สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน อนุปสัมบันกับอุปสัมบันอันอวดอุตริได้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.13 KB
วันที่แก้ไข2 มีนาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน อนุปสัมบันกับอุปสัมบันอันอวดอุตริได้ _KIE THE SKY 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา (แก้ไขแล้ว).... อันนี้ก็ลอกมาไม่ได้เข้าใจเนื้อความแห่งธรรมบทเลย ไม่เข้าใจเหตุและผลของการบัญญัติอาบัติ ยกมาทั้งพระไตรปิฎกก็ยังเป็นโมฆะบุรุษอยู่ดี..เอ้า ตามๆกันไป เข้าป่าเข้าดงไปหมดละ..เจตนาของสิกขาบทคือเพื่อยังคนที่ไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส และยังคนที่เลื่อมใสแล้วให้เลื่อมใสยิ่งๆขึ้นไป ถ้าเหตุมันเป็นกุศล ท่ามกลางเป็นกุศล ผลมันย่อมเป็นกุศลโดยลำดับ ทรงบัญญัติเหตุแห่งอนาบัติไว้ คือ ไม่ต้องอาบัติ 1. ภิกษุให้สวดพร้อมกัน 2. ท่องพร้อมกัน 3. อนุปสัมบันผู้กล่าวอยุ่สวดอยุ่ซึ่งคัมภีร์ที่คล่องแคล่วโดยมาก 4 .ภิกษุวิกลจริต 5.ภิกษุอาทิกัมมิกะ ไม่ต้องอาบัติแล ฯ ควรเข้าใจธรรมโดยอรรถและคาถามากกว่านี้ค่อยลอกมา น่าอาย การสวดมนต์พร้อมกันกับอนุปสัมบันย่อมทำได้ เพราะไม่ใช่การสอนธรรม คุณคงไม่เข้าใจคำว่าสอนธรรมโดยบท คือกล่าวสอนพระบาลีโดยที่ละบท ทีละบาท อันทำให้อุบาสกที่ท่องยากลำบาก เกิดความเบื่อหน่ายในธรรม เสื่อมศรัทธา พูดง่ายๆคือบังคับให้สวดมนต์ที่สวดยากๆเป็นบาลีนั่นแหละ แต่ถ้าสวดมนต์ได้อยู่แล้ว ไม่เรียกว่าสอนธรรมบท เรียกว่าการสวดมนต์หรือท่องมนต์โดยพร้อมเพรียงกัน..อโหสิกรรม พ่อครูว่า...อาตมารู้ดี เพราะอาตมาประกาศตนเป็นอรหันต์ ไม่มีอนาบัติ แม้แต่สงฆ์ก็ยกสติวินัยให้อาตมาด้วย อาตมาต้องเป็นพระอรหันต์จริงด้วย สงฆ์ก็ต้องยกสติวินัยให้ด้วยประกาศรับรู้กันในหมู่สงฆ์ หมู่สงฆ์นี้ท่านรับรองว่าอาตมาเป็นอรหันต์ จะแสดงธรรมอะไรอนุโลมปฏิโลมอะไร จิตก็สะอาดอยู่เสมอ เหมือนกับเปื้อนแสดงกรรมกิริยาเหมือนลิงก็ตามจะแสดงหนักก็ตาม ไม่ได้มีจิตที่ไร้เมตตา ที่ไม่มีกรุณา มีแต่ประโยชน์เพื่อผู้อื่นทั้งนั้นอย่างไม่มีตัวตน อาตมาน

อ่านต่อ

ี่แหละเป็นผู้ไม่มีอาบัติแล้ว อนาบัติแล้ว อาตมาก็มีในเรื่องเหล่านี้แต่คุณยังสับสน ศึกษาให้ดีๆ ...ท่านพุทธโฆษาจารย์แปลอนุปสัมบันว่าคือผู้ไม่ได้บวช จะเป็นปุถุชนหรืออริยชนก็ถือว่าเป็นอนุปสัมบัน แต่อาตมาแปลว่าอุปสัมบันคือผู้ที่มีภูมิพอจะรับฟังเข้าใจได้แม้จะบวชหรือไม่บวชก็ตาม แต่อนุปสัมบันคือผู้มีภูมิไม่ถึงที่จะรับฟังได้ถึงแม้จะบวชหรือไม่บวชก็ตาม ผ่านพิธีบวชห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ไม่ถือว่าเป็นอุปสัมบันได้หมดหรอก อาตมาไม่เสียเวลาสอนเขาหรอกเพราะเขาเป็นอเวไนยสัตว์

สู่แดนธรรมว่า.. เขาบอกว่าถ้าภิกษุส่วนมากลงมติว่าให้สวดพร้อมกันได้ถือว่าไม่อาบัติ ที่จริงสวดคือสังสาธยาย ท่องกับสวดมันไม่เหมือนกัน ท่องคือให้จำได้จะท่องเสียงดังหรือท่องในใจก็ตามเพื่อให้จำเข้าไปได้ ท่องไม่ได้เพื่อประสงค์ให้ผู้อื่นรู้แต่สวดนี้ประสงค์ให้ผู้อื่นได้ยิน ที่อาตมาเห็นว่า มุสาวาทวรรค ข้อที่ 4ใน พระวินัย วินัยท่านออกมาภายหลังจากหลักเกณฑ์ของศีล วินัยที่บอกว่า อนุญาตให้สวดพร้อมกันได้ก็มาเกิดทีหลัง เพราะหมู่ในปัจจุบันมีมติยกให้ก็ตาม แต่ของเรายังไม่ได้อนุญาตยังถือตามหลักเดิมของพระพุทธเจ้าอยู่ ตามหลักเดิมคืออย่าเอาธรรมบทของพระพุทธเจ้า คือคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง เป็นบทใดก็แล้วแต่ เอาไปท่องพร้อมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ต่อหน้าอนุปสัมบัน ต่อหน้าคนที่เขาฟังแล้วไม่เข้าใจไม่รู้เรื่อง เช่น เอาพระอภิธรรมไปสวดพร้อมกันให้ฆราวาสทั้งหลายฟัง แล้วมันจะรู้เรื่องหรือ มันเสียประโยชน์เสียเวลาเสียแรงงานไม่เข้าท่า ต้องสาธยายไม่ต้องไปสวดท่องให้ฟัง อธิบาย ซึ่งอาตมาผ่านพวกนี้มาตั้งแต่บวชใหม่ๆ พยายามเอาพระอภิธรรมมาอธิบาย เขายิ่งหลับหนักเข้าไปอีก เพราะเขาเป็นอนุปสัมบันจะไปฟังไหวอย่างไร อภิธรรมนั้นอาตมาก็เอามาอธิบายในตอนหลังๆ เช่น รูป 28 บุญ กาย สมาธิ ธรรมะ 5 อุตุนิยาม พีชะนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ก็เอามาอธิบายตอนหลังไม่ได้อธิบายตั้งแต่แรก ตอนแรกก็พากันให้เลิกเนื้อสัตว์ เอ็นดูสัตว์ มากินมังสวิรัติให้มาประหยัดมัธยัสถ์อดทนอะไรต่างๆนานา ฝึกอย่างโน้นอย่างนี้ต่างๆ ใกล้เคียงพระป่าด้วยซ้ำไปในยุคแรกๆ ไปเอาประวัติเก่าๆมาตรวจสอบเลย ทั้งพูดทั้งพาทำตั้งแต่สมัยอยู่ธรรมสถานแดนอโศก จนกระทั่งออกมาที่สันติอโศกก็ตาม มามีศาลีอโศก ศีรษะอโศก ขยายตัวเป็นสังคมกลุ่มมาเรื่อยๆก็ตาม ก็ยังค่อยๆพัฒนา อนุโลมปฏิโลมมา เหมือนอนุโลมให้กับผู้ที่ยังไม่ค่อยได้มาจนถึงทุกวันนี้อนุโลมมาเยอะด้วยจนกลายเป็นเหมือนว่าเราเสื่อมจากธรรมแล้ว อันนี้แหละที่อาตมาจะได้ขยายความทุกวันนี้เราเสื่อมหรือเราเจริญ ทุกวันนี้อโศกเสื่อมลงหรือเจริญขึ้น จะได้มาขยายความต่อ620224_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ มาจนร่วมกันกระทั่งรวยช่วยคนอื่นได้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน