06 บท 2_200461_เอม.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษา เรื่อง ผลการประยุกต์ใช้แพทย์วิถีธรรมร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันในการรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง จังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าจากต ารา แนวคิดทฤษฏี เอกสาร บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สรุปสาระส าคัญได้ดังนี้ 1. โรคไตเรื้อรัง 1.1 ค าจ ากัดความของโรคไตเรื้อรังและอาการทางคลินิก 1.2 สาเหตุการเกิดและปัจจัยเสี่ยงโรคไตเรื้อรัง 1.3 การจ าแนกระดับความรุนแรงและการตรวจคัดกรองภาวะไตเรื้อรัง 1.4 อาการแสดงและภาวะแทรกซ้อนของโรคไตเรื้อรัง 1.5 การรักษาโรคไตเรื้อรัง 2. ภาวะสุขภาพ 2.1 แนวคิดภาวะสุขภาพ 3. การจัดการตนเอง 3.1 แนวคิดการจัดการตนเอง 3.2 พฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 4. หลักการแพทย์วิถีธรรม 4.1 สาเหตุที่ท าให้เกิดโรคหรืออาการเจ็บป่วยตามหลักแพทยืวิถีธรรม 4.2 การปรับสมดุลเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพตามหลักแพทย์วิถีธรรม 4.3 โรคไตเรื้อรังกับแพทย์วิถีธรรม 5. บริบทคลินิกฟื้นฟูไตด้วยการแพทย์วิถีธรรม 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7. กรอบแนวคิดงานวิจัย โรคไตเรื้อรัง ค าจ ากัดความของโรคไตเรื้อรังและอาการทางคลินิก “โรคไต” เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ท าให้การท างานของไตลดลงด้วยอัตราที่ “มากกว่า” การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติในคนปกติ โดยภาวะที่ไตลดการท างานอย่างรวดเร็วนั้นเรียกว่า “ภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury)” ซึ่งอาจกลับมาเป็นปกติได้ ถ้าได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที แต่ถ้าความผิดปกติที่เกิดขึ้นซึ่งอาจเป็นความผิดปกติเหล่านั้นคงอยู่อย่างต่อเนื่อง 3 เดือน เรียกว่า “โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease, CKD)” และเมื่อผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีการท างานของไตลดลงอย่างรุนแรง คือ น้อยกว่าร้อยละ 15 ของค่าปกติ เรียกว่า “ภาวะไตวายระยะสุ
อ่านต่อ
ดท้าย (End Stage Kidney Disease, ESRD)” (ธนันดา ตระการวนิช และอรอัชฌา ศิริมงคลชัยกุล. 2559 : 14) 8 สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยกล่าวว่า (2558) กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease, CKD) หมายถึง ผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการทางคลินิกอย่างอย่างหนึ่งในสองข้อต่อไปนี้ 1. ผู้ป่วยที่มีภาวะไตผิดปกตินานติดต่อกันเกิน 3 เดือน ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจจะมีอัตรากรองของไต (Estimated Glomerular Filtration Rate, eGFR) ผิดปกติหรือไม่ก็ได้ ภาวะไตผิดปกติ หมายถึง มีลักษณะตามข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ 1.1 ตรวจพบความผิดปกติดังต่อไปนี้อย่างน้อย 2 ครั้ง ในระยะเวลา 3 ในระยะเวลา 3 เดือน ได้แก่ 1) ตรวจพบอัลบูมินในปัสาวะ (Aluminuria) โดยใช้ค่า Albumin Excretion Rate (AER) มากกว่า 30 mg/24h หรือ Albumin-to-Creatinine Ratio (ACR) มากกว่า 30 mg/g 2) ตรวจพบเลือดแดงในปัสสาวะ (Hematuria) มีความผิดปกติของเกลือแร่ (Electrolyte) ที่เกิดจากท่อไตผิดปกติ 1) ตรวจพบความผิดปกติทางรังสีวิทยา 2) ตรวจพบความผิดปกติทางโครงสร้างหรือพยาธิสภาพ 3) มีประวัติการได้รับผ่าตัดปลูกถ่ายไต 2. ผู้ป่วยที่มี eGFR น้อยกว่า 60 ml/min/1.73m2 ติดต่อกันเกิน 3 เดือน โดยอาจจะตรวจพบหรือไม่พบว่ามีภาวะไตผิดปกติก็ได้ นอกจากนี้ข้อมูลที่ควรทราบเกี่ยวกับโรคไตเรื้อรัง (ชวิลิต รัตนกุล. 2559 : 6-8) ได้แก่ 2.1 หน่วยไตถูกท าลายอย่างถาวร ไม่อาจท าให้กลับคืนดีขึ้นมาได้ 2.2 การท างานของไตเสื่อมลง ค่า Creatinine ในเลือดเริ่มสูงขึ้น (>1.2 mg/dl) 2.3 ธรรมชาติของโรคจะท าให้ไตเสื่อมลงเรื่อย ๆ 2.4 อัตราการกรองของเสียโดยไตจะลดลงประมาณ 10% ต่อปี (ต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นกับปัจจัยหลายประการ เช่น โรคที่เป็นเหตุให้เกิดโรคไตเรื้อรัง (เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง) 2.5 ค่าการท างานของไตจะลดลงเรื่อย ๆ จาก 120, 90, 60, 30 ระยะสุดท้าย 15 ซีซีต่อนาที/1.73 m2 2.6 เนื้อไตที่ถูกท าลายไป มีผลให้ไตเสื่อมลงนั้น ไม่อาจบ าบัดให้คืนดีได้ (โรคไตเรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายได้) แต่การบ าบัดที่ถูกต้องอาจชะลอการถูกท าลายของเนื้อไตให้ช้าลงได้ 2.7 การบ าบัดโรคไตเรื้อรังด้วยยาและอาหารบ าบัด ยิ่งเริ่มต้นเร็วตั้งแต่ไตเสื่อมน้อยเท่าไรก็ยิ่งได้ผลช่วยชะลอความเสื่อมของไตไว้ได้ดีเท่านั้น ช่วยให้เข้าสู่ระยะฟอกเลือดช้าลงมีหวังที่จะมีชีวิตยืนยาวขึ้นบ้าง 2.8 โรคไตเรื้อรังระยะเริ่มแรกจะไม่มีอาการ กว่าจะปรากฎอาการ เช่น ซีด เพลีย ก็ต่อเมื่อไตเสื่อมไปมากแล้ว จึงคอยดูอากการไม่ได้ จ าเป็นต้องหมั่นตรวจค้นให้พบว่า เป็นโรคโดยเร็วที่สุด ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง ควรตรวจอย่างน้อยทุก 6 เดือน นอกจากนี้ยังมีอาการในทางการแพทย์ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอาจเป็นโรคไต 6 อาการส าคัญ (นที ศิริวงศ์ และอุดม ไกรฤทธิชัย. 2556 : 12) ได้แก่ 9 1. ปัสสาวะขัดหรือปัสสาวะล าบาก เกิดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะหรืออาการปัสสาวะล าบาก ต้องเบ่งแรง ปัสสาวะไม่พุ่งหรือปัสสาวะสะดุดกลางคัน 2. ปัสสาวะกลางคืนโดยปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ ในคนปกติที่นอนหลับ 6-8 ชั่วโมง มักจะไม่ตื่นขึ้นมาปัสสาวะ 3. ปัสสาวะเป็นเลือดหรือสีน้ าล้างเนื้อหรือขุ่นผิดปกติ เพราะปกติปัสสาวะจะมีสีเหลืองใส อาจมีสีเข้มขึ้นเมื่อดื่มน้ าน้อย 4. อาการ บวมเท้า อาจสังเกตุได้ง่ายเวลาที่ตื่นนอน ส่วนเท้าบวมอาจพบเมื่อเข้าช่วงบ่ายหรือมีกิจกรรมในท่ายืนเป็นเวลานาน ๆ เกิดจากโรคไตเรื้อรังชนิดที่ไม่มีไข่ขาวรั่ว ซึ่งไม่สามารถขับเกลือและปัสสาวะได้ และบวมรอบตา บวมหน้า สาเหตุมาจากมีการรั่วของไข่ขาวออกมามากปัสสาวะ อาการเมื่อมีไตท างานผิดปกติในระยะแรก ๆ อาจจะไม่มีอาการใด ๆ หรือมีเฉพาะอาการของ โรคเดิม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคภูมิแพ้ เป็นต้น เมื่อไตเสื่อมจนเป็นไตเรื้อรังระยะที่ 3 หรือการท างานของไตลดเหลือ 25% ไตจะเริ่มขับน้ าและของเสียออกทางปัสสาวะไม่ได้ตามปกติ ท าให้ร่างกายมีอาการผิดปกติ (นที ศิริวงศ์ และอุดม ไกรฤทธิชัย. 2556 : 7) ดังนี้ 1. มีอาการคลื่นไส้ ลิ้นรับรู้รสชาดอาหารลดลง เบื่ออาหาร รู้สึกง่วงซึม สับสน มีอาการปวดกระดูและข้อ คันตามตัว 2. โลหิตจาง ซีด เหนื่อยง่าย และอ่อนเพลีย เกิดจากไตสร้างฮอร์โมนสร้างเม็ดเลือดแดงไม่เพียงพอ 3. บวมบริเวณข้อเท้า เท้า รอบ ๆ เปลือกตาและใบหน้า เนื่องจากไตก าจัดน้ าส่วนเกินไม่ได้ ปัสสาวะน้อย น้ าสะสมในร่างกายมากขึ้นท าให้มีอาการบวมเป็นๆ หายๆ เมื่อเป็นมากจะเกิดภาวะน้ าท่วมปอด ท าให้อึดอัดหายใจล าบาก 4. ความดันโลหิตสูง ท าให้มีอาการปวดศรีษะเรื้อรัง อ่อนเพลียและเป็นโรคหัวใจได้ สาเหตุการเกิดและปัจจัยเสี่ยงโรคไตเรื้อรัง ธนันดา ตระการวนิช และอรอัชฌา ศิริมงคลชัยกุล (2559 : 15) กล่าวว่า สาเหตุโรคไตเรื้อรัง เกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ 1. ความผิดปกติแต่ก าเนิดของไต และทางเดินปัสสาวะ เช่น มีไตเพียงข้างเดียว ไตเล็ก การอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ ภาวะปัสสาวะไหลย้อน เป็นต้น 2. การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่รุนแรง หรือการติดเชื้อซ้ า ๆ หลายครั้งซึ่งในเด็กมักพบร่วมกับความผิดปกติทางโครงสร้างของทางเดินปัสสาวะ 3. โรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น เบาหวาน (ประมาณ 40%) ความดันโลหิตสูง (ประมาณ 20%) โรคเกาต์หรือระดับยูริคในเลือดสูง นิ่วในไต อ้วนอย่างรุนแรง โรคเอสแอลอี (SLE) นิ่วของไต โรคต่อมลูกหมาก ไตอักเสบ โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคหัวใจล้มเหลว โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น 4. โรคเนื้องอกของไต 5. โรคทางพันธุกรรม เช่น กลุ่มโรคถุงน้ าของไต ไตอักเสบบางโรค เป็นต้น 6. ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวด และลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งเรียกว่า “เอ็นเสด (NSAID)” ยาต้านจุลชีพบางชนิด ยาลดความอ้วน สารพิษ 7. ยาสมุนไพรบางชนิด เช่น ไคร้เครือ เป็นต้น 10 นอกจากนั้นยังมีสาเหตุอื่น ๆ เช่น อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป สูบบุหรี่ การได้รัยสารรังสีจากการรักษาเนื้องอกหรือมะเร็ง จากอุบัติเหตุ ถูกสารจากแมลงมีพิษกัดต่อย (ธัญญารัตน์ ธีรพรเลิศรัฐ. 2556 : 9) การจ าแนกระดับความรุนแรงและการตรวจคัดกรองภาวะไตเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง เมื่อหน่วยไตถูกท าลายลงเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการขจัดของเสียไตจะลดลงเรื่อย ๆ ยิ่งโรคมีความรุนแรงมากขึ้นเท่าใด ความสามารถในการขจัดของเสียของไตจะลดลงมากเท่านั้น จนเมื่อถึงระยะสุดท้ายที่ผู้ป่วยจะอยู่ไม่ได้โดยไม่ฟอกเลือดนั้นไตท าหน้าที่ขจัดของเสียได้น้อยเหลือเกิน อาจใช้ค่า Creatinine Clearance (CCr) หรือ Glomerular Filtration Rate (GFR) เป็นเครื่องบอกความรุนแรงของโรค โดยแบ่งเป็น 5 ระยะ (ส านักโรคไม่ติดต่อ าเภอ 2559 : 3) ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 การแบ่งระยะความรุนแรงของโรคไตเรื้อรัง (GFR) ระยะ ค าจ ากัดความ อัตรากรองของไต มิลลิลิตร/นาที/1.73 ตารางเมตร 1 ไตผิดปกติและอัตรากรองของไต ≥90 2 ไตผิดปกติ และอัตรากรองของไตลดลงเล็กน้อย 60-89 3 อัตรากรองของไตลดลงปานกลาง 30-59 4 อัตรากรองของไตลดลงมาก 15-29 5 ไตวายเรื้อรังระยสุดท้าย <15 (หรือได้รับการบ าบัดทดแทนไต) ที่มา : ส านักโรคไม่ติดต่อ (2559 : 3) ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นมีการด าเนินของโรค (ระยะที่ 1) จนถึงระยะสุดท้ายที่ผู้ป่วยจะอยู่ไม่ได้โดยไม่ฟอกเลือด (ระยะที่ 5) เรียกว่า ระยะก่อนฟอกเลือด (Pre-Dialysis) เป็นช่วงที่ยาวที่สุดของการด าเนินโรค และมีผู้ป่วยจ านวนมากที่สุดในบรรดาผู้ป่วยโรคไต ระยะ 1-2 นับเป็นระยะเริ่มต้น ไตสูญเสียหน้าที่ไปไม่มากนักเพียงไม่ถึง 40% หากวินิจฉัยได้ในระยะนี้ และเริ่มต้นบ าบัดอย่างเคร่งครัด จะได้ผลในเชิงชะลอความเสื่อมของไตไว้ได้ดีที่สุด ระยะ 3-5 นับเป็นระยะที่ไตสูญเสียหน้าที่ไปมากแล้ว (>40%) หากเริ่มต้นบ าบัดทั้งด้วยยาและอาหารในระยะนี้จะไม่ได้ผลมากนักในการชะลอความเสื่อม เพราะไตเสื่อมมากแล้ว แต่จะมีผลช่วยลดปริมาณของเสียในเลือด บรรเทาอาการยูรีเมีย ช่วยให้ผู้ป่วยสบายขึ้นบ้างเท่านั้น จึงควรเผยแพร่ความรู้และกระตุ้นเตือนให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรังไปรับการตรวจวินิจฉัยโรคบ่อยๆ (อย่างน้อยทุก 6 เดือน) หากว่าเป็นโรคก็จะได้รู้เสียตั้งแต่ระยะแรก ๆ จะได้เริ่มต้นรับการบ าบัดทั้งด้วยยาและอาหารอย่างจริงจังเสีย ตั้งแต่โรคอยู่ระยะ 1-2 (ไตยังเสื่อมไปไม่มาก) อันจะยังผลให้ชะลอความเสื่อมของไตไว้ได้ดีที่สุด 11 ระยะ 5 ไตเสื่อมมากแล้ว ของเสียในเลือด (BUN) จะสูงมากถึง 100 มก./ดล. ผู้ป่วยเตรียมตัวรับการบ าบัดทดแทนไต เช่น รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis-HD) หรือใช้น้ ายา ล้างไตทางช้องท้อง (Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis-CAPD) หรือรับการปลูกถ่ายไต (Kidney Transplantation) ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยากชะลอให้ถึงเวลาฟอกเลือดช้าที่สุดคือ อยู่ใน Pre-Dialysis Stage ให้นานที่สุด จะบังเกิดผลดังกล่าวได้ ผู้ป่วยจ านวนมากเหล่านี้ จ าเป็นจะต้องได้รับความรู้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความพยายามที่จะปฏิบัติตนทั้งในด้านยาบ าบัดและอาหารบ าบัดอย่างถูกต้องสม่ าเสมอ เพื่อว่าจะได้ชะลอเวลาที่จะเข้าสู่ระยะรับการบ าบัดทดแทนไต (HD หรือ CAPD หรือ KT) อันเป็นระยะเวลาที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก ทั้งยังมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคแทรก (อันเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ง่าย) ให้ช้าที่สุด (ส านักโรคไม่ติดต่อ าเภอ. 2559 : 4) ค่าการท างานของไต GFR (Glomerular Filtration Rate : GFR) คือ อัตรากรองของเลือดที่ผ่านไตออกมาเป็นปัสสาวะ และใช้เป็นค่าวัดการท างานของไต ระดับค่าครีเอตินินในเลือดเพียงอย่างเดียวไม่ไวพอที่จะใช้ในการเฝ้าระวังภาวะการท างานของไตที่มีความบกพร่องในระดับเล็กน้อยได้ และไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับ GFR ดังนั้นจึงใช้ค่า eGFR (estimated GFR : eGFR) เป็นตัวบ่งบอกการท างานของไต ประมาณจากการค านวณตัวแปรต่าง ๆ ได้แก่ ระดับค่าครีเอตินีนในเลือด เพศ และอายุของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยใช้สูตร CKD-EPI (Chronic Kidney Disease Epidemiology Collaboration Equation) โดยค่าปกติอยู่ที่ประมาณ 100 มล./นาที (การค านวณค่า eGFR สามารถค านวณออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของ National Kidney Foundation ที่ http://goo.gl/NPexnn หรือดาวน์โหลด Application ที่ http://goo.gl/nPRco (ส านักโรคไม่ติดต่อ าเภอ. 2559 : 2-4) ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรค ไตเรื้อรังควรได้รับการประเมิณค่า eGFR อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ด้วยการตรวจค่าซีรั่มครีเอตินิน (Serum Creatinine, SCr) คือ ปริมาตรของพลาสม่าที่ต้องใช้เพื่อก าจัดเอาครีตินินออกให้อย่างสมบูรณ์ภายในหนึ่งหน่วยเวลา มีหน่วยเป็น มล./นาที โดยสูตรการหาค่าซีรั่มครีเอตินิน เพื่อใช้ค านวณค่า eGFR ดังตารางที่ 2 (สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. 2555 : 4) มีดังนี้ ตารางที่ 2 แสดงสมการสูตร CKD-EPI จ าแนกตามเพศ เพื่อใช้ค านวณค่า eGFR เพศ ระดับระดับครีอะตินินในเลือด (มก./ดล.) สมการ หญิง ≤0.7 eGFR = 144 x (SCr/0.7)-0.329 x (0.993)Age > 0.7 eGFR = 144 x (SCr/0.7)-1.209x (0.993)Age ชาย ≤ 0.9 eGFR = 144 x (SCr/0.7)-0.411x (0.993)Age > 0.9 eGFR = 144 x (SCr/0.7)-1.209 x (0.993)Age ที่มา : (สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. 2555 : 4) 12 ในกรณีที่ไม่สามารถค านวณด้วยสูตร CKD-EPI เพื่อค านวณค่า eGFR ได้ สามารถประเมินได้จากค่า Creatinine Clearance (CCr) ได้จากสูตรของ Cockroft และ Gault Equation โดยปรับมาตรฐานด้วยค่าต่อพื้นที่ผิวกาย 1.73 เมตร2 ดังนี้ (สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. 2555 : 4) CCr = (140-อายุ(ปี) x น้ าหนักตัว (กิโลกรัม) X 0.85 ในผู้หญิงค่าครีตินินในเลือด (มก./ดล.) x 72 adjusted CCr = CCr x 1.73√((Height(cm) x Weight (kg.))÷3600 การแบ่งระยะโรคไตเรื้อรังจากการตรวจประเมินค่า eGFR ใช้เป็นมาตรฐานในการคัดกรอง จ าแนกระยะโรคไตเรื้อรัง ช่วยในการก าหนดแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยที่เหมาะสมตามระยะไตเรื้อรังการแบ่งระยะสามารถแบ่งได้ (ส านักโรคไม่ติดต่อ าเภอ. 2559 : 3) ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 การแบ่งระยะของโรคไตเรื้อรัง (eGFR) ระยะของโรคไตเรื้อรัง eGFR (มล./นาที/1.73 ตารางเมตร) ค านิยาม ระยะที่ 1 >90 ปกติหรือสูง ระยะที่ 2 60-89 ลดลงเล็กน้อย ระยะที่ 3a 45-59 ลดลงเล็กน้อยถึงปานกลาง ระยะที่ 3b 30-44 ลดลงปานกลาง ถึงมาก ระยะที่ 4 15-29 ลดลงมาก ระยะที่ 5 < 15 ไตวายระยะสุดท้าย ที่มา : ส านักโรคไม่ติดต่อ (2559 : 3) นอกจากนั้นการพยากรณ์โรคไตเรื้อรังควรพิจารณาถึง (1) สาเหตุ (2) ระดับ eGFR (3) ระดับ อัลบูมินในปัสาวะ และ (4) ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ หรือโรคร่วมอย่างอื่น ทั้งนี้สามารถพยากรณ์โรคไตเรื้อรังตามความสัมพันธ์ของ eGFR และระดับอับูมินในปัสสาวะ (ส านักโรคไม่ติดต่ออ าเภอ. 2559 : 4) ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะที่ 1 ถึง 3 สามารถดูแลด้วยแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป และอายุรแพทย์สาขาอื่นได้ (สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. 2555 : 9) แต่เมื่อมีข้อบ่งชี้ทางคลินิกดังนี้ ควรส่งต่อผู้ป่วยไปยังคลินิกโรคไตหรืออายุรแพทย์โรคไต (ส านักงานบริหารยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีชีวิตไทย. 2555 : 10-11) 1. ภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะมากกว่า 1,000 mg ต่อวัน โดยไม่มีอาการอื่น หรือ Spot Urine Protein/Creatinine Ratio (UPCR) >1,000 mg/g cr หรือตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะด้วย 13 แถบสีจุ่ม มีค่า proteinuria 4+ หลังได้รับการควบคุมความดันโลหิตตามเป้าหมายแล้วมากกว่า 3 เดือน 2. ภาวะปัสสาวะเป็นเลือด ซึ่งหลังจากตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธี IVP หรืออัลตราซาวน์ไม่พบความผิดปกติ 3. ภาวะน้ าท่วมปอดที่เป็นซ้ า ในภาวะที่การบีบตัวของหัวใจปกติ 4. ค่าซีรั่มครีเอตินีนเพิ่มขึ้น >30% หรือ eGFR ลดลง >25% ในสองเดือนแรกของการเริ่มยา ACEIs/ARBs หรือ ระดับการท างานของไต (eGFR) ลดลงมากกว่า 7 มล./นาที/1.73 ตารางเมตร/เดือน (CKD ระยะที่ 4) 5). การลดลงอย่างต่อเนื่องของ GFR >0.5 มล./นาที/1.73 ตารางเมตร/เดือน 6. ภาวะโลหิตจางไม่ทราบสาเหตุ 7. ความผิดปกติอย่างต่อเนื่องของระดับโพแทสเซียมโดยค่าปกติอยู่ที่ 3.5-5.0 mEq/L 8. สงสัยโรคอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น SLE, หลอดเลือดอักเสบ, Multiple Myeloma 9. ความดันโลหิตสูงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา (>150/90 มิลลิเมตรปรอท ในขณะที่ได้ยาลดความดันโลหิต 3 ชนิด) การตรวจคัดกรองภาวะไตเรื้อรังนอกจากใช้ค่า eGFR แล้วยังสามารถประเมินได้จากค่า ครีเอตินิน (Creatinine) เป็นการวัดค่าการท างานของไต ซึ่งสามารถวัดได้จากซีรั่มในเลือด ที่เรียกว่า ซีรั่มครีเอตินิน (Serum Creatinine : Scr) โดยครีเอตินิน การตรวจ Creatinine เป็นตัวบ่งชี้ที่ดีในการคัดกรอง วินิจฉัย ประเมินการรักษา และติดตามการรักษาภาวะโรคไตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจ าตัวต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง สามารถน าไปสู่โรคไตเรื้อรังได้หากรักษาไม่เหมาะสม หรือผู้ที่ได้รับยาบางชนิด ซึ่งการตรวจสมรรถภาพการท างานของไต มักจะพิจารณาตรวจควบคู่กับการตรวจค่า BUN (Blood Urea Nitrogen) พร้อมทั้งค่า Microalbumin จากปัสสาวะร่วมด้วย (สุพรรณิการ์ ประทีปจรัสแสง. 2553) ค่าครีเอตินิน (Creatinine) หรือเรียกอย่างย่อ ๆ ว่า “Cr” คือ การตรวจสอบสมรรถภาพการท างานของไตจากค่าครีอะตินีน โดยค่าครีอะตินีนที่ตรวจได้จะเป็นผลมาจากการออกแรงยืดหดหรือใช้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายในชีวิตประจ าวัน โดยสารครีเอตินินจะเกิดขึ้นทุกวัน ซึ่งค่อนข้างจะคงที่มีในปริมาณเท่า ๆ กันทุกวัน ในแต่ละคน ถ้าไตยังท างานได้ดี มันก็จะขับทิ้งออกทางปัสสาวะและเหลือค้างในกระแสเลือดด้วยปริมาณคงที่ไว้ไม่มากนักจ านวนหนึ่ง Creatinine จึงตกค้างอยู่ในเลือดน้อยและวัดค่าได้น้อยตามไปด้วย แต่ถ้าการท าหน้าที่ของไตเริ่มบกพร่องหรือเสียการท างาน (เช่น เป็นโรคไตเรื้อรัง) ไตก็จะขับ Creatinine ออกทิ้งไม่ทันกับที่กล้ามเนื้อสร้างออกมา ปริมาณครีเอตินินในเลือดจะสูงขึ้น การตรวจค่า Creatinine ในเลือดจึงพบค่าที่สูงขึ้นผิดปกติ จึงได้น าค่าครีเอตินินนี้มาวัดสมรรถภาพการท างานของไต (พวงทอง ไกรพิบูลย์. 2559) ดังนั้น การตรวจ Creatinine จึงเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีในการคัดกรอง วินิจฉัย ประเมินยการรักษา และติดตามการรักษาโรคไตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจ าตัวที่เสี่ยงต่อการเกิดไตเสื่อมต่าง ๆ (เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งอาจน าไปสู่โรคไตเรื้อรังได้หากไม่รักษาอย่างเหมาะสม) หรือผู้ที่ได้รับยาบางชนิด ซึ่งจ าเป็นต้องตรวจหาสาเหตุของโรคและตรวจประเมินการท างานของไต 14 ในขณะที่กล้ามเนื้อมีการใช้พลังงานยืดหรือหดตัวอันเป็นการออกแรงทุกครั้ง (ไม่ว่าจะหนัก หรือเบา) ชั้นของกล้ามเนื้อจะหลั่งสาร Creatine Phosphate ออกมา (มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า “Creatine”) สารนี้จึงเป็นผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่กล้ามเนื้อต้องออกแรงในการท ากิจวัตรประจ าวัน แล้วร่างกายจะใช้วิธีการแตกตัว Creatine เป็นสารตัวใหม่ คือ Creatinine (ครีอะตินีน) ซึ่งจะมีคุณสมบัติที่สามารถลอยได้ในกระแสเลือด เมื่อเลือดไหลเวียนผ่านไปที่ไตเมื่อใด ก็จะท าให้ไตกรอง Creatinine เกือบทั้งหมดออกไปนอกร่างกายทางน้ าปัสสาวะ (ด้วยเหตุนี้ ค่า Creatinine จึงมักจะไม่แตกต่างกันมากนักในแต่ละวัน และในแต่ละบุคคล เพราะค่านี้ไม่เกี่ยวกับอาหารที่กินมากนัก รวมทั้งไม่เกี่ยวกับตับ) ในน้ าปัสสาวะจึงย่อมมี Creatinine มากเป็นธรรมดา แต่หากพบว่าค่าจากทั้ง 2 แหล่งนี้อยู่ในระดับที่ผิดปกติ คือ Creatinine ในเลือดสูงมากผิดปกติ แต่ Creatinine ในปัสสาวะต่ ามากผิดปกติ ก็ย่อมอาจบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่าอาจก าลังเกิดโรคไตขึ้นค่อนข้างแน่นอนแล้ว จึงท าให้ไตกรองของเสียออกมาไม่ได้ในเกณฑ์ปกติและล้นคับคั่งอยู่ในเลือด ซึ่งการน าค่า Creatinine ในเลือด พร้อมกับค่า Creatinine ในน้ าปัสสาวะที่เก็บไว้จากการถ่ายออกมาทั้งวันหรือ 24 ชั่วโมง ประกอบกับการค านวณในห้องปฏิบัติการ ก็จะท าให้ได้ค่าที่เรียกว่า “ค่าส ารองความสามารถของไตที่เหลือในการก าจัดครีอะตินีน” (Creatinine Clearance) ที่แสดงข้อมูลสุขภาพของไตได้อย่างถูกต้องชัดเจนกว่าค่า Creatinine ในเลือดเพียงเดี่ยว ๆ วัตถุประสงค์ของการตรวจ Creatinine คือ เพื่อตรวจสอบว่าไตยังท าหน้าที่ได้ตามปกติหรือไม่ และหากมีเหตุส าคัญหรือโรคร้ายแรงภายในไต หรือมีโรคหรือเหตุบกพร่อง อื่น ๆ ที่มากระทบต่อเนื่องถึงไตแล้ว ไตของท่านจะยังแข็งแรงพร้อมที่จะรับมือกับเหตุร้ายแรงนั้น ๆ ได้มากน้อยเพียงใด เพื่อใช้เป็นข้อมูลที่ช่วยบ่งชี้เบื้องต้นในเหตุแห่งความร้ายแรงที่เกิดขึ้นที่ไต เพื่อตรวจสอบในกรณีที่เคยมีโรคไตอยู่ก่อนว่า ในขณะนั้นไตมีสุขภาพดีขึ้นหรือแย่ลงเพียงใด เพื่อตรวจสอบกลั่นกรองในกรณีที่ผู้ป่วยต้องกินยารักษาโรคอื่นบางโรคอยู่เป็นประจ านั้น (เช่น ผู้ที่แพทย์สั่งให้กินยาบางขนานไปตลอดชีวิต) ไตได้แสดงความเสียหายไปอย่างใดบ้างหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด ค่าปกติของ Creatinine ให้ยึดตามค่าที่แสดงไว้ในใบรายงานผลการตรวจเลือด แต่ถ้าไม่มีให้ยึดตามค่าปกติทั่วไป คือ 1. ค่าปกติทั่วไปของ Creatinine ในผู้ชาย คือ 0.6-1.2 mg/dL 2. ค่าปกติทั่วไปของ Creatinine ในผู้หญิง คือ 0.5-1.1 mg/dL (ผู้หญิงมักจะมีค่าน้อย กว่าผู้ชาย เนื่องจากมีกล้ามเนื้อน้อยกว่าผู้ชาย) 3. ค่าปกติทั่วไปของ Creatinine ในวัยรุ่น คือ 0.5-1.0 mg/dL 4. ค่าปกติทั่วไปของ Creatinine ในเด็ก คือ 0.3-0.7 mg/dL 5. ค่าปกติทั่วไปของ Creatinine ในทารก (อายุ 1 เดือนขึ้นไป) คือ 0.2-0.4 mg/dL 6. ค่าปกติทั่วไปของ Creatinine ในทารกแรกเกิด คือ 0.3-1.2 mg/dL 7. ค่าวิกฤติของ Creatinine คือ > 4.0 mg/dL 8. ค่า Creatinine ที่ต่ ากว่าปกติ อาจแสดงผลได้ว่า อาจบริโภคอาหารประเภทโปรตีนต่ าเกินไป ร่างกายอาจมีมวลกล้ามเนื้อทั่วร่างกายน้อยกว่าปกติอยู่ก่อน เช่น จากโรคกล้ามเนื้อลีบ (Muscular Dystrophy) โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดร้ายแรง (Myasthenia Gravis) หรืออาจเกิดจากความชราภาพ ฯลฯ อาจเกิดจากอาการอ่อนแรงและไม่ใคร่จะเคลื่อนไหวร่างกาย (Debilitation) อาจเกิดจากการตั้งครรภ์ อาจเกิดจากโรคตับชนิดร้าบแรงอย่างใดอย่างหนึ่ง ค่า Creatinine ที่สูงกว่าปกติ อาจแสดง 15 ผลได้ว่าอาจมีเหตุส าคัญหรือโรคร้ายแรงภายในไต หรือเกิดขึ้นที่ไตโดยตรง อาจมีเหตุส าคัญหรือโรคร้ายแรงจากที่อื่น แต่มีผลกระทบต่อเนื่องมาที่ไตและท าให้ไตเสียหาย เช่น การติดเชื้อจากจุลชีพก่อโรคบางชนิด การเกิดอาการช็อกจากสาเหตุต่าง ๆ การเกิดโรคมะเร็งที่อวัยวะอื่น ๆ การเกิดสาเหตุใดก็ตามที่ท าให้เลือดไหลผ่านไตมาด้วยปริมาณที่น้อยกว่าปกติมากท่อปัสสาวะอาจถูกปิดกั้น เช่น จากนิ่วในไต อาจเกิดจากภาวะขาดน้ า (Dehydration) จึงท าให้เลือดเข้มข้นมากขึ้น เพราะครีอะตินีนในเลือดนั้นนับขนาดกันด้วย มิลลิกรัมต่อปริมาตรเลือด 1 เดซิลิตร อาจเกิดจากโรคหัวใจวาย (Heart failure) ซึ่งหมายถึง หัวใจเต้นชาลง อ่อนแรงลง โดยมีปริมาตรเลือดจากการปั๊มของหัวใจน้อยลง จึงมีผลท าให้ไตได้รับเลือดที่ผ่านมาให้ไตกรองน้อยลง และมีผลต่อเนื่องท าให้ Creatine คั่งค้างอยู่ในเลือดมากขึ้น อาจเกิดจากการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ เช่น สภาวะของโรคกล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis) ซึ่งท าให้ Creatine Phosphate ที่แตกตัวอยู่ในรูปของ Creatinine ต้องลอยคับคั่งอยู่ในเลือด อาจเกิดจากสภาพร่างกายใหญ่โตไม่สมส่วน (Acromegaly) เช่น โตเกินวัย หรือโตเฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใด หรือสูงผิดปกติ อาจเกิดจากสภาพร่างยักษ์ (Gigantism) อาจเกิดจากครรภ์เป็นพิษ ไตอาจอยู่สภาวะวิกฤติถึงขนาดเป็นอันตรายในระดับที่ท าหน้าที่ต่อไปไม่ได้เหมือนที่เคยกระท า หากตรวจเลือดพบค่า Creatinine สูงเกินกว่า 4.0 mg/dL อาจก าลังเกิดโรคไตเรื้อรัง (CKD) ถ้าพบค่าทั้ง 3 อย่างนี้สูงกว่าปกติ คือ Creatinine, Urine Albumin (อัลบูมินในปัสสาวะ) และความดันโลหิตสูงกว่าระดับปกติ (และถ้าตรวจพบค่า FBS สูงขึ้นผิดปกติมาก ๆ ในคนที่เป็นเบาหวานร่วมด้วย ก็อาจช่วยยืนยันและเร่งรัดให้ภาวะโรคไตเรื้อรังทรุดหนักเลวร้ายลง) นักกีฬาในวันแข่งขันที่ต้องใช้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวออกแรงมากเป็นพิเศษ เช่น นักกีฬายกน้ าหนัก นักกีฬาว่ายน้ า นักเทนนิส ฯลฯ (หรือแม้แต่กรรมกรแบกหาม) ฉะนั้น ในวันแข่งขันจึงย่อมตรวจพบค่า Creatinine ในเลือดสูงกว่าเกณฑ์ปกติได้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ข้อควรรู้และค าแนะน าก่อนตรวจ Creatinine ควรงดอาหารประเภทเนื้อ 2-3 วันก่อนการตรวจ Creatinine เพราะการกินอาหารประเภทเนื้อแดงอาจท าให้ค่า Creatinine สูงขึ้นได้เล็กน้อย เพราะเนื้อส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อย่อมจะมี Creatinine Phosphate แฝงอยู่ด้วยจ านวนหนึ่ง โดยหากยิ่งท าให้สุกด้วยการใช้ความร้อนนาน ๆ อย่างการตุ๋น ก็จะยิ่งท าให้ Creatinine Phosphate จากเนื้อสัตว์ออกมาปนอยู่ในอาหารและเพิ่มค่าให้สูงยิ่งขึ้นม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive