สุริยเปยยาลทั้ง 7 ต้องมาก่อนมรรคมีองค์ 8.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข1 ธันวาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

สุริยเปยยาลทั้ง 7 ต้องมาก่อนมรรคมีองค์ 8 พ่อครูว่า... สรุปอีกทีเป็นเบื้องต้น ว่า ถ้าไม่มาเรียนกับผู้รู้ มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีหรือสัตบุรุษ เราไม่มีพระพุทธเจ้าก็มีสัตบุรุษประกาศตัวประกาศตนอยู่ หรือ ผู้มีสัมมาทิฏฐิ อยู่ในฐานะครู ก็มีอยู่ ไม่สิ้นไร้ไม้ตอกในยุคนี้ ถ้าแสวงหาก็มาพบคบคุ้น ศึกษาตาม ปฏิบัติตาม ก็จะเจริญขึ้นตามลำดับ แม้แต่แค่ สุริยเปยยาล 7 คือ คบหาหมู่กลุ่มได้รับฟังธรรมะ ก็จะเกิดปฏิบัติศีล พอมาสู่หมู่กลุ่มของชาวพุทธ จะพาปฏิบัติศีลเป็นหลักต้นเลย พอปฏิบัติศีลไปแล้ว อย่างคุณแสงสว่าง(ภู)ว่ามา ก็จะรู้สึกว่าโอ้โห.. ดีจังเลยในการปฏิบัติศีล เรามองข้าม เราไม่รู้คุณค่าของศีลที่ยอดประเสริฐ สุริยเปยยาล ข้อที่ 2 ก็จะเห็นค่าของการมี ศีล ข้อที่ 3 ก็ตามมาเลย แหม เราไม่เข้าใจตามพระพุทธเจ้าที่สอน ว่า ศีลนี่แหละ ในจรณะ 15 เป็นข้อที่ 1 เป็นข้อหลักเลย แต่เราไม่เข้าใจเรื่องศีลเลย ไปเป็น สีลพตุปาทาน ไม่ต้องพูดเลยถึง สีลัพพตปรามาส ไปวัดฟังเทศน์ รับศีล มะยังภันเตวิสุงวิสุง ดีไม่ดีถูกหลอกให้ทำทาน เสียเงิน พระบอกว่ามาทำงานศาสนา แต่ตนเองเอาพลเมือง เอาประชาชน เอาบริวารเป็นเหยื่อ ไอ้นี่ก็ซับซ้อน บาปกินหัวกันไม่รู้ตัว เป็นกรรมวิบากซับซ้อนเยอะ ไม่ลงลึกเดี๋ยวจะแวะไปหามหาบัว เพราะท่านซับซ้อนหลอกคนได้สนิทชั้นสูง ได้โอกาสใหญ่ก็เลยหลอกซ้ำซ้อน จนกระทั่งตัวเองกล้าประกาศว่าตัวเองเป็นอรหันต์ อาตมายังนึกไม่ออกเหมือนกันว่า ท่านรู้ตัวจริงๆว่าท่านไม่เป็นอรหันต์หรอก แต่ท่านไปหลงตัวเอง ดูถูกคนอื่นว่าโง่หมด ไม่มีใครรู้หรอก ข้ารู้ ก็ประกาศตนว่าตนหลุดพ้น ไม่กล้าประกาศตรงๆว่าเป็นอรหันต์ พูดแต่ว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ไม่กล้าพูดตรงๆทีเดียวหรอก ดูเหมือนไม่ได้ประกาศว่าตนเป็นพระอรหันต์อย่างโพธิรักษ์ อร

อ่านต่อ

หันต์เป็นอย่างไรอธิบายไม่ออกหรอก ก็เลยพูดข้ามๆไปว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ก็ไม่ต้องอธิบายไง ฉลาดเฉโก ฉลาดหลอกอีก ถ้าประกาศว่าเป็นพระอรหันต์เขาก็จะถามว่าพระอรหันต์เป็นอย่างไร แต่บอกว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย คนก็ไม่รู้จะถามต่ออย่างไร จะไปถามว่าเกิดอีกหรือไม่เกิดอย่างไรก็ไม่ต้องถามเพราะท่านไม่เกิดอีก นี่ฉลาดหาภาษาคำลวงคำหลอก เปิดเผยไปก็จะชัดเจนทุกอย่าง แม้แต่พยัญชนะก็รู้ ถ้าประกาศว่าตนเองเป็นอรหันต์มันจะยากแต่ประกาศว่าตนเองชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ก็ค่อยยังชั่ว แต่ก็ชั่วอยู่ดี คนจนที่เป็นโลกียะ อยากรวยอยากได้แต่มันจำนน หาธนบัตรมาให้ตัวเองไม่ได้ หาเพชรนิลจินดาของที่โลกเขานับถือว่าต้องมีเยอะแยะมาสะสมให้ตัวเองให้เยอะๆไม่ได้ ข้อใดเป็นคนจน ก็ไม่ผิดถูกต้องทีเดียว มันไม่มีมากนี่แหละคือคนจน แต่ที่นี้โลกุตระนั้น คนจนไม่ต้องมีมาก ไม่มีมากจริงๆด้วย เป็นคนไม่ต้องไปสะสมธนบัตร ไม่ต้องไปสะสมเพชรนิลจินดา สะสมอย่างที่โลกเขาว่า ไม่ต้องจริงๆด้วย แล้วอยู่ได้มั้ย เพราะมันต้องมีหมู่ มีกลุ่ม มีมิตรดีสหายดี มีสังคมสิ่งแวดล้อมดี มีสัปปายะ 4 ซึ่งเดี๋ยวนี้ทุกวันนี้ก็มีตัวอย่างแล้ว ชุมชนชาวอโศกเป็นต้น มันยืนยันได้เลยว่านี่ ชุมชนคนจน เพราะฉะนั้นคำว่าคนจนนี้ แม้แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ยืนยันว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ท่านขยายความไม่ได้อย่างอาตมาเท่านั้นเอง มันไม่จนเพราะท่านก็ขยันทำงาน เหมาะสมกับฐานะของท่าน ทรงงานเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนติดดินที่ยิ่งใหญ่มาก นัยยะที่จะต้องขยายความโลกุตรธรรมที่ละเอียดก็เป็นหน้าที่ของอาตมา ท่านสวรรคตไปตอนอายุ 89 ปี อาตมาก็ไล่ๆแล้ว กำลังจะไป 88 ปีเต็ม มิถุนายน 65 ก็อายุ 88 ปีเต็ม ก็ไล่ไปหา 89 ถ้าอาตมา 89 เท่าๆกับท่าน ท่านอายุไม่ถึง 89 ก็นั่งวีลแชร์แล้ว แต่อาตมายังไม่มีท่าทีว่าอาตมาจะนั่งรถวีลแชร์ ยังไม่น่าจะนั่งวีลแชร์ แต่ก็ประมาทไม่ได้ พูดไปจะหาว่าประมาท เอา แสงอรุณ 7 นี้ก่อน เมื่อกี้ว่าศีลแล้ว มาปฏิบัติศีลแล้วจะเห็นอย่างคุณแสงสว่าง โอ้โห มันทำให้เจริญอย่างนี้เอง ทำให้เกิดพัฒนาการแก่ตัวเองอย่างชัดเจนอย่างนี้เอง ก็เกิดฉันทะสัมปทา ตามมา เดี๋ยวคุณแสงสว่างจะรู้เรื่อง อัตตา ต่อจาก ฉันทะสัมปทา อัตตสัมปทา คนจะรู้จักอัตตา ไม่ใช่เรื่องตื้นๆ คนจะรู้จัก อัตตา คือคนจะรู้จัก สักกะ จะต้องรู้ กายะ ต้องมีความเข้าใจเรื่อง สักกะ กายะ ต้องพ้นความไม่รู้ ความงง ความสงสัยในเรื่องของ สักกะ กับกายะ สักกะคือตนเอง กายะคือสภาพ 2 สภาพคู่ รูปนาม อีกเยอะ กายะ อาตมายังจะขยายความไปอีกเยอะ ในคำว่า กาย ผู้ที่สามารถจะชัดเจนสัมมาทิฏฐิในคำว่า กาย แล้วก็ตน อัตตา ตน อยู่ที่ตนเอง ไม่ได้ไปมัวแต่ไปมองเพ่งคนอื่น มัวแต่ไปมองเพ่งพยัญชนะบัญญัติภายนอกหมดเลย ให้เอาถึงจิตเจตสิกรูปนิพพานของตัวเองเลย มันต้องลึกเข้าไป อ่านอันนั้นออกจริงๆ เห็น อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ของอาการจิต ต้องลึกเข้าไปถึงขั้นอาการของจิต แล้วเวลาจะกระทบสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วเกิด อาการ เกิดอาการทางกายในองค์ประชุมจากนอกมาหาใน คือกายในกาย แล้วก็จะเลื่อนไปหาจิตเจตสิก คือเวทนา คุณก็จะต้องอ่านตามพวกนี้รู้ทันเลยรู้ตามเลย จนกระทั่งรู้จัก กาย มันเปลี่ยนจากรูปนาม มาหาความรู้สึก กาย ก็เป็นจิต มีความรู้สึกอยู่ในนั้น แต่ยังชี้บ่งความหมายที่หยาบภายนอกก่อน พอมาถึงเวทนาก็เกิดความรู้สึก จนเต็มเวทนา พระพุทธเจ้าก็ขยายเวทนาไปถึง 108 รู้เวทนาแล้ว ในเวทนาแยกแยะเจโตปริยญาณ 16 ออก ก็คือ จิตในจิต แยกออก และก็จัดการ เรียกว่า ธรรมในธรรม โลกียะเป็นอย่างนี้ กิเลสเป็นอย่างนี้ อกุศลเป็นอย่างนี้ กุศลเป็นอย่างนี้ บาปเป็นอย่างนี้ บุญเป็นอย่างนี้ บุญคือพลังงานที่อาตมาขยายความ ซ้อน เป็นพลังงานจิตที่เราทำใจในใจเป็น นี่คือตัวที่ 7 พูดทิ้งเอาไว้ ให้เข้าใจว่า แสงอรุณ 7 ตัวโยนิโสมนสิการเป็นตัวที่ 7 กว่าจะถึงการทำใจในใจเป็น กว่าคุณจะทำใจในใจของคุณเป็น ถูกสักกายะของคุณจริงๆ ถูกต้องลงไปถึงที่เกิด โยนิโส ไม่ใช่เรื่องตื้น แยบคายถ่องแท้เลยก็แล้วแต่ ถึงที่เกิดอะไรเกิด กิเลสเกิดจิตเกิด บาปเกิดทำให้บาปหายไปบุญเกิด แต่มันไม่เกิดหรอก เพราะว่าบุญเป็นตัวทำลายตัวเดียว บุญ พลังงานที่ฆ่าอย่างเดียว แล้วมือเพชฌฆาตมือที่ 4 ด้วย ฌาน เป็นเพชฌฆาตมือที่ 1 2 3 ฆ่าๆๆๆ เพื่อความแน่นอน มือที่ 4 ลงอีก ที่จริงตายไปแล้ว คือ มือที่ 3 เรียกว่า ฌานที่ 3 มันสงบแล้ว จิตเป็นเอกกัคคตา มันกิเลสตายแล้วสงบแล้ว แต่เพื่อความแน่ชัดจริงๆ จึงได้มีเพชฌฆาตมือที่ 4 คือฌานที่ 4 ตัดอีกที ทั้งๆที่คอมันขาดแล้ว ไปตัดที่หัวที่ตัวก็แล้วแต่ ไปสับให้แหลก เดี๋ยวหัวกับตัวมันจะมาต่ออีก ต้องสับให้แหลก ทำให้มันตายสนิทแน่นอน ตายอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) อาตมาว่าอาตมาอธิบายธรรมะละเอียดลออต่างๆนาๆ พวกคุณฟังมาจนกระทั่ง หูเปียกหูแฉะไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นจนกระทั่งสุดท้าย ชัดเจนรู้จัก อัตตา มาไล่ ตั้งแต่ยินดี แล้วมาเรียนรู้อัตตา อ๋อ.. อัตตา มี 3 “ในพระไตรปิฎกชุดสยามรัฐ มีขยาย อัตตาไว้ที่ โปฏฐปาทสูตร มีอัตตา 3 โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา 1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 3. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) . (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 302)”

ฆ่ากิเลสชั้นนอกชั้นกามแล้วเหลือข้างใน ข้างนอกตายจริงๆ ตายไม่เกิดอีก ตายหายไป ไม่ใช่ไปลืมไปจัดการข้ามหัวมันมา แล้วก็มานั่งหลับตาเอาภายใน ซึ่งมันไม่ใช่ อันนี้ก็บอกพวกหลับตาปฏิบัติว่าเลิกเถอะ คุณไปข้ามขั้นอย่างนั้นมันผิด ผิดจริงๆเลย มันเป็นไปไม่ได้ บอกไปเลยว่าเลิกได้เลยหลับตาปฏิบัติ เข้าช่องนี้อีกแล้ว เดี๋ยวแทงด้วยหอกร้อยเล่มอีก นี่ตอนเย็นนะ นี่เริ่มหอกดอกที่ 1 แล้วจะถึงร้อยดอกหรือไม่ บอก หลับตานี้เลิกได้จริงๆ การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าหลับตาเป็นการใช้ เตวิชโช ใช้ในการที่จะตรวจสอบธรรมะต่างๆบ้าง หรือพักผ่อน หรือคุณจะหลับตาทำพลังงานทำแบบเล่นฤทธิ์เล่นเดช ซึ่งมันไม่ใช่ของพุทธ พุทธก็รู้แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่เอา เอาแต่อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (สอนวิชชา๘ เป็นปัญญาสัมปทา) พระองค์ทรงเห็นโทษภัยจึง อึดอัด(อัฏฏิยามิ) ระอา(หรายามิ) เกลียดชัง(ชิคุจฉามิ) ในอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์ แต่ทรงยกย่องให้สอน ให้ทำใจ ให้เข้าถึงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (เกวัฏฏสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 339-341)

เพราะฉะนั้นเมื่อเรียนรู้อัตตาได้แยกได้ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา จัดการกับอัตตาได้ตั้งแต่หยาบก่อนไปถึงกลาง มันหมดแล้วอยู่เหนือมันแล้ว มันก็มีอยู่นั่นแหละอัตตาในโลกแต่เราอยู่เหนือ ครอบงำมันได้แล้ว อนุปคัมมะได้แล้ว มีพลังงานอยู่เหนือมันเด็ดขาดมีอิทธิพลเหนือมันได้ มันก็มีอยู่ในโลกของมัน เราก็รู้ก็เห็นกับมัน เข้าใจอัตตา 3 ได้แล้ว จึงถึงขั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ พ้น สักกายทิฏฐิ แม้พ้น สักกายทิฏฐิ ตรงนี้แล้วก็ต้องไม่ประมาท ในสุริยเปยยาล ข้อที่ 6 ทบทวนตั้งแต่เริ่มต้นเข้าไปฟังมิตรดีสหายดี ผู้รู้ จนเข้าใจดี ปฏิบัติเข้าใจให้ ศีล อธิศีล มีปัญญา วิมุติ ยิ่งปราบอัตตาเราได้เรื่อยๆ ทิฏฐิก็ยิ่งสัมมาไปเรื่อยๆ เราก็ยิ่งรู้ว่าเราต้องไม่ประมาทนะ ก็จะยิ่งไม่ประมาทใหญ่เลย แม้กิเลสที่มีประมาณน้อย ก็จะไม่ประมาท แม้กิเลสมีประมาณน้อย ไล่มาจนกระทั่ง จึงจะโยนิโสฯ หรือทำใจในใจเป็นโยนิโสฯ หรือทำใจในใจถูกต้องสัมมาทิฏฐิ ลงไปถึงที่เกิด นั่งหลับตาเขาก็ทำใจ เขาก็มนสิการแต่เขาไม่โยนิโส ไม่ถ่องแท้ ไม่ถูกต้อง ไม่ลงไปถึงที่เกิด มีแต่ทับถมกดข่ม มีแต่สมมุติใหม่ สร้างภพชาติใหม่ นั่งหลับตาจะมีอนาคตและอดีตอยู่เท่านั้นแหละ อดีต 18 อนาคต 44 ไล่ลงไปก็จะละเอียดลงไปอีก เพราะฉะนั้นการจะทำใจในใจเป็น ถึงไม่ใช่เรื่องตื้น อันที่ 7 โยนิโสมนสิการ คุณจะต้องมีสุริยะเปยยาลทั้ง 7 นี่ก่อน คุณจึงจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 นี้ได้ เห็นความสำคัญซับซ้อนลึกซึ้งพวกนี้ไหม ท่านเทียบว่า คุณต้องเห็นแสงอรุณทั้ง 7 ก่อน แล้วคุณจึงจะเห็นพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาให้เห็น ถ้าคุณไม่เจอแสงอรุณทั้ง 7 ก่อน คุณจะไปเจอพระอาทิตย์เลยคุณก็ลัดตัด ไม่ใช่ตื่นสายนะ แต่ไม่ถูกต้องตามสัจธรรมเลย เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเห็นพระอาทิตย์ก่อนที่คุณจะเจอแสงอรุณไม่ได้ แสงอรุณก็มีรายละเอียดถึง 7 ข้อ เห็นไหมว่า มันไม่ใช่เรื่องตื้นๆเขินๆเลย ธรรมะพระพุทธเจ้า จริงๆพูดแล้วเดี๋ยวจะกลายเป็นท้อ เพราะดูเหมือนยากๆ ชาตินี้ไม่เอา อย่าทำอย่างนั้น ให้พักผ่อนอย่าท้อ พบแล้ว คุณจะเข้ามาได้เล็กได้น้อยก็ตาม อยู่กับมิตรสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี มันเป็นกุศลยิ่งนักแล้วที่ได้พบ ธรรมดาคนในโลก 7 พันล้าน ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีประชากรน้อยกว่าศาสนาใหญ่ๆทั้งนั้น ศาสนาใหญ่ๆก็มีมากกว่าทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นฮินดู คริสต์ อิสลาม ซิกข์ แต่ชาวพุทธมีจำนวนน้อยกว่าเพราะว่ามันยากมาก แม้แต่จะมาเป็นพุทธโดยทะเบียนโดยบารมี โดยวิบาก อะไรต่ออะไรบ้างแต่ไม่เอาถ่าน เพราะฉะนั้นคนที่มาสัมผัสมาเจอแล้ว มันเป็นกุศลของเราแล้วหนอจริงๆนะ 641201_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจน 2 แบบ คนจนอวิชชากับคนจนโลกุตระ ตอน1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน