สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ฌานศีลในจรณะ 15.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข9 สิงหาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ฌานศีลในจรณะ 15 พ่อครูว่า... ในฌาน จะขยายความประพฤติออกไปอีกก็ได้ ไปเป็นสติปัฏฐาน 4 ไปเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 หรือต่อเนื่องไปเป็นจรณะ 15 สรุปว่าเป็นไตรสิกขา ฌานก็อยู่ในไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา ก่อนจะเกิดสมาธิ ฌานก็ล้างชำระอกุศลจิตออก จนกระทั่งตกผลึกรวมตัวเป็นจิตตั้งมั่นที่สะอาด จิตที่เป็นอกุศลจิต จิตที่เป็นกิเลสหมดไปๆ ที่เหลือก็ตกผลึกเป็นสมาธิ เป็นจิตที่สะอาด ตั้งอยู่ หรือ จรณะ 15 ศีล เป็นข้อแรกของจรณะ 15 คุ้มครองทวาร อินทรีย์ทั้ง 6 จิตก็ปฏิบัติกับทวารทั้ง 5 ภายนอก เราก็อาศัยสิ่งที่เราบริโภคอุปโภค คุ้มครองทวารอินทรีย์ทั้ง 6 เราก็อาศัยสิ่งที่เราสัมผัสแตะต้องเป็นเครื่องอาศัยเรียกว่าอาหาร อาหารทางกาย อาหารทางอารมณ์ อาหารทางวิญญาณ ก็ต้องประมาณในเครื่องอาศัยเหล่านี้ การปฏิบัติทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และเกิดอารมณ์ความรู้สึกเป็น เวทนา คุณก็ต้องศึกษาเวทนา เวทนาเป็นตัวสำคัญมาก รู้สึกชอบรู้สึกชังรู้สึกทุกข์รู้สึกสุข กรรมฐานของพระพุทธเจ้าจึงมี เวทนา ตัวนี้ตัวเดียว แต่เขาผิดเพี้ยนไปไกลเอากสิณ 40 ไปทำเป็นกรรมฐาน น่าสงสาร พาออกนอกรีตนอกทาง ได้ถึงกสิณ40 พอที มันแค่สมถะ เอาเวทนาเป็นกสิณดีกว่า สายหลับตาจะไม่บอกว่าเอาเวทนาเป็นกสิณ กสิณการเคลื่อนไหวก็อย่างอ.แป้น เอาจิตจดจ่อที่มือนะ อ.คำเขียน อะไรอย่างนี้อ.แป้นเป็นต้น คือสมถะเคลื่อนที่ หลวงพ่อเทียน แม้แต่ติชนัทฮันห์ เป็นสมาธิสมถะเคลื่อนที่ทั้งนั้น ยิ่งไปทางทิเบตก็ยิ่งมีเยอะเป็นกสิณเคลื่อนที่ เร็วด้วยนะ แต่ยังออกจากสมถะไม่ได้ เป็นวิปัสสนาไม่ได้ เรียกวิปัสสนาก็เรียกตามพยัญชนะ แต่เลอะเทอะไปเยอะแยะ เพราะฉะนั้นต้องชัดเจนในสภาวะธรรม ค่อยๆเรียงลำดับจากจรณะ 15 คุ้มครองทวารอินทรีย์ จะต้องไม่ทิ้งทวารทั้ง 6

อ่านต่อ

อาศัย อาหาร 4 กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร เกิดจากเจตนาเป็นตัวหลัก เจตนาจะไปหากามจัดการก่อน เจตนามี 3 กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา วิภวตัณหา คือตัณหาที่ไม่มีภพแล้ว ปราศจากกามตัณหา ภวตัณหา เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยใช้ทำประโยชน์ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ต้องใช้ ถ้าเรายังไม่เป็นโพธิสัตว์เป็นอรหันต์ขึ้นไปก็ต้องจัดการที่กามตัณหาก่อน ภวตัณหาก่อน กามตัณหา ไปจัดการที่ต่ำหยาบก่อน คืออบาย อันไหนที่ตัวเองสะสมมาเยอะ เกาะเกรอะกรังของตัวเอง คนที่เยอะเขลอะมา หากไม่ล้างออกไปบ้าง คุณอยู่ไม่รอดหรอก เพราะฉะนั้นสังคมชาวอโศกจึงเป็นสังคมอาริยบุคคล ยิ่งยุคนี้ยุคสังคมชั้นสูง ชาวอโศกจะเห็นได้ ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสไม่จัดจ้าน ต้องเป็นสังคมอนาคามี แต่ตอนนี้เรากำลังทำฐานโสดาบันให้เขาเข้าใจ ความจริงแล้วชาวอโศกเป็นฐานอนาคามีเป็นหลัก ฐานกาม ฐานอบายนี้ มันหาได้น้อยในนี้พยายามกดข่มซ่อนแฝงซับซ้อนไม่ได้ ความจริงแล้วเป็นอนาคามีโดยไม่ต้องลำบากอะไร ในทวารทั้ง 5 ภายนอก กามคุณ เป็นเรื่องที่ทำได้แล้ว ปกติแล้ว สมณะฟ้าไทว่า..แต่ก่อนอาหารเป็นอาหารอร่อยจัดจ้าน แต่ในสังคมอโศก ราชธานีอโศกเป็นอาหารที่โลกุตระแล้ว พ่อครูว่า...เราก็รู้แล้วว่าทำให้พวกเรากินในนี้เป็นอย่างไร ทำให้คนข้างนอกเป็นอย่างไรเราก็รู้จักอนุโลมปฏิโลม เราก็จะรู้สังคมรู้บริษัทหมู่กลุ่มนี้ ทำประมาณไหนๆ เราก็อยู่กับหมู่กลุ่มได้ทุกขณะ ลักษณะไหนมันเกินมันจัด เราไม่ไหวมันเกินมือเราก็ไม่ได้ ที่มีอยู่ในมือเราก็ล้นแล้วเราอย่าอ้าขาผวาปีกเลย สํารวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ก็คือการประมาณเรื่องกินเรื่องอยู่โดยเฉพาะเรื่องอาหารเป็นตัวสำคัญ เครื่องอุปโภคยังง่ายกว่าเครื่องบริโภค เพราะว่ามันไปหาลิ้นไปหารสภายใน มันต้องมีรสอย่างนี้นะ แม้แต่เป็นพระอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้ายังต้องกินเลย รสนี้มันไปกับเราจนปรินิพพานเป็นปริโยสานเลย กินอาหารมีอาหาร 4 มีผัสสะแล้วก็เกิดเจตนา มันจะไปคู่กัน ถ้าเจตนาของเรามันไม่มีแล้ว ในโลกกาม โลกอบายก็ไม่มีแล้ว ทำได้หมดถึงกามคุณ 5 ก็ไม่มีแล้ว เหลือรูปราคะอรูปราคะ คุณก็ทำสังโยชน์เบื้องสูง คุณก็เป็นอนาคามีชัดๆ อยู่ในนี้มีพวกอนาคามีเยอะในพวกเรา ในโลกตอนนี้มีข่าวเจ้าสาวกับเจ้าบ่าว เจ้าบ่าวหนีงานแต่งก็ว่ากันเละไป ข่าวที่รุนแรงก็มียิงหัวกันก็มี ชาคริยานุโยคะ คำว่าตื่น ต่างกับพุทธะ ก็แปลว่าตื่นเช่นกัน อนุโยคะ คือพากเพียร ให้ตื่น เขาก็ไปแปลแค่ตื่นนอน มันซ้อนมีกิเลสในการนอน ตื่นให้มีสติสัมปชัญญะมีตัวรู้ รู้รอบ ทางตาหูจมูกลิ้นกายตื่นเต็มไม่ใช่อย่างสะลึมสะลือ ไม่ ต้องตื่นรู้ ตื่นเต็มชัดเจนให้มีสติคือร้อยครบร้อย ตื่นเต็มร้อยทำงานเต็มร้อย เป็นปกติ แล้ว 100 นี้มีความรู้รอบ นอกจากทวาร 5 และมีทวารใจเป็น 6 คุณจะเร็วคุณจะมี มุทุภูตธาตุ จะรู้ สัมผัสทีละอัน แต่มันรู้เร็ว เพราะบางทีมันเกิดความเคลื่อนไหว แม้แต่แสง มันช้ากว่าจิตเรา มุทุภูตธาตุเร็วกว่าพวกนั้น กลัวพวกนั้นมันจะเคลื่อนไหวเรารู้เร็วกว่ามัน 5 รอบ 10 รอบแล้ว จิตคนนี่ อาตมาจึงไม่มีปัญหาที่จะดูโทรทัศน์ 3 จอและที่ทำงานอีก 1 จอคนมานั่งคุยอีกคนนึง อาตมาก็ไม่มีปัญหาหรอก เปิด 5 จอได้ ไม่มีปัญหา ก็ทำงานได้ คือฝึกแล้วมันเกิดจิตมุทุภูตธาตุ มันแววไว ทั้งปรับได้ไว เจโตปรับได้ไว ปัญญาเร็วขึ้นๆๆทั้งสองข้าง ธรรมะ 2 เร็วและรู้ได้เร็วด้วย มุทุภูตธาตุ ภูตะ เป็นตัวจิตวิญญาณ มุ คือ ลักษณะจิตวิญญาณ คือจิตมันมุทุภูตธาตุ มันก็จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เกิดฌาน เป็นพลังงานที่เกิดได้เลิกได้เร็วคล่องแคล่วว่องไว เป็น ปาคุญญตา แคล่วคล่องว่องไวปราดเปรียว ฌาน ของศาสนาพุทธจึงไม่ใช่ยิ่งซื่อบื้อ พวกไปนั่งหลับตาสะกดจิตทำฌานนั้น เจ๊งเลย ฌานของพุทธเจ้าต้องลืมตาอย่างคล่องแคล่วว่องไว จิตมีลักษณะเร็ว เป็นผู้ตื่น เร็วรอบว่องไว มีมุทุภูตธาตุ ฌาน 4 ที่มีอุเบกขา คุณสมบัติอุเบกขามี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มีความบริสุทธิ์ทำงานได้อย่างรวดเร็วเหมาะสมจัดสรรได้เก่ง ก็ยิ่งมีความสะอาดผ่องใส ปริสุทธา เป็นความสะอาดเบื้องต้น แต่ประภัสราเป็นความสะอาดขั้นปลายที่มีผลที่เจริญขึ้นจากการทำงาน บริสุทธิ์อย่างมีความสามารถสูงกว่าปริสุทธา เพราะฉะนั้นองค์ธรรม 5 ของอุเบกขาจึงเป็นองค์ธรรมของพระอริยะของพระโพธิสัตว์ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ได้ มันจะเป็น Coefficient เป็นสัมประสิทธิ์ที่เราจะเพิ่มได้แม้แต่อายุไขของเรา ยิ่งทำงานยิ่งวิเศษยิ่งเก่ง ถ้าหากยิ่งไม่ทำงานยิ่งจะหนืดและเฉื่อยยิ่งเรื้อ แช่ไป ดีไม่ดีเน่าด้วย สมณะฟ้าไทว่า..โพธิสัตว์จะต่ออายุต้องมีงานให้ทำถ้าไม่มีงานให้ทำก็จะตาย พ่อครูว่า...ไม่ต้องห่วงหรอกอาตมาประมาณในการทำงาน อาตมาเจตนาจะอยู่ยาว พูดอย่างนี้ก็ควรจะต้านไว้เถอะ ใครมีจริตจะต้านทานไว้ก็ดึงว่าอาตมา แต่ก็ดึงอาตมาไม่อยู่หรอก แต่ก็ควรจะดึง อาตมานี้เป็นช้างสาร เรียกว่าดื้อก็น่าเกลียด เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าใจโภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะแล้ว ก็จะเข้าไปสู่สัทธรรม 7 ของจรณะ 15 ก็มี หิริโอตัปปะพหูสูต หรือพาหุสัจจะ แล้วก็มี วิริยะ สติ ปัญญา อีกสามตัว นี่เป็นจรณะ แล้วบวกกับ ฌานอีก 4 ก็เป็น 15 ศรัทธา มันมีความเชื่อถือมันมีกำลังใจว่า ความรู้ ความเชื่อ ความเข้าใจ ความเห็น มันก็คือธาตุปัญญาด้วยกัน ศรัทธากับปัญญา แต่ศรัทธาแนวโน้มความstatic (ไฟดับ) เมื่อมีศรัทธาและมีหิริโอตัปปะ หิริ คือ ความละอาย โอตตัปปะคือความเกรงกลัวต่อบาป ความละอายนี้ยังละเมิดอยู่บ้าง ยังไม่สูง ละอาย หากใครไม่รู้ลับตา ฉันก็ทำ แต่โอตตัปปะนี้ แม้ไม่มีใครรู้แต่เราก็รู้ว่าเป็นอกุศล เราไม่ทำ มันเหนือชั้นกว่ากัน หิริโอตัปปะคือคุณสมบัติของคนที่กลัวบาปกลัวอกุศลชัดเจนในวิบาก ว่ากรรมเป็นอันทำ อกุศลเป็นอันทำ ทำแล้วจะบอกว่าเราไม่เอาไม่ได้ เอาไปแบ่งให้ใครก็ไม่ได้ ทำให้มันหกตกหล่นก็ไม่ได้ ไม่ได้ทั้งนั้น ทุกอย่างที่ทำเป็นกรรมเป็นของเราหมดไม่หกตกหล่นไม่ระเหิดไม่ระเหย ได้เต็มๆกรรมเป็นอันทำ กรรมคือการกระทำที่มีวิบากเป็นคนสั่งสมสะสม เราไม่สะสมวิบากบาปที่มาออกฤทธิ์กับเราจนกว่าเราจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน กุศลวิบากก็จะสั่งสม ดีและชั่วเป็นสมบัติ แปลว่าบุญเป็นวิบากไม่ใช่สมบัติมีหน้าที่เดียว หรือฌาน ก็เป็นเหตุของบุญ บุญเป็นผลของฌาน ฌาน ทำพลังงานทำลายกิเลส พอได้ครบถ้วนเต็มรอบก็จัดการกิเลสหยุด เริ่มทำซ้ำ เป็นภาวนามัยสั่งสมผลให้แข็งแรงตั้งมั่นต่อไป การประกอบความตื่นให้เกิดศรัทธา หิริ โอตัปปะ ทำอย่างตื่น สำรวจในของกินของใช้นั่นแหละแล้วก็สั่งสมเป็นพหูสูต ดีขึ้นเจริญขึ้น มากขึ้น สุตะ ก็รู้ หรือพาหุสัจจะ หากเข้าใจตามสระพยัญชนะ พหูสูต กับ พาหุสัจจะ สุตะคือความรู้ สัจจะคือความจริงเป็นธรรมะ 2 พหุ หรือพาหุก็คือมาก มากทั้งความรู้และความจริง เอาพหูสูตมาใช้ก็ได้ มันเป็นไวพจน์กัน รายละเอียดมีอีก แต่เอามาใช้แค่นี้ก็ได้แล้ว พาหุสัจจะหรือพหูสูตก็อันเดียวกันใช้แทนกันได้ จริงๆแล้วละเอียด มันก็ไม่เหมือนกันทีเดียวแต่ก็ใช้แทนกันได้ ก็เหลืออีกสามเส้า คือ วิริยะ สติ ปัญญา เพราะฉะนั้นอินทรีย์ 5 ของตัวกำลังที่มันจะสะสม อินทรีย์ 5 มี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา วิริยะ มันก็มีในจรณะ 15 ด้วย มาเติมปัญญา ที่เป็นตัวรู้ลึกซึ้ง ปัญญาเป็นของโลกุตระเท่านั้น เฉกะหรือเฉโก เป็นเรื่องของโลกียะมันเกี่ยวกับทวารทั้ง 6 เป็นสภาวะหมุนรอบเชิงซ้อน หากเอาแต่นั่งหลับตาสะกดจิต ไม่มีปัญญา เกิดหรอก มีแต่สัญญา หากเข้าใจสัญญากับปัญญาไม่ได้ก็สับสน จริงๆแล้วสัญญาก็มีสภาวะเก่งเหมือนกัน มันใช้งานข้างนอกกำหนดรู้ข้างนอกก็ได้ แต่ปัญญานั้นทำงานกับข้างนอกเท่านั้น ไม่มีข้างนอกเป็นปัญญาไม่ได้ แต่สัญญาเป็นได้ในข้างในและข้างนอก สัญญาดูเหมือนเก่งกว่าปัญญา แต่ปัญญามันสูงกว่าสัญญา สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนกลับไปกลับมา แต่มีนัยสำคัญต่างกัน ปัญญาต้องมีข้างนอกด้วย ในภวังค์ไม่มีปัญญาเกิดขึ้นไม่มีการสะสมปัญญาในภวังค์ เพราะฉะนั้นการนั่งหลับตานี้ คุณไม่มีหรอกศีล สมาธิปัญญา ไม่ได้ปฏิบัติศีลเลย แล้วเหลือแต่สมาธิอย่างหลับตา ปัญญาคุณก็ไม่เกิด คุณได้แต่ทำสัญญาๆๆเท่านั้น นี่นัยละเอียดมี วิริยะ สติ ปัญญา 3 เส้า ตัวนี้จึงเป็นตัวสัมประสิทธิ์เป็นตัว Coefficient เติมให้เจริญขึ้นได้เรื่อยๆ วิริยะ แล้วก็ตื่นเต็มสติ เสริมให้เกิดปัญญา วิริยะ สติ ปัญญา 3 เส้า จึงเป็นตัวหลักที่อยู่กับเราทุกวินาที ละเอียดกว่าวินาทีอีก คุณต้องตื่น ต้องมีวิริยะ เพียรทำให้เกิดปัญญา เพราะปัญญาเป็นตัวรู้ของโลกุตระ ถ้าคุณไม่ครบก็ไม่ได้โลกุตระได้แต่เฉโก เฉกะ ก็ได้แต่สมมติสัจจะ แต่ถ้ามีปัญญาจึงจะเกิดปรมัตถสัจจะ อันสมมุติเป็นโลกียะเท่านั้น ตัวเพียรไม่มีตัวรู้รอบสติตื่น การหลับตานั้นสติที่จะมีข้างนอกนั้นไม่มี ตื่น ดูข้างนอกไม่มีมีแต่ตื่นข้างใน เก่งนะ ทำให้ตื่นข้างในเก่งสว่างภายในใส แต่มันก็เก่งในแค่กะลาครอบ ใสแค่ในกะลาครอบ ก็มีประโยชน์น้อยและไม่รู้โลกข้างนอกด้วย แสงสว่างของพระพุทธเจ้าจึงมี 5 ข้อ คือ แสง สว่าง ปัญญา ญาณ วิชชา ปัญญาคือความรู้ซับซ้อน ญาณคือความรู้องค์รวม วิชชาเป็นภาษาพระพุทธเจ้าที่ใช้คู่กับอวิชชา รวมความรู้ทั้งหมดของพระพุทธเจ้าคือวิชชา สัตว์ทั้งหลายเกิดมาด้วยต้นเหตุคืออวิชชาคือความไม่รู้เมื่อรู้แล้วก็เกิดวิชชา ก็คือญาณปัญญานั่นเอง ต้องเกิดอยู่ในโลกที่มีแสงสว่างมีแสงพระอาทิตย์ อาโลกสัญญา กำหนดรู้แสงสว่างมีพระอาทิตย์ข้างนอกร่วมด้วย เพราะฉะนั้นมีทั้งแสงมีทั้ง อาโลกสัญญาคือกำหนดรู้ ควบคุมตัวแสง จะไม่ใช่แสงจากพระอาทิตย์ก็ได้ แสงก็คือความสว่าง ส่วนความสว่างที่กำหนดด้วยอาโลกสัญญา คือ พระอาทิตย์ คือข้างนอก แสงสว่าง แสง คุณทำแสงอยู่ข้างใน ขยายแสงให้สว่างภายในนั้นเป็นการเล่น เขาจะกำกับไว้ครบเลย แสง สว่าง ปัญญา ญาณ วิชชา คำว่าญาณกับปัญญาสลับกันได้แต่วิชชา เป็นตัวรวมทั้งหมด ญาณกับปัญญาสลับกันไปมาได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านบัญญัติ พระพุทธเจ้าบัญญัติ จึงเป็นผู้ที่รู้ครบพร้อมทั้งภายนอกและภายใน อาโลกสัญญา นี่คือ ความรู้รวมเรียกว่าความรู้ที่ต้องมีแสงมี อาโลกสัญญา ในตัวความรู้ ญาณ ปัญญา วิชชา 610725_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จรณะ15 มีฌานกับศีลที่เป็นปรมัตถ์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน