สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน ลัทธิบุญนิยมคือนิยมชำระกิเลส.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน ลัทธิบุญนิยมคือนิยมชำระกิเลส _ราชธานีอโศก ปลูกสร้างอะไร น้ำมาท่วมก็เสียหายไปหมด แล้วราชธานีอโศก จะมีอะไรเหลือ เปลี่ยนราชธานีอโศก ให้ไปศีรษะอโศกได้ไหม พ่อครูว่า…จะเอาไหม? ก็ตอบตามโจทย์...สิ่งที่เหลือ ท่านหนักแน่นเอาต้นอินทผาลัม และเหลืองไม่หยุด (ทองอุไร) ก็ว่าหมดๆ เจอน้ำฝนก็หงิก น้ำท่วมเหี่ยว ตอนนี้ตายไปเป็นแถบๆ หมดๆตายหมด มะละกอก็อ่อนแอต่อน้ำ เจอน้ำหงิกไปหมด บ้านราชฯ กิจกรรมมีผลเจริญ ใครมาเก็บกล้วย มะละกอ เราไม่หวงเลย มีชาวบ้านมารับจ้างในหมู่บ้านเรา มีเป็นร้อยคนเลย เอาเครื่องปรุงมา แล้วเก็บวัตถุดิบ มาทำส้มตำ ทำอาหารกินได้เลย เขาคงรู้สึกลึกๆ ว่าทำได้อย่างไร เราไม่ได้เรี่ยไรตั้งตู้รับบริจาคนะ แต่มีเครื่องไม้เครื่องมือทำงาน คนมารับจ้างก็คงงง จนหายงงแล้ว เขาจะไม่ทราบรายละเอียด เขาพอซึมซับไปว่า พวกเรา เราบอกว่าเราคนจน แต่ละคนไม่ได้รวย เท่าพวกคุณหรอก แต่พวกคุณมาเอารายได้ จากพวกเราที่จนกว่า เราจึงเป็นคนจน ที่ช่วยเหลือเลี้ยงดู คนอื่นได้ เป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ นี่คือเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงใจมากที่สุด ในประเทศไทย ในหลวงองค์หนึ่ง อาตมาก็คนหนึ่ง ที่พูดกันว่าต้องมาเป็นคนจน บริหารแบบคนจน ให้มีชีวิตอยู่แบบคนจน แล้วเราจะเป็นผู้ที่สบายเจริญ สังคมเราอยู่กันอย่าง เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา สำเร็จผลขั้นสาธารณโภคี นักเศรษฐศาสตร์ก็ยังไม่กระดิกหู สาธารณโภคี เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในยุคของพระพุทธเจ้า เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยุคทาส คนไม่รู้จักสิทธิ พระพุทธเจ้าประกาศสาธารณโภคี ผู้ที่มาบวชมาอยู่ในหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า ก็ถือว่าเป็นคนที่อยู่ในสาธารณโภคี มีสมบัติส่วนกลาง ไม่ยึด
อ่านต่อ
ถือเป็นของตัวของตน ผู้ที่บวชแล้วเป็นภิกษุ ก็อยู่กับสมบัติส่วนกลาง ไม่มีใครสะสมข้าวของเงินทอง สมบัติส่วนตัว แม้แต่การบิณฑบาต ก็เอามารวมกันแจกกัน ให้ทั่วถึงกัน เป็นหลักเศรษฐศาสตร์ ที่มีการแจกกันให้พอเพียง พระพุทธเจ้าทำได้ดีเรียบร้อย เป็นผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ มาตั้งแต่ยุคที่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ท่านก็ทำได้ แต่ในวงของพระภิกษุ แต่ยุคนี้มีสิทธิมนุษยชนเต็มที่ จึงเปิดเผยประกาศทำได้ อาตมาจึงทำสาธารณโภคีกับฆราวาสสำเร็จ เป็นชุมชนสำเร็จยืนหยัดยืนยันได้ เป็นแต่เพียงว่า ผู้ที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ยังมีความรู้ไม่ถึง อย่าหาว่าอวดอ้าง แต่เขายังมีความรู้ไม่ถึงเศรษฐศาสตร์สาธารณโภคี ที่มันยิ่งกว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ที่เขาต้องการให้เป็น มีส่วนกลาง บริหารส่วนกลาง คนที่ได้บริหาร คือคนที่ร่ำรวยออกกฏหมาย รีดให้เข้ากองกลางมากๆ แต่นี่ไม่ได้มีการบังคับ ทำงานฟรี เอาเข้ากองกลาง เรียกว่าสาธารณโภคี เราทำสำเร็จ อาตมาภาคภูมิใจมาก ที่สามารถเอาคำสอนพระพุทธเจ้า แม้แต่ในยุคที่คนกิเลสหนาขนาดนี้ ยังสามารถที่จะทำ สาธารณโภคีได้สำเร็จ มันยิ่งใหญ่มากเลย นำท่วมเสียหายหมดแล้ว จะมีอะไรเหลือ ก็เหลือเท่าที่เหลือ ก็ปลูกใหม่ ท่านพยายามปลูกอินทผาลัม ปรากฏว่าออกลูกให้กินอยู่ต้นนึง ปลูกมาหลายพันต้นแล้ว ออกลูกให้กิน 1 ต้น น่าจะรอด ส่วนต้นเหลืองไม่หยุด ก็คงตาย จะให้เปลี่ยนไปอยู่ศีรษะอโศก ก็ไม่ได้หรอก พื้นที่น้อยกว่า เราซื้อที่ไว้แล้วเยอะ ก็ต้องบูรณะใหม่ จริงๆแล้ว ราชธานีอโศกจะเป็นหมู่บ้านใหญ่ คนไปสร้างบ้านไว้เยอะ มีหมู่บ้านหลายเฟส สักวันหนึ่งจะเป็นตำบล ต้องบริหารตำบลบุญนิยม กำนัน ผญบ.ก็เป็นบุญนิยม ลัทธิบุญนิยม บุญแปลว่า การชำระกิเลส อาตมาจำเป็นต้องพูดย้ำซ้ำซาก เพราะทุกวันนี้ เข้าใจคำว่าบุญผิดไป แล้วไปเข้าใจคำว่าบุญเป็นกุศล ซึ่งไม่ใช่เลย กุศลเป็นเรื่องพฤติกรรมของสมบัติ ส่วนบุญเป็นพฤติกรรมของวิบัติ หมายความว่า ถ้าผู้ทำพลังงานจิตของเราให้เป็นบุญ จิตของเรา จะกำจัดกิเลสให้วิบัติไป บุญไม่มีหน้าที่สะสมอะไรเลย มีหน้าที่ฆ่ากิเลสอย่างเดียว เข้าใจคำว่าบุญเป็นการสะสม เช่น ปุญญภาคิยา แปลว่าส่วนบุญ เขาว่าเขาได้ส่วนบุญเขานึกว่า เขาได้อะไรเป็นสมบัติ ไมใช่ ส่วนบุญคือส่วนที่เสียไป กิเลสได้ถูกกำจัด คือส่วนบุญ แต่พูดกันไม่ได้แล้ว อย่างนี้เป็นต้น เข้าใจบุญผิดไป บุญทำให้กิเลสตายไปได้ส่วนหนึ่ง สมมุติว่า บุญมี 100 ทำกิเลสออกไป 10 ก็เหลือส่วนที่เหลือ ถือว่าผู้ทำกิเลสออกไปได้ คือเสขบุคคล คือทำบุญแล้วล้างกิเลสได้ คือผู้ได้ส่วนบุญคือเสีย ยิ่งเป็นผู้ที่ทำให้กิเลสอาสวะหมดไปได้ อเสขบุคคล คนผู้นี้ก็หมดบุญ ปุญปาปปริกขีโณ มีหลักฐานในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ก็พูดเช่นนี้ เข้าใจบุญกับกุศลผิด กายก็เข้าใจผิด สมาธิก็เข้าใจผิด ฌานก็ผิด ศาสนาพุทธเลยไม่เหลือเลย กลายเป็นกลองอานกะ ที่มีชื่อว่าพุทธ แต่สาระไม่ใช่แก่นสารเนื้อแท้ ของศาสนาพุทธเลย ศาสนาพุทธทุกวันนี้ สะเก็ดก็ไม่ได้ เปลือกก็ไม่ได้ กระพี้ก็ไม่ได้ แก่นไม่ต้องไปหา สะเก็ดคือศีล เขาก็ไม่มีแล้ว เปลือกคือสมาธิ ก็เพี้ยน สีลพตุปาทานกันทั้งนั้น ยึดได้แต่จารีตประเพณี ไม่ได้ชำระกิเลส สมาธิก็ไม่มี กระพี้คือปัญญาก็ไม่มี คำว่าปัญญา เป็นความฉลาดโลกุตระ คนเอาปัญญาไปเรียกมั่วไปหมด ฉลาดโกงคอรัปชั่นทำร้าย ก็เรียกปัญญาหมด ก็เลยเป็นคำเสียหายไม่เหลือ ยิ่งแก่นคือวิมุติไม่ปรากฏ แล้วมีอะไร ต้นไม้ 1 ต้น สะเก็ด กระพี้ แก่นไม่มี แต่ดันมีใบ มีดอก แล้วไปหลงใบดอกกันหมดเลย ว่าเป็นทุกอย่างของต้นไม้ มีแต่ใบมีแต่ดอก ต้นไม้อะไรนะนี่ มีแต่ใบดอกงอกในอากาศ สะเก็ด เปลือก กระพี้ แก่นไม่มี มีแต่ใบกับดอก ใบกับดอก คือลาภยศสรรเสริญสุข คือโลกียะ ศาสนาพุทธทุกวันนี้ มีแต่คนติดใน ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข620916_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 69