02_10บทที่ 5.pdf

โฟลเดอร์61 ธนิดา อิงนิวัฒน์ ผลของการใช้โปรแกรมการออกกาลังกาย
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์161 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง ผลของโปรแกรมการออกก าลังกายแบบมณีเวชต่อการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุในเทศบาลต าบลตลาด อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา งานวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่อยู่ในเทศบาลต าบลตลาด อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จ านวน 30 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง คัดเลือกข้อมูลด้วยความสมัครใจเข้ารับการฝึกตลอดระยะเวลาทดลองและสามารถพึ่งตนเอง เคลื่อนไหวออกก าลังกายแบบโยคะได้ และใช้การคัดกรองข้อมูลด้วยแบบประเมินสุขภาพผู้สูงอายุและแบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย ได้แก่ การวัดการทรงตัว วัดความอ่อนตัว วัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา กลุ่มทดลองได้รับการปรับสมดุลร่างกายแบบมณีเวช เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ประกอบด้วยท่าบริหารกายที่เป็นท่ามาตรฐาน 5 ท่า ได้แก่ ท่าไหว้สวัสดีหรือท่าร าละคร ท่าโม่แป้ง ท่าถอดเสื้อ ท่ากรรเชียงหรือท่าว่ายน้ า ท่าปล่อยพลัง และท่าปรับสมดุลช่วงล่าง 3 ท่า ได้แก่ ท่างู ท่าแมว และท่าเต่า ซึ่งเป็นท่าบริหารกายที่บุคคลทั่วไปสามารถฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง มีการฝึกอย่างสม่ าเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง วันละ 20-60 ประเมินทดสอบวัด 3 ครั้ง ก่อนการทดลอง หลังสัปดาห์ที่ 6 และหลังสัปดาห์ที่ 8 วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ด้วยสถิติ One-Way ANOVA ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และทดสอบเปรียบเทียบภายในกลุ่มด้วยสถิติ One-Way Analysis of Variance with Repeated Measures ANOVA ผู้วิจัยได้ท าการสรุปตามล าดับหัวข้อต่อไปนี้ วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการออกก าลังกายแบบมณีเวชที่มีต่อการป้องกันการ หกล้มของผู้สูงอายุ 2. เพื่อเปรียบเทียบผลของการทรงตัว ความอ่อนตัว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาท

อ่านต่อ

ี่มีต่อการป้องกันการหกล้มของกลุ่มผู้สูงอายุระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังสัปดาห์ที่ 6 และ 8 สรุปผลการวิจัย สรุปตามวัตถุประสงค์การวิจัย 1. ผลของโปรแกรมการออกก าลังกายแบบมณีเวชที่มีต่อการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุ ปรากฏดังนี้ 1.1 ผลการทรงตัว โดยการเดินเร็วอ้อมหลัก 3 เมตร ภายหลังสัปดาห์ที่ 6 และ 8 พบว่ากลุ่มทดลองมีการทรงตัวที่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยการทรงตัวสูงกว่ากลุ่มควบคุม 78 1.2 ผลความอ่อนตัว โดยการทดสอบการนั่งงอตัวไปข้างหน้า ภายหลังสัปดาห์ที่ 8 พบว่ากลุ่มทดลองมีความอ่อนตัวที่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความอ่อนตัวสูงกว่ากลุ่มควบคุม 1.3 ผลความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา โดยการทดสอบการยืน-นั่งบนเก้าอี้ 30 วินาที ภายหลังสัปดาห์ที่ 6 และ 8 พบว่ากลุ่มทดลองมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสูงกว่ากลุ่มควบคุม 2. ผลเปรียบเทียบของการทรงตัว ความอ่อนตัว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีต่อการป้องกันการหกล้มของกลุ่มผู้สูงอายุ ก่อนและหลังสัปดาห์ที่ 6 และ 8 ปรากฏดังนี้ 2.1 ผลการทรงตัว โดยการเดินเร็วอ้อมหลัก 3 เมตร ก่อนและหลังสัปดาห์ที่ 6 และ 8 ใช้เวลาในการเดินเร็วได้สูงกว่า (19.21, 16.90, 15.55) ส่วนกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ย (19.77, 19.82, 19.07) ซึ่งเปลี่ยนแปลงน้อยมาก 2.2 ผลการทดสอบการนั่งงอตัวไปข้างหน้า เพื่อประเมินความอ่อนตัวของกลุ่มทดลอง ก่อนการทดลอง หลังสัปดาห์ที่ 6 และ 8 ท าได้เพิ่มขึ้นตามล าดับ (7.89, 10.56, 13.23) ส่วนกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ย (7.98, 9.28, 10.17) เพิ่มขึ้นน้อยมาก 2.3 ผลการทดสอบการยืน-นั่งบนเก้าอี้ 30 วินาที เพื่อการยืน-นั่งบนเก้าอี้ 30 วินาทีของกลุ่มทดลอง ก่อนการทดลอง หลังสัปดาห์ที่ 6 และสัปดาห์ที่ 8 เพิ่มขึ้นตามล าดับ (11.73, 15.27, 20.17) ส่วนกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ย (10.80, 11.73, 12.50) เพิ่มขึ้นน้อยมาก 3. ผลการเปรียบเทียบของการทรงตัว ความอ่อนตัว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีต่อการป้องกันการหกล้มก่อนและหลังทดลองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยการทรงตัว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาในสัปดาห์ที่ 6 และ 8 สูงขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม และความอ่อนตัวในสัปดาห์ที่ 8 สูงขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม อภิปรายผล การวิจัยครั้งนี้มีสมมติฐานการวิจัย คือ หลังการทดลองผู้สูงอายุที่มีการใช้โปรแกรมการออก ก าลังกายแบบมณีเวชต่อการป้องกันการหกล้มมีการทรงตัว ความอ่อนตัว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขามากกว่ากลุ่มควบคุม ซึ่งผู้วิจัยขออภิปรายผลดังนี้ 1. การทรงตัวเพื่อการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุ ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า ก่อนการทดลองและหลังสัปดาห์ที่ 6 และ 8 ผู้สูงอายุมีการทรงตัวแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับการศึกษาของพรศิริ พฤกษะศรี, วิภาวี คงอินทร์ และปิยนุช จิตตนูนท์ (2551 : 325-334) ที่ศึกษาผลของโปรแกรมการออกก าลังกายด้วยลีลาศต่อการทรงตัวของผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการหกล้ม พบว่าการออกก าลังกายด้วยลีลาศช่วยพัฒนาการทรงตัวและความเชื่อมั่นในการทรงตัว มีค่าเฉลี่ยสมรรถภาพทางกายของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม เพราะเชื่อว่ากลุ่มทดลองมีความมั่นใจมากว่าจะไม่หกล้มตั้งแต่หลังการทดลอง 6 สัปดาห์ เพราะเชื่อว่าสุขภาพดี สมาธิดีและช่วงการทดลองไม่เคยสะดุดเซ ไม่เคยล้ม การไม่เคยล้มท าให้เกิดภาวะการกลัวการหกล้มน้อยอีกทั้งพบว่าภาวะการกลัวมีผล 79 ต่อการทรงตัวและการท างานของกล้ามเนื้อขา และการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการออกก าลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อขาและข้อเท้าช่วยพัฒนาการทรงตัวและระบบการเคลื่อนไหวและลดการหกล้มของผู้สูงอายุได้ โดยการออกก าลังกายสามารถลดความเสี่ยงต่อการหกล้มได้ร้อยละ 12 และลดจ านวนครั้งในการหกล้มได้ถึงร้อยละ 19 การออกก าลังกายเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีการทรงตัวที่ดีนั้น ผู้สูงอายุควรใช้หลักการออกก าลังกายเช่นเดียวกับการออกก าลังกายที่เหมาะสมในผู้สูงอายุควรเป็นการออกก าลังกายแบบแอโรบิคแรงกระแทกต่ า มีการอบอุ่นร่างกายก่อนการออกก าลังกายและการผ่อนคลายหลังการออกก าลังกาย และใช้เวลาช่วงออกก าลังกายไม่น้อยกว่า 20 นาที สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง จึงจะท าให้การออกก าลังกายนั้นมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับการศึกษาของอุดม เพชรสังหาร (2557 : 46) ที่ศึกษาเรื่องการหกล้มในผู้สูงอายุ พบว่าสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ส าคัญที่ท าให้เกิดการหกล้มคือปัญหาการทรงตัวไม่ดีพอเคลื่อนไหวร่างกายจึงเกิดการเสียหลักและหกล้มได้ง่ายและปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงโดยเฉพาะกล้ามเนื้อขา ดังนั้นการออกก าลังกายกล้ามเนื้อขาในผู้สูงอายุจึงมีความจ าเป็นเพื่อป้องกันการหกล้ม ดังนั้นควรให้ความส าคัญในการน าการบริหารร่างกายด้วยท่ามณีเวชไปใช้เพื่อการส่งเสริมสุขภาพในผู้สูงอายุ และสอดคล้องกับศินาท แขนอก (2553 : 22-30) ท าการศึกษาความสามารถในการทรงตัว เป็นการสร้างสมดุลของร่างกายทั้งในขณะอยู่กับที่และขณะเคลื่อนไหว เช่น การเดินไปข้างหน้า การเดินถอยหลังหรือเคลื่อนไหวไปด้านข้าง โดยมีการรักษาให้จุดรวมน้ าหนักของร่างกาย ตกอยู่ภายในฐานรองรับร่างกาย ซึ่งเป็นผลจากการควบคุมของระบบประสาทกล้ามเนื้อที่ได้รวบรวมจดจ าทักษะต่าง ๆ ที่ผ่านมาในแต่ละวัน การเพิ่มความสามารถในการทรงตัวในผู้สูงอายุที่ป้องกันการหกล้ม เมื่อสูงวัยขึ้นร่างกายจะมีการเสื่อมสภาพและจะต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยหรือการสูญเสียความสามารถในการท ากิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจ าวัน แม้จะมีอายุเท่ากันแต่สุขภาพก็แตกต่างได้ ความแตกต่างนี้เป็นส่วนที่เกิดจากการดูแลสุขภาพของตัวเองตั้งแต่วันหนุ่มสาวจนถึงปัจจุบัน ทั้งด้านการรับประทานอาหาร การพักผ่อนและการออกก าลังกาย ผลการวิจัยครั้งนี้ มีแนวโน้มว่า หลังสัปดาห์ที่ 8 มีค่าเฉลี่ยของการทรงตัวมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ หลังการทดลองสัปดาห์ที่ 6 และก่อนการทดลอง ตามล าดับ อาจเป็นเพราะว่าโปรแกรมการ ออกก าลังกายแบบมณีเวช ประกอบด้วย ท่ามาตรฐานปรับสมดุลช่วงบน 5 ท่า ได้แก่ ท่าไหว้สวัสดี (ตาชั่งบน) ท่าโม่แป้ง (แกน X-axis ในแนวนอน) ท่าถอดเสื้อ (Y-axis ในแนวตั้ง) ท่ากรรเชียง (หมุนแขน 180 องศา) ท่าปล่อยพลัง (ท าให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น) และท่าปรับสมดุลช่วงล่าง 3 ท่า ได้แก่ ท่างู ท่าแมว ท่าเต่า เป็นต้น สอดคล้องกับของวีระยุทธ แก้วโมกข์ (2560 : 38) ที่ศึกษาผลการท ากายบริหารแบบมณีเวชต่อการทรงตัว ความยืดหยุ่น และความแข็งแรงของผู้สูงอายุ พบว่าผลการศึกษาด้านการทรงตัว เมื่อวัดก่อนและหลังฝึกพบว่าผู้สูงอายุมีค่า Functional Reach Test และ Time Up and Go Test แตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติเนื่องจากการท ากายบริหาร มีการย่อ ยืด เหยียด กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายท าให้หลังฝึกผู้เข้าร่วมวิจัยมีความสมดุลของการยืดเหยียดกล้ามเนื้อทั้งข้างซ้ายและข้างขวาดีขึ้นและมีผลท าให้การทรงตัวดีขึ้น จะเห็นได้ว่าการออกก าลังกายในผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะเน้นการเคลื่อนไหวทรงตัว ความอ่อนตัวยืดหยุ่น และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นตามหลัก FITT จากการศึกษามณีเวช ร่างกายเราเปรียบเป็นตาชั่งชนิด ตาชั่งหมุน 2 ชั้น โดยมีกระดูกรวมทั้งหมด 206 ชิ้น จัดเรียงอยู่อย่างสมดุล แบ่งตามโครงสร้างร่างกายเป็น 3 ส่วน ได้แก่ (1) ตาชั่งบน คือ โครงสร้างเหนือระดับเอวขึ้นไป มีจานตาชั่งและลูกต้ม คือ แขน 2 ข้าง มีคานเป็นแกนนอนบน 80 (upper X-axis) คือ สะบัก 2 และไหปลาร้า (2) ตาชั่งล่าง คือ โครงสร้างใต้ระดับเอวลงมา มีจานตาชั่งและลูกตุ้ม คือ ขาทั้ง 2 ข้าง มีคานเป็นแกนนอนล่าง (Lower X-axis) คือ เชิงกราน (3) เข็มตาชั่ง เป็นอันเดียวกัน คือ แกนกลางล าตัว เป็นแกนตั้ง Y-axis ได้แก่ ศีรษะ แนวหน้าจากล าคอถึงหน้าอก และแนวหลังจากล าคอถึงก้นกบมีกระดูกสันหลังตลอดแนว และการหมุนเข็มตาชั่งทิศทางต่าง ๆ เข็มตาชั่งสามารถบิดไปมาในทิศทางต่าง ๆ ได้ตามแกนนอน บน ล่าง (X & Z-axis) และแกนตั้ง (Y-axis) มีต าแหน่งที่สามารถเคลื่อนไปในทิศทางต่าง ๆ ได้มากที่สุด (ทั้ง X, Y & Z axis) 2 แห่ง คือ คอและเอว ท าให้เกิดการเสียสมดุลได้ง่าย ดังนี้ 1. การก้ม-เงยหน้า คือ การโยกปลายเข็มตาชั่งไปหน้าหรือหลัง มีผลต่อการเสียสมดุลของ ตาชั่งบน 2. การหันหน้า คือ การบิดยอดเข็มตาชั่งไปทางซ้ายหรือขวา มีผลต่อการเสียสมดุลตาชั่ง 2 ชั้น 3. การก้ม-แอ่นหลัง คือ การพับเข็มตาชั่งไปหน้าหรือหลัง มีผลต่อการเสียสมดุลตาชั่ง 2 ชั้น 4. การหมุนเอว คือ การบิดโคนเข็มตาชั่งไปทางซ้ายหรือขวา มีผลต่อการเสียสมดุลตาชั่ง 2 ชั้น 5. การเอนซ้าย-ขวา คือ การเอียงคอหรือเอวไปซ้ายหรือขวา มีผลต่อการเสียสมดุลตาชั่ง 2 ชั้น ประเด็นที่ส าคัญมากที่สุด คือ โครงสร้างมนุษย์เป็นตาชั่งหมุน 2 ชั้นที่มีชีวิต กระดูกจึงไม่อยู่กับที่ต้องเคลื่อนที่ จัดปรับเสร็จไม่นานก็เคลื่อนไหวอีก จึงต้องจัดปรับกันตลอดเวลา กระดูกเคลื่อนทั้ง 206 ชิ้น อยู่เสมอ จึงเป็นอนิจจังคือ ไม่เที่ยง และทุกขัง คือ ไม่สบาย จึงต้องฝึกสติ ควบคุมอิริยาบถ ทุกลมหายใจให้อยู่ในภาวะสมดุลมากที่สุดที่จะท าได้ ถ้าพลั้งเผลอไป กระดูกแค่บิดไป ยังไม่ทันแข็งติดกันก็รีบจัดกลับเข้าที่โดยเร็ว จะกลับคืนเข้าที่ได้ง่ายแต่ถ้าไม่รู้ตัวว่า กระดูกบิดออกแล้วปล่อยให้ เฉอยู่นาน ๆ ร่างกายจะมีกลไกการซ่อมโดยน าหินปูนมาฉาบ กระดูกก็จะเชื่อมติดกันเองแบบผิดรูป ภาษาโบราณเรียกว่าพิการ ก็จะกลับคืนได้ยากขึ้น ถ้าตาชั่งบนเสียสมดุล มีผลต่อสมองท าให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงที่สมองไม่ปกติ มีอาการปวดศีรษะ มึน ซึมเศร้า ไม่สบาย คิดอ่านช้าลง ไม่คล่องแคล่วเหมือนเดิม หรือกระสับกระส่าย ถ้าเลือดไปที่หัวใจไม่ปกติ ยิ่งท าให้เจ็บหน้าอก หายใจไม่สะดวก ดังนั้นจึงต้องรักษาสมดุลของตาชั่งบนให้ดี เพราะเป็นต าแหน่งของอวัยวะที่ส าคัญมากของร่างกาย 2. ความอ่อนตัวเพื่อการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุ ผลการวิจัยครั้งนี้ ก่อนการทดลองและหลังสัปดาห์ที่ 8 ผู้สูงอายุมีความอ่อนตัวแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ เป็นผลจากการได้รับโปรแกรมการออกก าลังกายแบบมณีเวชที่ช่วยปรับโครงสร้างร่างกายให้อยู่ในสมดุล มณีเวชทุกท่าจะเน้นการเหยียดในทุกข้อ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิตในทุกส่วน สอดคล้องกับวีระยุทธ แก้วโมกข์ (2560 : 31) ได้ท าการศึกษาผลการท าการบริหารแบบมณีเวชต่อการทรงตัว ความยืดหยุ่น และความแข็งแรงของผู้สูงอายุ พบว่า การท ากายบริหารแบบมณีเวช มากกว่าเท่ากับ 4 ครั้ง/สัปดาห์เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ สามารถเพิ่มสมดุลการทรงตัว ความยืดหยุ่น และความแข็งแรง 81 ของกล้ามเนื้อก ามือ ซึ่งมีความส าคัญต่อการท ากิจวัตรประจ าวันต่าง ๆ การเดินและป้องกันการล้ม การท ากายบริหารแบบมณีเวชไม่มีผลต่อความแข็งแรงกล้ามเนื้อเหยียดเข่าในผู้สูงอายุ และสอดคล้องกับของสโรชา สุทธิจิต (2551 : 20-26) ความสามารถในการอ่อนตัว จะเป็นส่วนส าคัญต่อการรักษาท่าทางที่ดีและช่วยท าให้มีการเคลื่อนไหวของข้อต่อได้อย่างเต็มที่ ความอ่อนตัวสามารถที่จะป้องกันการปวดหลังส่วนล่าง ความอ่อนตัวจะช่วยลดปัญหาการทรงตัวและปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อต่าง ๆ ส่งผลให้สุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจดีขึ้น และการบริหารกายด้วยการยืดกล้ามเนื้อและเอ็นทุกครั้งจะช่วยให้เกิดความอ่อนตัวของข้อต่อได้เป็นอย่างมาก และการเพิ่มความอ่อนตัวด้วยการค่อย ๆ เคลื่อนไหวช้า ๆ จนกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ถูกยืดจนมีความรู้สึกเจ็บจากการยืดและให้คงท่ายืดนี้ไว้ประมาณ 8-10 วินาที ให้ท าซ้ ากัน 5-6 ครั้ง ข้อส าคัญก็คือ ต้องท าทุกวันเพราะความอ่อนตัวจะคงอยู่ได้นานประมาณ 8-10 สัปดาห์ และการศึกษาของเพชรธยา แป้นวงษา (2559 : ก) ได้ท าการศึกษาผลของการปรับสมดุลร่างกายด้วยมณีเวชต่ออาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุ พบว่า หลังการปรับสมดุลร่างกายด้วย ท่ามณีเวชมีระดับการเจ็บปวดกล้ามเนื้อลดลง สรุปผลการวิจัย การปรับสมดุลร่างกายและการบริหารร่างกายด้วยท่ามณีเวชที่ปฏิบัติเป็นประจ า และต่อเนื่องช่วยลดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากระบบกล้ามเนื้อและกระดูกในผู้สูงอายุส่งผลให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผลการวิจัยครั้งนี้ มีแนวโน้มว่า หลังสัปดาห์ที่ 8 มีค่าเฉลี่ยของความอ่อนตัวมากขึ้น อาจเป็นเพราะว่าการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายแบบมณีเวช ประกอบด้วย ขั้นตอนของอบอุ่นร่างกาย เป็นการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดกล้ามเนื้อและยืดข้อต่อต่าง ๆ มี 5 ท่า ได้แก่ ท่าจัดข้อมือ ท่าจัดข้อศอก ท่าจัดข้อเข่า ท่านั่งย่อเข่าและขา ท่ายืดเอ็นหลังเท้าและน่องและยืนเขย่งเท้า ใช้เวลา 10 นาที ขั้นตอนของการออกก าลังกาย เป็นการฝึกท่ากายบริหารปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายแบบมณีเวช โดยแบ่งเป็นการปรับสมดุลโครงสร้างช่วงบน (ท่าที่ 1-5) และการปรับสมดุลโครงสร้างช่วงล่าง (ท่าที่ 6-8) 20 นาที และขั้นของการคลายอุ่นร่างกาย (ท่าเดียวกับท่าอบอุ่นร่างกาย) 10 นาที ส่งผลให้การท างานของกล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้อต่อต่าง ๆ สามารถยืดยาวออกได้มากกว่าในขณะพักและคงท่านั้นไว้เป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยการฝึกมณีเวชถือเป็นการฝึกความอ่อนตัวอีกรูปแบบหนึ่งที่คล้ายกับการยืดกล้ามเนื้อแบบอยู่กับที่ (Static Stretching) ฝึกร่วมกับการฝึกบริหารลมหายใจด้วยการหายใจเข้าลึกและหายใจออกยาวอย่าง ช้า ๆ ไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นการปรับสมดุลร่างกายแบบมณีเวชนี้ช่วยท าให้มีการยืดกล้ามเนื้อและยืดข้อต่อของผู้สูงอายุได้มีผลท าให้เกิดความอ่อนตัวมากขึ้น และสามารถป้องกันการหกล้มที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกด้วย และสอดคล้องกับเวส และบุชเชอร์ (Wuest and Bucher. 1991 อ้างในสโรชา สุทธิจิต 2551 : 20-26) ผู้ที่มีความอ่อนตัวดี คือ ผู้ที่ท ากิจกรรมการออกก าลังกายที่มีการยืดเหยียด (Stretching) อย่างสม่ าเสมอ ความอ่อนตัวมีความส าคัญต่อร่างกายหลายประการ ได้แก่ ความอ่อนตัวต่อสุขภาพ เพราะบุคคลที่มีความอ่อนตัวจะท าให้มีบุคลิกภาพดีช่วยลดและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย เช่น ปัญหาการปวดหลัง ปัญหาการทรงตัวและปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อต่าง ๆ ส่งผลให้สุขภาพทั้งทางร่างกายจิตใจดีขึ้น 3. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาเพื่อการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุ ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า ก่อนการทดลองและหลังสัปดาห์ที่ 6 และ 8 ผู้สูงอายุมีการทรงตัวแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ ภายหลังที่ได้รับโปรแกรมการออกก าลังกายแบบมณีเวช สอดคล้องกับอธิพงศ์ พิมพ์ดี (2553 : 11) ที่ศึกษา 82 ปัจจัยที่ท าให้เกิดการหกล้มในผู้สูงอายุ โดยสถาบันสุขภาพผู้สูงอายุแห่งสหรัฐอเมริกาได้สรุปสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ส าคัญเอาไว้ดังนี้ ปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อขา การออกก าลังกล้ามเนื้อขาในผู้สูงอายุจึงมีความจ าเป็นเพื่อป้องกันการหกล้ม เพราะถ้าหากกล้ามเนื้ออ่อนแอมากจะมีผลท าให้ไม่สามารถประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะกิจกรรมพื้นฐานในการด ารงชีวิตประจ าวัน เช่น การนั่ง ยืน เดิน รวมไปถึงการลุกขึ้นจากเก้าอี้ และการขึ้นลงบันได และสอดคล้องกับ ศรินยา บูรณสรรพสิทธิ์ (2555 : 11-20) ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา เมื่อมีการออกก าลังกายอย่างพอเพียงจะท าให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ (Hypertrophy) และแข็งแรงขึ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าการฝึกหรือการออกก าลังกาย ไม่เพียงพอ หรือขาดการออกก าลังกายอย่างต่อเนื่องสม่ าเสมอ จะท าให้กล้ามเนื้อมีขนาดเล็กลง (Atrophy) และอ่อนแรงตามล าดับ ดังนั้น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจึงมีความส าคัญต่อการด ารงชีวิต และการเล่นกีฬา หรือการออกก าลังกายเสมอ ผลการวิจัยครั้งนี้ มีแนวโน้มว่า หลังสัปดาห์ที่ 8 มีค่าเฉลี่ยของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขามากที่สุด รองลงมา ได้แก่ หลังการทดลองสัปดาห์ที่ 6 และก่อนการทดลอง ตามล าดับ อาจเป็นเพราะว่าโปรแกรมการออกก าลังกายแบบมณีเวชใช้ท่ามาตรฐาน 5 ท่าและท่าช่วงล่าง 3 ท่า และได้เพิ่มท่าออกก าลังกายที่ช่วยเพิ่มก าลังของกล้ามเนื้อขา จะอยู่ในขั้นตอนของการอบอุ่นร่างกาย 10 นาที และขั้นของการคลายอุ่นร่างกาย 10 นาที เน้นในการยืดกล้ามเนื้อและยืดข้อต่อต่าง ๆ ได้แก่ ท่านั่งย่อเข่าและขา และท่ายืดเอ็นหลังเท้าและน่องและยืนเขย่งเท้า และคงท่านั้นไว้มีการนับค้าง 1-10 หรือ 1-20 วิชามณีเวชนี้เน้นเรื่องความสมดุลของโครงสร้างร่างกายทั้งระบบ เน้นการเคลื่อนไหวทุกส่วนให้เกิดความสมดุล ทั้งซ้ายและขวา เมื่อโครงสร้างของร่างกายอยู่ในลักษณะสมดุลจะท าให้การไหลเวียนของเลือด ลม น้ าเหลือง และระบบประสาท เป็นไปอย่างสะดวก มณีเวชเป็นวิชาที่รักษาที่สาเหตุของโรคอย่างแท้จริง การฝึกมณีเวชโดยที่รับรู้อิริยาบถ ไม่ว่าจะเป็นการยืนเดิน นั่งนอนต่าง ๆ ก็เป็นการฝึกสติด้วยกันทั้งสิ้น ในชีวิตประจ าวัน ทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหวไปมา เมื่อเดินก็รู้ว่าเดิน ท่าทางในการเดินที่สนับสนุนให้เกิดสติ คือ เดินตรง ตัวตั้งตรง ถ้าก้าวไปข้างหน้าสลับกัน โดยมีสัมผัสที่ฝ่าเท้ากระทบพื้น เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาที่เดินไป รับรู้ว่าขาก้าวไปข้างหน้า ปลายเท้าชี้ไปข้างหน้าตรง ๆ หรือเบ้ออก หรือเบนเข้าใน การยืนก็เช่นกัน ฝึกการรับรู้ว่ายืนลงน้ าหนักที่เท้า 2 ข้างยืนอย่างมั่นคง สบาย ๆ หรือตัวเอน อึดอัด หรือยืนลงน้ าหนักขาข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป การนั่ง ฝึกรับรู้ว่าท่านั่งนี้ลงน้ าหนักที่แก้มก้น 2 ข้างเท่ากันหรือไม่ มีตัวเอียงหรือไม่ และจากการศึกษาของวิทวัส สิทธิวัชรพงศ์ (2556 : 57-58) ได้ศึกษาประสิทธิผลของการบริหารร่างกายแบบมณีเวช เพื่อลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อในพนักงานออฟฟิศ พบว่ากลุ่มพนักงานออฟฟิศ ที่มีอาการปวดเมื่อยจากการท างานซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการจัดร่างกายให้สมดุลแล้วอาการเจ็บปวดลดลง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ ฝึกการประสานงานของกล้ามเนื้อและความสมดุลการทรงตัว ซึ่งส าคัญต่อการเดิน ป้องกันการหกล้มและการท ากิจวัตรประจ าวันต่างๆ จึงเหมาะสมส าหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากการเรียนรู้และการฝึกฝนท าได้ไม่ยาก ท่าการออกก าลังกายไม่ซับซ้อนผู้สูงอายุสามารถจ าไปฝึกได้ง่าย เกิดอันตรายได้น้อย อีกทั้งระดับความแรงของการออกก าลังกายชนิดนี้อยู่ในระดับน้อยถึงปานกลางซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมส าหรับผู้สูงอายุ การศึกษาของนิพา ศรีช้าง และลวิตรา ก๋าวี (2560 : 6) พบว่าผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปควรได้รับการประเมินความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม รู้สถานะความเสี่ยงของตนเอง และขอรับค าแนะน า 83 ในกาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการฝึกการทรงตัวและการออกก าลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (2558 : 14-40) กล่าวถึงวิธีลดความเสี่ยงของการหกล้มที่สามารถท าได้เอง ค่าใช้จ่ายน้อยและได้ผลมากที่สุด คือการออกก าลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความสามารถในการทรงตัวและการเดิน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการหกล้มในผู้สูงอายุ ด้วยการฝึกท่ายืดกล้ามเนื้อและฝึกความยืดหยุ่นของข้อ ฝึกท่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ฝึกท่าการเดินและการทรงตัว และการปรับบ้านช่วยลดสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย ปรับพื้นที่ให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ และการวัดความแข็งแรงของร่างกายก่อนและหลังใช้ยากันล้ม จะวัดว่าร่างกายของเรายังแข็งแรงอยู่หรือไม่ และมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใดที่จะหกล้มสามารถวัดได้โดยการใช้แบบทดสอบที่ชื่อว่า Time Up and Go Test (TUGT) เป็นการทดสอบด้วยการเดินตามวิธีที่ก าหนด โดยสังเกตท่าเดินและจับเวลาที่ใช้ในการเดิน เพื่อความปลอดภัย ให้มีผู้ดูแลขณะท าการท าสอบ โดยวิธีวัดให้ผู้สูงอายุลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่มีท้าวแขน เดินเป็นเส้นตรงระยะทาง 3 เมตร หมุนตัวและเดินกลับมานั่งที่เดิม โดยจับเวลาตั้งแต่ลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินกลับมานั่ง และวิธีการแปลผลดู จากปกติผู้สูงอายุควรใช้เวลา 10 วินาที หรือน้อยกว่าถ้าใช้เวลามากกว่าหรือเท่ากับ 30 วินาที แสดงว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะหกล้ม สรุปผลการวิจัยได้ว่า โปรแกรมการออกก าลังกายแบบมณีเวชส่งผลให้การทรงตัว ความอ่อนตัว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาเพื่อการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุมากขึ้น วิชามณีเวช ไม่เพียงแต่ท าให้สภาพร่างกายอยู่ในสมดุลได้เท่านั้น แต่ยังท าให้จิตใจอยู่ในสมดุลได้ด้วยนั่นคือ มณีเวชช่วยในการเจริญสติ ซึ่งมีค ากล่าวว่า สติเป็นความสมดุลทางจิตอย่างหนึ่ง เมื่อฝึกรู้อิริยาบถให้มากแล้ว เราจะได้ฐานของการมีสติอย่างถูกต้อง เพราะการรับรู้อิริยาบถ คือการรู้ของจริงในปัจจุบัน ให้จิตอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับอิริยาบถทางกายของเจ้าของที่เคลื่อนไหวไปมา เมื่อจิตอยู่กับปัจจุบัน ไม่ส่งออกไปถึงอดีตที่ผ่านมาแล้ว หรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง ท าให้ความทุกข์ ความเจ็บปวดความไม่สบายกายของเราลดลง เราเอาจิตของเราไปจดจ่ออยู่กับอิริยาบถ เมื่อฝึกเจริญสติแบบนี้ไปนาน ๆ ร่างกายก็มีความสมดุล ช่วยหลีกเลี่ยงและแก้ไขท่าต่างๆ ที่ผิดปกติและเป็นอันตรายต่อร่างกาย ป้องกันมิให้มีความบกพร่องพิการในท่าต่าง ๆ ในขณะเดียวกันจะสามารถช่วยป้องกันการหกล้มได้ด้วยการมีสติและการเจริญสติอย่างต่อเนื่องจะมีความเฉียบคม ก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย ทั้งในด้านหน้าที่การงานก็ได้ผลดี จะตัดสินใจท าอะไรก็ไม่ค่อยผิดพลาดช่วยไม่ให้เราหลงไปกับอารมณ์และความคิด รู้จักตัวเอง รู้จักผู้อื่นและแก้ไขชีวิตได้ ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะส าหรับการน าไปใช้ โปรแกรมการออกก าลังกายแบบมณีเวชมีผลต่อการทรงตัว ความอ่อนตัว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาเพื่อการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุในเทศบาลต าบลตลาด อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นแนวทางเลือกหนึ่งในการออกก าลังกายที่ช่วยปรับโครงสร้างร่างกายให้สมดุลเพื่อการป้องกันการหกล้มส าหรับผู้สูงอายุหรือประชาชนทั่วไปได้ การวิจัยครั้งนี้มีข้อจ ากัดคือ ในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีจ านวนเพศชายและเพศหญิงไม่เท่ากันเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ซึ่งอาจจะมีผลข้างเคียงในการค านวณความอ่อนตัวได้ 84 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. เป็นแนวทางส่งเสริมและป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านการทรงตัว ความอ่อนตัว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพื่อให้มีป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุที่ดีขึ้น และเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและคนอื่น ๆ 2. หน่วยงานหรือองค์กรสามารถน าโปรแกรมการออกก าลังกายแบบมณีเวชเพื่อป้องกัน การหกล้มของผู้สูงอายุไปใช้ในการแก้ไขปัญหาการหกล้ม อีกทั้งเป็นการประหยัดค่าใช

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน