ทุกข์ที่เลี่ยงได้และเลี่ยงไม่ได้เป็นเช่นไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข26 มีนาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ทุกข์ที่เลี่ยงได้และเลี่ยงไม่ได้เป็นเช่นไร _พรสิทธิ์ เจียรวรรณศิลป์ : กราบนมัสการพ่อครูครับ รบกวนสอบถามเกี่ยวกับเรื่องอาการทุกข์ (หากภาษาที่ผมเรียบเรียงมานี้ ซ้ำไปซ้ำมา หรือเข้าใจยาก ต้องขออภัยนะครับ) สอบถามดังนี้ครับ 1) ทำไมเราจึงจับอาการของทุกข์ได้ พ่อครูว่า…อันนี้ยิ่งใหญ่นะจับอาการของทุกข์ได้ยิ่งใหญ่ไม่ใช่ง่ายอาการของทุกข์ เพราะแม้แต่ทุกข์มันก็แยกออกเป็นทุกข์ทางกาย กายิกทุกข์หรือเจตสิกทุกข์ เป็นทุกข์ที่เลี่ยงได้กับเลี่ยงไม่ได้ เป็นระยะละเอียดลึกซึ้ง คนที่จะรู้ทุกข์จึงไม่ใช่คนธรรมดา ต้องมีจิตที่มีปัญญาแหลมคมเข้าใจชัดเจนในคำว่าทุกข์แล้วก็รู้ว่าทุกอย่างนั้นเป็นทุกข์ที่จะต้องแก้หรือเปล่า มันเลี่ยงไม่ได้แก้ไม่ได้พระพุทธเจ้าก็แก้ไม่ได้ในทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ 6 ชนิด ก.ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ 6 ชนิด (ทุกข์อันเกิดจากกาย) พระพุทธเจ้าก็แก้ไม่ได้ 1. สภาวทุกข์ของการเกิดแก่เจ็บตายพระพุทธเจ้าก็แก้ไม่ได้หนีไม่พ้น 2. นิพัทธ์ทุกข์ ทุกข์อยู่ในสังขารปรุงแต่งของชีวิตร้อนหนาวกระหายหิวกระหายปวดปัสสาวะอุจจาระ พระพุทธเจ้าก็ อั้นเอาไว้สิ ปวดปัสสาวะก็ไม่ต้องไปถ่ายมันก็ทุกข์ 3. อาหารปริเยฏฐิทุกข์ คือ ความทุกข์ที่ต้องทำงานต้องแสวงหาการงาน ต้องทำงาน ต้องมีกรรม เป็นทุกข์ที่ต้องทำกายกรรมวจีกรรม โดยเฉพาะมโนกรรมต้องทำงานมันเลี่ยงไม่ได้หากว่าคุณไม่ทำอะไรเลยเดี๋ยวมันก็ตาย ไม่ช้าหรอก กายก็ไม่ทำงาน วจีก็ไม่พูด คิดก็ไม่คิด ไม่ช้าหรอกเดี๋ยวก็ตาย อาหารคือเครื่องอาศัยที่ต้องแสวงหา แสวงหาอาหารมาเลี้ยงชีพแสวงหาการงานที่ต้องทำ หรือ 4. พยาธิทุกข์ ทุกข์เกิดจากอวัยวะเจ้าการทำงานไม่สมดุล ผิดปกติไป มันก็ต้องเจ็บปวด ป่วย ทรมาน อย่างนั้นอย่างนี้เป็นธรรมดา 5. วิปากทุกข์ เป็นวิบากที่คุณสะสมไว้ ไม่ว่าเก่าหรือใหม่

อ่านต่อ

มันถึงรอบก็ต้องทุกข์ ก็คุณทำเองและไม่รู้ก็ตาม คุณก็จะต้องเป็น เหตุปัจจัยพวกนี้มันต้องเกิดทุกข์เป็นผลของมัน 6. ทุกข์ขันธ์ ทุกข์ที่มีขันธ์ 5 นี้เป็นทุกข์นะ ภาราหเวปัญจขันธา ต้องเลี้ยงดูมัน ต้องดูแลมัน ต้องประคบประหงม ต้องหาอาหารมาเลี้ยงมัน มันจะต้องปวดขี้ปวดเยี่ยว ต้องไอ้นั่นไอ้นี่ มันต้องเป็นทาส คนเป็นทาสขันธ์ 5 นะ ปฏิบัติให้ตายก็พ้นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้นี้ไม่ได้พระพุทธเจ้าก็พ้นไม่ได้ ทุกข์ที่เลี่ยงได้ (เจตสิกทุกข์ อันสามารถดับเหตุได้แท้) 1. ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จรแห่งกิเลส คือ โศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เมื่อพรากจากคนที่รัก หรือพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นต้น) อันนี้ศึกษาให้ดีหมดอุปทานตัณหาได้ที่เราไปยึดถือเป็นความโศกเศร้าเสียใจเป็นความโทมนัส 2. สันตาปทุกข์ (ทุกข์ คือ ความร้อนเผาใจ อันนื่องมาจากกิเลสไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ แผดเผา) กิเลสคุณไม่หมดมีราคะโทสะโมหะมันก็ต้องเป็นทุกข์ ถ้ามันยังมีอยู่ไม่หมดไปจากจิตมากหรือน้อยมันก็ต้องทุกข์อยู่ทางนั้น 3. สหคตทุกข์ (ทุกข์ไปด้วยกันกับโลก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข) ความทุกข์ที่เกิดพร้อมกับลาภยศสรรเสริญสุข ได้ลาภยศสรรเสริญก็เป็นสุข ถูกนินทาว่าร้ายเสื่อมในลาภยศสรรเสริญก็ทุกข์ เป็นแฝดกันมันเป็นมายา เป็นจอมมายาหลอกคนอันนี้สุดยอดเลยสุขกับทุกข์เป็นมายาแฝดกัน ไม่มีใครสามารถรู้ได้ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้า อาการอย่างไรเป็นสุข อาการอย่างไรเป็นทุกข์ มันเป็นเรื่องมายาทั้งคู่ เมื่อผู้ใดที่รู้จริงแล้วอาการอย่างนี้เป็นสุข อาการอย่างนี้เป็นทุกข์ มันหลอกเรานะ มันไม่มีหรอกอาการทั้งสุขและทุกข์ มีแต่ความรู้ความจริงตามความเป็นจริงอย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดให้สั้นให้ง่ายแต่จะมีปัญญาญาณหยั่งรู้ความจริงที่เป็นอาการอย่างเดียวไม่สุขไม่ทุกข์นี้ที่เรียกว่า อุเบกขา หรือ อทุกขมสุข ภาษาก็รู้แล้ว แต่สภาวธรรมที่...คุณเอ๋ย..มันไม่ง่าย ยิ่งจะทำให้ได้แล้วจะรู้ความจริงที่เราทำได้อีก โอ้โห นะ แต่ไม่พ้นไปจากคน จะพยายาม ปฏิบัติประพฤติให้ถึงได้ ปฏิบัติได้ขอยืนยันถ้าไม่ปฏิบัติได้จริงเพราะคุณมาอยู่กับพวกอาตมาที่ปฏิบัตินี้ไม่ได้หรอกเพราะเราไม่ได้โอ๋โลกียเลยเราไม่มีโลกียมาบำรุงบำเรอเหมือนชาวโลกเลย เราก็อยู่ได้เบิกบานร่าเริงเบาสบายไม่ต้องฝืนทรมานทรกรรมอะไรสบาย สบม ทมด และอายุจะยืนด้วย อีกหน่อยนะอนาคตไม่ต้องห่วงเลย ใครอยากเห็นคนอายุยาวยืนมาดูได้ที่ชุมชนชาวอโศก นี่พูดล่วงหน้าไว้นะ อย่าให้หน้าอาตมาแตก ใครอยากจะเห็นคนอายุยาวยืนจำนวนมากมาดูที่ชุมชนชาวอโศกมีให้เห็น อาตมาพาทำมา 50 ปีนะ หากอายุ 100 ปีขึ้นเกินไปอีก 50 กว่าปีรับรองจะมีหลักฐานยืนยันใครจะอยู่อีก 50 กว่าปียกมือขึ้น อย่างน้อยอาตมาก็ถึงแน่อีก 50 ปี คนไม่กล้ายกมือยังไม่ประมาท ก็ไม่เป็นไรเราตั้งจิตตั้งใจตั้งความปรารถนาไว้ก่อนแล้วพากเพียรให้จริง 4. วิวาทมูลกทุกข์ (ทุกข์มีสงครามวิวาทะเป็นรากเหง้า) เกิดจากปัจจุบันเรานี่เองเพราะว่าทะเลาะวิวาทกัน หากว่าคุณทะเลาะวิวาทกันจะหาความสุขได้ที่ไหน มันเป็นทุกข์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นสุขทุกข์อย่างที่ว่ามันมีเหตุแยกย่อยอีกเยอะคุณพรสิทธิ์ตั้งใจศึกษาให้ดีๆอาตมาอธิบายไปทั้งหมด รายละเอียดต่างๆอาตมาก็ยังไม่บังอาจจะอธิบายให้ชัดเจนถ้วนเต็มในขณะนี้ได้ทั้งหมด ฝากไว้ก่อนโอฬาร _แต่หาสาเหตุได้ไม่ชัดเจนว่า ทุกข์จากอะไรกันแน่ครับ? ทั้งๆ ที่ในบางครั้ง เราก็จับอาการตัณหาได้ก่อน หรือว่า ถ้าเราปฏิบัติเจริญได้ขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะเริ่มเห็นตั้งแต่อาการตัณหา ก่อนที่มันจะเกิดเป็นอาการทุกข์ ได้เองมากขึ้นเรื่อยๆ (ตามหลักปฏิจสมุปบาทที่จะเกิดตัณหามาก่อน แล้วจึงเรื่อยไปจนเป็นอาการทุกข์) 2) อาการทุกข์ที่เกิดขึ้นมาในทันที โดยที่เราจับอาการตัณหาไม่ได้ก่อนนั้น จะเรียกว่า อาการทุกข์แบบที่เกิดมาทันทีนี้ เป็น “วิบากที่เราต้องรับ” ใช่หรือไม่ครับ? เพราะมันเหมือนกับว่า เราพยายามปรับใจให้ออกจากอาการทุกข์นั้นปรับยังไง ก็ปรับได้อยาก เหมือนกับว่า เราได้แต่รับรู้อาการทุกช์นั้นไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะหายไปเอง โดยที่แทบจะปรับใจอะไรไม่ได้เลย เป็นแต่ว่าในครั้งต่อไป เราก็จะทุกข์เพราะเหตุที่เราเองก็ยังค้นไม่ได้ชัดๆ นั้น น้อยลงไปเรื่อยๆ เอง ใช่ไหมครับ? ในทฤษฎีที่จริงแล้ว เป็นอย่างไรครับ เช่นว่า จะเป็นเช่นนี้หรือไม่ครับ คือว่า เราได้แต่รับรู้อาการทุกข์? เพราะทุกข์เป็นวิบากที่เราต้องรับ? 3) พ่อครูช่วยแนะนำให้อีกทีครับว่า เมื่ออ่านอาการทุกข์ในใจที่เกิดขึ้นได้แล้ว ควรปฏิบัติอย่างไรต่อกับอาการทุกข์นั้นครับ เช่นว่า อันดับแรกคือ รีบขจัดอาการทุกข์นั้นออกไปก่อน โดยที่ไม่ต้องหาสาเหตุ (ว่ายิงศรมาจากทิศใด) ใช่ไหมครับ? แล้วเราควรไปตามหาเหตุแห่งทุกข์ตอนไหนครับ? แล้วถ้าเราหาสาเหตุไม่ได้ชัดเจนควรทำอย่างไรครับ? พ่อครูว่า…อาตมาว่ามันตอบตายตัวไม่ได้หรอก จะเห็นความทุกข์ก่อนหรือตัณหาก่อนมันไม่เที่ยงหรอก ศึกษาไปตามขั้นตอนศีลสมาธิปัญญา ไปตามแต่ละเรื่องแล้วพยายามกำหนดหมายให้รู้ว่า อาการของเวทนาของความรู้สึกคืออย่างไร สัญญาคือ ธาตุจิตของเรามันเป็นตัวทำงานหน้าที่อะไร สังขารมันปรุงแต่งอย่างไร จนกระทั่งเป็นปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร เสร็จแล้วก็จบ เหลือแต่ทำไปก็จะเกิดการตกผลึกสั่งสมจิตที่ไม่มีบุญไม่มีบาป จิตที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขเป็น อเนญชาๆ เกิดสัมมาสมาธิ หรือ สมาหิโต นั่นแหละคือตัวสมาธิของศาสนาพุทธ คือผลจากความสะอาดของจิตที่ไม่มีกิเลสแล้วอย่างรอบด้าน จึงตกผลึกมาผนึกกันเข้า ควบแน่นกันเข้า เป็นจิตตั้งมั่น เรียกโดยศัพท์ของพระพุทธเจ้าว่า สมาหิตะหรือสมาหิโต อันนี้ คำว่าสมาหิตะหรือสมาหิโต อยู่ในเจโตปริยญาณ 16 เป็นคู่ อสมาหิตะหรือสมาหิตะ เป็นคู่ที่เกือบจะสุดท้ายแล้ว เป็นคู่ที่ 7 คู่ที่ 8 ก็เป็นวิมุติ อวิมุติ แม้แต่ใน เจโตปริยญาณ 16 ก็เป็นมาตรสำหรับตรวจสอบว่า จิตของเราเจริญขึ้นตามลำดับหรือไม่ จนกระทั่งถึงสูงสุดเป็นสมาธิกับวิมุติ ท่านเรียกสมาหิตะกับอสมาหิตะ ส่วนวิมุติ เรียกตามอันเดิมเขา อาตมาขอตอบรวมๆให้คุณพรสิทธิ์ฟังไปก่อนก็แล้วกัน

640326_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปัญญาแยกแยะนามรูปได้เป็นเช่นไร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน