สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน สุข ทุกข์ เป็นเหรียญสองหน้า.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน สุข ทุกข์ เป็นเหรียญสองหน้า _ลูกพ่ออีกคน...ดิฉันมาอยู่ใกล้วัด และในวัดได้เกือบปีแล้ว พอกลับบ้าน คิดว่าจะไปอยู่นิวซีแลนด์ คงทนกิเลสไม่ไหว ไปแล้วคิดว่า จะได้กลับมาหรือไม่ อยากจะไปกินอาหารอร่อยที่นั่น เป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่ ปฏิบัติธรรมยิ่งจะเห็นกิเลสตัวเอง อยากกินอาหารอร่อย พ่อครูว่า..ใช้ได้ ก็เป็นไปตามขั้นตอนเป็นลำดับ ก็ค่อยๆปฏิบัติไป เรื่องการติดอร่อยลิ้น ติดรูปสวย ติดความไพเราะทางเสียง ติดกลิ่นเหม็นกลิ่นหอม สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง ชอบไม่ชอบ มันเป็นกิเลส ที่พระพุทธเจ้าสอนให้ละ เรื่องนี้ศาสนาอื่นไม่มี โดยเฉพาะในเรื่องรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เพราะฉะนั้น ศาสนาอื่น มีพวกที่เข้ามาทำ Doctor อยู่ที่ปฐมอโศก เขาก็บอกว่า ศาสนาพุทธทำไมไปยุ่งเกี่ยวกับ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กามคุณ 5 มันเป็นธรรมชาติ จะไปยุ่งอะไรกับมัน เราก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ทั้งๆที่ ศาสนาคริสต์เขาก็รู้นะโดยปริยาย เกี่ยวกับเรื่องพรหมจรรย์ เขาก็สังวร มีนักบวชที่เขาก็ไม่มีเรื่องพวกนี้ ปฏิบัติพรหมจรรย์ทั้งนักบวชหญิง นักบวชชาย ทำไมเขาไม่เข้าใจ เขาไม่รู้เรื่องนี้ แต่เขาไม่รู้ เพราะไม่ได้เน้นอย่างสำคัญ ศาสนาพุทธ เน้นกันอย่างสำคัญชัดเจน จึงรู้กันได้ถ้วนทั่ว กิเลสลดได้จริง เพราะได้เรียนรู้เหตุปัจจัย มันล้างกิเลสได้จริง จนหมดเป็นนิพพาน เป็นศาสนาที่ปลอดภัย ศาสนาที่ไม่เป็นทุกข์ไม่เป็นสุข ศาสนาอื่นยังเรียนรู้เรื่องความสุขความทุกข์ไม่ได้ ศาสนาเทวนิยมเขายังมีความสุข เขาไม่รู้ อาตมาอธิบายธรรมะพระพุทธเจ้าทุกวันนี้ อธิบายชัดเจน บอกว่าศาสนาพุทธ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ตีสุขตีทุกข์ทิ้งเลย แต่เขาสอนกัน เอาสุขเป็นขั้นตอนก่อน ความสุขความทุกข์เป็นเหรียญสองหน้า แยกกันไม่ออก มันเป็นคู่หูที่ตีไม่แตก แยกไม่ได้ เพราะฉ
อ่านต่อ
ะนั้น คุณจะหมดความสุข ก็ต้องหมดความทุกข์ คุณหมดความทุกข์ ก็ต้องหมดความสุข ต้องหมดเหรียญ 2 หน้าเลย แต่เขาเอียงหลง สุข คือเทวะ จริงๆแล้ว เทวะแปลว่า 2 แต่เขาสุดโต่งไปยึดแต่เพียง1 จึงเป็นพวกสุขนิยม คนที่ประสบผลสำเร็จ คือคนที่อยู่สวรรค์กับพระเจ้าคืออยู่แดนสุขาวดี ศาสนาเทวนิยม จึงไม่ได้เรียนรู้ความสุขความทุกข์ เรียนรู้แต่ดีแต่ชั่ว เป็นโลกียะที่หมุนเวียน ได้ดีตกต่ำชั่วดี หมุนเวียนไม่รู้จบ สมบัติผลัดกันชม ส่วนความสุขความทุกข์เป็นอริยสัจ เป็นเรื่องโลกุตระ จิตของเรามันโง่ ที่ไปหลงอารมณ์สุข แล้วเกลียดอารมณ์ทุกข์ โดยศึกษาไม่ดี หากเข้าใจดีๆ คนไปสร้างสุขโดยอุปาทาน เขาไปแก้ทุกข์คือ เมื่อเราขาดลาภทรัพย์สิน ก็ไปแย่งลาภทรัพย์สินก็พ้นทุกข์ เราขาดยศก็หายศก็พ้นทุกข์ ขาดอัตตาก็ไปแย่งอัตตาก็พ้นทุกข์ แต่ศาสนาพุทธพ้นสุขพ้นทุกข์ได้ แต่ทุกวันนี้ สอนศาสนาพุทธแบบประโลมใจ บอกว่าสอนเป็นขั้นเป็นตอน ลดความทุกข์ก่อน แล้วค่อยลดความสุข แต่ไม่ได้อธิบายชัดเจน ว่ามันเป็นคู่กัน คุณลดความทุกข์ความสุขก็ลดไปด้วย ก็เลยไปแสวงหาแต่ความสุข แล้วเข้าใจไม่ได้ แต่เข้าใจว่า ความสุขคือ การได้ลาภยศสรรเสริญมาเยอะๆ ได้อำนาจยศศักดิ์มา ก็เป็นความสุข ได้รับคำสรรเสริญเยินยอ ได้นินทาก็ทุกข์ ก็เลยปฏิบัติไม่ได้เพราะแยกไม่ออก นัวเนียปนเปกันไปก็เลอะเทอะ ไม่เด็ดขาด ศาสนาก็เลยไม่มีผลสำเร็จกัน อาตมาไม่ประนีประนอม ชัดๆคือไม่ไว้หน้า ตัวที่ไปหลงโลกีย์คือทุกข์ สุขก็ไม่เป็นด้วย ไม่โต่งไปมา จะตัดลัดสั้นหาเป้าหมาย ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่หมดความสุขความทุกข์ จึงจะเป็นฐานนิพพาน จึงเป็นกลางๆ จะหมดสุข แต่หลงสุขคือกาม หลงทุกข์ลำบากลำบนกับอัตตา อัตตานี่แหละพาเราลำบาก จนสุดท้าย คนที่ไปปฏิบัติธรรม เป็นพระอรหันต์ได้แล้วก็ยังอาศัยอัตตาตัวตนที่อาศัย เข้าใจอัตตาอาศัยโดยไม่ได้ยึดถือ เป็นเราเป็นของเรา มันคือแท่งก้อนของขันธ์ แปลว่า กองหมวดหมู่ ต้องศึกษาที่ธาตุรู้หรือจิตวิญญาณ นามธรรม ว่ามันไปยึด ยิ่งยึดข้างนอกเลย ยึดรูปธรรม ดินน้ำไฟลมร่างกายมาเป็นเรา ต้องเรียนรู้เสียก่อน ว่ามันไม่ใช่ จึงแยกอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยามให้ได้ หากแยกไม่ได้ ไม่มีทางเป็นพระอรหันต์ แยกกายแยกจิตที่เป็นมูลกรรมฐาน 5 พระพุทธเจ้าให้อุปัชฌาย์ สอนมูลกรรมฐาน ให้แยกอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม แล้วปฏิบัติกรรมนิยามให้ถูก แล้วทรงไว้ซึ่งธรรมะ คุณเป็นสัตว์เป็นจิตนิยาม คุณต้องทำจิตให้เป็นอุตุได้ พีชะได้ ทำสภาพจิตให้เป็นพีชะ เป็นอุตุ นี่ไม่ใช่โวหารภาษา จะต้องทำได้จริงๆ ผู้ที่สามารถทำจิตวิญญาณตัวเอง แยกธาตุให้เป็นอุตุได้ คนนั้นแหละคือพระอรหันต์ ตายแล้วก็แยกธาตุเป็นอุตุไปหมดเลย ก็ไม่มีอัตภาพเหลือ ไม่มีชีวะเลยได้ ถ้าคุณเรียนรู้ไม่ชัด ก็แยกไม่ได้ ทุกวันนี้ ศาสนาไม่พูดถึงเรื่อง ธรรมนิยาม 5 นี้กันเลย ทั้งๆที่ภิกษุผู้ที่บวช จะต้องเรียนรู้กรรมฐาน 5 นี้ก่อน แยกกายแยกจิตให้เป็น ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร พวกเราก็คงจะเข้าใจ แต่ไม่ง่าย แต่จะให้อธิบายให้คนอื่นฟังดีๆ ก็คงจะไม่ค่อยได้สับสนวนเวียน เรียกว่า มันก็ไม่แม่นเท่าไหร่ ไม่ง่าย ประเด็นที่ชัดที่สุด ถ้าเรียนไม่รู้ศึกษาไม่ถึง แยกจิตเป็นอุตุ แยกจิตเป็นพีชะไม่ได้ คุณไม่บรรลุอรหันต์ จริง เราเป็นคนที่มีทั้ง อุตุ พีช จิต กรรม แล้วให้จิตเราทรงอยู่อย่างอุตุ พีชะ คุณปรินิพพานเป็นปริโยสาน จึงตายแยกธาตุเป็นอุตุไปหมดก็หมดชีวะ จึงต้องเรียนรู้การแยก ในรูป 28 ต้องเรียนรู้ในกาย แยกชีวิตินทรีย์ รูป 28 มีดินน้ำไฟลม เป็นมหาภูตรูป 4 มีอุปาทายรูป 24 มี ปสาทรูป โคจรรูป แล้วมีอิตถีภาวะปุริสภาวะ แล้วมีชีวิตินทรีย์ คือชีวิตของเราแท้กับชีวิตของตัณหา อ่านเวทนา อาการความรู้สึก มูลกรรมฐานคือเรียนรู้เวทนา 108 แยกมโนปวิจาร 18 เคหสิตคือจิตปรุงแต่งอย่างโลกีย์ แล้วจับจิตนี้แยกกิเลสออกได้ เรียกว่าเนกขัมมะ ผู้ปฏิบัติธรรม หากแยกเคหสิตะกับเนกขัมมะในเวทนาไม่ได้ แม้จะไปนั่งหลับตาให้ตายยังไง ก็ไม่มีทาง บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ มันไม่ได้มีอภิธรรมเลย อย่างหลวงตาบัว พูดภาษาที่โลดโผน แต่ไม่ใช่สัมมาทิฏฐิ เห็นแล้วน่าสังเวชใจ น่าสงสาร อธิบายกันไป เผยแพร่ถึงต่างประเทศ เป็นธรรมฑูตอีก หากไม่ไป ศาสนาพุทธจะได้ไม่ฉิบหายไปกว่านี้ 620916_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 69