืมตานี่ จะเป็นอรหันต์ อย่างมีปฏิสัมภิทาญาณ มี โลกุตระ(เหนือโลก) โลกวิทู (รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ (เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) ตรงกันข้ามกับฤาษี หรือวิสุทธิมรรค ของพุทธโฆษาจารย์ ที่ยังจมอยู่ในเทวนิยมมากเลย ก็เลยยากที่จะแคะคุ้ยไขขึ้นมา เพราะไปยึดอาจารย์ ยึดวิสุทธิมรรคนี้ เลยยากมาก แต่ก็ไม่จนแต้มหรอก ยังมีหลักฐาน ในพระไตรปิฎกยืนยันได้ อาตมาก็ต้องพยายาม เอาหลักฐานยืนยัน ว่า เทวนิยมกับอเทวนิยม นั้นแตกต่างกัน อเทวนิยมนั้น ไม่งงในความเป็นเทวดา ไม่งมงาย แต่ชัดเจน มีปัญญารู้เทวดาที่จริง เทวดาคือจิต สัตว์นรกคือจิต ร่างกายเรามีจิต สัตว์นรกหรือเทวดา ก็คืออาการจิตของเรา คนคิดตื้นๆ คิดว่า ภพนรก สวรรค์ ก็จะได้ตอนตาย ตอนเป็นไม่มีหรอก ต้องเรียนรู้ลดกิเลสไป ใครคิดว่า นรกสวรรค์ในจิต หรือสวรรค์ในอกนรกในใจ เป็นพวกโมเม แต่อาตมาก็ยืนยันว่า สวรรค์ในอกนรกในใจนี้มี แต่ต้องทำให้หมดลงไปก่อน ทำได้ตอนเป็นๆ ตอนตายไปก็จะไม่มี ถ้าตอนเป็นๆนี้ ทำให้นรกสวรรค์หมดลงไปไม่ได้ ตอนตายก็มี ก็ในขณะที่มีชีวิตกับตอนตายไป จิตวิญญาณก็อันเดียวกัน

สมณะเพาะพุทธว่า...มีลักษณะของอเทวนิยมของมี ๑๐ ข้อ ลักษณะอเทวนิยม ของพุทธศาสนา 1. พลังอำนาจของ อเทวนิยม คือ กรรม 2. อเทวนิยม เชื่อ อนิจจัง-อนัตตา 3. อเทวนิยมสามารถดับภพชาติได้อย่างสนิทบริบูรณ์ 4. อเทวนิยม เชื่อว่า กรรมวิบากไม่เที่ยงแท้ตายตัว 5. สุขของ อเทวนิยม เป็นสุขแบบโลกุตระ 6. โลกของ อเทวนิยม รู้รอบถึงขั้น “ดับวัฏฏสงสาร” 7. อเทวนิยม มีลักษณะเข้าถึงขั้น “อาริยะ” - ที่สุดในความเป็นคนคือ นิพพาน - ทางปฏิบัติไปสู่นิพพาน คือ สัมมาอริยมรรค มีองค์ ๘ - วิชชา ๙ คือ ความรู้เฉพาะที่พาไปสู่นิพพาน 8. ศาสดาของ อเทวนิยม เป็นคนปกติสามัญแท้ๆ 9. คุณวิเศษของ อเทวนิยม คือ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ 10. ที่พึ่งของ อเทวนิยม คือ “กรรม” (พระรัตนตรัย)

อรหันต์ลืมตา ปฏิสัมภิทา เติบโต อรหันต์หลับตา ปฏิสัมภิทา ตีบตัน

พ่อครูว่า ขอวิจารณ์อรหันต์ ที่คนไทยเชื่อกันในปัจจุบัน สายลืมตาอย่างธัมมชโยนี้ ตีทิ้งได้เลย เพ้อเจ้อเลอะเทอะไป ปฏิภาณปัญญาคนไทย รู้ได้ แต่สายพุทธทาสนั้น รู้ได้ยาก เพราะมีเหตุผลตรรกะ เช่น ท่านพุทธทาสบอกว่า นิพพานลำลองนั้นมี นิพพานคือตัวอกุศลจิตดับ เริ่มแรกโสดาบัน ไปสกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ สมมุติว่า เราติดขนุน เราติดขนุนนี่ เราก็อ่านตัวจิต สัมผัสขนุนเมื่อไหร่ เราก็เรียนรู้ปัจจุบันนั้นให้จริง ก็เรียนรู้ว่า อาการอร่อย ติดที่มันหวาน มันเหนียว มันกรอบมันหอมสารพัดในสัมผัส เราโง่ ไปหลงมันทั้งนั้น รสชาติของขนุน แต่ละโลกมันก็มีรสแท้ เวทนาแท้ ทุกเชื้อชาติศาสนา ที่มีประสาทสัมผัส ก็จะรู้เหมือนกันหมด ใครกินขนุนอร่อย ก็ยังบ้าอยู่ทางนั้น เราต้องอ่านอาการบ้า กับอาการจริง อาการบ้าก็ของใครของมัน อาจเท่ากันหรือไม่ก็ได้ ต้องแยกอาการขนุน แล้วดับมันให้ได้ คุณก็เป็นพระอรหันต์ในขนุนนี้ พิสูจน์ได้อย่างจริง แต่ถ้าไปหลับตาปฏิบัติ จะรู้กันได้อย่างไร ถึงมีอรหันต์ ที่ติดกินหมาก ดีไม่ดีจะเป็นมะเร็งได้ ขนาดสิ่งที่หยาบอย่างนี้ยังติด ติดบุหรี่ติดยาสูบ ติดหมาก สามัญที่คนเขาไม่ติดกันแล้ว พวกฤาษีที่ติด เงินทองรูปรสกลิ่นเสียงสามัญที่เขาติด ก็ละมา ไม่สัมผัสเลิกมา แต่ที่ละเอียดกว่านั้น เช่น อาหารหวานคาว ก็เลือกติดไปแต่ละคน มันไม่ชัดเจนเหมือนสิ่งเสพติดที่หยาบ แต่ไม่ได้เรียนรู้ เวทนาในเวทนาที่ชัดเจน เพราะว่ามีกรรมฐานเป็นกสิณ เป็นกรรมฐานที่เป็นรูป ไม่ใช้กรรมฐานนาม พุทธมีเวทนา 108 เป็นกรรมฐาน เข้าใจธรรมะสอง เทวธัมมา แล้วทำธรรมะสอง ให้เป็นหนึ่งให้ได้ เรียนรู้ตอนสัมผัสปรุงแต่ง รูปกับนามแล้วเป็น ธรรมะสาม

600129_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ธรรมะสามกับอรหันต์ไทย-อรหันต์พุทธ

ดาวโหลดยูทูปได้ที่ ช่อง สื่อธรรมะพ่อครู https://www.youtube.com/watch?v=d-p4cFHeJNA

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน