"ภิกษุ" ของพุทธ "ไม่ใช่ผู้ขอ".pdf

โฟลเดอร์หนังสือธรรมะพ่อครู
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์156 KB
วันที่แก้ไข15 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

"ภิกษุ" ของพุทธ ไมใช "ผูขอ""อธิษฐาน" อยาใหเปนอธิษฐานที่มีกิเลสมีตัณหาระวัง "อยาขอ"อยา" อยากได" มาเปนสวนไดของตนเราตองหัด "ให" โดยไมมี "แลก" โดยไมมี "เอามาตอบแทนคืน" เปนของตน"ทานมัย"ที่เปนภาวนา จนมีมรรคผลใหเปนใหอยางสําเร็จเสร็จสม ถูกตองสัจธรรมสัมบูรณไดอยูเสมอๆนี้คือ "วิปสสนา" แทๆ ที่พุทธมามกะทุกคนพึงควรทําเปน "ทานมัย"เปน "บุญกิริยาวัตถุ" แทๆ จริงๆอยาปลอยปละละเลยเปนอันขาด มันเปนการสราง "สันติภาพ" และ "ภราดรภาพ" ที่แทจริงจริงๆ อยูในโลกอยูในสังคมมวลชนถาผูใดทําถูกตอง "ตั้งจิต" (อธิษฐาน) ใหมัน "วางจากกิเลสชอบ-ชัง" ได ทําการ "ให" โดยปราศจากโลภะ โทสะโมหะไดจริงๆ เปน "สัมมาสังกัปโป" แทๆ ทุกวันๆทําการ "ให" โดยไมมีจิต "ขอ" โดยไมมีจิต "อยากได" มาเปนสวนไดของตน ก็นั่นแหละคือ "ภาวนามัย" ของผูนั้นเองรอยเปอรเซนต เปน "วิปสสนากรรมฐาน"ถามีองค ๘ ของ "มรรคอริยสัจ" ไดครบบริบูรณ ก็จะมี "ผล" นิพพานในขณะคนปกติลืมตาโพลงๆ นี่แหละ โตงๆสั่งสม "ผล" เปนนิพพานจริงไดยิ่งกวา ไปมัวหลงผิดอยูวา "นั่งหลับตา" เทานั้นเปนวิปสสนา กรรมฐาน หรือ"นิพพาน" นั้นจะไดก็ตองจากการ "นั่งหลับตา" เทานั้น เพราะนั่น มันเปนความเห็น ของพวกฤาษี หรือเดียรถียที่ยังไมมีความรูใน "พุทธวิชชา" เปนสัมมาทิฏฐิยังมีความรู ความเขาใจ ไมเปนสัมมา ตั้งแต "อริยมรรค" ขอแรก กันทีเดียว ดังนั้น ขออื่นในองคมรรคทั้ง ๘ ก็เปน"สัมมา" ไมไดแน เพราะ "สัมมาทิฏฐิ" ยอมเปนประธานของมรรคองคอื่นๆ ทั้งปวงการเขาใจ ในระบบทฤษฎี "สัมมาอริยมรรคมีองค ๘" จึงไมใชเรื่องปกติพื้นๆสามัญเมื่อผูใด เขาใจถูกตอง ในความลึกซึ้งตามทฤษฎียิ่งใหญของพระบรมศาสดาดีแลว ก็คือเกิด "สัมมาทิฏฐิ" แลว

อ่านต่อ

ตอจากนั้นทุกวันทุกเชา ก็ตักบาตร - ทําบุญใหมี "สัมมาสังกัปโป" ใหถูกๆตรงๆ ดังที่ไดอธิบายมาแลวจะมี "วาจา" ดวยวา เรา "ให" ก็เปน "สัมมาวาจา" แถมเขาไปอีก หรือไมพูด ก็บริบูรณอยูในตัวอยูแลว ตั้งแตกลาวคําวา "นิมนตคะ-นิมนตครับ" เชื้อเชิญมารับบาตร แตตอนตนโนน ก็พอแลว ในการกระทําของเราในขณะนี้ มันก็เปน "ธรรมะ"เปน "ผูให" เปน "ผูเสียสละ" อยูชัดๆ อยูแลวเปน "สัมมากัมมันโต" อยางไมผิดไมเพี้ยนอะไรเราทําอยูเปนประจําหรือทําอยูเสมอในชีวิตนี้ มันก็ไดชื่อวา "สัมมาอาชีโว" ของเราแลวไดพากเพียร พยายามดวยดี ใหเปน ใหมาก ใหเกิดอยูเสมอๆ ใหดี ใหถูก ใหตรง ตามที่รู ที่เขาใจนี้ อยูเสมอก็เปน"สัมมาวายาโม"เราทําดวยความเต็มของ"สติ"ดวยความรูตัวดีๆ มี"ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค" มีการควบคุมจิต ไมใหมีโลภะใดโทสะใด เกิดอยูๆ แมกาย แมจิตก็ไมใหมีทุจริต หรือไมใหมีอกุศลกรรมบถใดๆก็นั่นแหละ "สติปฏฐาน" อันทรงอยูพรอมเปน "ธรรมฐิติ" เปนการฝกจิตใหมัน "ตั้งอยู" ในสภาพปราศจาก"อกุศลจิต" อยูอยางแทจริง คือ "สัมมาสติ"เมื่อเกิดเมื่อมีเมื่อเปนอยูไดเสมอๆจริง ก็เรียกวา "สมาบัติ" แทๆ หรือสั่งสม "สัมมาสมาธิ"เรารูจริง เราเห็นจริงอยูกับจิตกับการกระทํา (กรรม) ของเราและไดปรับกาย -วาจา -จิต โดยเฉพาะ ไดลดกิเลสในจิตอยูนี่แหละ เปน "สัมมาสติ" แทๆ หรือ "สติสัมโพชฌงค" ที่ตางกับการมี "สติ" ของปุถุชน หรือของกัลยาณชนธรรมดาๆการไดกระทําอะไรตางๆ ตามสัมมาทิฐิ และมีสังกัปปะ-วาจา-กัมมันตะ-อาชีวะ-วายามะ-สติ ใหเปน "สัมมา"ครบองคประกอบ จนเเปนมรรคสมังคี พรั่งพรอมอยูเชนนี้ มันก็สั่งสมลงใน "จิต" จริงเปน "อธิจิต" (สัมมาสมาธิ)แททุกครั้ง ทุกคราว ทุกขณะ ที่มันบริบูรณจริง มันก็ครบองค ๘ ของ "มรรคอริยสัจ" ดังนี้ ผลที่ไดคือ สัมาญาณ(อธิปญญา) -สัมมาวิมุติ ก็ตามมา ทุกกรรม ทุกกิริยาของผูทํา "ผล" อันสูงสุด คือนิพพาน ก็ยอมเปนอันหวังไดสมาธิของพุทธ ชื่อวา "สัมมาสมาธิ" เพราะเมื่อเขาใจไดดวยปญญา รูไดดวยเหตุผลแลว เราก็ชื่อวามี "สมาธิกุสโล" รูใน "สัมมาสมาธิ" แท อันเปน "สัมมาสมาธิ" ของพระอริยะเพราะเปน "สมาธิ" ที่มีเหตุมีองคประกอบ ไดแกสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และความที่จิต มีอารมณเปนหนึ่ง ประกอบแลวดวยองค ๗ เหลานี้แลเรียกวา สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบาง มีองคประกอบบาง ตามที่พระพุทธองค ทรงสอน ย้ํายืนยันถึง"สัมมาสมาธิของพระอริยะ" ไวในมหาจัตตารีสกสูตร มัช. อุปริ.(พระไตรปฎกเลม ๑๔)"สมาธิ" ที่เปน "สัมมา" แบบพุทธ และเปนของ "พระอริยะ" แท จึงจะไมใชสมาธิที่เกิดตามแบบฉบับ ที่พากันนั่ง"หลับตา" ทําอยางผูที่ยังมิจฉาทิฏฐิอยู หลงเขาใจเลยจริงๆ แตเกิดตามแบบฉบับของ "อริยสัจ" ขอที่ ๔ คือ"สัมมาอริยมรรคมีองค ๘" ซึ่งปฏิบัติอยางมีเหตุ และมีองคประกอบ พรอมดวยองค ๗ ครบสมบูรณ และเมื่อพยายามฝกหัดทําใหถูกใหตรงเสมอๆ ก็จะเปน "สมาธิสส สมาบัติ" [การนัง "หลับตา" ทําสมาธิถามีสัมมาทิฐิ และทําถูกตรง ก็เปนอุปการะจริง]เมื่อทําได "เสมอๆ" มันหลายเสมอเขา มันก็เปน "สมาธิสส ฐีติ" คือแนนอนมั่นคงขึ้น และแลว เราก็รูเปลี่ยน รูปรับทําทาโนนอยางนี้ ใหมันมั่นคง ใหมันแนนอนในอยางใหม ในทาอื่นอีก ไมใหมันติด มันยึด หรือ ไมใหมัน "หลง"สิ่งที่ได ไมใหมันเกาะสวนที่เปนไดแลวนั้นๆ ตอไปอีก เพราะ ไมเชนนั้น มันจะยึด จะชื่อวาเปน "อัตตา"ซับซอนเขาไปอีก หรือเปน "อภินิเวส" ดั่งนี้คือ "สมาธิสส วุฎฐาน" ทําปญญาใหชัด ในสิ่งนั้น สวนนี้ อยางนั้น อยางนี้ทานั้น ทานี้ ให"รู"เพิ่มขึ้นๆ ทั้งขนาด ทั้งแงมุม ใหถูกรูป ถูกนามของจิต จริงจัง แมนมั่น จนไดชื่อวา "สมาธิสสกัลลิต"และแมทุกอยางดําเนินอยูในจิต การเปนไปของจิตมีความเปนอยูอยางไร ก็รูก็เห็น ในกรรม ในกิริยาของจิตอยูจริง จะไมใหเปนก็ได จะไมใหไปก็ได หรือจะใหเปนอยางนั้นตลอดก็ได จะใหไปอยางนี้ตลอดก็ได ก็ไดชื่อวาเปน"สมาธิสส โคจร"สุดทาย "รูก็แนแท" และ "ทําก็ไดแนจริง" ตามที่รูจนเกงจนเยี่ยมยอดเด็ดขาดเปนจริง, มีผลจริง, สําเร็จจริงแนนอนมีผลชงัด ก็เรียกวา "สมาธิสส อภินิหาร" ดั่งนี้แล คือ "สัมมาสมาธิ" บริบูรณที่มี "อธิจิต ๗" (สมาธิ ๗)พรั่งพรอมแทจริงนี้คือการสรางสัมมาสมาธิ หรือสภาพของ "สมาธิ" ที่พุทธศาสนาหมายเอา ตองใหถูกใหตรง จึงจะเปน "สัมมา"มิฉะนั้นจะเปน "มิจฉาสมาธิ" อยางฤาษีเดียรถียทั้งหลายกันไปหมด !"บิณฑบาต" เปนตัวชี้ตัววัดคาของพุทธศาสนาจะเห็นไดวา "บิณฑบาต" นั้นไมใชของกลวยๆหมูๆ และไมใชเรื่องเล็กๆ เลนๆ หัวๆ หรือตื้นๆเขินๆ โดยเฉพาะ ไมใช"เครื่องมือหากิน" ของคนที่ไมตั้งใจประพฤติ เพื่อลดละกิเลสไมเลย!ทําใหจริงทําใหถูกทําใหถึงที่สุดนั้นก็คือ การปฏิบัติธรรม คือการปฏิบัติ วิปสสนากรรมฐาน อันจะพาไปสู"นิพพาน" โดยแทโดยจริง และทั้งจะไดชื่อวา เปนผูไดยืนยันกระทําการบํารุงศาสนาไว ไดสนับสนุน - นับถือ-เทิดทูน -บูชา พุทธศาสนาไวแทๆ มีที่อางมีที่อิง"พระ" เองก็จะตองพากเพียรเรียนรูและกระทําใหถูกใหตรง ใหเปนประโยชนตน ประโยชนทาน อันสงผล ถึงขั้นจิตขั้นวิญญาณ เปนศิลปะ อันติมะใหไดจริงๆ มันไมใชของงายเลย ที่จะทําใหถูก ทําไดตรง ทําไดจนสงผล เปน"ศิปละขั้นโลกุตตระ" จนเกิดผล แมแกตน แกมวลชน อยางเอก อยางสูงสงพระบรมศาสดา ถึงกับทรงกําชับกําชากับพระสาวกทุกองควา "บรรพชาอาศัยโภชนะ คือคําขาว อันหาไดดวยกําลังปลีแขง (การบิณฑบาต) เธอพึงอุตสาหะในสิ่งนั้นตลอดชีวิต" อันนี้เปนหลักเปนแกนของ "พระ" ทุกรูป ตองทํา ตองอาศัยใหไดตลอดชีวิต ตองเลี้ยงตน ดวยการบิณฑบาต ซึ่งตอง "อุตสาหะ" จริงๆ (ไมงั้น มันจะ"ขี้เกียจสันหลังยาว" ไมทําเอางายๆดวย)อาหารที่ไดจากกรรมวิธีอื่นๆ เชน อาหารถวายสงฆก็ดี อาหารเฉพาะสงฆก็ดี การนิมนตฉันก็ดี อาหารถวายตามสลากก็ดี อาหารถวายในปกษก็ดี อาหารถวายในวันอุโบสถก็ดี อาหารถวาย ในวันปาฏิบทก็ดี นั้นถือเปนลาภสวนเกิน ลาภสวนเหลือ (อติเรก ลาโภ หรือเปนแค HOBBY, EXTRAORDINARY) ไมใชเปน ของหลักถือวาเปน "ของเฟอ" ก็ได สําหรับในบางครั้งบางคราว จะงด จะปฏิเสธ จะไมรับ ก็ยอมไดแต "บิณฑบาต" นั้นจะตองมีเสมอ ตองอุตสาหะวิริยะ ตองทําใหเปน "นิสัย" (HABIT, FOUNDATION) ทําใหเคยจนเปนปกติ จนไมเหนื่อยหนาย ไมเบื่อระอา เปนสิ่งที่ทําสบาย และตองทําประจําชีวิต (สัมมาอาชีวะ)และสุดทาย ก็จะรูแจงเห็นจริงวา "บิณฑบาต" นั้นคือการงาน (กรรม) ที่สําคัญประจําชีวิตภิกษุ คือกิริยา ที่มีผลตอศาสนาสูงสงออกปานใดๆ มันเปนเครื่องชี้บอก ใหรูถึงความเจริญรุงเรือง หรือ ความเสื่อมของ "พุทธศาสนา"ก็ได อยางชัดเจนดวย สําหรับผูรูแจงจริง ในสัจธรรมเพราะหาก สังคมสงฆใด ไมนิยมการบิณฑบาต หรือภิกษุใดไมเอาภาระการบิณฑบาต ฉันแตอาหารที่เขานํามาถวาย ที่เปนชนิด อดิเรกลาภ (EXTRAORDINARY) หรืออาหารจากโรงครัว ที่ทําใหประจํา หรือไมเชนนั้น ก็อาการหนัก ถึงขั้นซื้ออาหาร มาฉันตามตองการเสมอๆ หรือวาจางใหคนทํามาใหฉัน หนักที่สุดก็ทํากินเอง นั่นก็คือ ความเสื่อมของพุทธศาสนา ที่เกิดจากกิเลส หรือความไมรูเนื้อแท (สาระสัจจะ)ของพุทธศาสนา"บิณฑบาต" เปนองคาพยพของพุทธศาสนาภิกษุของพุทธศาสนา หรือแมแคเปนสามเณรมีศีล ๑๐ ไมรับเงินทองแลว ไมสะสมทรัพยศฤงคาร (โภคักขันธาปหายะ) ยอมตองเปนปฏิคาหก คือผูรับการเลี้ยงไวจากทายก -ทายิกา (ผูให)และ ธรรมเนียม หรือหลักเกณฑแหงการเลี้ยงชีพ ที่ใหทายกทายิกาเลี้ยงไว ตามที่พระพุทธเจากําหนดใหเปนสําคัญ ก็คือ เดินออก "บิณฑบาต" เลี้ยงชีพเปนประจําชีวิตใหไดทุกวัน ตามคําสอนของ พระบรมศาสดาที่วา "คําขาวอันหาไดดวยกําลังปลีแขง" นั่นเองการ"บิณฑบาต" จึงเปนพฤติกรรมสามัญที่มีควบคูไปกับชีวิตของความเปนภิกษุ หรือแมแตสามเณร ดังกลาวแลวจะขาดเสียมิได ประหนึ่งเปนอวัยวะสวนนอย หรือใหญในรางกายของคน (องคาพยพ) ฉะนั้นดังนั้น ถาสังคมสงฆใด หรือภิกษุสามเณรรูปไหน ไมบิณฑบาตหรือไมคอยบิณฑบาต ก็เทากับ คนมีอวัยวะ พิการหรือ เปนคนไมสมบูรณศาสนาพุทธจะตองมี "บิณฑบาต" เปนสวนหนึ่งของพุทธศาสนา จึงจะแสดงวา พุทธศาสนาสมบูรณ ไมพิการไมบกพรอง ไมขาดแหวง หรือไมเสื่อมโทรมนั่นเอง และจะสมบูรณแทจริง ยิ่งเทาใดๆ ก็ดวยการ "บิณฑบาต" นั้น มีธรรมสาระ หรือมีสาระสัจจะของ "บิณฑบาต" ครบสาระสัจจะทั้ง ๑๐ ขอตามที่ไดอธิบาย สาธยายมาแลว ๙ ขอ และกําลังจะสาธยายถึงขอที่ ๑๐ นั้นไดจริงถูกจริงเปนจริงมีแทยิ่ง เทานั้นๆ"ยาก" จึงมีเก มีปลอมเมื่อไขความมาถึงขนาดนี้แลว ก็จะนึกคิดสอบสวนเทียบเคียงเอากับสภาพความเปนจริงไดวา "บิณฑบาต"นั้นเปนของทําไดยากจริงๆผูจะทําได ทําถูก ทําเปน ก็ตองฝกตองเพียร แมเพียงใหเห็นเปนสมณะสารูปในการ "บิณฑบาต" ใหเขารูปเขารอยก็ยากแลว ไหนจะดาน"นามธรรม"ใหบริสุทธิ์ผุดผองอีก และจะทําใหเปนประโยชนตน ประโยชนทานจนถึงขั้นโลกุตระดวยนั้นก็แสนยากยิ่งหากไมพากเพียรอุตสาหะอยางยิ่งนั้น จะไมบรรลุเปาหมายเลยเพราะมันยากดั่งไดชี้มาใหเห็นกันนี่แหละ เราจึงไดประสบกับ "บิณฑบาต" เกๆ ปลอมๆ กันเยอะแยะ และจะไดประสบ "สมณพราหมณผูเจริญ (พระผูใหญหรือผูมีชื่อเสียง) บางจําพวก" ไมบิณฑบาตกัน ถมเถดวยเหตุเพราะ มันเปนไปจริง มีความหมายตรงตามคําตรัสกําชับกําชาของพระบรมศาสดาวา มันยาก ! มันยาก !พระพุทธองค จึงตองใชคําวา "อุตสาหะ -วิริยะในเรื่องนี้ตลอดชีวิต" กันอยางยิ่งจริงๆ ถึงจะบรรลุผลมี "บิณฑบาต"เปนนิสัยได (บิณฑบาต เปน "นิสัย" หนึ่งใน "นิสัย ๔" ของภิกษุ)จะเกิด "ญาณ" และเกิด "วิมุติ" จนไมทุกขไมสุขกับเรื่อง"บิณฑบาต"ไดนั้น มันเปนของทําไดยากจริงๆ แลว "พระ"ผูนั้น จึงจะมี "บิณฑบาต" เปนสัมมาอาชีวะจริงๆมิใชเปนพระที่คอยฉันแต "สังฆภัตตะ" (อาหารถวายสงฆอยางทั่วถึง) หรือ "อุทเทสภัตตะ" (ซึ่งหมายความ วาเปนอาหารที่มีผูทํามาถวายสงฆนั่นแหละ แตไมทั่วถึง) เปนตน หรือไมก็เปนพระ ที่คอยฉันแต อาหารที่เปนลาภพิเศษ (อดิเรกลาภ) ลักษณะนี้ พระพุทธองคใหถือเปนครั้งเปนคราว ถาใครรับอาหารอยางนี้เปนการประจํา หรือเปนไปโดยมากอยู ก็ไมใช "สัมมาอาชีวะ" ผิดความเปน "สมณะ" แหงลัทธิพุทธ เปนเดียรถียหรือแมแตวินัยก็หามไววา พระที่ไมเจ็บปวย จะฉันอาหารจากโรงครัว ในที่พักอาศัย, อาหารในโรงทาน(อาวสถปณโฑ) โดยไมออกบิณฑบาตนั้น ไดเพียงครั้งเดียว ขืนทํากันเปนกิจวัตร ติดตอกันอยู ก็อาบัติกันอยูตลอดที่เกิน "หนึ่งครั้ง"ติดตอกันอยูนั่นแหละ เราจะเห็นไดวา มันเปนความละเอียดลึกซึ้งไปทั้ง "พระ" ผูจะบิณฑบาต ซึ่งจะใหไดใหดี ใหบริสุทธิ์ผุดผอง เปน"บิณฑบาต" บริบูรณ ทั้งให "ผล" สูงสงอยูในโลกอยูในสังคม และเปนความละเอียดลึกซึ้ง ไปทั้ง "ญาติโยม"ที่จะเปนผูตักบาตรแมแตแคใหเขาใจวาเปน "บุญ" เปนกุศลแทๆจริงๆ มิใชหลอกมิใชลอเลย แตมันมีเหตุมีผล รูและเขาใจ ในสัจธรรมจนเกิดศรัทธาแรงพอ กระทั่งผูนั้น ตักบาตรประจํา หรือตักบาตรบอยๆ ก็ทั้งยากแลวยิ่งขั้นตองทําใหถูกตอง ใหเปนวิปสสนากรรมฐาน ใหสงผลถึงในใจ ในจิตเปนพลวปจจัย สูนิพพาน อยางแทๆจริงๆ ก็ยิ่งแสนยากยิ่งอีกแตจะไมยากเลยสําหรับผูปญญาดี ผูมีเนื้อหาที่เปนศรัทธาเดิมอยูแลว เมื่อมาเขาใจเรื่อง "บิณฑบาต" ดวยนัยะตางๆ ที่ไดสาธกมานี้เขาแมจะไมเคยไดใสบาตรมากอนเลย ก็จะเริ่มใสบาตรเพื่อประโยชนตนประโยชนทาน ขึ้นไดทันที และ ผูเปนพระก็เชนกัน บางทานอาจจะยังไมเคยไดยินไดฟง ไมเคยไดรูดั่งที่อธิบายมานี้ พอมารูดั่งนี้เขา ก็จะปรับปรุงตนจะกระทําอยางถูก อยางดีไดทันที เชนกันดวย"บิณฑบาต"เปนพฤติกรรมที่มีเกียรติและศักดิ์สิทธิ์เมื่อผูใดรูแจงเขาใจแจมชัดแลววา"บิณฑบาต" ไมใชของเลน ไมใชเรื่องกลวยๆ ไมใชพฤติกรรมของคนไป"ขอ" (ทาน) แตเปนพฤติกรรม ที่มีเกียรติและศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งประกอบไปดวยความรู (วิชชา) และการฝกฝนจนเปน จนถึง "บุญ" ถึง "คุณคา" แทกันจริงๆเปนของทําไดยาก แตมีผลสูง มีคุณมากลน ผูนั้นก็จะพากเพียร อุตสาหะอยางยิ่งและยิ่งผูใดทําไดโดยไมยาก ทําไดโดยไมลําบาก ผูนั้นก็จะเต็มใจและรีบทําทันที ตามกาละ ตามหนาที่ถาผูนั้นยืนยัน และมี "ความเปนจริง" วา ตนบูชา-ตนเทิดทูน-ตนนับถือ "ตน" ก็จะตองเปนอยู โดยมี การกระทํา(กรรม) มีกิริยา(กรรม) เพราะมี "ความจริงใจ" (จิต) ใหปรากฏออกมา แสดงถึงความสนับสนุน ของตนที่แทจริงจริงๆ ทีเดียวเนื่องจากผูนั้นรูแลวเปน "อธิปญญา"จริงๆ วามันเปน"คุณ" มันเปน"คา" และมันเปน"บุญ" โดยสัจธรรม เมื่อผูใดไดกระทํามันก็เปนทั้ง "บุญ" ทั้ง"คุณ" ทั้ง"คา" ทั้ง"แกตน" รวมไปทั้งหมดทั้ง"แกสังคม""ความปรากฏจริง" หรือ "ความเปนจริง" จึงเกิดได มีการยืนยันไดดวยความมี "วิชชา" จริง และการทําไดจริงของคนจริง! ดังนี้๑๐. "บิณฑบาต" เปนประธานกอก็ใหเห็น"การให-การเสียสละ"เกิดและมีอยูในโลกอยางสําคัญเพราะโลกจะขาด "การให-การเสียสละ" ไมได! โดยเฉพาะการใหดวยศรัทธา ดวยบูชาเคารพ การใหโดยไมมีการบังคับ เปนความจําเปนอยางเหลือเกิน ที่จะตองย้ําเตือนใหแกมวลมนุษย ตองสรางคานิยมในเรื่อง "ให" เรื่อง "เสียสละ"ที่ไมตองถูกบังคับ ไมตองถูกขอ"เสียสละ" ดวยความเห็นดี"เสียสละ" หรือ "ให" ดวยปญญาบริสุทธิ์เต็มใจ "ให"ดวยความเกื้อกูล"เสียสละ" ดวยสภาพไมมีการขอ แมเพียงในทีของผูรับตองใหรูปธรรม-นามธรรมแหงการเสียสละ-การให-การหมุนเวียนเชนนี้ๆ "เกิดอยู" ในโลกเสมอๆ เพื่อถวงดุลสภาพของการเอา-การหวงแหน การกักตุน ที่มีบทบาทมีพฤติการ ขจรขจายแพรสะพัดอยู ในทุกซอกทุกอนูแหงสังคมหมูชนมากเหลือเกินในโลก"นาบุญ" ที่กอใหเกิด"การให-การเสียสละ"ถาพูดกันตามประสางายๆ ตื้นๆ ดั่งไดกลาวมาแลววา "พระ" ทานไปบิณฑบาตนั้นคือ ทานไปเปน "ผูรับ"นั่นมันแควัตถุธรรมตื้นๆ หยาบๆแตกระนั้นก็ดี มันก็ยังมี"รูปธรรม"แหงบทบาท "การให"เกิดขึ้นอยูและเปน "การให" ที่เกิดเพราะศรัทธาเต็มใจเพราะบูชาเคารพเปน "การให" ที่ไมมีการบังคับ ไมมีการขมขู ขูดรีด จําใจของใครเปน"การให" ที่ไมมีแมแตการจํายอมหรือยื้อแยง คดโกง ขี้ฉอก็ยังนับไดวา "พระ" ทานไปเปนประธาน หรือ "บิณฑบาต" นั้น เปนประธานกอใหเห็นบทบาท"การให-การเสียสละ" (อยางบูชาเคารพตอผูรับ) เกิดมีอยูในโลก อยางดีอยางงามทีนี้แมในเรื่อง"การรับ" ถาใหคนขี้โลภเปนประธานในการรับ ก็เปรียบดั่งเทของใส "กองไฟ" เทเขาไปเทาใดก็หายสูญ ทําลายสิ้น ตองใหคนไมมีความโลภ หรือผูมีความโลภนอยนั่นแหละ เปนประธานในการรับ จึงจะเปน"นาบุญ" ที่เนื้อดินดี จะงอกจะเงย จะสงผลที่ดีที่ยิ่งกวา เกิดขึ้นมา ใหแกสังคมมนุษย อยางแทจริงดังนั้น เมื่อเราจะมีบทบาทหรือมีพฤติกรรมแหง"การให-การเสียสละ" เกิดหรือมีอยูในโลก จึงควรที่สุดแลวถูกที่สุดแลวที่ "พระ" แทๆ จะเปนประธานใน "การเกิด-การมี" บทบาทนี้ พฤติการนี้ไมวาใคร จะเห็นไดเขาใจ "พระ" ทานไดหรือไมวา ลึกซึ้งอยางซับซอนนั้น ทานเปน "ผูให" มิใชทานไปเปน "ผูรับ"ก็ตาม "บิณฑบาต" ก็นับไดวาเปนประธานกอใหเห็น "การให-การเสียสละ" เกิด-มีอยูในโลก อยางดี อยางงามแลวยิ่งถาใครผูใดเขาใจไดซึ้งไดประณีตและเห็นจริงลึกเขาไปไดอีกวา พระทาน "บิณฑบาต" นั้นทานไปเปน "ผูให"อันมีทั้งรูปธรรมและอรูปธรรม มีลึกซึ้งไปถึงทั้งนามธรรมจริงๆ "บิณฑบาต" ก็ยิ่งนับไดวา เปนประธาน กอใหเห็น"การให-การเสียสละ" เกิด-มีอยูในโลกอยางดีอยางงามยิ่งขึ้นไปอีกและ ยิ่งในความเปนจริงนั้น "พระ" ก็เปนพระอริยเจาแทๆ ผูมีจิตบริสุทธิ์ปราศจากจิตโลภ-โกรธ - หลงผิด ในการ "บิณฑบาต" จริงๆ ทั้ง "ฆราวาส" ที่ รวมกิจกรรมตักบาตรอยูดวยทั้งหลายนั้นๆ ก็เปนผูมีสัมมาทิฏฐิ พึงประพฤติพึงทําปรากฏการณนี้ใหเกิด-ใหมีอยูในสังคมในโลกอยางเขาใจใน "ประโยชนเปาหมาย ทั้งรูปธรรม -นามธรรมอันสัมบูรณสูงสุด" (เอกคุณ) วาประโยชนตนก็ได ประโยชนทานก็ไดอยูแท โดยเฉพาะประโยชนทานที่เห็นที่รูชัดอยูโตงๆ คือรูปธรรม-นามธรรม ของการให-การเสียสละ ที่ไมตอง ถูกบังคับ ขมขูขูดรีดไมตอง "ถูกขอ" เปนการเสียสละดวยความเห็นดี รูดีดวยปญญา ดวยศรัทธา อยางเต็มใจ อยางรูชัดๆ อยูจริงๆ วาเรา "จาย" เรา"ให"ดวยความเกื้อกูลเอื้อเฟอกันแทๆ เปนการเสียสละดวยสภาพไมมี "การขอ" แมเพียง ในทีของผูรับ อยางถึงจุดสุดของ "ความแทจริง"และที่สําคัญที่สุดก็คือ เปนความจําเปนอยางเหลือเกินที่จะตองย้ําเตือนใหแกมวลมนุษยทั้งหลาย ในโลกตองสราง คานิยมในเรื่อง "ให" เรื่อง "เสียสละ" ใหเกิด-ใหมีอยูในโลกในสังคมใหได เปนประธาน ทุกเชาเปนการเตือน แตตนเวลาของวัน ทําทุกวัน เปนการเตือนใหย้ําอยางแมนมั่น ลงไปในสัมผัสของคน และ ทุกคนในทุกคราที่ไดรวมกิจกรรมบิณฑบาต ก็ลวนเปนผูเติม "อํานาจ-ขยายคา" ใหแกสันติภาพ - ภราดรภาพอยางงดงาม ดวยศิลปะ ขั้นโลกุตระเปน"การให"ที่มีโลกุตรธรรมครบ"รูป-นาม"ผูรูแจงเขาใจจริงดั่งสาธกมานี้ จึงจะไมสงสัยเลย แมสักนิด นอยหนึ่งวา"บิณฑบาต" เปนประธานกอใหเห็น "การให-การเสียสละ" เกิด-มีอยูในโลกอยางสําคัญ เพราะโลก จะขาด"การให-การเสียสละ" ไมได! โดยเฉพาะการใหดวยศรัทธา ดวยบูชาเคารพ การใหโดย ไมมีการบังคับ และ"การให" ที่ไมหวังอะไรตอบแทนมาใหแกตนเพราะเรื่องทั้งหลายทั้งปวงชั้นสูงสุดที่สุด มันก็ประกอบไปดวย "อธิปญญา" อยางแทจริง ที่เขาใจไดอยางเปนที่สุดแลววาพระทําหนาที่ "ผูให" ที่เปนประธานไดอยางเปนที่สุดแทจริง ไมมีอื่นที่จะเปนไดกวานี้อีกแลวนั้นก็คือ พระ "ผูรับ" ที่ไมมี "ความอยากได" เลยอยางแทๆจริงๆนั่นแหละ (ไมมีโลภ-ไมมีโทส-ไมมีโมห)มันหมด ที่สุดแลว ไมมีที่สุดเทานี้อีกเมื่อทานเดินออกไปเปน "ผูให" แมทานจะมีรูปธรรมแห ง"การรับ" อยูอยางไรๆ"การให" ของทาน ก็ยังเปนประธานอยูนั่นเอง เพราะ "นามธรรม" ใน "การรับ" ของทานไมมี! ["ความอยากได"ไมมีในจิตจริงๆนั่นเอง มีแต"รับมา" ตามสภาพธรรมแหงความเปนไปอยู ของกิริยา ปกติธรรมเทานั้น]วาแตวาฆราวาสที่รวมกิจกรรมบิณฑบาตนั้นๆ ผูใดที่เปน "ผูให" (ผูใสบาตร) อยูนั้นหนะ! ไดมี "การรับ"เอารูปธรรม -อรูปธรรม -นามธรรม ที่ดีที่ถูก "คุณ" ที่เปน "คา" นี้ๆ ดวยวิชชาเขาไปใหแกตนอยูหรือเปลา?ถาได! ก็นับวาเปน "ผูให" ที่ไมไรผล สําหรับผูยังไมบรรลุสูงสุดถึงขั้นมีปญญาสุดและทําไดสุด! ก็เปนสวนแหงบุญ ใหผลแกขันธ แมจะเปน "ผล" ขั้นสาสวะ แคเพียงเลื่อมใสศรัทธาเทานั้น ก็ยังเปนสัมมาทิฏฐิ และหรือยิ่งผูใดที่เปน "ผูให" อยางเกิดอธิปญญายิ่งได วา...๙. ตนทํา "การให" นี้อยูดวยอุดมคติที่เปนเรื่องงาย ทําไดบอยๆ หรือทําไดทุกวันโดยไมตองอุตสาหะ ฝนขมอะไรเลย มันเปนนิสัย เปนอิทธิบาทแลว๘. เปนการรวมไมรวมมืออยางเต็มใจเขาใจที่จะทําสหกรณตัวสําคัญยิ่งนี้ๆ๗. ไมเดือดรอนไมกลัวจนไมกลัวพรองไมกลัวเหนื่อยไมกลัวเสียเวลา เพราะรูใน "ความดี" เพราะเขาใจจริงแลววาเปน "คุณธรรม" เปนการพิสูจนสัจธรรมแทวา ตนอยูไดดวย "คุณธรรมความดี"๖. เปนศิลปะที่อันติมะแทๆจริงๆ เขาใจดีในความเปนโลกุตระนั้นๆ เปนนามธรรมนั้นๆ๕. เปนพุทธประเพณีทุกกัปปทุกกัลปของพระพุทธเจาทุกพระองค ที่เราพุทธศาสนิกชนก็ตองทําแนนนอนมากหรือนอยเทานั้น ยิ่งมากก็ยิ่งเปนความดีมาก เปนผลสูงแกตน โดยเฉพาะแกทาน แกสังคม แกมวลชนนั่นแหละ ตรงที่สุด๔. เปนมนุษยสัมพันธอันลึกซึ้งสุดซึ้งขั้นสัมพัธภาพ๓. เปนสัมมาอาชีโวของพระโดยตรงอยาง "เอก" ที่จะตองมีเราผูเปนฆราวาสรวมอยูดวยอยาง "โท" ทีเดียว๒. และมันก็เปนสัมมากัมมันโตของผูมีศีล-สมาธิ-ปญญาแท แมเรา "ผูให" อยู ณ บัดนี้ ก็พึงมีอธิปญญาแจงชัดอยูวา "จิต" ของเรานั้นก็พึง "ให" ดวยอธิจิตที่วางจากกิเลส (สัมมาสมาธิ) "ให" อยางไมมี "การรับ" เอาอะไรมาใหแกตนดอก! จึงไดทํา "การให" นี้เปนเรื่องงายสบาย ทําไดบอยๆ ปกติธรรมดาๆ (อธิศีล) เพราะหมดสงสัย(พนวิจิกิจฉา) และไรปฏิกิริยาของกิเลสระดับหนึ่งแลวในจิตวิสัย (พนสักกายทิฐิ) มีแต "กุศลเจตนา"อันผองใสบริสุทธิ์ เทานั้นที่เปน "ความเปน" อยู โดยมีกรรมกิริยานั้นๆ อยางรูชัดแจง ในเหตุผล คุณคาประโยชนมิไดหลงผิดในบุญในกุศลของจารีตประเพณีบิณฑบาตนี้ อยางงมงายแลว (พนสีลัพพตปรามาส)๑. ถาผูนั้นเปนไดถึงปานนี้แทๆ แมจะอยูใน "รูป" ของทายกทายิกาก็ตาม ก็ยอมไดชื่อวา พรั่งพรอมดวยอริยกันตศีล (มี"อธิศีล" ขั้นพระอริยเจาพอใจ) พรอมดวยสัมมาสมาธิ (มี "อธิจิต" หรือมี "สมาธิแบบพุทธ" ในปจจัยนี้ในเรื่องนี้แลว) และกิจกรรมที่ผูนั้นรวมทําอยูนี้ก็ไดชื่อวา เปนการแสดงธรรม เปนทานโปรดสัตว (คน)ในโลกอยูแทๆ ดวยการรวม (กับพระ) แสดง "การให-การเสียสละ" ใหเกิด-ใหมีอยูในโลกอยางสําคัญ (เปน"มหากิริยา" โสภณจิตอยางแทจริง ของประมัตถสัจจะ) เพราะโลกจะขาด "การให - การเสียสละ" ไมได!โดยเฉพาะใหดวยศรัทธา ดวยบูชาเคารพ การใหโดยไมมีการบังคับ และเปนการให ที่ไมตองการอะไรมาใหแกตนและ๑๐. ทายกทายิกาผูมี "การให" จนกระทั่งไมมี "การรับ" เปนที่หมดสุดนี้ ก็จะตองชื่อวาเปน "ประธาน" กอใหเห็น "การให-การเสียสละ" เกิด-มีอยูในโลกอยางสําคัญ ดวยผูหนึ่งทีเดียว เปน "สหกรณบิณฑบาต" ตัวสําคัญยิ่งสุดแลวบริบูรณ เพราะเปน "สหกรณขั้นโลกุตระ" คือสักแตวา รวมกันทําประโยชนขึ้นในโลก โดยวัตถุประสงคเพียงเพื่อใหมี "ความเกิด" ที่เปนรูปที่เปนแบบ เปนลีลาขั้น "มหากุศล"นี้ขึ้นมาแกโลก แกมวลชนจริงๆ สวนผูทําไมตอง "ไดรับ" อะไรตอบแทนเลย ก็ไดจริงๆก็ฉะนี้แหละ คือความหมดตัวหมดตน มันมี "ความเกิด" ดําเนินเปนไปอยูในจักรวัฏฏะ เปนธรรมดา เปน"มหาวิบาก" ของมหากุศลนี้ๆ เองเทานั้น เพราะผูรวมทําใหมีใหเปน ทั้ง "พระ" ทั้ง "ฆราวาส" นั้นตาง ก็สักแตวา"ทํา" ("กตัตตากรรม" ที่ประกอบดวยวิชชา)โดยปราศจากการ"ขอ"ปราศจากการ "อยากได" อะไรตอบแทนวางจากการยึดเอา ฉวยเอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน