สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน สวดมนต์ผิดๆเป็นการทำลายศาสนา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน สวดมนต์ผิดๆเป็นการทำลายศาสนา แม้แต่การสวดมนต์ก็ไม่เหลือของศาสนาพุทธแล้ว เอาคำสวดมนต์อย่างเดียวนี้มาเป็นเครื่องวัด กว่าศาสนาพุทธยังมีอยู่ไหม ตอบได้เลยว่าแม้แต่เรื่องการสวดอย่างเดียวนี้ก็ ทำลายศาสนาพุทธไม่เหลือซาก แม้แต่ความเน่า มันก็เน่าจนแบคทีเรียกินเกลี้ยงหมดแล้ว มันสุดที่จะแก้ไขแล้ว ขออธิบายเรื่องนี้ เรื่องยิ่งใหญ่มากเลย เราทำได้ อโศกเรา เพราะอาตมาควบคุมอยู่ไม่ให้อาบัติ เป็นภัยทำลายศาสนา การสวด อธิบาย เป็นหลักวิชาให้ฟัง การสวดนั้นมีอยู่ 2 อย่างใหญ่ๆ เรียกว่าสวดสังคีติ กับสวดสังคายนา สวดสังคีติ คือสวดเพื่อรักษาบท ธรรมบท คำสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้ แต่ก่อนไม่มีสิ่งที่บันทึกต้องใช้คนท่องจำรักษาสืบทอดกันมา สวดเพื่อรักษาคำสอนไว้ เหมือนกันสวดอาขยาน สูตรคูณ ที่จะต้องมานั่งสวดพร้อมกัน การสวดพร้อมกัน ต้องสวดในเฉพาะที่ ไม่ใช่ไปสวดต่อหน้าธารกำนัล สวดในที่ของตน เหมือนนักเรียนท่องสูตรคูณเอาไว้ อย่างนั้นก็ใช้ได้ จำเป็นต้องทำ สมัยพระพุทธเจ้าจำเป็นเพราะไม่มีสิ่งบันทึก สมัยนี้มีการบันทึกด้วยเครื่องและตัวหนังสือเยอะแยะแล้ว อยากจะดูก็เปิดเลย อย่างเช่นอาตมา อันไหนจำได้ก็พูดขึ้นมา อันไหนจำไม่ได้ก็ดู สวดเป็นหมู่ จะเอาล้านคนมาสวดก็ปาจิตตีย์ล้านบาป สวดคำหนึ่งก็ได้บาปล้านคำ สวดสองคำก็ได้บาปสองล้านคำ ผิดหลักเกณฑ์พระพุทธเจ้า แล้วเขาก็ทำแบบไม่เรียงสา กรรมเป็นอันทำ เขานึกว่าตัวเองได้บุญได้กุศลทั้งที่ได้นรก เป็นความโง่เง่าอวิชชา ที่ไม่ได้ศึกษา เป็นการทำลายศาสนาจริง จากคนที่ทำผิดเพี้ยนออกนอกรีดธรรมวินัยของพุทธเจ้า มันเป็นอย่างนั้น น่าสงสารศาสนามาก ไม่รู้จะไปแก้ตรงไหน มันเป็นเรื่องของ หมู่ใหญ่ยึดมั่นถือมั่นกลายเป็นรัฐพิธีพิธีราษฎรพิธีสอดคล้องกัน ยึดถือกันอย่างหนาแน่นไ
อ่านต่อ
ม่รู้จะแก้ไขอย่างไร อาตมาพาทำใหม่ ทำสิ่งที่ถูกต้องใครเห็นดีเห็นด้วยก็มาทำด้วย ใครเห็นว่าแบบนั้นออกนอกด้วยศาสนาก็อย่าไปส่งเสริมอย่าไปร่วมมือ ที่นี่ก็สวด แต่ไม่ได้ผิดกฎหลักธรรมวินัยของพุทธเจ้าเลย 1. สวดด้วยเสียงอันยาว 2. ใส่ทำนองร้อง rap อย่างสมัยใหม่ที่เห็นมีการสวดกระทุ้งกระแทก เป็น Hard Rock ซึ่งมันเป็นความบ้าบอ ไปหมดแล้ว สวดด้วยการใส่ทำนองใส่เสียง สวดสังคีติ สวดพร้อมกัน 2 องค์ขึ้นไปต่อหน้าธารกำนัล การสวดสังคีตินั่งสวดเป็นหมู่ สวดสังคายนาสวดคนเดียว สวดสังคายนาคือ สวดธรรมบท ธรรมวินัยพระพุทธเจ้าขึ้นมา แล้วพระสงฆ์คนอื่นก็ฟัง อย่างเช่นการสวดปาฏิโมกข์ ภิกษุอื่นก็ฟัง เราก็จำของเรา ถ้าผิดเราก็ตรวจสอบ เพื่อรักษาพระธรรมวินัยไม่ให้ผิดเพี้ยน พระสงฆ์ก็ช่วยกันฟัง ถ้าเราท้วงผิด หมู่ที่อยู่ก็ช่วยตรวจสอบ ความรู้ของคนหลายคนเป็นหลักเกณฑ์ ว่าหมู่ใหญ่หรือคนท่องถูกกว่า เพื่อรักษาสิ่งที่ถูกต้องเอาไว้เป็นการสวดสังคายนา ส่วนสวดสังคีติ เป็นการรักษาธรรมบทของพระพุทธเจ้าเอาไว้อย่าให้สูญหายไป สมัยโบราณไม่ได้บันทึกเป็นตัวหนังสือ เขาจำเป็นต้องท่องกัน ก็ท่องไป ทุกวันนี้ก็ยังอาศัยอยู่บ้างไม่เป็นไร แต่อย่าให้ผิดหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า เมื่อผิดหลักเกณฑ์แม้แต่ท่องด้วยสำเนียงเสียงยาวใส่ทำนอง ก็บรรลัยจักรหมด ผิดหมด ตั้งแต่พุทธเจ้าท่านตรัสห้ามไว้ ไปสวด 2 องค์ขึ้นไปต่อหน้าญาติโยมฆราวาส ทำไมท่านกันเอาไว้ตรงนี้ จบด็อกเตอร์จบปริญทางศาสนาก็ไม่เข้าใจตรงนี้ เพราะมันเป็นธรรมเนียมของศาสนาอื่น เขาสวดกันเป็นหมู่ชอบกัน สวดกันมากมาย จนกระทั่งเป็นลัทธิมนตรญาน แต่ละที่แห่งการสวด แต่ว่าพระพุทธเจ้าเห็นว่าการสวดอย่างนี้ มันผิด ทุกวันนี้พระก็ไปสวดหากิน ไปงานต่างๆก็ได้ค่าสวด จนเป็นพระรับจ้างสวด จึงเรียกว่าพระหากินเลี้ยงชีพด้วยการสวด มันเป็นอาบัติน่าขายหน้าน่าอายอย่างยิ่งเลย ท่านมีธรรมบทหรือมนตรา เพื่อให้เอาไปปฏิบัติจะได้บรรลุตามคำสอนนั้น แต่เขาออกนอกทางหมดเลย แล้วมาทำปู้ยี่ปู้ยำ เอามาเป็นเครื่องมือหากินอีกจนกลายเป็นจารีตประเพณี ศาสนาฉิบหายหมดแล้ว เขาไม่เข้าใจที่อาตมาพูดนี้หรอก ให้ฟังให้ดีแล้วเอาไปไตร่ตรอง อาตมาเกิดมายุคนี้ เอาความจริงมายืนยัน มันจากผิดไปถูกเป็น 180 องศาแล้ว แล้วเขาจะยึดมั่นถือมั่นด้วย คิดว่าที่ตัวเองเดินไปนี้ถูกทางผิดไปจากนี้ไม่ใช่ อาตมาพูดขึ้นมาเขาก็ตีทิ้งไม่ฟัง แต่อาตมาไม่ยอมแพ้หรอก แก้ไขคนไหนที่มีภูมิปัญญาพอจะเข้าใจเชื่อได้ก็มาเอา ตนเองอยู่ในวงการที่จะต้องสวดก็แก้ไขได้ก็เชิญ แต่มันก็คงยาก ยากเก่งๆ อาตมาว่ายากยิ่งกว่าเข็นเขาขึ้นครก แต่ถ้าเข็นครกขึ้นเขาพอถูไถนะ แต่เข็นเขาขึ้นครกยากกว่า
คุณเทียนดิน...ดิฉันไปเห็นมาแล้วตอนงานศพ เห็นแล้วญาติโยมยังอาย ทำไมพระไม่อาย พ่อครูว่า...พระหน้าด้าน พระอลัชชี กลายเป็นลงนรกเป็นอบายมุข เสื่อมไปหมดเลย คุณเทียนดินว่า...พระร้องเพลงแหล่เสียงดีมาก ญาติโยมก็หลง พอญาติโยมหลง พระยังอยู่ในโลกีย์อยู่ใช่ไหมคะ พ่อครูว่า..ใช่ ผู้รู้ก็มีอยู่บ้างแต่รู้ไม่ลึกไม่หมด เขาก็พอรู้อยู่ แต่เขาแก้ไม่ไหว เทียนดินว่า...งานศพของพี่สะใภ้ พระที่ไปเป็นพระมหาที่ดังมาก แล้วพระที่มีอันดับนี้ ติดกัณฑ์เทศน์จะต้อง 5,000 ขึ้น องค์ละนะ แล้วยังมาแหล่อีก เรื่องแม่เลี้ยงลูกมากว่าจะโต ลูกเขาทุกข์อยู่แล้วยังกระหน่ำให้ทุกข์อีก เขาจัดงานศพก็ไม่ได้มีเงินมาก แต่พระก็ยังเบียดเบียนให้เขาต้องเป็นหนี้สินอีก เมื่อแหล่มา จะมีญาติโยมคนหนึ่ง เอาเงินไปใส่ย่ามเลย พระก็จะบอกว่า ดูนี่ทำไมตัดหน้าเจ้าภาพเอากันมาใส่ซอง เจ้าภาพอยู่ไหนทำไมมาหลังคนนี้ เจ้าภาพก็อยู่ไม่ได้จะต้องเอาเงินมาใส่ไม่เอาใบแดงด้วยจะเอาไปม่วง ขี้เมาทนไม่ได้ ก็มาด่า ให้แต่ญาติโยมทำบุญแต่ตนเองขี้โลภ พ่อครูว่า..ขนาดคนเมายังรู้เรื่องฉลาดรู้ดีกว่า คุณเทียนดินว่า...เกิดมาชาตินี้ภูมิใจที่ได้เป็นลูกหมากลางตลาด ก็มันจะต้องฉลาดด้านมีปัญญาหรือว่าตรงไหนจะได้กิน แล้วจะต้องปลอดภัย แต่หมาที่มีเจ้าของถึงเวลาก็นอนเขาเอามาให้กิน ถึงเวลาก็ได้กิน แต่ลูกหมากลางตลาดโยมว่าฉลาดและมีปัญญาด้วย ถึงจะอยู่รอด พ่อครูว่า...หมาคนรวยนั้นขนฟูมีเพชรพลอยด้วย มีที่นอนอย่างดี คุณเทียนดินว่า..ลูกหมากลางตลาดต้องเปลี่ยนที่นอนไปเรื่อยๆไม่ติดยึด พ่อครูว่า...พูดถึงเรื่องการสวดนี้เป็นการทำลายศาสนาให้บรรลัยจากด้วยการสวดอย่างมหาศาล พระพุทธเจ้าเกิดมาเป็นพระพุทธเจ้า ลัทธิศาสนาต่างๆก็มีการสวดมนต์ทั้งนั้นเยอะแยะมากมาย ขอยืนยันว่าในยุคพระพุทธเจ้าไม่มีการสวดหรอก หนึ่งสวดการเป็นหมู่ ตั้งแต่ 2 คนพร้อมกันตอนหน้าฆราวาส เขาไม่ทำกัน แล้วเขาก็มีก่อนมีพระวินัย พระพุทธเจ้าไม่ได้พาทำเลย แต่ในยุคนี้ได้ผิดเพี้ยนไปไกล ที่อาตมาพูดนี้เขาจะงง ครูบาอาจารย์ก็ไม่เคยสอนบอกเรื่องนี้เลยอาตมาเข้าใจ แม้แต่ครูบาอาจารย์เขาก็ไม่ประสีประสาเรื่องนี้ เรารู้ข้อเสียข้อด้อย ที่ทำให้ศาสนาพุทธเสื่อม เหตุใดแค่สวด 2 คนต่อหน้าฆราวาสทั้งหลายนี่แหละที่เป็นอาบัติ และฉุดให้ศาสนาเสื่อม เพราะ 1 คนจะหลงความขลัง คนสวดแล้วจะได้อายุ วรรณะ สุขะ พละ เป็นสิริมงคล ถ้าพระมาสวดที่ว่าอย่างนี้ ยิ่งมาเป็นคณะให้มากเยอะแยะ เต็มบ้านช่องเลย ยิ่งดียิ่งเป็นสิริมงคล ซึ่งมันกลับตาลปัตรไปหมดเลย มันก็ยิ่งบาปมาก คนมากเท่าไหร่ก็บาปมากขึ้นเท่านั้น ล้านคนก็บาปล้าน สวดคนละหนึ่งคำก็บาปล้าน สวดคำที่สองก็บาปอีกเป็นสองล้าน สวดคำที่สามก็บาปสามล้าน แต่เขาก็สวดกันอีกเยอะแยะเขาจะบาปกันเท่าไหร่ คูณไหวไหม..ไม่ไหวหรอก เอาเครื่องคิดเลขมาเครื่องก็พัง เขาไม่รู้เลยว่าเขาทำอะไร แล้วศาสนาจะเหลืออะไร 1 ติดจารีตประเพณีเห็นว่าเป็นความถูกต้อง สอบ สวดแล้วก็มีทำนอง มีจังหวะ เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือเคาะชิงช้าตีกลอง ที่สำคัญก็คือหลงความขลัง สวดแล้วจะได้สวรรค์วิมานได้ประโยชน์คุณค่า การสวดนั้น มีประโยชน์ในตัวเองคือรักษาคำสอนพระพุทธเจ้า 1. การสวดธรรมบท 2. การสวดปณามคาถา คือการสวดพระสรรเสริญพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ไม่ใช่คำสอนพระพุทธเจ้า แต่เป็นคำแต่งของพระอรรถกถาจารย์รุ่นหลัง เป็นพระหรือเป็นฆราวาส แต่งขึ้นมาก็เยอะ อย่างพาหุง 8 มหากาฯ เราไม่ได้เอาธรรมบทมาสวด เราดูตามตำราเรียนธรรมบทเยอะ เอามาบรรยาย แต่ปณามคาถาเราก็สวดกันไม่กี่บท หากไม่เข้าใจในเรื่องการสวด การสวดปณามคาถากับธรรมบท ต่างกันอย่างไรเขาก็ไม่รู้เรื่องแล้ว การสวดปณามคาถา จัดสวนร่วมกันเป็นหมู่เท่าไหร่ก็ไม่ผิดอะไรเป็นการสรรเสริญพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ แต่ถ้าหากเอาธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาสวด ท่านกันไว้ เพื่อที่จะ 1. จะได้ไม่เอาธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาสวดหากิน อันนี้เป็นเรื่องร้ายที่สุด ถ้าคุณเอาประณามคาถามาสวดหากินก็พอทำเนา แต่ถ้าคุณเอาธรรมบทของพุทธเจ้ามาขายมาเป็นเครื่องมือหากินด้วย คนก็ต้องเห็นว่าธรรมบทเป็นเรื่องสำคัญ คนก็อยากฟังธรรมบทมากกว่าปณามคาถา เขาก็จะท้วงว่า เอาธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาสวดเป็นเรื่องผิดธรรมวินัยนะ แต่เขาไม่รู้หรอกแบบนี้ พระมีอิทธิพลเยอะด้วย มีอภิสิทธิ์มาก อาตมาพูดสัจจะตามคนตรงอย่างอาตมาพูดไม่มีเล่ห์กล ไม่มีท่าที เป็นข้อด้อยของอาตมานะ เรื่องสวดนี้พูดจริงๆแล้วอาตมาก็จำต้องพูด เพราะเป็นเรื่องเสื่อมของศาสนา แต่ว่าภิกษุของเราไม่ได้อาบัติสิ่งเหล่านี้เลย แต่ทางโน้นทำอย่างเป็นเรื่องประจำของศาสนา เหมือนกับทุกวัดจะต้องจุดธูปจุดเทียน ไม่มีไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้เลยว่าอย่ามี สมัยพุทธเจ้าไม่ให้มีการจุดธูปเทียน น้ำมันเปรียงน้ำมันเนย เอาข้าวสารใส่ไฟทำให้เกิดควัน มีอยู่ 2 อย่างทำให้เกิดเปลวกับเกิดควัน เป็นอัคคียัญ คือการติดต่อกับวิญญาณด้วยไฟเป็นสื่อ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหาศีล ห้าม แต่มันผิดไปไกล เราพูดว่าผิดเขาก็ว่าเราบ้า เป็นสัจจะที่เลี่ยงไม่ได้ เป็นธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า สมณะแก่นเกล้า...ทุกวันนี้ผมไปบิณฑบาตก็เห็นว่าพระจะให้พรกันหนักมาก สมัยก่อน ก็ยังจะมีสายหลวงปู่ชาหลวงปู่มั่น จะเดินแบบสงบ นอกนั้นรู้สึกว่าจะให้พรแข่งกัน ถ้าองค์ไหนให้เสียงดังก็ได้ พ่อครูว่า..ให้พรแล้วเขาจะได้ลาภมาก คนก้าวตามกันไปก็เลยเสื่อม ฉุดลงไปให้ผิดเพี้ยนไปไกล มันเติมความหลงความโง่ สมณะแก่นเกล้าว่า...สมณะจะไปบิณฑบาตแล้วไม่ให้พร เขาก็บอกว่าพระปลอมสวดมนต์ไม่เป็น ให้พรไม่เป็นเป็นพระหากินอีก พ่อครูว่า...บิณฑบาตทางนั้นไม่ได้ ก็ให้ญาติโยมทางนี้เลี้ยง สมณะแก่นเกล้า ...พระแต่ละองค์ต่างให้พรแข่งกันเสียงดังกว่าเดิมอีก พ่อครูว่า...พูดไปก็เอาล่ะ ตัดเรื่องสวดมนต์ พูดไปแล้วมันชี้ช้ำกะหล่ำปลี จบไปตรงนี้ก็แล้วกัน
_อยากให้ท่านกลับไปดูเทศน์ที่เคยทำมาขอแนะนำท่านนิดนึง...ท่านคะฝากท่านหนึ่งเรื่อง เวลาท่านสวดมนต์ตามหลวงปู่ ท่านสวดมนต์แบบยานๆลากเสียงเป็นทำนอง อยากให้กระชับสั้นแบบหลวงปู่พาสวด พ่อครูว่า...จริงนะพวกเราชักจะยานแล้ว พา..หุง..สะ...หัด สะมะพินิมฯ….แม้แต่นะโม ..นา…..มัว….ตัส…..สะ…. พุทธเจ้าตรัสไว้ชัด การลากเสียงอันยาวทำให้คนหลง ท่านก็ห้ามไว้หมด มันก็ไปกันใหญ่ ไปหลงเสียงสำเนียง เหมือนกับเราได้ฟังนักร้องเขาร้องเพลงจะไปหลงเสียงหลงทำนอง การร้องเพลงนั้นเหมือนกับเด็กร้องไห้ การฟังพระสวดก็เหมือนกับการฟังพระร้องไห้ 2.สวดหลงขลัง สวดแล้วจะได้อะไรกลับคืนมาเป็นแก้วแหวนเงินทองเป็นสวรรค์วิมานเป็นนิรมาณกายสัมโภคกายอาทิสมานกาย สามกายนี้ เป็นความสำคัญมากที่คน อุปาทาน หลงเป็นนิรมาณกายหมายความว่า หลงอะไรก็คือสร้างขึ้นมาเองสร้างภพชาติ มันจะมีอย่างนี้อย่างนี้ แล้วร่วมกันบริโภคของเปล่าๆนี้ สัมโภคกาย ต่างก็ได้วิมาน ได้สิริมงคล ซึ่งมันเปล่าดายมันไม่มีความจริงเลย แต่เขาหลงว่ามีเขาร่วมบริโภคกันทั้งคนสวดคนฟัง นึกว่าปลื้มใจได้แล้ว ซึ่งมันเป็นของไม่มี มันอาทิสมานกาย มันมองไม่เห็นมันไม่มีอะไรเลย แต่คนก็บริโภคของเปล่า ของไม่มีอะไร นึกร่วมกันว่ามี นิมาณ สร้างขึ้นมาเอง คุณปั้นลมปั้นแล้งขึ้นมาเอง อาตมาเอาวิชาการขอบคุณพระเจ้ามาพูดนี้ เดี๋ยวนี้เขาไม่พูดถึงกันแล้ว เพราะเขาไม่เข้าใจเขาไม่รู้เรื่อง เขามีสิ่งเหล่านี้เต็มไปหมดแล้ว ขออภัยเรื่องการสวดมนต์ 610726_รายการสำมะปี๋ซีวิต บ้านราชฯ ตอน 1