07__บทที่ 3_ผ่องไพรธรรม กล้าจน.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย ระเบียบวิธีวิจัยของการศึกษาครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) แบบส ารวจภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Survey Study) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเข้มแข็งในการมองโลกของครอบครัวที่ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อศึกษาความเครียดของครอบครัวผู้ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อศึกษาการเผชิญความเครียดของครอบครัวผู้ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งผู้วิจัยได้ด าเนินการตามขั้นตอนและวิธีการวิจัย ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การจัดท าข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง ประชากรเป้าหมาย คือ ผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานี จ านวน 1,538 คน (ณ วันที่ 10 มีนาคม 2560) (กลุ่มงานควบคุมโรคไม่ติดต่อ ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี 2560 : ออนไลน์) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานี ค านวณขนาดตัวอย่างจากการประมาณค่าเฉลี่ยของประชากร กรณีทราบประชากรที่แน่นอน (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2551 : 117) จ านวน 310 คน n = 307.38 = 307 คน n = 310 คน ผู้วิจัยปรับเพิ่มเพื่อกันข้อมูลสูญหายและความเหมาะสมของการวิจัย n แทน ขนาดตัวอย่าง Z แทน สัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นได้จากความเชื่อมั่นที่ก าหนด (1-α) เท่ากับ 1.96 σ2 แทน ความแปรปรวนจากการแปลผลที่ได้จากการค านวณกลุ่มตัวอย่าง (ในการวิจัยครั้งนี้ σ2 เท่ากับ 0.5 65 d แทน ค่ากระชับของการประมาณค่าหรือค่าความต่างที่ยอมรับให้ค่าประมาณห่างจาก ค่าจริง กำรเลือกกลุ่มตัวอย่ำง ขั้นตอนที่ 1 เมื่อได้จ านวนตัวอย่
อ่านต่อ
าง 310 รายแล้ว ผู้วิจัยได้ก าหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ด้วยการสุ่มเป็นระดับชั้นอย่างเป็นสัดส่วน (Stratified Random Sampling) โดยน าประชากรผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี มาแบ่งเป็นรายอ าเภอ จ านวนทั้งสิ้น 25 อ าเภอ ดังตารางที่ 8 ตารางที่ 8 จ านวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานี (แยกรายอ าเภอ) อ ำเภอ จ ำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้ำนม (คน) (ประชำกร) กลุ่มตัวอย่ำง (คน) 1. เมือง 303 61 2. วารินช าราบ 121 25 3. พิบูลมังสาหาร 105 21 4. ตระการพืชผล 101 21 5. เดชอุดม 94 19 6. เขื่องใน 92 19 7. บุณฑริก 81 16 8. ม่วงสามสิบ 76 15 9. เขมราฐ 64 13 10. ศรีเมืองใหม่ 56 11 11. ส าโรง 46 9 12. นาจะหลวย 45 9 13. โพธิ์ไทร 36 7 14. นาตาล 36 7 15. น้ ายืน 34 7 16. กุดข้าวปุ้น 32 6 17. สิรินธร 32 6 18. เหล่าเสือโก้ก 29 6 19. สว่างวีระวงศ์ 28 6 20. ตาลสุม 24 5 21. ทุ่งศรีอุดม 23 5 22. โขงเจียม 22 4 23. ดอนมดแดง 20 4 66 ตารางที่ 8 (ต่อ) อ ำเภอ จ ำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้ำนม (คน) (ประชำกร) กลุ่มตัวอย่ำง (คน) 24. น้ าขุ่น 20 4 25. นาเยีย 18 4 จ านวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด 1,538 310 ที่มา : (กลุ่มงานควบคุมโรคไม่ติดต่อ ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี. 2560 : ออนไลน์) ขั้นตอนที่ 2 จากนั้น เลือกสุ่มตัวอย่างแต่ละอ าเภอตามสัดส่วนประชากรที่ค านวณได้ โดยเป็นการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ให้ตรงตามหลักเกณฑ์การคัดเข้ากลุ่มตัวอย่างเพื่อการศึกษา ดังนี้ 1. ผู้ให้การดูแลที่มีความสัมพันธ์กับผู้ป่วย คือ คู่สมรส บุตร พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย อื่น ๆ 2. เป็นผู้ให้การดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม อย่างใกล้ชิดสม่ าเสมอและต่อเนื่องมากกว่าคนอื่น ครอบคลุมถึงการช่วยเหลือดูแลกิจวัตรส่วนตัวของผู้ป่วย การดูแลด้านอารมณ์ และ การให้ข้อมูล 3. มีสติสัมปชัญญะปกติ สามารถสื่อสารพูดและเข้าใจภาษาไทยได้เป็นอย่างดี สามารถให้ข้อมูลได้ด้วยตนเอง 4. มีความยินดี สมัครใจ และยินยอมให้ความร่วมมือในการท าวิจัยครั้งนี้ ให้ได้จ านวนตามขนาดตัวอย่างที่ค านวณได้ กำรพิทักษ์สิทธิผู้เข้ำร่วมกำรวิจัยและจริยธรรมกำรวิจัย กำรพิทักษ์สิทธิผู้เข้ำร่วมกำรวิจัย การวิจัยนี้ให้ความเคารพและตระหนักในสิทธิมนุษยชนของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดยผู้ให้ข้อมูล/กลุ่มตัวอย่างไม่มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ต่อกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมการศึกษา เป็นการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบความเข้มแข็งในการมองโลก ความเครียดและวิธีการเผชิญความเครียดของครอบครัวที่ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานี หากยินดีเต็มใจก็จะให้ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมลงนามในใบยินยอมของประชากรตัวอย่างหรือผู้มีส่วนร่วมในการวิจัย ผู้วิจัยอธิบายถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีการวิจัย รวมทั้งประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการวิจัยอย่างละเอียด ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสามารถบอกเลิกการเข้าร่วมโครงการนี้เมื่อใดก็ได้ ในกรณีที่ต้องมีการบันทึกภาพ/บันทึกเสียง ผู้วิจัยสามารถท าได้หากได้รับความยินยอมจากกลุ่มตัวอย่างเท่านั้น ผู้วิจัยจะเก็บรักษาข้อมูลไว้เป็นความลับและจะเปิดเผยได้เฉพาะในรูปที่เป็นผลสรุปการวิจัย หรือกรณีจ าเป็นตามเหตุผลทางวิชาการเท่านั้น จริยธรรมกำรวิจัย ผู้วิจัยได้ตระหนักถึง ความส าคัญของการพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง โดยงานวิจัยนี้ได้ผ่านการรับรองพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์จากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์จาก 67 1. มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ตามหนังสือรับรองเลขที่ E032 ณ วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 2. โรงพบาบาลมะเร็งอุบลราชธานี ตามหนังสือรับรองเลขที่ EC 008/2017 ณ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ในกรณีที่เห็นชัดเจนว่าผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใดที่มีความเครียดสูงหรือรุนแรง ผู้วิจัย/ ผู้ช่วยวิจัย จะพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่างด้วยการประเมินในเบื้องต้นว่า ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีความสนใจสนทนากับผู้วิจัยหรือไม่ ถ้ามีความสนใจ ผู้วิจัยก็จะชวนสนทนาโดยใช้หลักธรรมทางศาสนา เช่น กฎไตรลักษณ์ ทุกอย่างไม่เที่ยง เกิดดับ ๆ กรรมและผลของกรรม ฯลฯ และหากประเมินว่ากลุ่มตัวอย่างยังไม่สามารถคลายใจได้ ผู้วิจัย/ผู้ช่วยวิจัย ก็จะส่งกลับข้อมูลที่ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง เพื่อหาสาเหตุของความเครียดและให้ความช่วยเหลือต่อไป กำรเตรียมผู้ช่วยวิจัย ในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลวิจัยในครั้งนี้ มีผู้ช่วยวิจัย จ านวน 10 ท่าน ผู้วิจัยได้คัดเลือกผู้ช่วยวิจัยที่มีคุณสมบัติ คือเป็นวัยผู้ใหญ่ที่อ่านออกเขียนได้ มีวุฒิภาวะของความเป็นผู้ใหญ่ สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ผู้วิจัยได้อธิบายชี้แจงวัตถุประสงค์การวิจัย ขั้นตอนการวิจัย ประโยชน์ของการวิจัยให้ผู้ช่วยวิจัยฟังอย่างละเอียด และให้ผู้ช่วยวิจัยซักซ้อมและทดลองปฏิบัติการเก็บข้อมูลระหว่างผู้ช่วยวิจัยด้วยกัน เพื่อจะได้เข้าใจในแต่ละข้อค าถามอย่างแท้จริง โดยก าหนดแนวทางปฏิบัติ ดังนี้ 1. ในการเข้าหากลุ่มตัวอย่าง ให้เข้าไปแนะน าตัวกับผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมด้วยความสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน และเป็นมิตร โดยให้แนะน าตัวว่ามาจากไหน ก าลังเก็บข้อมูลวิจัยเรื่องอะไร เพื่อน าไปใช้ประโยชน์อะไร โดยสอบถามความยินดีเต็มใจของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเป็นหลัก หากตัดสินใจเข้าร่วมการวิจัย ให้ลงนามเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ถ้าปฏิเสธการเข้าร่วมวิจัยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ให้เคารพในการตัดสินใจของผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเป็นหลัก จะไม่รบเร้า ไม่ไปเบียดเบียนเป็นอันขาด 2. ภายหลังจากการสัมภาษณ์ ให้ผู้ช่วยวิจัยกล่าวขอบคุณผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่องานวิจัยในครั้งนี้ และให้ตรวจความครบถ้วนของค าตอบจากแบบทดสอบที่รับคืนจากกลุ่มตัวอย่าง หากข้อมูลใดไม่ครบถ้วนหรือไม่สมบูรณ์ ให้สอบถามเพิ่มเติมจนได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ 3. ภายหลังการสิ้นสุดการเก็บข้อมูลในแต่ละวัน ทีมงานจะมีการประชุมร่วมกัน เพื่อหารือว่าในแต่ละวันมีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง และหาทางแก้ไขร่วมกัน มีการตรวจสอบคุณภาพชุดแบบทดสอบที่ได้รับว่ากลุ่มตัวอย่างตอบได้ถูกต้องตามจริงหรือไม่ โดยแนะน าเทคนิคการตรวจ คือข้อค าถามบางข้อจะมีความเชื่อมโยงสอดคล้องกันหรือมีทิศทางตรงกันข้าม ถ้าพบว่าแบบทดสอบชุดใดที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อนไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นจริง ก็จะตัดแบบทดสอบชุดนั้นออก แล้วหาเพิ่มใหม่มาทดแทนต่อไป 68 เครื่องมือที่ใช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 แบบสอบถำมข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ความสัมพันธ์กับผู้ป่วย ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ของครอบครัวโดยเฉลี่ย ความเพียงพอของรายได้ สิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วย โรคประจ าตัว/อาการไม่สบาย สัมพันธภาพกับคนในครอบครัว ระยะการป่วยเป็นมะเร็งเต้านมของผู้ป่วย ระยะเวลาที่ดูแลผู้ป่วย ส่วนที่ 2 แบบทดสอบควำมเข้มแข็งในกำรมองโลก แอนโทนอฟสกี (Antonovsky, 1987 : 82) การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้แบบทดสอบความเข้มแข็งในการมองโลกของแอนโทนอฟสกี (Antonovsky, 1987 : 82 อ้างถึงในจรินทร รัตนวาณิชกุล. 2554 : 44-46) แปลโดย สมจิต หนุเจริญกุล ผู้วิจัยได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องมือดังกล่าว ตามหนังสือที่ ศธ 0517.0617/089 ฉบับลงวันที่ 11 มกราคม 2560 จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ค าถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 7 ระดับ จาก 1 ถึง 7 (Guttman Scale) แต่ละข้อมีค าตอบในลักษณะตรงกันข้ามมีข้อความทางบวก 16 ข้อ และข้อความทางลบ 13 ข้อ (รวม 29 ข้อ) คะแนนรวมยิ่งสูง หมายถึงบุคคลยิ่งมีความเข้มแข็งในการมองโลกสูง แอนโทนอฟสกี (Antonovsky, 1987 : 82) ได้ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ และจากการน าแบบวัดนี้ไปใช้ในงานวิจัย 26 ฉบับ กับกลุ่มตัวอย่างชาวอิสราเอล อเมริกา แคนาดา และอื่น ๆ ได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคระหว่าง .82-.95 (Antonovsky, 1993 : 725-733) สมจิต หนุเจริญกุล, ประคอง อินทรสมบัติ และพรรณวดี พุทธวัฒนะ (2532 : 169-190) ได้แปล ชุดนี้เป็นภาษาไทย แล้วใช้ศึกษาในกลุ่มพยาบาลประจ าการ 30 คนได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 และศึกษาในกลุ่มอาจารย์พยาบาล หัวหน้าหอผู้ป่วยและผู้ตรวจการจ านวน 230 คน ได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .90 ต่อมา กังสดาล สุทธวิรีสวรรค์ (2535) ได้ใช้แบบทดสอบนี้กับกลุ่มพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักจ านวน 146 คน ได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .90 และกนกพร สุค าวัง (2540) ได้ปรับแบบทดสอบ ให้ค าตอบมีลักษณะที่เห็นด้วย (1) และไม่เห็นด้วย (7) เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถตอบได้ง่ายขึ้น โดยศึกษาในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มผู้ป่วยวัณโรค 30 คน ได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .90 และเมื่อน าไปใช้ในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยวัณโรคจ านวน 150 คนได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค .93 ผู้วิจัยใช้แบบทดสอบความเข้มแข็งในการมองโลกของแอนโทนอฟสกี (Antonovsky, 1987 : 82 อ้างถึงในจรินทร รัตนวาณิชกุล. 2554 : 44-46) แปลโดย สมจิต หนุเจริญกุล และได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องมือนี้จากคณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล การให้คะแนนเรียงตามล าดับ 1-7 ต าแหน่งเลข 1 และ เลข 7 จะมีความหมายในลักษณะตรงกันข้าม ส่วนเลข 2-6 จะบ่งชี้ความน้อยหรือมากของความรู้สึกนึกคิด โดยขึ้นอยู่กับข้อความในต าแหน่งเลข 1 และ เลข 7 เป็นหลัก ข้อความทางบวก 16 ข้อ ได้แก่ 2, 3, 8, 9, 10, 12, 15, 17, 18, 19, 21, 22, 24, 26, 28 และ 29 โดยต าแหน่งเลข 1 ให้ 1 คะแนน หมายถึง ไม่เห็นด้วยมากที่สุด และต าแหน่งเลข 7 ให้ 7 หมายถึง เห็นด้วยมากที่สุด 69 ข้อความทางลบ 13 ข้อ ได้แก่ 1, 4, 5, 6, 7, 11, 13, 14, 16, 20, 23, 25 และ 27 โดยต าแหน่งเลข 1 ให้ 7 คะแนน หมายถึง ไม่เห็นด้วยมากที่สุด และต าแหน่งเลข 7 ให้ 1 คะแนน หมายถึง เห็นด้วยมากที่สุด คะแนนรวมของแบบทดสอบอยู่ระหว่าง 29-203 คะแนน ก าหนดระดับความเข้มแข็งในการมองโลกโดยแบ่งคะแนนแบบอันตรภาคชั้น (Class Interval) ใช้คะแนนสูงสุดลบด้วยคะแนนต่ าสุด แล้วหารด้วยจ านวนกลุ่มที่ต้องการแบ่ง ดังนี้ (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ 2553 : 206) คะแนนสูงสุด-คะแนนต่ าสุด/จ านวนอันตรภาคชั้น = (203-29)/3 = 58 29-87 คะแนน มีความเข้มแข็งในการมองโลกระดับต่ า 88-145 คะแนน มีความเข้มแข็งในการมองโลกระดับปานกลาง 146-203 คะแนน มีความเข้มแข็งในการมองโลกระดับสูง การวัดความเข้มแข็งในการมองโลก แบ่งออกเป็น 3 ระดับ และใช้คะแนนเฉลี่ยระหว่างคะแนนสูงสุดและคะแนนต่ าสุดมาจัดระดับ โดยใช้เกณฑ์การพิจารณา ดังนี้ (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2553 : 206) คะแนนสูงสุด-คะแนนต่ าสุด/จ านวนอันตรภาคชั้น = (7-1)/3 = 2 X=1.00-3.00 คะแนน มีความเข้มแข็งในการมองโลกระดับต่ า X=3.01-5.00 คะแนน มีความเข้มแข็งในการมองโลกระดับปานกลาง X=5.01-7.00 คะแนน มีความเข้มแข็งในการมองโลกระดับสูง C หมายถึง ความสามารถท าความเข้าใจ (Comprehensibility) 10 ข้อ ได้แก่ 1, 3, 5, 10, 12, 15, 17, 19, 21 และ 24 MA หมายถึง ความสามารถในการจัดการ (Manageability) 10 ข้อ ได้แก่ 2, 6, 9, 13, 18, 20, 23, 25, 27 และ 29 ME หมายถึง ความสามารถให้ความหมาย (Meaningfulness) 9 ข้อ ได้แก่ 4, 7, 8, 11, 14, 16, 22, 26 และ 28 ส่วนที่ 3 แบบทดสอบควำมเครียดมำตรฐำนของกรมสุขภำพจิต ชุด 20 ข้อ (สุวัฒน์ มหัตนิรันดร์กุล, วนิดา พุ่มไพศาลชัย และพิมพ์มาศ ตาปัญญา. 2540 : 140 ภาคผนวก ง) ผู้วิจัยใช้แบบทดสอบความเครียดมาตรฐานของกรมสุขภาพจิตชุด 20 ข้อ และได้รับอนุญาตให้ใช้แบบแบบทดสอบความเครียดมาตรฐานของกรมสุขภาพจิต (แบบทดสอบความเครียด ST-20) ตามหนังสือที่ สธ 0839.1/1205 ฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 จากส านักส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เพื่อเป็นเครื่องมือในการท าวิจัยในครั้งนี้ ลักษณะกำรตอบเป็นแบบมำตรำส่วนประมำณค่ำ 5 ระดับ คะแนนความเครียด 1 คะแนน หมายถึง ไม่รู้สึกเครียด คะแนนความเครียด 2 คะแนน หมายถึง รู้สึกเครียดเล็กน้อย คะแนนความเครียด 3 คะแนน หมายถึง รู้สึกเครียดปานกลาง คะแนนความเครียด 4 คะแนน หมายถึง รู้สึกเครียดมาก 70 คะแนนความเครียด 5 คะแนน หมายถึง รู้สึกเครียดมากที่สุด กำรแปลผล มีคะแนนรวมทั้งสิ้น 100 คะแนน โดยผลรวมที่ได้แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ คะแนน 0-24 เครียดต่ า คะแนน 25-42 เครียดปานกลาง คะแนน 43-62 เครียดสูง คะแนน 63 ขึ้นไป เครียดรุนแรง มีรายละเอียดดังนี้ 1. ความเครียดในระดับต่ า (Mild Stress) หมายถึงความเครียดขนาดน้อย ๆ และหายไปในระยะเวลาอันสั้นเป็นความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจ าวัน ความเครียดระดับนี้ไม่คุกคามต่อการด าเนินชีวิต บุคคลมีการปรับตัวอย่างอัตโนมัติ เป็นการปรับตัวด้วยความเคยชินและการปรับตัว ต้องการพลังงานเพียงเล็กน้อยเป็นภาวะที่ร่างกายผ่อนคลาย 2. ความเครียดในระดับปานกลาง (Moderate Stress) หมายถึง ความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจ าวันเนื่องจากมีสิ่งคุกคามหรือพบเหตุการณ์ส าคัญ ๆ ในสังคม บุคคลจะมีปฏิกิริยาตอบสนองออกมาในลักษณะความวิตกกังวล ความกลัว ฯลฯ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติทั่ว ๆ ไปไม่รุนแรง จนก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย เป็นระดับความเครียดที่ท าให้บุคคลเกิดความกระตือรือร้น 3. ความเครียดในระดับสูง (Height Stress) เป็นระดับที่บุคคลได้รับเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดสูง ไม่สามารถปรับตัวให้ลดความเครียดลงได้ในเวลาอันสั้น ถือว่าอยู่ในเขตอันตราย หากไม่ได้รับการบรรเทาจะน าไปสู่ความเครียดเรื้อรัง เกิดโรคต่าง ๆ ในภายหลังได้ 4. ความเครียดในระดับรุนแรง (Severe Stress) เป็นความเครียดระดับสูงที่ด าเนินติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง จนท าให้บุคคลมีความล้มเหลวในการปรับตัวจนเกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ หมดแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้ เกิดอาการทางกายหรือโรคภัยต่าง ๆ ตามมาได้ง่าย ส่วนที่ 4 แบบทดสอบวิธีกำรเผชิญควำมเครียด 36 ข้อ ผู้วิจัยใช้แบบทดสอบวิธีการเผชิญความเครียด (36 ข้อ) ของจาโลวิค (Jalowiec. 1988 อ้างถึงในรุ่งนภา เตชะกิจโกศล. 2552 : 21-22) แปลโดย ปราณี มิ่งขวัญ (2542) และได้รับอนุญาตให้ใช้แบบทดสอบวิธีการเผชิญความเครียด 36 ข้อตามหนังสือที่ ศธ 6593(23)/4471 ฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 จากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นเครื่องมือในการท าวิจัยในครั้งนี้ การเผชิญความเครียด หมายถึง วิธีการที่บุคคลคิดหรือกระท าเพื่อลดหรือขจัดความเครียดที่เกิดขึ้น 3 ด้าน คือด้านการมุ่งแก้ปัญหา ด้านการจัดการกับอารมณ์ ด้านการบรรเทาความเครียด แบบทดสอบมี 36 ข้อ 1. ด้านมุ่งแก้ปัญหา 13 ข้อ ได้แก่ ข้อที่ 2, 5, 10, 11, 15, 16, 17, 22, 28, 29, 31, 32, 34 2. ด้านการจัดการกับอารมณ์ 9 ข้อ ได้แก่ ข้อที่ 1, 4, 6, 9, 13, 19, 21, 23, 24 3. ด้านการบรรเทาความเครียด 14 ข้อ ได้แก่ ข้อที่ 3, 7, 8, 12, 14, 18, 20, 25, 26, 27, 30, 33, 35, 36 71 ลักษณะค าตอบเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่าแบบลิเคิร์ท (Likert Scale) 5 ระดับ มีคะแนนรวมตั้งแต่ 36-180 คะแนน ให้คะแนนตามความบ่อยครั้งของการใช้วิธีการเผชิญความเครียด จาโลวิค (Jalowiec. 1988 อ้างถึงในรุ่งนภา เตชะกิจโกศล. 2552 : 26) ถ้าเลือก ไม่เคย ไม่เคยใช้ลักษณะการเผชิญความเครียดแบบนั้นเลย ได้ 1 คะแนน นาน ๆ ครั้ง ใช้ลักษณะการเผชิญความเครียดแบบนั้น 1-3 ครั้งในหนึ่งเดือน ได้ 2 คะแนน บางครั้ง ใช้ลักษณะเผชิญความเครียดแบบนั้นอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง ได้ 3 คะแนน บ่อย ใช้ลักษณะการเผชิญความเครียดแบบนั้นอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ได้ 4 คะแนน บ่อยมาก ใช้ลักษณะการเผชิญความเครียดแบบนั้นทุกครั้ง ได้ 5 คะแนน แบบทดสอบวิธีการเผชิญความเครียด คะแนนรวมของแบบทดสอบอยู่ระหว่าง 36-180 คะแนน แบ่งคะแนนแบบอันตรภาคชั้น (Class Interval) ใช้คะแนนสูงสุดลบด้วยคะแนนต่ าสุด แล้วหารด้วยจ านวนกลุ่มที่ต้องการแบ่ง ดังนี้ (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ 2553 : 206) คะแนนสูงสุด-คะแนนต่ าสุด/จ านวนอันตรภาคชั้น = (180-36)/3 = 48 36-84 คะแนน แสดงว่า มีวิธีการเผชิญความเครียดที่เหมาะสมต่ า 85-132 คะแนน แสดงว่า มีวิธีการเผชิญความเครียดที่เหมาะสมปานกลาง 133-180 คะแนน แสดงว่า มีวิธีการเผชิญความเครียดที่เหมาะสมสูง การวัดวิธีการเผชิญความเครียด แบ่งออกเป็น 3 ระดับ และใช้คะแนนเฉลี่ยระหว่างคะแนนสูงสุดและคะแนนต่ าสุดมาจัดระดับ โดยใช้เกณฑ์การพิจารณา ดังนี้ (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2553 : 206) คะแนนสูงสุด-คะแนนต่ าสุด/จ านวนอันตรภาคชั้น = (5-1)/3 = 1.33 X=1.00-2.33 แสดงว่า วิธีการเผชิญความเครียดที่เหมาะสมต่ า X=2.34-3.67 แสดงว่า วิธีการเผชิญความเครียดที่เหมาะสมปานกลาง X=3.68-5.00 แสดงว่า มีวิธีการเผชิญความเครียดที่เหมาะสมสูง กำรตรวจสอบคุณภำพของเครื่องมือ 1. การหาความตรงของเนื้อหา (Content validity) ของแบบวัดความเข้มแข็งในการมองโลก (39 ข้อ) แบบทดสอบความเครียดมาตรฐานของกรมสุขภาพจิต (20 ข้อ) และ แบบทดสอบวิธีการเผชิญความเครียด (36 ข้อ) ที่น ามาใช้ ได้ผ่านการตรวจสอบหาค่าความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามกับวัตถุประสงค์ (Index of item-Objective Congruence : IOC) จากผู้เชี่ยวชาญ 4 ท่าน ประกอบด้วย 1.1 ดร. สม นาสอ้าน นักวิชาการสาธารณสุข ช านาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนายุทธศาสตร์สาธารณสุข ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ 72 1.2 ดร. ดวงกมล ภูนวล นักวิชาการสาธารณสุข ช านาญการพิเศษ กลุ่มงานสุขศึกษา โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ 1.3 นางยุพิน ค ากรุ พยาบาลวิชาชีพ หัวหน้ากลุ่มงานการบริบาลผู้ป่วยใน โรงพยาบาลศูนย์มะเร็งอุดรธานี 1.4 นางสาววิชญา โมฬีชาติ นักจิตวิทยาคลินิกช านาญการ กลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลนครพิงค์ เชียงใหม่ 2. น าผลการตรวจสอบมาค านวณหาค่าความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) ได้ค่า ดังนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลครอบครัวผู้ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม รายข้อ (IOC) ค่า IOC ที่ได้อยู่ในช่วง = 0.50-1.00 ได้ปรับปรุงภาษาในบางข้อ เพื่อให้สื่อข้อความได้ตรงมากที่สุดตามข้อเสนอแนะและค าแนะน าของผู้เชี่ยวชาญ ค่า IOC เฉลี่ยทั้งฉบับ = 0.90 แบบทดสอบความเข้มแข็งในการมองโลก รายข้อ (IOC) ค่า IOC ที่ได้อยู่ในช่วง = 0.50-1.00 ได้ปรับปรุงภาษาในบางข้อ เพื่อให้สื่อข้อความได้ตรงมากที่สุดตามข้อเสนอแนะและค าแนะน าของผู้เชี่ยวชาญ ค่า IOC เฉลี่ยทั้งฉบับ = 0.93 แบบทดสอบความเครียดมาตรฐานของกรมสุขภาพจิต รายข้อ (IOC) ค่า IOC ที่ได้อยู่ในช่วง = 0.80-1.00 ได้ปรับปรุงภาษาในบางข้อ เพื่อให้สื่อข้อความได้ตรงมากที่สุดตามข้อเสนอแนะและค าแนะน าของผู้เชี่ยวชาญ ค่า IOC เฉลี่ยทั้งฉบับ = 0.98 แบบทดสอบวิธีการเผชิญความเครียด รายข้อ (IOC) ค่า IOC ที่ได้อยู่ในช่วง = 0.80-1.00 ได้ปรับปรุงภาษาในบางข้อ เพื่อให้สื่อข้อความได้ตรงมากที่สุดตามข้อเสนอแนะและค าแนะน าของผู้เชี่ยวชาญ ค่า IOC เฉลี่ยทั้งฉบับ = 0.94 3. น าแบบทดสอบไปทดลองใช้กับผู้ดูแลป่วยมะเร็งเต้านม จ านวน 30 คน (Try Out) แล้วน าข้อมูลมาค านวณเพื่อหาอ านาจจ าแนก (Corrected Total Correlation) ข้อที่มีอ านาจจ าแนกใช้ได้ต้องมีค่าเป็นบวก และมีค่าตั้งแต่ 0.02 ขึ้นไป และยิ่งมีค่ามากยิ่งดี (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2553 : 442) และความเที่ยงแบบคงที่ภายใน โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ก าหนดให้ค่าความน่าเชื่อถือได้ของสัมประสิทธิ์แอลฟ่ามีความเที่ยงไม่น้อยกว่า 0.70 จึงจะเป็นชุดค าถามที่ดี (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2553 : 442) 1. แบบทดสอบควำมเข้มแข็งในกำรมองโลก ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ (Cronbach’s Alpha Coefficient) เท่ากับ 0.81 ได้ค่าอ านาจจ าแนก 0.20-0.63 2. แบบทดสอบควำมเครียดมำตรฐำนของกรมสุขภำพจิต ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ (Cronbach’s Alpha Coefficient) เท่ากับ 0.94 ได้ค่าอ านาจจ าแนก 0.39-0.82 3. แบบทดสอบวิธีกำรเผชิญควำมเครียด ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ (Cronbach’s Alpha Coefficient) เท่ากับ 0.92 ได้ค่าอ านาจจ าแนก 0.21-0.68 73 วิธีกำรเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ท าการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีขั้นตอนในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. ผู้วิจัยลงพื้นที่เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2560 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 (2 เดือน) 2. เจ้าหน้าที่พยาบาลโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี ได้น าผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยไปแนะน าตัว ท าความรู้จักกับหัวหน้าพยาบาลในแผนกต่าง ๆ ของโรงพยาบาล เช่น ห้องรอตรวจ ห้องฉายแสง ห้องผ่าตัด หออายุรกรรม ฯลฯ และแจ้งว่าผู้วิจัยมาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ได้หนังสือรับรองจริยธรรมจากคณะกรรมการวิจัยของโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานีแล้ว และได้รับอนุญาตให้เก็บข้อมูลผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในช่วงระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม พ.ศ. 2561 ขอให้แต่ละส่วนงานให้ความร่วมมือด้วย 3. การเก็บข้อมูลในแผนกต่าง ๆ ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัย จะรอสัญญาณจากพยาบาล โดยพยาบาลจะแจ้งให้ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งได้ทราบว่า จะมีผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยมาขอข้อมูลวิจัย และ ขอความร่วมมือในการให้ข้อมูลตามความสมัครใจ 4. ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัย อธิบายชี้แจงวัตถุประสงค์การวิจัย ขั้นตอนการวิจัย ประโยชน์ของการวิจัยให้ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมฟังอย่างละเอียด 5. ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัย ให้ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งพิจารณาตัดสินใจตอบรับหรือปฏิเสธการเข้าร่วมวิจัยในช่วงเวลาใดก็ได้ โดยอิสระและไม่มีเงื่อนไขใด ๆ หากตัดสินใจเข้าร่วมการวิจัย ให้ลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรในใบยินยอมของประชากรตัวอย่างหรือผู้มีส่วนร่วมในการวิจัย 6. ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัย แจกแบบทดสอบแล้วให้ผู้แลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมตอบแบบทดสอบด้วยตนเอง แต่ละรายใช้เวลาเฉลี่ย 30 นาที ยกเว้นบางรายที่ประสงค์จะให้ช่วยอ่านแบบทดสอบให้ 7. ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัย กล่าวขอบคุณผู้แลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่องานวิจัยในครั้งนี้ 8. ผู้ช่วยวิจัยตรวจความครบถ้วนของค าตอบจากแบบทดสอบที่รับคืนจากกลุ่มตัวอย่าง หากข้อมูลใดไม่ครบถ้วนหรือไม่สมบูรณ์ ผู้ช่วยวิจัยจะสอบถามเพิ่มเติมจนได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ 9. ผู้ช่วยวิจัยน าแบบทดสอบมาลงรหัสข้อมูลเพื่อสะดวกในการลงบันทึกข้อมูล 10. ผู้ช่วยวิจัยน าข้อมูลมาคิดคะแนนและวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าเร็จรูป เพื่อหาค่าสถิติต่าง ๆ กำรจัดท ำข้อมูลและกำรวิเครำะห์ข้อมูล ข้อมูลที่รวบรวมได้ทั้งหมด ผู้วิจัยน ามาวิ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive