09 บท 5_200461_เอม.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Analytic Studies) เพื่อการเปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการตนเองภาวะสุขภาพ และค่า eGFR ของการรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (CKD) ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนการจัดการตนเองโดยกลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์วิถีธรรมร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้ป่วย CKD เลือกผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เข้าเป็นกลุ่มตัวอย่าง ได้จ านวนกลุ่มตัวอย่างที่เข้าเงื่อนไขกลุ่มที่ใช้แพทย์วิถีธรรมร่วมกับแผนปัจจุบันทั้งหมด 38 คน ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบที่รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน คัดเลือกโดยวิธีเปรียบเทียบปัจจัยต่างๆ เป็นรายคู่ (Matched Pair) กับกลุ่มที่ใช้ร่วมกันสองแนวทาง ได้แก่ ระยะการเป็นโรคไต เพศ และช่วงอายุ จ านวน 38 คน รวมกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาทั้งสองกลุ่มเป็นจ านวน 76 คน เครื่องมือการวิจัยมีลักษณะเป็นแบบสอบถามประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้ (1) ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย (2) แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเอง และ 3) แบบสอบถามภาวะสุขภาพ เครื่องมือแบบสอบถาม ส่วนที่ 2-3 ผ่านการทดสอบความตรงด้านเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และทดสอบค านวณค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (Index of Item Objective Conclusion : IOC) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามภาวะสุขภาพผู้ป่วย CKD แบบประเมินพฤติกรรมการจัดการตนเอง มีค่าอยู่ระหว่าง 0.70 ถึง 1.00 และหาค่าความเที่ยงในการใช้เครื่องมือโดยวิธี Cronbanch Alpha’s coefficient ของแบบสอบถาม ส่วนที่ 2 คือ ภาวะสุขภาพด้านกายและสังคมเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.76 ส่วนภาวะสุขภาพด้านใจใช้เครื่องมือแบบประเมินและแบบคัดกรองด้านสุขภาพจิตส
อ่านต่อ
าหรับบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลชุมชน (คลินิกโรคเรื้อรัง) ฉบับปรับปรุง ประกอบด้วยแบบประเมินความเครียด (ST-5) มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.47 ที่ระดับนัยส าคัญ 0.01 และส่วนที่ 3 แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเอง มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละค่า เฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ าสุดและค่าสูงสุดและวิเคราะห์การเปรียบเทียบด้วยสถิติ Independent Sample t-test ซึ่งมีสรุปผลการวิจัย การอภิปรายผลและข้อเสนอแนะของการวิจัย ดังรายละเอียดต่อไปนี้ สรุปผลการวิจัย 1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง 1.1 กลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน ลักษณะกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 60.53 มีอายุเฉลี่ยช่วง 61-70 ปี ร้อยละ 50.00 ปี มีสถานภาพคู่ ร้อยละ 73.68 การศึกษาสูงสุดอยู่ในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 92.11 อาชีพเกษตร ร้อยละ 34.2 รายได้ต่อเดือนต่ ากว่า 5,000 ร้อยละ 84.21 ช าระค่ารักษาโดยสิทธิบัตรสุขภาพถ้วนหน้า ร้อยละ 100.00 ค่าใช้จ่ายพอเพียง 94 ในการรักษาร้อยละ 92.11 ไม่ได้กู้ยืมเงินเพื่อใช้ในการรักษาร้อยละ92.11 โรคร่วมก่อนศึกษาเป็นโรคความดัน ร้อยละ 38.55 โรคร่วมหลังศึกษาเป็นโรคความดัน ร้อยละ 50.77 น้ าหนักก่อนศึกษาเฉลี่ย 61.84 กก. (SD = 14.46) น้ าหนักหลังศึกษาเฉลี่ย 60.85 กก. (SD = 13.66) น้ าหนักเพิ่มขึ้น ร้อยละ 55.26 ดัชนีมวลกาย (BMI) ก่อนศึกษาอยู่ระดับปกติ (18.50-22.99) ร้อยละ 28.95 หลังศึกษาอยู่ระดับอ้วนระดับที่ 1 (25.00-29.99) ร้อยละ 34.21 ระยะเวลาการเจ็บป่วยด้วยโรคไตเรื้อรัง 3-4 ปี ร้อยละ 36.84 ก่อนท าการศึกษาป่วยเป็นโรคไตระยะที่ 2 จ านวน 21 คน ร้อยละ 57.89 หลังการศึกษาเป็นโรคไตระยะที่ 3 จ านวน 20 คน ร้อยละ 52.63 ก่อนศึกษาค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) อยู่ในระยะ 2 (60-89%) ร้อยละ 55.26 หลังศึกษาค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) อยู่ในระยะ 3 (30-59%) ร้อยละ 55.63 การท างานของไต (BUN) ก่อนศึกษาระดับอยู่ในระดับปกติ (5-23 mg%) ร้อยละ 76.32 หลังศึกษาระดับอยู่ในระดับปกติ (5-23 mg%) ร้อยละ 52.63 การท างานของไต (Cr) ก่อนศึกษาระดับอยู่ในระดับปกติ (0.5-1.12mg./dl.) ร้อยละ 73.68 หลังศึกษาการท างานของไต (Cr) อยู่ในระดับปกติ (0.5-1.12mg./dl.) ร้อยละ 55.26 ความดันโลหิตก่อนศึกษาระดับอยู่ในระดับปกติค่อนไปข้างสูง (SBP 130-139, DBP 85-89) ร้อยละ 44.74 หลังศึกษาอยู่ในระดับปกติค่อนไปข้างสูง (SBP 130-139, DBP 85-89) ร้อยละ 44.74 ก่อนศึกษาระดับน้ าตาลในเลือด (FBS) อยู่ในระดับปกติ (70-126 mg./dl.) ร้อยละ 52.63 หลังศึกษาระดับน้ าตาลในเลือด (FBS) อยู่ในระดับปกติ (70-126 mg./dl.) ร้อยละ 52.63 ก่อนศึกษาระดับน้ าตาลสะสมในเลือด(HbA1c) อยู่ในระดับสูง (>6.5 %) ร้อยละ 28.95 หลังศึกษาระดับน้ าตาลสะสมในเลือด (HbA1c) อยู่ในระดับสูง (>6.5 %) ร้อยละ 44.74 ก่อนศึกษาระดับไขมัน Cholesterolอยู่ในระดับปกติ (100-200mg./dl.) 63.16 หลังศึกษาระดับไขมัน Cholesterolอยู่ในระดับปกติ (100-200 mg./dl.) และระดับสูง (มากกว่า 200 mg./dl.) ร้อยละ 50.00 ก่อนศึกษาระดับไขมัน Triglyceride อยู่ในระดับปกติ(35-160 mg./dl.) ร้อยละ 60.53 หลังศึกษาระดับไขมัน Triglyceride อยู่ในระดับปกติ (35-160 mg./dl.) ร้อยละ 63.16 ก่อนศึกษาระดับไขมัน HDL อยู่ในระดับปกติ (35-70 mg./dl.) ร้อยละ 81.58 หลังศึกษาระดับไขมัน HDL อยู่ในระดับปกติ (35-70 mg./dl.) ร้อยละ 78.95 และระดับไขมัน LDL ก่อนศึกษาอยู่ในระดับปกติ (น้อยกว่า 150 mg./dl.) ร้อยละ 94.74 หลังศึกษาระดับไขมัน LDL อยู่ในระดับปกติ (น้อยกว่า 150 mg./dl.) ร้อยละ 92.11 1.2 กลุ่มที่รักษาโดยแพทย์วิถีธรรมร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน ลักษณะกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่รักษาโดยแพทย์วิถีธรรมร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 78.90 มีอายุเฉลี่ยช่วง 61-70 ปี ร้อยละ 55.26 ปี มีสถานภาพคู่ ร้อยละ 73.68 การศึกษาสูงสุดอยู่ในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 84.21 อาชีพเกษตร ร้อยละ 44.74 รายได้ต่อเดือนต่ ากว่า 5,000 ร้อยละ 94.74 ได้ช าระค่ารักษาโดยสิทธิบัตรสุขภาพถ้วนหน้า ร้อยละ 92.11 มีค่าใช้จ่ายพอเพียงในการรักษา ร้อยละ 94.74 ไม่ได้กู้ยืมเงินเพื่อใช้ในการรักษาร้อยละ 100.00 โรคร่วมก่อนศึกษาเป็นโรคความดัน ร้อยละ 43.08 โรคร่วมหลังศึกษาเป็นโรคความดัน ร้อยละ 40.00 น้ าหนักก่อนศึกษาเฉลี่ย 59.80 กก. (SD = 12.12) น้ าหนักหลังศึกษาเฉลี่ย 58.48 กก. (SD = 12.76) น้ าหนักลดลง ร้อยละ 68.42 น้ าหนักก่อนศึกษาเฉลี่ย 61.84 กก. (SD = 14.46) น้ าหนักหลังศึกษาเฉลี่ย 60.85 กก. (SD = 13.66) น้ าหนักเพิ่มขึ้น ร้อยละ 55.26 ดัชนีมวลกาย (BMI) ก่อนศึกษาอยู่ระดับปกติ (18.50-22.99) ร้อยละ 28.95 หลังศึกษาอยู่ระดับปกติ (18.50-22.99) ร้อยละ 42.11 ระยะเวลา 95 การเจ็บป่วยด้วยโรคไตเรื้อรัง 3-4 ปี ร้อยละ 52.63 ก่อนท าการศึกษาป่วยเป็นโรคไตระยะที่ 2 จ านวน 21 คน ร้อยละ 57.89 หลังการศึกษาเป็นโรคไตระยะที่ 3 จ านวน 20 คน ร้อยละ 36.84 ก่อนศึกษาค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) อยู่ในระยะ 2 (60-89%) ร้อยละ 57.89 หลังศึกษาค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) อยู่ในระยะ 3 (30-59%) ร้อยละ 39.47การท างานของไต (BUN) ก่อนศึกษาระดับอยู่ในระดับปกติ (5-23 mg%) ร้อยละ 65.79 หลังศึกษาระดับอยู่ในระดับปกติ (5-23 mg%) ร้อยละ 73.68 การท างานของไต (Cr) ก่อนศึกษาระดับอยู่ในระดับปกติ (0.5-1.12mg./dl.) ร้อยละ 78.95 หลังศึกษาการท างานของไต (Cr) อยู่ในระดับปกติ (5-23 mg./dl.) ร้อยละ 86.84 ความดันโลหิตก่อนศึกษาระดับอยู่ในระดับปกติค่อนไปข้างสูง (SBP 130-139, DBP 85-89) ร้อยละ 42.11 หลังศึกษาอยู่ในระดับควรจะเป็น (SBP < 120, DBP<80) ร้อยละ 42.11 ก่อนศึกษาระดับน้ าตาลในเลือด (FBS) อยู่ในระดับต่ า (<70 mg./dl.) ร้อยละ 44.74 หลังศึกษาระดับน้ าตาลในเลือด(FBS) อยู่ในระดับปกติ (70-126 mg./dl.) ร้อยละ 52.63 ก่อนศึกษาระดับน้ าตาลสะสมในเลือด (HbA1c) อยู่ในระดับสูง (>6.5 %) ร้อยละ 28.95 หลังศึกษาระดับน้ าตาลสะสมในเลือด (HbA1c) อยู่ในระดับสูง(>6.5 %) ร้อยละ 36.84 ก่อนศึกษาระดับไขมัน Cholesterol อยู่ในระดับปกติ (100-200 mg./dl.) 63.16 หลังศึกษาระดับไขมัน Cholesterol อยู่ในระดับปกติ (100-200 mg./dl.) ร้อยละ 78.95 ก่อนศึกษาระดับไขมัน Triglyceride อยู่ในระดับปกติ (35-160 mg./dl.) ร้อยละ 55.26 หลังศึกษาระดับไขมัน Triglyceride อยู่ในระดับปกติ (35-160 mg./dl.) ร้อยละ 84.21 ก่อนศึกษาระดับไขมัน HDL อยู่ในระดับปกติ (35-70 mg./dl.) ร้อยละ 71.05 หลังศึกษาระดับไขมัน HDL อยู่ในระดับปกติ (35-70 mg./dl.) ร้อยละ 84.21 และระดับไขมัน LDL ก่อนศึกษาอยู่ในระดับปกติ (น้อยกว่า 150 mg./dl.) ร้อยละ 94.74 หลังศึกษาระดับไขมัน LDL อยู่ในระดับปกติ (น้อยกว่า 150 mg./dl.) ร้อยละ 94.74 2. ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วย CKD กลุ่มใช้แนวทางแพทย์วิถีธรรมร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันมีคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองอยู่ในระดับสูง (140.24±12.05) กว่ากลุ่มที่ใช้แนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน (109.71±11.22) แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 และ 3 3. ผลการเปรียบเทียบภาวะสุขภาพของผู้ป่วย CKD กลุ่มใช้แนวทางแพทย์วิถีธรรมร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันมีคะแนนภาวะสุขภาพอยู่ในระดับสูง (140.24±12.05) กว่ากลุ่มที่ใช้แนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน (109.71±11.22) และแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 และ 3 4. ผลการเปรียบเทียบอัตรากรองของไต (eGFR) ก่อนท าการศึกษาระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์วิถีธรรมมีกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 หลังการศึกษามีค่าเฉลี่ยแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 4 อภิปรายผลการวิจัย จากการศึกษาวิจัย เรื่องการประยุกต์ใช้หลักการแพทย์วิถีธรรมร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันส าหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (CKD) จังหวัดกาฬสินธุ์สามารถอภิปรายผลการวิจัย ได้ดังนี้ 96 1. พฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วย CKD ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังกลุ่มใช้แนวทางแพทย์วิถีธรรมร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันมีพฤติกรรมการจัดการตนเองอยู่ในระดับสูงกว่ากลุ่มที่ใช้แนวทางแพทย์แผนปัจจุบันซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระหว่างกลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันกับกลุ่มที่รักษาโดยแพทย์วิถีธรรมร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันมีคะแนนแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 3 สามารถอภิปรายได้ว่าเนื่องจากกลุ่มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่รักษาโดยแพทย์วิถีธรรมร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันได้รับการจัดกิจกรรมการให้ความรู้และฝึกทักษะทางด้านการจัดการดูแลสุขภาพตนเอง โดยทีมวิทยากร เจ้าหน้าที่สาธารณะสุขและจิตอาสาการแพทย์วิถีธรรม ภายใต้เครือข่าย รพ.สต. ต่างๆ ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ได้น าหลักการแพทย์วิถีธรรมไปประยุกต์ใช้ร่วมกับแนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน โดยมีการบรรยาย สาธิต แลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากตัวแบบที่เป็นบุคคลจริง การบรรยายสาธิตจากสื่อวีดีทัศน์ และมีการฝึกให้ปฏิบัติจริงร่วมกับวิทยากรผ่านค่ายคลินิกฟื้นฟูไตด้วยการแพทย์วิถีธรรม 3 วัน 2 คืน เพื่อให้ผู้ป่วยมั่นใจและมีประสบการณ์ว่าตนเองสามารถน ากลับไปปฏิบัติที่บ้านตนเองได้จริง นอกจากนั้นยังมีการติดตามผล ให้ค าปรึกษา แนะน า เมื่อผู้ป่วยน าไปปฏิบัติแล้วเกิดข้อสงสัยหรือมีปัญหาอุปสรรค โดยเฉพาะด้านอาหารสุขภาพที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ซึ่งมีโอกาสได้ศึกษาตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การเตรียม การปรุงให้มีรสชาติที่เหมาะสมกับภาวะร่างกาย จนถึงการรับประทานให้ถูกต้อง ซึ่งองค์ประกอบโดยรวมเหล่านี้มีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยกลุ่มใช้แนวทางแพทย์ วิถีธรรมร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันมีพฤติกรรมการจัดการตนเองอยู่ในระดับสูงกว่ากลุ่มที่ใช้แนวทางแพทย์แผนปัจจุบันสอดคล้องกับการศึกษาของเคอติน และแมพ (Curtin and Mapes. 2001 : 385) เกี่ยวกับแนวทางยุทธศาสตร์การดูแลสุขภาพในระยะยาวของผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกไต พบว่า การจัดการตนเองส่งผลให้ผู้ป่วยมีความพยายามในการปฏิบัติกิจกรรมการดูแลตนเอง และรับผิดชอบในการดูแลสุขภาพของตนเองร่วมกับทีมสุขภาพ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อน ควบคุมอาหาร ลดการใช้ยา ลดผลกระทบของโรคต่อการด าเนินชีวิตรวมทั้งสอดคล้องกับการศึกษาของอาราทร หล้าค ามูล และคณะ (2557: 41) ได้น าวิธีการดูแลสุขภาพตนเองด้วยลักการแพทย์วิถีธรรมมาประยุกต์ใช้กับแนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน ส่งผลให้ภายหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนที่น าวิธีการดูแลตนเองด้วยหลักการแพทย์วิถีธรรมมาพัฒนาพฤติกรรมการดูแลตนเอง เป็นผลให้พฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับงานวิจัยของ สุรดา โพธิ์ทอง (2554 : 74) ได้ศึกษาพฤติกรรมการจัดการตนเองในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจากเบาหวานเรื่องผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองและตัวชี้วัดทางคลินิกของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจากเบาหวาน มีพฤติกรรมการจัดการตนเอง ได้แก่ พฤติกรรมการควบคุมอาหาร พฤติกรรมการออกก าลังกาย พฤติกรรมการใช้ยา และภาวะสุขภาพด้านร่างกายโดยใช้ตัวชี้วัดทางคลินิกของกลุ่มทดลอง ภายหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สอดคล้องกับการศึกษาของแสงระวี มณีศรี (2553 : 1) เรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังพบว่า การดูแลรักษาที่เหมาะสมในผู้ป่วยกลุ่มนี้คือการชะลอการเสื่อมของไต ไม่ให้ด าเนินการสู่ระยะสุดท้ายอย่างรวดเร็ว ช่วยลดความรุนแรงของโรค และภาวะแทรกซ้อนที่ท าให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด 97 ซึ่งขึ้นอยู่กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเองทั้งสิ้น ดังนั้นกลยุทธ์ที่เหมาะสมจะน ามาใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง คือการจัดการตนเอง (Self-Management) ด้วยการพัฒนากิจกรรมหรือโปรแกรมที่เหมาะสม โดยปัจจัยการรับรู้ความสามารถในการควบคุมหรือการรักษาความเจ็บป่วย มีความสัมพันธ์สูงสุด (r = .558, p<0.01) และสอดคล้องกับการศึกษาของ โจ และคนอื่น ๆ (Joao, et al. 2014 : 2126) ได้ศึกษาผลของการออกก าลังกายต่อการป้องกันการอักเสบในผู้ป่วย CKD ด้วยการวิจัยเชิงทดลองเปรียบเทียบสองกลุ่ม แล้วติดตามผลเลือด ในช่วง 6 เดือน พบว่า กลุ่มที่มีการออกก าลังกายค่าผลเลือดของเม็ดเลือดขาวประเภทต่างๆ มีค่าสูงขึ้นและดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบที่ไม่ได้ออกก าลังกาย ดังนั้นการออกก าลังกายจึงมีส่วนลดการอักเสบของในผู้ป่วย CKD ได้นอกจากนั้นยังลดภาวะเสี่ยงการเป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจได้เช่นกัน 2. ภาวะสุขภาพของผู้ป่วย CKD ผู้ป่วย CKD กลุ่มใช้แนวทางแพทย์วิถีธรรมร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันมีภาวะสุขภาพโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับสูงกว่ากลุ่มที่ใช้แนวทางแพทย์แผนปัจจุบันซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนภาวะสุขภาพของผู้ป่วย CKD ระหว่างกลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันกับกลุ่มที่รักษาโดยแพทย์วิถีธรรมร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันมีคะแนนแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 4 สามารถอภิปรายได้ว่า เนื่องด้วยกลุ่มใช้แนวทางแพทย์วิถีธรรมร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันที่ผ่านค่ายคลินิกฟื้นฟูไตด้วยการแพทย์วิถีธรรมจะไม่ได้ได้รับการฝึกอบรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับด้านการดูแลสุขภาพกายของตนเองเท่านั้น แต่ยังได้รับองค์ความรู้ในการดูแลด้านจิตใจด้วยเทคนิกข้อที่ 8 คือ ใช้ธรรมะ ละบาป บ าเพ็ญบุญ เพิ่มพูนใจไร้กังวล โดยใจเพชร กล้าจน (2553 : 84) กล่าวว่า จิตใจมีผล อย่างมากต่อการเกิดความสุขหรือความทุกข์ควรฝึกลด ละ เลิกและหลีกเลี่ยง อารมณ์ที่ท าลายสุขภาพ/อารมณ์ที่เป็นพิษ ได้แก่ ความเครียดความ เร่งรีบ/เร่งรัด/เร่งร้อน ความกลัว ความวิตกกังวล ความไม่โปร่ง ไม่โล่ง ไม่สบายใจ ความไม่พอใจความมุ่ง ร้าย อาฆาต พยาบาท ความโลภ โกรธ หลง ยึดเกิน เอาแต่ใจตัวเอง เป็นต้น การท าใจไม่กลัวตาย ไม่กลัวโรค ไม่เร่งผล ไม่กังวล ท าให้ความเจ็บป่วยทุเลาได้เร็ว ในทางตรงกันข้าม การกลัวตาย กลัวโรค เร่งผล กังวล ท าให้ความเจ็บป่วยรุนแรงยิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และข้อที่ 9 คือ รู้พักรู้เพียรให้พอดี การเพียรพอดีพักพอดี จะท าให้พลังชีวิตเต็ม การเพียรน้อย/เกินพักมากเกิน พลังชีวิตก็ตก ท าให้เสียสุขภาพ การเพียรมากเกิน/พักน้อยเกิน พลังชีวิตก็ตก ท าให้เสียสุขภาพ ดังนั้น กิจกรรมทุกอย่างที่เป็นกุศลจึงควรรู้เพียรรู้พักให้พอดี ด้วยอิทธิบาท 4 จึงจะท าให้เกิดสุขภาพดีที่สุด สภาพร่างกายของแต่ละคนจะมีการแปรปรวนตลอดเวลาตามเหตุปัจจัยทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ดังนั้น ผู้ที่จะประสบความส าเร็จในการดูแลสุขภาพจึงต้องปรับสมดุลตลอดเวลาตามสภาพร่างกาย ณ ปัจจุบันนั้นๆ ให้อยู่ในสภาพสบาย เบากาย มีก าลังที่สุดเท่าที่จะท าได้ (ใจเพชร กล้าจน. 2553 : 85) ประกอบกับมีจิตอาสาซึ่งเดิมเป็นผู้ป่วย CKD ซึ่งมีทั้งผู้ที่หายป่วยจากโรค CKD ในระยะสุดท้ายและระยะอื่น ๆ ที่สามารถปฏิบัติแล้วมีร่างกายและจิตใจดีขึ้นมาเป็นแม่แบบ เป็นพี่เลี้ยง สนับสนุนให้ผู้ป่วยรายใหม่มีความตั้งใจ และเชื่อมั่นในการดูแลร่างกายด้วยตนเอง หลักจากผู้ที่มีสุขภาพดีขึ้นโดยส่วนใหญ่จะมีจิตใจเป็นจิตอาสาค่อยช่วยเหลือผู้ป่วยรายใหม่ไปเรื่อย ๆ จึงท าให้ผู้ป่วย CKD กลุ่มกลุ่มที่รักษาโดยแพทย์วิถีธรรมร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันมีระดับภาวะสุขภาพทั้ง กาย ใจ และสังคมสูงกว่ากลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งมีเพียงภาวะสุขภาพ 98 ด้านสังคมด้านเดียวที่อยู่ในระดับสูง เนื่องด้วยกลุ่มผู้ป่วย CKD ในระยะก่อนฟอกไต โดยส่วนใหญ่ยังสามารถประกอบกิจกรรมในชีวิตประจ าได้เป็นปกติจึงส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายในการปฏิบัติหน้าที่การงานทั้งส่วนตัวและกับสังคมในระดับไม่มากนัก ซึ่งระดับคะแนนภาวะสุขภาพด้านกายเกือบอยู่ในระดับสูงจึงมีเพียงปัญหาด้านจิตใจที่ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคประจ าตัว เป็นผลให้ปัญหาด้านจิตใจอยู่ในระดับปานกลางในกลุ่มใช้แนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของรวีวรรณ พงศ์พุฒิพัชร (2555 : ง) เรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนบ าบัดทดแทนไต พบว่า ปัจจัยด้าน เพศ อายุ อัตราการกรองของไต ปัจจัยด้านภาวะการท าหน้าที่ ทางกาย และปัจจัยด้านการรับรู้ภาวะสุขภาพโดยรวมไม่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิต โดยมีเพียงปัจจัยเดียวที่มีผลคือ ปัจจัยด้านภาวะซึมเศร้า แต่ในการศึกษาครั้งนี้ไม่พบว่าผู้ป่วย CKD ทั้งสองกลุ่มมีภาวะซึมเศร้า นอกจากนั้นสอดคล้องกับการศึกษาของใจเพชร กล้าจน (2558 : 362) ได้รวบรวมข้อมูล สุขภาวะของผู้ใช้การแพทย์วิถีธรรม ในผู้ป่วยกลุ่มโรคไตทั้งภาวะไตอักเสบเรื้อรัง และภาวะไตวายเฉียบพลันทั้งผู้ที่ได้รับการฟอกไตไม่ได้ฟอกไต จ านวนทั้งหมด 49 คน พบว่า ร้อยละ 69.39 มีภาวะสุขภาพดีขึ้น ร้อยละ 24.49 หายจากอาการป่วย และ ร้อยละ 6.12 ไม่มีผล ตามล าดับ นอกจากนั้นยังส่งผลดีต่อภาวะสุขภาพในผู้ป่วยกลุ่มโรคอื่น ๆ สอดคล้องกับการศึกษาของนิตยาภร สุระสาย (2558 : 167-170) เรื่องผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมเพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ต่อพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพและสุขภาวะของผู้ต้องขังหญิง เรือนจ ากลางนครพนมอ าเภอเมือง จังหวัดนครพนมพบว่ากลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มีสุขภาวะทางกายจากการตรวจสุขภาพและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ คือ ดัชนีมวลกาย ระดับความดันโลหิต ระดับน้ าตาลในเลือด ระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด เปลี่ยนแปลงเข้าหาเกณฑ์ปกติดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพ และดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ รวมทั้งยังส่งผลดีต่อ สุขภาวะทางจิตใจ และอารมณ์ โดยกลุ่มทดลองก่อนได้รับโปรแกรมมีจิตใจ อารมณ์ รู้สึกสูญเสีย สิ้นหวัง ท้อแท้ มีอาการแสดงอารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง ท าร้ายตนเอง ท าร้ายผู้อื่น เบื่อ เซ็ง เศร้า หงุดหงิด ว้าวุ่นใจ โกรธ และโมโหง่ายเมื่อไม่ได้ดังใจ หลังได้รับโปรแกรมกลุ่มทดลองสามารถปรับจิตใจ และอารมณ์ ยอมรับ ให้อภัย คลายความโกรธ สามารถประคองอารมณ์ของตนเองได้ ใจเย็นลง ความเครียดลดลง เลิกพฤติกรรมก้าวร้าว วางใจเป็น ไม่กังวล ไม่ฟุ้งซ่าน เปิดใจรับฟังความเห็นผู้อื่นสุข ส่วนด้านภาวะทางสังคม พบว่า ผู้ต้องขังขาดทักษะชีวิต เห็นผิดเป็นชอบ น าไปสู่การลงมือท าในสิ่งที่ผิดกฎหมาย หลังได้รับโปรแกรมกลุ่มทดลองมีแนวทางในการด าเนินชีวิตใหม่เมื่อพ้นโทษ มีแนวคิดที่จะน าความรู้เรื่องการแพทย์วิถีธรรมไปใช้ และถ่ายทอดให้กับคนอื่น ๆ ในสังคม และสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (ปัญญา) พบว่า กลุ่มทดลองก่อนได้รับโปรแกรมส่วนใหญ่มีภาวะวิกฤตในสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (ปัญญา) ใช้ชีวิตอยู่ในความประมาท โลภ หลง น าพาชีวิตไปสู่เส้นทางแห่งทุกข์ หลังได้รับโปรแกรมกลุ่มทดลอง ได้ฟังการบรรยายธรรมะ ได้ท่องบททบทวนธรรม ได้เห็นต้นแบบตัวอย่างของการคิดดี พูดดี ท าดี จากวิทยากรจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ได้เรียนรู้แนวทางการใช้ชีวิตพอเพียง เรียบง่ายพึ่งตนเองได้ โดยใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก ได้ใคร่ครวญชีวิต มองเห็น ความเป็นไปได้ในการใช้ชีวิตต่อไปเมื่อได้ กลับบ้าน ได้เรียนรู้เรื่องกรรม เข้าใจเรื่องกรรม และผลของกรรม สามารถยอมรับ ปล่อยวาง เข้าใจ 99 วิถีแห่งพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ตั้งใจใช้หลักธรรมน าชีวิตให้ก้าวเดินต่อไป รู้จัก ให้อภัยตนเอง และผู้อื่น ปล่อยวางเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต มีความมั่นใจในการปฏิบัติตาม ค าสอนในศาสนา ว่าจะน าพาไปสู่ความผาสุกในชีวิต มีความเชื่อว่า ท าดีได้ดี ท าชั่ว ได้ชั่ว นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีใจตั้งมั่นที่จะท าความดี เป็นคนดีของสังคม มีความคิดด้านบวกที่เห็นว่าตนเองสามารถเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นจากการท างานจิตอาสา เกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของการเป็นผู้ให้ และเสียสละแบ่งปัน 3. การอภิปรายผลของพฤติกรรมการจัดการตนเองต่อภาวะสุขภาพด้วยผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ 3.1 น้ าหนัก และค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เนื่องด้วยอาหารตามหลักการแพทย์วิถีธรรมเป็นอาหารที่ไม่มีผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ได้จากสัตว์ เน้นการรับประทานพืชผักผลไม้ และธัญพืชหลากหลาย ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงซึ่งเน้นเกลือเป็นหลักใช้ปริมาณแค่ 30 % จากที่เคยปรุงปกติและมีไขมันต่ า ซึ่งสอดคล้องกับหลักการทานอาหารในการดูแลสุขภาพของต่างประเทศ ที่เรียกว่า Low-Fat Plant Based Diet โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ทานอาหารที่ไม่มีผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ได้จากสัตว์ โดยทั่วไปจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Vegan ดังนั้นผลการศึกษาครั้งนี้จึงมีความสอดคล้องกับผลการศึกษาทางด้านสุขภาพในกลุ่ม Low-Fat Plant Based Diet และกลุ่ม Vegan โดยผลของการเปลี่ยนแปลงของน้ าหนัก และค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ในการศึกษาครั้งนี้ พบว่า กลุ่มที่รักษาโดยแพทย์วิถีธรรมร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยน้ าหนักลดลง จาก 59.80±12.12 เป็น 58.48±12.76 ส่วนใหญ่มีค่า BMI อยู่ในช่วงปกติ (18.50-22.99 ) ร้อยละ 42.11 ซึ่งลดลงกว่ากลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน โดยมีค่าเฉลี่ยน้ าหนักลดลง จาก 61.84±14.46 เป็น 60.85±13.66 ซึ่งส่วนใหญ่มีค่า BMI อยู่ในช่วงอ้วนระดับที่ 1 (25.00-29.99) ร้อยละ 34.21 แต่ไม่พบผู้ที่มีน้ าหนักเพิ่มผิดปกติด้วยอาการบวบน้ า ในกรณีที่ไตไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้ในทั้งสองกลุ่ม ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ เทอเนอ และคนอื่น ๆ (Turner et al. 2017 : 369) ศึกษาเรื่องการป้องกันและบ าบัดโรคอ้วนด้วยอาหารเน้นพืช (Plant-Based Diet) พบว่า ผู้ทานอาหารแนวนี้มีอัตราเสี่ยงเป็นโรคอ้วนลดลง 7% (95% CI : 0.88-0.99) และมีน้ าหนักลดลงเฉลี่ย 2.02 กก. เมื่อมีการเปลี่ยนมาทานอาหารแนวนี้ ส่วนในกลุ่มที่ทานเนื้อสัตว์จะมีน้ าหนักเพิ่มขึ้น 250 กรัม/วัน ถึง 2 กก. ภายในช่วง 5 ปี (95% CI : 1.5-2.7 กก.) รวมทั้งสอดคล้องกับการศึกษาของ กาเบลล์ และคนอื่น ๆ (Gabrielle et al. 2015 : 350) เรื่องการเปรียบเทียบประสิทธิผลของอาหารเน้นพืช (Plant-Based Diet) ต่อการลดน้ าหนักด้วยการเปรียบเทียบ 5 กลุ่มต้องทานร่วมกับ Plant-Based Diet คือ (1) vegan (2) มังสาวิรัติ (3) ไม่ทานเนื้อสัตว์ยกเว้นทานปลา ไข่ และนม (4) ทานเนื้อสัตว์บางครั้ง และทานปลา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive