สภาพที่เป็นปัจจุบันธรรมต้องมีธรรมวิจัย.docx
เนื้อหาในไฟล์
สภาพที่เป็นปัจจุบันธรรมต้องมีธรรมวิจัย _สู่แดนธรรม… วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก การที่เราไม่ได้จดจำอะไรที่เกิดไปเมื่อปัจจุบันผ่านไป เป็นอาการที่เราอยู่กับปัจจุบันสั้นเกินไป ใช่รึเปล่าครับ พ่อครูว่า...ไม่ใช่ แต่คือผู้ที่ไม่มีโพชฌงค์ 7 ไม่มีสติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ เราอยู่กับปัจจุบัน ปัจจุบันมันสามารถที่จะทำให้เรามีตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบรู้อยู่ เป็นสามัญปกติ ลืมตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะ กระทบภายนอก จิตก็กระทบภายใน ก็จะเกิดอย่างนี้เป็นปกติกับมนุษย์ทุกคน ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า ก็ไม่มีโพชฌงค์ 7 ไม่มีสัมโพชฌงค์ ไม่มีสติที่จะจัดการกับสติ ให้เป็นสติปัฏฐาน พิจารณาคู่กายที่เรียกว่าภายนอกภายใน เป็นสภาวะ 2 ต่างๆเสมอ แล้วมันก็จะมีสภาวะ 2 เปรียบเทียบให้รู้ๆ ก็วิจัยธรรมวิจัย ทุกปัจจุบัน ทุกวินาที ทุกเศษเสี้ยวของวินาที เราก็จะสามารถเก่ง ธรรมวิจัยได้เก่ง และวิจัยได้ออกว่า สภาพ 2 ทุกอย่างจะเกิดสภาพ 2 ให้เราตัดสิน วิจัย ตัดสิน เอา 1 ที่ดี เสมอ มันจะเป็นเช่นนั้นเสมอ ไม่เที่ยง 2 สภาวะเมื่อกี้นี้เมื่อมาถึงปัจจุบัน เมื่อกี้นี้ดีกว่ามันก็เป็นไปก็เป็นได้ สู่แดนธรรม... แสดงว่า ความกว้างของมัน จะครอบคลุมไปสู่อดีต พ่อครูว่า... ธรรมะพระพุทธเจ้าจึงถือความจริง อยู่ที่ปัจจุบันเรียกว่า ทิฏฐธรรม เรียกว่าปัจจุบันชาติ แปลเป็นภาษาไทยเต็ม ทิฏฐธรรม แปลว่าปัจจุบันชาติ แปลว่าการเกิดอยู่ในปัจจุบัน ผ่านการเกิดนี้ไปก็ไม่ใช่ปัจจุบันแล้ว ในขณะที่เรามีธาตุรู้เป็นตัวเรา แล้วก็รู้สัมผัสอะไรเป็นสภาพ 2 ทำให้เราเกิดวิจัยได้ คนที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะพุทธเจ้าก็ไม่ได้เกิดสัมโพชฌงค์ ทั้งๆที่รู้ว่าเรามีสติสัมโพชฌงค์ แล้
อ่านต่อ
วเราต้องมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ เราจึงจะเป็นผู้รู้ดีในสิ่งที่ดี ทุกคู่ ทุกสภาพ 2 สู่แดนธรรม... ต้องเลือกสิ่งที่ดีจาก 2 อันนั้นใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... อะไรควร อะไรไม่ควร ท่านไม่ใช้คำว่าดี เลือกเฟ้นแล้วก็ประมาณเอา เรียกว่ามีสัปปุริสธรรม 7 เลือกได้ แต่ที่ไม่ได้กำหนดห้ามหรืออนุญาตเรียกว่า มหาปเทส 4 ก็ต้องตัดสินเลือกเฟ้นด้วยตัวเองว่าอะไรควรหรือไม่ควร อย่างนี้เป็นต้น นี่ก็เป็นสุดยอดของการตัดสินในเรื่องของ ปัจจุบัน ที่มันเกิดการเป็นอยู่มีอยู่ ที่เราตื่นลืมตา แล้วมีอะไรให้เราเห็นเป็นสภาพ 2 ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นในคน เกิดเป็นคนแล้วมีจิตวิญญาณแล้ว จะต้องมี 2 เสมอ จะต้องมีจิตกับกาย จะต้องมีรูปกับนาม เพราะฉะนั้น เราต้องรู้ว่า โดยจริง มันจะต้องมีสมมติสัจจะเป็น 2 แต่เราตัดสินได้ ว่าอะไรควรเป็น 1 อยู่ที่เราตัดสิน อยู่ที่เรามีภูมิปัญญา มีธรรมวิจัย มีการตัดสิน มีการเลือกเฟ้น ได้แล้วก็อยู่กับดีที่สุดที่ควรที่สุดถูกต้อง “ควร”นี้เป็นเรื่องของคนที่ศึกษาฝึกฝนแล้ว จะมีคุณธรรมคุณวิเศษอันนี้ อาศัยในตัวเอง แล้วก็ใช้อันนี้เป็นเครื่องตัดสินให้แก่ตัวเองอยู่ตลอด ตัดสินโดยปฏิภาณปัญญาของตนเอง สู่แดนธรรม... พ่อท่านได้พูดมาว่าทุกอย่างต้องมี 2 ให้เลือกเฟ้นจะเอาอะไรเป็น 1 พ่อครูว่า... ถ้าอะไรก็ไปดึงเอาไว้ให้เป็น 1 เหมือนกับศาสนาเทวนิยมมีพระเจ้าเป็น 1 แล้วก็ไม่มีการแก้ไขไม่มีการแย้งไม่มีการเถียงเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย กาละเทศะฐานะ จะเปลี่ยนไปอย่างไรก็อยู่คงที่อย่างนั้น มันก็ตาย เป็นเรื่องตาย เป็นเรื่องที่มันไม่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยสิ่งแวดล้อมปัจจุบันธรรม มันก็เลยกลายเป็นเรื่อง เอาภาวะ เมื่อ 5,000 ปีมาแล้วมาตัดสินเดี๋ยวนี้ มันคนละเรื่องเลย มันเปลี่ยนแปลงไปตั้ง ทั้งหยาบและละเอียด อย่างนี้เป็นต้น มันก็เลยไม่ทันสมัย ไม่เข้าท่า แต่สายที่เขาไม่เปลี่ยนแปลงเขาก็ถือว่าสูงสุดแล้ว ที่ผู้รู้ที่เป็นศาสดาของแต่ละศาสนา นิรันดร์แล้ว เอาตามนั้น ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ซึ่งแม้แต่เรื่องของโลก ชาวโลกโลกีย์ธรรมดา เขาก็รู้ความทันสมัยอันนี้ ไอ้โน้นมันไม่ทันสมัย แค่คำว่าทันสมัยก็ตกขอบแล้ว ศาสนาที่ยึดมั่น มันไม่ขึ้นกับกาละเทศะฐานะ สู่แดนธรรม... พุทธเรามีอมตะต่างจากของเขา พ่อครูว่า... พุทธไม่เที่ยง ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นความเที่ยงอย่างนั้น พุทธก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยองค์ประกอบ กาละเทศะฐานะ 641129 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 18