02_6บทที่ 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 1 บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ คือ มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสู งถึงร้อยละ 20 ในปี 2564 หรือ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด และในปี 2574 ประเทศไทยจะกลายเป็น สังคมสูงวัยระดับสุดยอด เมื่อมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึงร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ปรากฏการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และรัฐ ภาพของสังคมไทยนับจากนี้เป็นต้นไป ประชากรไทยจะสูงอายุขึ้นด้วยอัตราที่เร็วมาก จ ำ นวน ประชากรวัยแรงงาน จะมีสัดส่วนลดลง ขนาดครัวเรือนเล็กลง รูปแบบการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุก็จะเปลี่ยนแปลง ไปด้วย ดังนั้นรัฐบาลจึงเร่งวางนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย (สถาบันวิจัยประชากร แ ละสังคม. 2560 ) และปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุข ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา พบว่าการเสียชีวิต ที่เกิดจากการบาดเจ็บในผู้สูงอายุที่มีอายุ มากกว่า 7 5 ปีขึ้นไป 70 เปอร์เซ็นต์ มีสาเหตุจากการหกล้ม หรือยั งพบว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของปัญหากระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 70 ปี เป็นผลจากการหกล้ม เช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาการหกล้มซึ่งเป็นสาเหตุของการบาดเจ็บในผู้สูงอายุที่พบบ่อยและอาจเป็นการ บ าดเจ็บ รุนแรงและเสียชีวิต (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. 2557 ) การพลัดตกหกล้มมีแนวโน้ม เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง WHO ( 2017 ) สำหรับประเทศไทยมีผู้สูงอายุเสียชีวิตกว่า 1,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 3 คน จากรายงานการพยากรณ์การพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุปี พ.ศ. 2560 - 2564 พบว่าอัตราการเสียชีวิต จากการพลัดตก หกล้มในผู้สูงอายุสูงกว่าทุกกลุ่มอายุ 3 เท่า จากการคาดการณ์ในปี พ.ศ. 2560 - 2564 จะมีผู้ สูงอายุพลัดตก
อ่านต่อ
หกล้มปีละประมาณ 3,030,900 - 5,506,000 คน ซึ่งจะมีจำนวนผู้เสียชีวิต 5,700 - 10,400 คน ต่อปี นอกจากนี้การบาดเจ็บภายหลังการพลัดตกหกล้ม มีตั้งแต่อาการเล็กน้อย จนถึงขั้นรุนแรง และเสียชีวิต ได้ และพบว่าค่าใช้จ่ายของระบบบริการในผู้สูงอายุที่พลัดตกหกล้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมทั้งค่าใช้จ่ายทางตรงและทางอ้อม (นิพา ศรีช้าง และลวิตรา ก๋าวี. 2560 : 1 - 3 ) จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 นี้ ได้สำรวจผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้ นไป จำนวน 7,365 คน พบว่า อุบัติเหตุหกล้มภายใน 6 เดือนที่ผ่านมาความชุกของการหกล้มรวมร้อยละ 16 . 9 ผู้สูงอายุหญิงเคยหกล้มร้อยละ 19 . 9 ซึ่งสูงกว่าผู้สูงอายุชาย (ร้อยละ 13 . 2 ) สำหรับผู้สูงอายุชายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการหกล้มสูงที่สุด อธิพงศ์ พิมพ์ดี ( 2553 : 2 ) ปัจจัยที่ทำให้เกิดการหกล้มในผู้สูงอายุ โดยสถาบันสุขภาพผู้สูงอายุแห่งสหรัฐอเมริกาได้สรุปสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญเอาไว้ดังนี้ ปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อขา การออกกำลังกล้ามเนื้อขาในผู้สูงอายุจึงมีความจำเป็น เพื่อป้องกันการหก ล้ม เพราะถ้าหากกล้ามเนื้ออ่อนแอมากจะมีผลทำให้ไม่สามารถประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะกิจกรรมพื้นฐานในการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น การนั่ง ยืน เดิน รวมไปถึงการลุกขึ้นจากเก้าอี้ และการขึ้นลงบันได อธิพงศ์ พิมพ์ดี ( 2553 : 11 ) ปัญหาการทรงตัวไม่ดี พอเคลื่อนไหวร่างกายจึงเกิดการเสียหลักและหกล้มได้ง่าย และจากนักวิจัยแคนาดาพบว่า สาเหตุสำคัญของการหกล้มในผู้สูงอายุ คือ การทรงตัวที่ไม่สมดุล การป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการฝึกการทรงตัว ของผู้สูงอายุให้มากขึ้น ที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญเรื่องความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเป็นหลัก อุดม เพชรสังหาร ( 2560 ) การป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ ถือว่ามี ความสำคัญมากเนื่องจากเป็นวิธีที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพร่างกายที่ดี สาเหตุที่สำคัญในการป้องกัน การหกล้มของผู้สูงอายุคือ ควรมีกิจกรรม การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ศรินยา บูรณสรรพสิทธิ์ ( 2555 : 14 ) สำหรับการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุที่นิยมและศึกษาได้หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศแบ่งเป็น 2 กลุ่มได้แก่ ( 1 ) การป้องกันการหกล้มแบบปัจจัยเดียว ( Single Intervention ) เป็นการดำเนินกิจกรรม เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น และ ( 2 ) การป้องกันการหกล้มแบบ สหปัจจัย ( Multifactorial I ntervention ) เป็นการป้องกันที่มีการดำเนินกิจกรรมร่วมกันที่มากกว่า 1 อย่างขึ้นไปได้แก่โปรแกรมการให้ความรู้ การปรับปรุงสภาพแวดล้อม การออกกำลังกาย การทบทวนการใช้ยาและกลวิธีอื่น ๆ (วิลารรณ สมตน, ทัศนีย์ นามสกุล และขวัญใจ อำนาจ สัตย์ซื่อ. 2556 : 59 ) และละออม สร้อยแสง , จริยาวัตร คมพยัคฆ์ และกนกพร นทีธนสมบัติ (2557 : 122-129) ได้ทำการศึกษาแนวทางการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุชุมชนมิตรภาพพัฒนา พบว่าแนวทางการป้องกันการหกล้มที่สำคัญมี 3 ประการ คือ การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในและรอบบ้าน การส่งเสริมการออกกำลังกายให้ผู้สูงอายุ และการให้ความรู้เกี่ยวกับ การป้องกันการหกล้มในชุมชน การศึกษาวิจัยนำโปรแกรมการออกกำลังหรือกิจกรรมการเคลื่อนไหวต่างๆ มาทดลองใช้กับผู้สูงอายุ มากมายหลายแบบ อาท ิเช่น พรศิริ พฤกษะศรี (2549 : 3 ) ได้ทำการผลของโปรแกรมการ ออกกำลังกายด้วยลีลาศต่อการทรงตัวของผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการหกล้ม พบว่าการออกกำลังกาย ด้วยลีลาศช่วยพัฒนาการทรงตัวและความเชื่อมั่นในการทรงตัว นอกจากผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยสมรรถภาพทางกายของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิคโดยใช้ดนตรีโปงลาง สามารถเพิ่มสมรรถภาพทาง กายและลดระดับความดันโลหิตของผู้ สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงได้ (อมรรัตน์ เนียมสวรรค์ , นงนุช โอบะ และสมบูรณ์ ตันสุภสวัสดิกุล. 2555 : 62 - 63 ) และ เพชรธยา แป้นวงษา (2559 : ก) ได้ทำการศึกษาผลของการปรับสมดุลร่างกายด้วยมณีเวชต่ออาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุ พบว่า หลังการปรับสมดุลร่างกายด้วยท่ามณีเวชมีระดับการเจ็บปวดกล้ามเนื้อลดลง สรุปผลการวิจัย การปรับสมดุลร่างกายและการบริหารร่างกายด้วยท่ามณีเวชที่ปฏิบัติเป็นประจำ และต่อเนื่องช่วยลดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุส่งผลให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้น ควรให้ความสำคัญในการนำการบริหารร่างกายด้วยท่ามณีเวชไปใช้เพื่อการส่งเสริมสุขภาพในผู้สูงอายุ จะเห็นได้ว่าการออกกำลังกายในผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะเน้นการเคลื่อนไหวทรงตัว ความอ่อนตัวยืดหยุ่น และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นตามหลัก FITT มณีเวช เป็นศาสตร์ที่ค้นพ บโดย อาจารย์ประสิทธิ์ มณีจิระปร า การ โดยนำเอาศาสตร์ของไทย จีน อินเดีย มาบูรณาการเข้ากับหลักกายวิภาคศาสตร์และสรีระวิทยา ( Anatomy and Physiology ) มาใช้ในชีวิตประจำวัน แนะนำการใช้ชีวิตให้มีอิริยาบถที่ถูกต้องเพื่อให้ร่างกายอยู่ในสมดุล เป็นการป้องกัน การเกิดโรคต่าง ๆ การดูแลตนเองในชีวิตประจำวันให้อยู่ในสมดุล ทั้งท่านั่ง นอน ยืน เดิน ด้วยการจัดมณีเวชให้ตนเองในทุกส่วนของร่างกาย รวมทั้งท่าการจัดสมดุลโครงสร้างร่างกายมาตรฐานในท่ายืน 5 ท่า และ ท่านอน งู แมว เต่า รวมทั้งท่าผีเสื้อเพื่อปรับสมดุลช่วงล่าง การจัดปรับโครงสร้างให้ผู้อื่น ทั้งในผู้ใหญ่และเด็กรวมทั้งเด็กทารกแรกเกิด สามารถรักษาความผิดปกติต่าง ๆ มณีเวชเป็นศาสตร์ที่ ใช้ทุนน้อย ไม่พึ่งยา หรืออุปกรณ์ใด ๆ ใช้หลักของธรรมชาติในการบำบัดรักษาแนะนำการใช้ชีวิต มีสติ ในอิริยาบถต่าง ๆ ให้โครงสร้างร่างกายอยู่ในสมดุล ทุนในการใช้วิชามณีเวช ใช้เพียง หนึ่งสมอง สองมือ และใจ ที่เมตตา เป็นการรักษาที่ใช้ทุนน้อยที่สุด เหมาะสำหรับประเทศที่กำลังประสบปัญหาเรื่องง บประมาณสาธารณสุขเป็นอย่างยิ่ง นภดล นิงสานนท์ และอรวรรณ จิรชาญชัย (2560 : 3 ) และใน ผู้สูงอายุ มณีเวชช่วยดูแลรักษาเรื่องนอนไม่หลับ ท้องผูก ปวดกระดูก ปวดข้อ และโรคต่าง ๆ อีกมากมาย มณีเวชเป็นวิชาการแพทย์ที่ใช้ต้นทุนต่ำ ประหยัด พอเพียง เรียบง่าย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูง ใช้หลักของธรรมชาติในการบำบัดรักษา แนะนำการใช้ชีวิตมีสติในอิริยาบถต่าง ๆ เพื่อให้โครงสร้างร่างกายอยู่ในสมดุล และเป็นวิชาที่รักษาที่สาเหตุของโรคอย่างแท้จริง สามารถใช้วิชามณีเวชในทุกมิติ ของสุขภาพ ทั้งในการส่งเสริมสุขภาพ ( H ealth P romotion ) การป้องกันโรค ( P revention ) การวินิจฉัย ( D iagnosis ) การรักษาโรค ( T reatment ) และการฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกาย ( R ehabilitation ) (นภดล นิงสานนท์ และเกณิกา หังสพฤกษ์. 2560 : 4 ) จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีประชากรผู้สูงอายุมากที่สุด (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร) ถึง 423,934 คน (สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2557 : 8 ) จากการศึกษาภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุในเขต อำเภอเมืองนครราชสีม า ของณัฐฐิตา เพชรประไพ (2558 : 22 ) พบสุขภาพได้แก่ ด้านการมองเห็น ร้อยละ 29 การกลั้นปัสสาวะ ร้อยละ 12 . 3 และการหกล้ม ร้อยละ 11 . 9 ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการ ส่งเสริมสุขภาพให้แก่ผู้สูงอายุ โดยเมื่อปี พ.ศ. 2558 กลุ่มผู้สูงอายุในเทศบาลตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ได้เข้าร่วมกิจกรรมการดูแลสุขภาพพึ่งตนเองตามหลักการแพทย์วิถีธรรมและโครงการ เข้าวัดฟังธรรม ที่พุทธสถานสีมาอโศก ตำบลหนองบัวศาลา จังหวัดนครราชสีมา อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จากรายงานผู้สูงอายุประจำปี 2560 ตำบลตลาด มีจำนวนผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 999 คน เป็นชาย 429 คน หญิง 570 คน มีจำนวนผู้สูงอายุผู้พิการที่ขึ้นทะเบียนปี 2560 เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ถึงร้อยละ 16 (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกระฉอด และเทศบาล ตำบ ลตลาด. 2560 ) นอกจากนี้ยังมี กลุ่มเสี่ยงโรคต่าง ๆ ได้แก่ โรคความดัน เบาหวาน อาจมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการหกล้มได้ง่าย เช่น เสี่ยงวูบ และหกล้มในห้องน้ำ เป็นต้น (วรรณวิมล รัตนวิศิษฏ์กุล. 2560 : กรกฎาคม 3 ) ผู้สูงอายุมี การเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อ ปัญหาสุขภาพที่เกิดจา ก การเสื่อมตามวัยที่สำคัญคือ ปัญหาด้านการมองเห็น และการทรงตัว และปัญหาผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว หรือไม่มีคนดูแลเมื่อเจ็บป่วย (ณัฐฐิตา เพชรประไพ. 2558 : 21-29) และพบว่าผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชนจำนวนมากกว่ากึ่งหนึ่งกลัวการหกล้ม บุคลากรทางด้านสุขภาพจึงให้ความสำคัญและพัฒนาโปรแกรมเพื่อป้องกัน และลดระดับความกลัวการหกล้ม ของผู้สูงอายุ ซึ่งสามารถทำได้โดยการส่งเสริมความสามารถในการทรงตัว (กมลพร วงศ์พนิตกุล. 2555 : ง) สอดคล้องกับงานวิจัย ทิวาพร ทวีวรรณกิจ และคนอื่น ๆ ( 2553 : 271 ) ที่ศึกษาเรื่องการทรงตัว การล้ม และคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุที่เคลื่อนไหว และไม่เคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ พบว่าการออกกำลังกายเป็นประจำให้ผลดีที่สุดต่อความสามารถ ด้านการทรงตัวและการล้มในผู้สูงอายุ การเคลื่อนไหวระหว่าง วันเป็นประจำก็ให้ผลดีต่อความสามารถ ดังนั้นในการพัฒนาความสามารถด้านการทรงตัวและการป้องกัน การล้มจึงควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ (วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล. 2560 ) จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าการหกล้มในผู้สูงอายุเป็นปัญหาทางสุขภาพที่มี ความสำคัญ ซึ่งมีองค์ประกอบสมรรถภาพทางกายที่สำคัญและสัมพันธ์กับการหกล้ม ได้แก่ การทรงตัว การอ่อนตัว และความแข็งแรงชองกล้ามเนื้อ จึงให้ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาผลของการใช้ โปรแกรมการออกกำลังกายแบบมณีเวชต่อการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ ในเทศบาลตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่าย เรียบง่าย และ เพื่อเป็นแนวทางการป้องกัน การหกล้มและส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกายให้เหมาะสมแก่ผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพกายและใจที่ดี มีชีวิตยืนยาวสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข และขยายผลไปสู่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อไปปรับกับผู้สูงอายุในชุมชนต่าง ๆ ต่อไป
คำถามการวิจัย ผลของการใช้โ ปรแกรมการออกกำลังกายแบบมณีเวช มีผล ต่อ การป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ ได้หรือไม่
วัตถุประสงค์กา รวิจัย วัตถุประสงค์ทั่วไป เพื่อศึกษาผลของโปรแกรม การออกกำลังกายแบบมณีเวช ที่มีต่อ การป้องกันการ หกล้ม ของผู้สูงอายุ วัตถุประสงค์หลัก เพื่อเปรียบเทียบผล ของ การทรงตัว ความอ่อนตัว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ที่มี ต่อการป้องกันการหกล้ม ของกลุ่มผู้สูงอายุ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังสัปดาห์ที่ 6 และ 8
สมมุติฐาน การวิจัย หลังการทดลอง ผู้สูงอายุที่มีการ ใช้โปรแกรมการออกกำลังกาย แบบมณีเวช ต่อ การป้องกันการหกล้ม มีการทรงตัว ความอ่อนตัว และความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อขา มากกว่ากลุ่มควบคุม
ข้อตกลงเบื้องต้น 1 . ผู้วิจัยไม่สามารถควบคุมตัวแปรที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น การรับประทานอาหาร การพักผ่อน กิจกรรมประจำวัน สภาพแวดล้อมต่าง ๆ อุณหภูมิความชื้นสัมพัทธ์ หรือปัจจัยแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่มี ผลต่อ การเข้าโปรแกรมการออกกำลังกาย 2 . เป็นผู้ที่ลงนามในเอกสารแสดงความยินยอมเข้าร่วมการวิจัยโดยได้รับการบอกกล่าว
ขอบเขตการวิจัย
ด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2 . 1 ประชากร คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวนผู้สูงอายุทั้งหมดมี 8 หมู่บ้าน ในเทศบาลตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 999 คน 2 . 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่อยู่ในเทศบาลตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัด นครราชสีมา โดยคำนวณกลุ่มตัวอย่างจากสูตรได้ขนาดก ลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มล ะ 30 คน โดยที่กลุ่มตัวอย่างจะต้องผ่านเกณฑ์คัดเข้า โดยการเลือกแบบเจาะจง ในกรณี ที่กลุ่มตัวอย่างเกินกว่าที่กำหนด โดยสมัครใจเข้ารับการฝึกโปรแกรมการออกกำลังกายแบบมณีเวช ตลอดระยะเวลาทดลอง และสามารถพึ่งตนเอง เคลื่อนไหวออกกำลังกายแบบโยคะได้ โดยประสานงานร่วมกับ เจ้าหน้าที่นักพัฒนาชุมชน และอาสาสมัครประจำหมู่บ้านที่เทศบาลตำบลตลาด ในการนัดหมายและสถานที่จัดกิจกรรม ขอบเขตด้านเนื้อหา งานวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบวิจัยกึ่งทดลอง ( Quasi Experimental Research ) ชนิดมีกลุ่มเปรียบเทียบแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ทำการวัดซ้ำ ใน ก่อน สัปดาห์ที่ 1 หลัง สัปดาห์ที่ 6 และ หลัง สัปดาห์ที่ 8 ( Repeated Measurement Design ) โดยจะศึกษาเกี่ยวกับเนื้อหาดังนี้ โปรแกรมการออกกำลังกายแบบมณีเวช, การป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ คือสมรรถภาพทางกาย 3 ด้านได้แก่ การทรงตัว ความอ่อนตัว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ขา โดยศึกษาเครื่องมือวัดสมรรถภาพทางกายทั้ง 3 ด้าน เพื่อนำมาใช้ในการวัดซ้ำตามแผนการทดลอง, การพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุและแบบประเมินความเสี่ยงการพลัดตกหกล้ม, การเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ 1 . ตัวแปรอิสระ โปรแกรมการออกกำลังกายแบบมณีเวชต่อการป้องกันการหกล้มของ ผู้ สูงอายุ จำนวน 4 ครั้ง ครั้งละ 4 0 - 60 นาที ระยะเวลา 8 สัปดาห์ นัดติดตามทุกสัปดาห์ ตามโปรแกรม ฯ และทางโทรศัพท์ 2 . ตัวแปรตาม คือ สมรรถภาพทางกาย 3 ด้านที่เกี่ยวข้องกับการหกล้ม โดยใช้เกณฑ์ มาตรฐานสมรรถภาพทางกายสำหรับผู้สูงอายุ 60 - 89 ปี ของสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา (สุพิตร สมาหิโต และค นอื่น ๆ . 2556 : 2 - 30 ) ได้แก่ 2 . 1 การทรงตัว ( Balance ) โดยการวัดการทรงตัวในการเดินเร็วอ้อมหลัก ( Agility Course ) 2 . 2 ความอ่อนตัว ( Flexibility ) โดยการวัดความอ่อนตัวของขาด้านหลังในท่านั่งงอตัวไปข้างหน้า ( Sit and Reach ) 2 . 3 ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ( Muscle strength ) โดยการวัดความแข็งแรงของขาในท่ายืน-นั่ง บนเก้าอี้ 30 วินาที ( 30 Seconds Chair Stand ) 3 . ตัวแปรควบคุม คือ หลักออกกำลังกายในผู้สูงอายุ ( FITT ) ได้แก่ 3 . 1 ความบ่อยของการออกกำลังกาย ( Frequency ) อย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์ 3 . 2 ความหนักของการออกกำลังกาย ( Intensity ) อยู่ในระดับปานกลาง สามารถพูดจาโต้ตอบได้ในขณะออกกำลังกาย ได้ในการเหยียดยืดๆ ไปพอตึง ๆ 3 . 3 ระยะเวลาของการออกกำลังกาย ( Time ) อบอุ่นร่างกายโดยการยืดเหยียด ข้อต่อและ กล้ามเนื้อ 10 นาที ออกกำลังแบบมณีเวช 20 นาที และ การยืดผ่อน คลาย กล้ามเนื้อและข้อต่อ 10 นาที 3 . 4 รูปแบบของการออกกำลังกาย ( Type ) ได้แก่ ชนิดของการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ เป็นการเน้น การ จัด ท่า โครงสร้างร่างกายให้เกิดความสมดุลซ้ายขวาให้เท่ากัน เพื่อให้เกิดการ ทรงตัวที่ดี เน้นการเหยียด ในทุกข้อต่อต่าง ๆ มีการเคลื่อนไหว แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อ ให้เกิดความอ่อนตัว และมีสติมีสมาธิในการเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆ เน้นการเหยียดยืด กล้ามเนื้อช่วงขาเพื่อให้เกิดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ในก ารเริ่มต้นฝึกมีการนับค้าง 1 - 10 และจึงค่อย ๆ เพิ่มเป็น 1 - 20 ขอบเขตด้านพื้นที่การศึกษา กลุ่มทดลองในพื้นที่เทศบาลตำบลตลาด และกลุ่มควบคุมในพื้นที่ตำบลหนองบัวศาลา ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มอยู่ห่างกันในระยะ รัศมี 20 กิโลเมตร และยังอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมาดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2560 ถึง มกราคม 256 1
นิยาม ศัพท์ เฉพาะ ผู้สูงอายุ (องค์การอนามัยโลก) หมายถึง ผู้ ที่มีอายุ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ได้แบ่งผู้สูงอายุออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ ( 1 ) ผู้สูงอายุตอนต้น ( E lderly ) มีอายุระหว่าง 60 - 74 ปี ( 2 ) คนชรา ( O ld ) มีอายุระหว่าง 75 - 90 ปี ( 3 ) คนชรามาก ( V ery old ) มีอายุ 90 ปีขึ้นไป การป้องกันการหกล้ม หมายถึง สมรรถภาพทางกายด้านการทรงตัว ความอ่อนตัว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ของผู้สูงอายุที่ทำให้สามารถเคลื่อนไหวร่างกายและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ โดยบันทึกค่าในสมุดบันทึกผลการใช้โปรแกรม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยประยุกต์จากแบบทดสอบและเกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายสำหรับผู้สูงอายุ 60 - 89 ปี ของสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ก รมพลศึกษา (สุพิตร สมาหิโต และคนอื ่น ๆ . 2556 : 2 - 30 ) ใช้ในงานวิจัยนี้ ประกอบด้วย การทรงตัว หมายถึง ความสามารถในการทรงตัว ที่มีการรักษาจุดศูนย์กลางมวล ( Center of M ass ) หรือจุดศูนย์ถ่วง ( Center of G ravity ) ของร่างกายให้อยู่บนฐานที่รองรับของร่างกาย เมื่อ มีการเคลื่อนไหวในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น การเดิน การหมุน การเอน การเหวี่ยง เป็นต้น อันเป็นผลจากการควบคุมของระบบประสาทกล้ามเนื้อที่ได้รวบรวมจดจำทักษะต่าง ๆ (พรศิริ พฤกษศรี. 2550 : 6 ) ในการวิจัยนี้วัดการทรงตัวในการเดินเร็วอ้อมหลัก ( Agility Course ) ความอ่อนตัว หมายถึง ความสามารถยืดเหยียดของกล้ามเนื้อขาด้านหลัง ในการวิจัยนี้วัดความอ่อนตัวของขาด้านหลังในท่านั่งงอตัวไปข้างหน้า ( Sit and Reach ) ค่อย ๆ ก้มตัวลงพร้อมกับเหยียดแขนที่มือคว่ำซ้อนทับกันไปวางไว้บนกล่องวัดความอ่อนตัวให้ได้ไกลที่สุดจนไม่สามารถก้มลงไปได้อีก ทำการทดสอบ 2 ครั้ง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา หมายถึง ปริมาณแรงมากที่สุดที่เกิดขึ้นจากการหดตัวสูงสุดในการทำงานของกล้ามเนื้อ 1 ครั้ง ที่กระทำต่อแรงต้าน (สนธยา สีละมาด. 2547 : 222 ) ใน การวิจัยนี้วัดความแข็งแรงของขาในท่ายืน-นั่ง บนเก้าอี้ 30 วินาที ( 30 Seconds Chair Stand ) โปรแกรมการออกกำลังกายแบบมณีเวช หมายถึง การออกกำลังกายแบบที่มีการปรับสมดุล โครงสร้างร่างกายด้วยวิธีการบริหารกายแบบมณีเวช คิดค ้นโดยอาจารย์ประสิทธิ์ มณีจิระปร า การ มีท่ามาตรฐาน 5 ท่า ได้แก่ ท่าไหว้ สวัสดี หรือท่ารำละคร ท่าโม่แป้ง ท่าถอดเสื้อ ท่ากรรเชียงหรือ ท่าว่ายน้ำ ท่าปล่อยพลัง และท่าปรับสมดุลช่วงล่าง 3 ท่า ได้แก่ ท่างู ท่าแมว และท่าเต่า ที่บุคคล ทั่วไปสามารถฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง และ ท่ายืดข้อต่อแบบมณีเวช เพื่อ เป็นการอบอุ่นร่างกาย ( Warm U p ) และผ่อนคลายร่างกาย ( Cool D own ) 5 ท่า
ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ทำให้ทราบผลของ โปรแกรมการออกกำลังกายแบบมณีเวชเพื่อป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุ โดยผ่านกระบวนการศึกษาทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบไปใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้น 2. เป็นแนวทางส่งเสริมและป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านการทรงตัว ความอ่อนตัว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพื่อให้มีป้องกัน การหกล้มของผู้สูงอายุที่ดีขึ้น แ ละเพิ่มความสั มพันธ์ระหว่างครอบครัว และ ชุมชน 3. หน่วยงานหรือองค์กรสามารถนำโปรแกรมการออกกำลังกายแบบมณีเวชเพื่อป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุไปใช้ในการแก้ไขปัญหาการหกล้ม อีกทั้งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 4. การนำโปรแกรมการออกกำลังกายไปเผยแพร่แก่ประชาชนผู้สนใจ เพื่อให้นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของการหกล้ม เสริมสร้างสุขภาพของผู้สูงอายุ