ปัญญาแยกแยะนามรูปได้เป็นเช่นไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข26 มีนาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ปัญญาแยกแยะนามรูปได้เป็นเช่นไร พ่อครูว่า…ตอนนี้ก็เป็นเรื่องของที่อาตมาเตรียมมาพูด เพิ่งจะพริ้นท์มา จากหนังสือ รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไรเล่ม 4 ศาสนาพุทธประเด็นนี้ จึงยากมากๆที่จะให้คนไทยหรือชาวพุทธในทุกวันนี้มาปฏิบัติจิตใจให้เป็น“ความรู้-ความฉลาด”ที่เข้าขั้น“ปัญญา” ไม่ว่าจะในการ“ทำทาน” หรือปฏิบัติ“ศีล” ยิ่งเป็น“วิมุติ”นั้นปิดประตูได้เลย ทานจะมีผล หรือถือศีล ยิฏฐัง จะมีผลในสัมมาทิฏฐิ 10 นัตถิทินนังหรืออัตถิทินนัง นัตถิยิฏฐังหรืออัตถิยิฏฐัง ปฏิบัติไปแล้วไม่มีผลหรือมีผล คำว่ามีผลตรงนี้เป็นโลกุตระหรือไม่เป็นโลกุตระ แม้ผลเป็นโลกิยะก็ยังไม่ถือว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ หรือนัตถิหุตัง หรืออัตถิหุตัง จะแยกได้ว่าผลที่ได้มาจากการปฏิบัติทานหรือศีลก็ตาม จิตที่ได้ ท่านแปลหุตังว่าคือ สังเวยหรือบวงสรวงแล้ว ซึ่งเป็นสำนวนโบราณเหมือนกับคนเอาอะไรไปเซ่นไหว้เจ้าซีกุ้ย ก็กินเป็ดกินไก่ก็วิญญาณซีกุ้ยทั้งนั้น ถ้าหากเป็นวิญญาณเซียนก็กินมังสวิรัติแต่เอาเป็ดพะโล้ไก่ต้มไปสังเวยวิญญาณ ก็มีแต่วิญญาณซีกุ้ยมากิน ถ้าเป็นวิญญาณเซียน ท่านไม่ฉันเนื้อสัตว์ ไม่เสวย ท่านเสวยแต่ผลหมากรากไม้ พืชพันธุ์ธัญญาหาร แค่นี้ความรู้ในมวลมนุษยชาติก็ย่ำแย่แล้ว มันไม่ถูกไม่ตรง ฉะนั้นต้องเข้าใจผลอย่าว่าแต่ปฏิบัติ รูปธรรมเลย ยิ่งจิตจริงๆแล้ว จิตได้เป็นโลกุตระ ไม่ว่าจะทานก็ทำให้กิเลสออก ไม่ไปนรกไม่ไปสวรรค์ หรือปฏิบัติศีลก็จิตไม่ไปสร้างภพสร้างชาติไม่ไปนรกสวรรค์ หุตังแล้วจิตจริงๆ เมื่อคุณปฏิบัติทานกับศีลแล้วจิตใจของคุณไม่มีภพชาติเลยจริงหรือเปล่าได้หรือเปล่า ได้เป็นศีล 3 ข้อแรก เป็นหัวที่จะเข้าใจต้องปฏิบัติให้ตรงเลยเสร็จแล้วก็ไปเป็นข้อที่ว่ามันจะได้ถูกต้องหรือถูกต้อง สกุตทุกฎานัง จะผิดหรือถูก หรือไม่ดี ก็เกิดจากการกระทำ เป็นผลจากกรร

อ่านต่อ

มวิบาก ผลังวิปาโก เป็นผลจากการกระทำของเราทั้งสิ้นนี่คือสัมมา ส่วนมิจฉาก็ไม่เป็นอย่างที่พูดนี้ถ้าถูกต้องก็เป็นสัมมา โลกนี้ โลกหน้า (อยังโลโก ปโรโลโก) แค่โลกนี้โลกหน้าก็ยังอธิบายกันผิด โลกนี้คืออยู่ตอนนี้ ส่วนโลกหน้าก็บอกว่าคือการตายไปแล้วจิตก็ไปโลกหน้า เกิดมาใหม่จิตใจของเราจึงจะเป็นสวรรค์นิพพานเป็นนรก แล้วมันจะรู้ไหมนี่..เอามาพูดกันก็ไม่ได้ หากไม่เป็นทิฏฐกาละ ที่เป็นปัจจุบันมีตาหูจมูกลิ้นกายรับรองยืนยันกันได้หมดเป็นวิญญาณฐิติเดี๋ยวนี้จึงจะเป็นของพระพุทธเจ้า การที่ไปพูดโลกนี้และโลกหน้า โลกหน้าตายไปก็ค่อยว่ากันอีกที พระพุทธเจ้าท่านไม่สอนอย่างนี้เลย ที่จริงแล้วโลกนี้คือโลกียะ โลกหน้าคือโลกุตระที่พิสูจน์กันได้เดี๋ยวนี้เลย อยังโลโก ก็เป็นของคนทั่วไป สาธารณะ ใครๆก็มี ในโลกอย่างข้างหน้าโลกใหม่โลกอื่นที่ไม่เป็นอย่างนี้ ปโรโลโก แปลว่าโลกอื่นที่ต่างจากอันนี้ ที่มีอัญญธาตุ คุณจะพอเข้าใจไหมแล้วปฏิบัติจึงมีสภาวะปรากฏให้คุณรู้ว่า อย่างนี้เป็นจริงอย่างนี้ ธาตุรู้อันนี้เป็นของใครของมัน เป็นปัจจัตตังซึ่งไม่ง่ายเลยที่จะบอกแทนกัน ของใครของมันแต่มันตรงกันจริงๆเลยกับของอรหันต์ทุกองค์หรือของอารยะผู้ที่มีธาตุโลกุตระ ตรงกันหมด พูดกันรู้เรื่องเลย ไม่ใช่พูดกันอย่างโมเมๆ เป็น สัมโภคกาย ต่างคนต่างบริโภคร่วมกันแต่ไม่ได้มาสัมผัสต่างๆหูจมูกลิ้นกายหรอก แต่นี่สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ยืนยันอย่างโทนโท่ ทิฏฐกาละ ขณะนี้เลย ของพระพุทธเจ้าต้องเป็นปัจจุบัน ละเอียดครบพร้อมทั้งภายนอกภายในปัจจุบันนี้ เพิ่งจะลงมาออกรายการนี้ก็กำลังพิมพ์คำว่า ปัจจุบัน อยู่เลย มันก็สนุกมันก็น่าจะ อธิบายให้ฟังเหมือนมันไม่ยากมันไม่มาก แต่มันทั้งยากทั้งมากทั้งละเอียด ทานก็ตาม ศีลก็ตาม ยิ่งวิมุติแล้ว ปิดประตูเลยสำหรับคนมิจฉาทิฏฐิ เพราะความหมายของ“ปัญญา”ก็ยังรู้ไม่ถูกต้อง ยังไปเข้าใจว่าเป็นอย่างเดียวกันกับความฉลาด“เฉโก” ซึ่งมันไม่ใช่เลย นั่นมันแค่“ความรู้-ความฉลาด”ที่อยู่ในกรอบของ“ความรู้-ความฉลาด”ที่ชื่อว่า “เฉโก”ของ“โลกียธรรม”ที่ชาวเทฺวนิยม หรือเดียรถีย์ปุถุชนทั้งหลาย เขาต่างยังมีกันใช้กันอย่างนั้นอยู่ ผู้ที่“ทำทาน”แบบพุทธที่มี“วิชชา”ถูกตรงแท้จริง จะต้อง“ทำใจในใจของตน”ได้อย่างเป็น“วิชชา”ที่เกิด“ปัญญา”ได้ คือ ทำให้ใจในใจของตน”มี“อาการ”ของกิเลสลดลงหรือหมดไปได้สำเร็จจริงๆ ไม่สร้าง“ภพ” ไม่ก่อ“ชาติ”ขึ้นมาในจิตใจตน มีแต่จะเต็มไปด้วย“สติ”ตั้งใจ“ทำใจในใจของตน”ให้ไม่ก่อ“ภพ” ไม่เกิด“ชาติ”ชนิดที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงภาวะที่เป็น“ภพ-ชาติ”ว่า บริบูรณ์ด้วย“อาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศ”ถูกต้องชัดเจนถ่องแท้ แม้แต่ความเป็น“ชาติ”ที่มีภาวะเกิด“อาการว่าจะได้” อันคือ การก่อ“ภพ”แห่ง“ความหวัง”ขึ้นมาในใจ ที่บาลีว่า“สาเปกโข” “สาเปกโข”คือ จิตที่มี“ภพ”ของ“ความหวัง” หรือ“ชาติ”ซึ่งเป็น“อาการ”ของ“จิตที่หวังว่าจะได้” มักก่อเกิดขึ้นในจิตใจ พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างยอดเยี่ยมคนเดินทางไกลกันดารกินเนื้อสัตว์อีกแล้วไม่กินเนื้ออย่างอื่นนะกินเลี้ยงลูกด้วยมีสัตว์อื่นให้กินตั้งเยอะก็ไม่กิน อย่างนี้ต้องถามว่าคุณเป็นคนหรือเปล่า อุทาหรณ์ของพระพุทธเจ้าช่างซับซ้อนซึ่งทำไมโง่ดักดานไม่มีจิตใจดีอะไรเลย หรือแม้เป็นผัสสาหาร นี่คือวัวไม่มีหนัง คุณนึกดูสิ ลองไปถาม พันตำรวจโทรุ่งโรจน์เรืองฤทธิ์ไปบริจาคหนังให้เขาลอกไปช่วยคนไฟไหม้ที่ขาเสร็จแล้วมันก็เปลือย ถูกอากาศถูกจุลินทรีย์อะไรเข้ามาง่ายกับน้ำเหลืองน้ำไหลของผิวหนัง คิดไม่ออกเลย มันจะแสบทรมานทรกรรมปวดแสบขนาดไหนทั้งตัว เป็นวัวไม่มีหนังทั้งตัว แล้วเนื้ออยู่กับอากาศทั้งหมดมันจะเป็นอย่างไร ลองถอดผิวหนังดูสิ สุดอุทธาหรณ์เลย คนไม่รู้จักผัสสะ ทั้งๆที่มันทุกข์อยู่ แต่คุณก็ไม่รู้ว่ามันทุกข์ เหมือนวัวไม่มีหนังมันทุกข์อยู่ขนาดนั้นแต่คุณก็ยังไม่รู้ เหมือนยังกับโจรปล้นศาสนา พระราชาให้ไปฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มเช้ากลางวันเย็นมันก็ยังไม่ตาย เหมือนกันกับผัสสะไม่รู้จริงๆ นี่เอาหอกไปแทงไม่แสบเหมือนติดผิวหนังเลย แต่นี่หนังเหนียว อีกอันไม่มีหนังเลย สุดยอดอุทธาหรณ์เลย แม้อันที่ 3 ใครเขาจะช่วยให้ขึ้นจากหลุมถ่านเพลิง แต่แก่ก็มีแรงมากกว่า เอาคนสองสามคนนั้นลงหลุมถ่านเพลิงไปด้วยกันเลย หิ้วซ้ายขวา ก็สู้ไม่ได้ มันจะลงนรกทำไมมันแรงมากขนาดนี้คนจะลงนรก พวกคุณอย่างนั้นหรือเปล่า?...ไม่หรือ ให้มันจริงเถิดน่า

ซึ่ง“ภพ-ชาติ”นั้นเป็น“เหตุ”เป็น“ปัจจัย”ซึ่งกันและกัน ตามหลัก“ปฏิจจสมุปบาท 11 (พระไตรปิฎก เล่ม 4 ข้อ 1 เล่ม 16 ข้อ 5)” ก็ต้องมีความรู้ยิ่ง คือมี“ปัญญา” รู้ว่า “ภพ”เป็นยังไง? “ชาติ”เป็นไฉน นั่นคือ ต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“อาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศ”ของความเป็น“ภพ-ชาติ” จึงจะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง การทำ“ภพ” ทำ“ชาติ”ขึ้นมาในใจของตนว่า เป็นภาวะอย่างไร? แล้ว“ทำใจในใจของตน”อย่าให้เกิด อย่าให้มี“อาการ”นั้นๆ หรือ“นิมิต”นั้นๆในจิต ก็ต้องปล่อยวางจางคลายจากความเป็น“อาการ”เป็น“นิมิต”นั้นๆไปจาก“จิต”หรือจาก“ความมีอาการรับรู้”ใดๆเลย จึงจะเป็นการกำจัด“รูป”หรือ“อรูป”ของ“ภพ”ของ“ชาติ” ไม่มี“ภพ”ไม่มี“ชาติ” ในจิตใจได้เสร็จสัมบูรณ์ ฟังเข้าใจนะ เอาไปทำให้ตรงสภาวะให้ได้จริงๆ ในปฏิจจสมุปบาท อวิชชา สังขารวิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหาอุปาทาน ภพ ชาติ ก็ไล่ทวนไป เป็นอุปาทานก็คือยึด มืด ไม่รู้เรื่อง ยึดเป็นตัวกูของกูอยู่ตรงนี้ เมื่อเข้าใจอาการของชาติของพบนั้นมันมีแต่ยึดถืออุปทานซึ่งมันต้องมี 2 แล้วนะ ยึดไว้นี่ 2 แล้วนะ ยึดจนสนิทแน่นเป็น 1 เลยอุปาทานคือสังขารที่ปรุงแต่งเป็นอุปทานยึดถือไว้ ตีไม่แตก แยกไม่ออก เป็นเทวดาที่ยิ่งใหญ่ เป็นเทวที่ใครอย่าแตะ พระเจ้าเท่านั้นที่บอกได้ ถึงบอกได้ก็แยกไม่ได้ พระเจ้าจะให้เป็นอย่างนั้นนิรันดร มันปรุงแต่งเป็น 2 เป็น 3 แยกไม่ออก ปนกันเป็น 1 สนิท นี่คือเทวนิยม 1 ยิ่งใหญ่ๆ แต่แยกไม่ออก ห้ามแยกด้วย เป็นเรื่องของพระเจ้านะ แล้วพระเจ้ารู้ไหมก็เรื่องของท่าน พระเจ้ายืนยันว่า อย่าแยก พระเจ้ามีหน้าที่บอกอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นปิดประตูที่จะเจริญภูมิปัญญา เจริญธัมมวิจัย เจริญการรู้ที่มากมายหลากหลายที่จะแยกแยะอะไรออกไปได้ซึ่งมันจะต่างกัน ที่อาตมาอธิบายแยกแยะเทวนิยมกับอเทวนิยมมันก็ล่อแหลมเสี่ยงข่มเทวนิยม เทวนิยมที่ถือตัวถือดีก็จะเพ่งอาตมา อาตมาต้องมีวิบาก ไปห้ามเขาไม่ได้ เขาก็ติดใจชิงชังเกิดพยาบาท อาตมาก็จำนนต้องอธิบายสัจธรรม ไม่พูดก็อมพะนำ เพราะฉะนั้นมันต้องเป็นเราเป็นไงก็เป็นกันอาตมาจึงต้องยอมแม้ว่าจะมีวิบากกรรมอะไรก็ต้องอาศัยความจริงใจที่จะเสียสละ ความซับซ้อนอจินไตยนี้พระเยซูก็เสียสละอาตมาก็เสียสละ แต่อาตมาจะเป็นอย่างพระเยซูหรือไม่นี่มันจะซับซ้อน ถ้าหากอาตมาไปพูดอย่างนี้ในดินแดนโน้นนั้นเป็นแน่ อยู่ที่ในแดนอิสลามยิ่งเสร็จ ทางด้านคริสต์ก็อาจยาวยืนหน่อย อยู่ในพุทธนี่ก็พอรอดตัว

ดังนั้น ผู้ที่ยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงถึงขั้นมี“ปัญญา” ว่า ความเป็น“ภพ”เป็น “ชาติ”เป็นอย่างไร? มันก็ปฏิบัติธรรมของพุทธไม่ได้เพราะผู้ปฏิบัติไม่รู้จักรู้แจ้งอย่างสัมมาทิฏฐิในความเป็น“กาย”อันเป็น“นาม-รูป”ของ“วิญญาณ” อันเป็น“อาหาร(คือ เครื่องอาศัย)” 1 ใน 4 ของ“อาหาร 4”(พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 240) ผู้ที่แยกวิญญาณนามรูปได้แล้วพระพุทธเจ้าบอกว่าไม่มีอะไรที่จะศึกษาจากนั้น มันเป็นขั้วต้นของการรู้เลยในการรู้วิญญาณนำใครสามารถแยกวิญญาณแยกนามได้ไปรอด

640326_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปัญญาแยกแยะนามรูปได้เป็นเช่นไร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน