6 - 3 = 6 และ 0 = Infinity.docx
เนื้อหาในไฟล์
6 - 3 = 6 และ 0 = Infinity _0015 : ทำไมพุทธศาสนาจึงมักเกิดมาคู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์มาทุกยุคสมัยครับ พ่อครูว่า…พอจับคู่อันนี้มาจริงนะ การเมืองรัฐศาสตร์ของประเทศ ต้องเป็นรัฐศาสตร์ที่เป็นอำนาจ รัฏฐาธิปัติย์ที่เป็น ราชประชาสมาสัย อาศัยกันและกัน มีทั้งราชะ พระเจ้าแผ่นดินและประชาชน ขาดกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าการเมืองรัฐศาสตร์ไม่มีราชามีแต่ประชาชน มันเป็นประชาธิปไตยขาเดียว ไม่มีการสืบสันตติวงศ์ ไม่มีการสืบแกนทางจิตวิญญาณ ยังรู้สึกว่าอาตมาพูดยังไม่เก่ง ก็ทำไมต้องมีกษัตริย์ ในระบอบ ประชาธิปไตย ต้องมีเพราะว่าประชาชนเป็นความไม่เที่ยง แต่กษัตริย์นั้นเป็นความเที่ยงชนิดหนึ่ง ที่สืบสายสันตติวงศ์มา ส่วนประชาชนนั้นใครก็เข้าใจได้ ประชาธิปไตยขาเดียว ไม่มีกษัตริย์ ถึงเป็นเรื่องสะเปะสะปะที่ใครมาเป็นก็ได้ จะเอาใครมาเป็นตัวนำตัวเด่นก็ไม่มีที่มาที่ไป จะมีที่ไปที่มาก็ไม่เป็นกระบวนการทางสัจธรรมที่เดินทางนามธรรม มีแต่รูปธรรมที่คุณใช้กลยุทธ มายากลแบบหนังจีนคุณก็มีอำนาจขึ้นมา ตัวอย่างเช่นสหรัฐอเมริกา ในทุกยุคสมัย ตั้งแต่ประวัติศาสตร์เริ่มเป็นประเทศ สหรัฐอเมริกา มีประธานาธิบดีคนแรกคือจอร์จ วอชิงตัน ซึ่งเขาสุดยอดเลยไม่ต้องการเป็นผู้นำเลย ต้องการทำงานให้แก่ประเทศชาติจบสงครามการเมืองเสร็จ ก็จะออกไปอยู่สบายไม่ทำอะไร แต่ว่าประชาชนไม่ยอม ดึงขึ้นมาให้เป็นประธานาธิบดีจนได้ ก็จำนนเท่านั้นเองก็เลยเกิดเป็นประชาธิปไตยขาเดียวหรือเป็นประชาธิปไตยที่เป็นแบบของสหรัฐขึ้นมา ซึ่งมันก็เป็นเหมือนของแปลกของใหม่ มีนัยยะสำคัญ ว่าเป็นเรื่องของประชาธิปไตยจริง ซึ่งมันสุดโต่งไป มันไม่มีประชาชนไปจัดการมันก็จัดการกันเองมันก็เลยยุ่ง ก็เลยเกิดการปฏิวัติตามกันมา ปฏิวัติกษัตริย์ออกหมด จนกระทั่งแม้แต่ฝรั่งเศสเอง ต่อมาท
อ่านต่อ
างฝรั่งเศสโหยหาการมีกษัตริย์ เพราะเขาสำนึกว่าการปฏิวัติให้สถาบันกษัตริย์หายไปมันเป็นเรื่องผิด เขาต้องการกษัตริย์คืนมาเป็นอย่างนี้แหละมันฉลาดโลกีย์ก็กลายเป็นโง่ แต่ว่าฉลาดโลกุตระแล้วไม่มีสับสน เป็นสัมโพธิปรายนะมีแต่ฉลาดสูงขึ้นไป ที่สุดที่สูงไม่มีที่หยุดนี่เป็นฉลาดของโลกุตระ เพราะฉะนั้นของโลกีย์จะไม่เหมือนกัน นัยยะสำคัญพวกนี้อาตมายังไม่เก่ง แต่ค่อยๆอธิบายไปอาตมามั่นใจว่าสิ่งที่อธิบายเป็นเรื่องสาระสัจจะที่อาตมามี อจินไตย ของอาตมา อาตมาไม่ใช่เกิดแต่ในยุคพระพุทธเจ้าสมณโคดมนี้เท่านั้น แต่ว่าอาตมาจะมาลงตัวที่มีพระสมณโคดมเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่อาตมาถือว่า อาตมาเป็นผู้ที่ใกล้ชิดที่สุดกับพระพุทธเจ้าสมณโคดม แต่ไม่ใช่ว่าอาตมาจะเพิ่งมาเกิดในยุคพระพุทธเจ้าสมณโคดมเท่านั้น เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่พูดกันไปก็ไม่มีหลักฐานอะไรที่จะมารองรับ พูดไปเดี่ยวๆ หากอาตมาจะเอาเรื่องราวมาปะติดปะต่อเป็นเรื่องมันก็ได้ ใครจะมารู้ด้วยกับเรา จะเขียนประวัติศาสตร์ตัวเองอย่างไรก็ได้แล้วจะเขียนไปทำไม เราต้องเอาที่คนรู้ร่วม พระพุทธเจ้าตรัสถึงสิ่งสำคัญ สิ่งที่มีคนรู้ร่วมกันมากเท่าไหร่ยิ่งจะเป็นจริงมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงไม่รับเทวนิยมไม่รับพระเจ้า เพราะพระเจ้าคนเดียวไม่มีผู้รู้ร่วมด้วย ศาสนาพุทธจึงไม่ยอมรับไม่ถือว่าเป็นสัจจะ เพราะว่ารู้อยู่คนเดียว หากว่าเป็นพระเจ้าจะมีลักษณะอย่าเถียงอย่าแย้ง ต้องศรัทธาอย่างเดียว ไม่ว่าเป็นชาวเทวนิยมชาวศรัทธาเองเขาก็ไม่ต้องการแบบนั้น เขาต้องการขัดแย้งได้เถียงได้ วิจัยวิจารณ์กันได้ อะไรที่มีเหตุมีผลต่อตามฐานะตามเทศะ ตามกาละ อาตมาเรียกว่า กาละเทศะฐานะ มานานแล้ว มันต้องเรียง ฐานะ เทศะ กาละ ฐานะคือที่ตั้ง แล้วมีความต่างกัน เทสะ ต่างกันทั้งพฤตินัย สถานที่ องค์ประกอบ กาละเวลา จึงเป็น ฐานะ เทศะ กาละ ผู้ที่รู้จัก สามเส้านี้ ขึ้นชัดเจน เพราะฉะนั้นแม้แต่ภาวะที่เคลื่อนไปก็ไม่คงที่ แตกต่างกันอยู่ ก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องของ กาละ เป็นเรื่องของความเชื่อ ทุกอย่างมีแต่ กาละ เท่านั้นเดินไปกับ กรรม หรือพฤติกรรม Karma and time of continuum ของไอสไตน์นั้น Space and time of Continuum แต่ของอาตมา Karma and time of continuum ของไอสไตน์นั้นทางวัตถุ ของอาตมานั้นทางนามธรรม ก็มีนัยคล้ายกัน แต่มันมีอะไรลึกซึ้งกว่ากัน ไอสไตน์นั้นยังไม่ได้ไปเข้าถึงชีวะทีเดียว อยู่แค่วัตถุเท่านั้น แต่อาตมารู้เข้าไปถึงชีวะรู้ถึงจิตนิยาม เพราะฉะนั้นจึงมีอะไรมากกว่ากันบ้างอยู่ นี่ไม่ได้ยกตนข่มไอสไตน์นะ อาตมานี่แหละ เป็นคนพูดว่าไอน์สไตน์เป็นโพธิสัตว์ ซึ่งอาตมาก็ยังไม่เก่งที่จะอธิบายว่าเป็นโพธิสัตว์อย่างไร ดูเหมือนโลกีย์โลกๆ ก็เอาประวัติไอสไตน์มายืนยัน ก็เห็นเก่งอยู่อย่างเดียวคือ E=C(MC 2 + A) แกพูดว่า 6-3=6 ที่จริง 6-3 ควรจะเท่ากับ 3 แต่ว่า 6 กับ 3 เป็นตัวแทนของสิ่งที่แตกต่างกัน ถ้ามันบวกกันก็เป็น ถ้ามันลบกันก็เป็น 3 แต่คนๆนี้ กลาง ไม่เอาทั้ง 3 และ 9 แต่เอา 6 ก็แล้วกัน เอ็งลบกันก็เป็น 3 บวกกันก็เป็น 9 แต่เราเอา 6 มีอจินไตย อย่างหนึ่ง เลข 6 กลับหัวก็กลายเป็นเลข 9 เห็นไหมนี่ไม่ใช่เรื่องสมมุติบังเอิญ เลข 6 กับเลข 9 เป็นเรื่องกลับหัวกันเท่านั้น 6-3=6 ก็เป็นการกลับหัวกลับหาง ให้ไอสไตน์ อธิบายละเอียดลออก็ยังอธิบายไม่ได้แต่มีอะไรอยู่ภายใน เพราะฉะนั้นความคิดความรู้ของไอน์สไตน์เป็นความรู้ใต้หมวก ไม่ใช่ความรู้อย่างที่จะเอามายืนยันเป็นปรากฏการณ์ทั้งหมด ถ้าจะว่ากันจริงๆแล้วความรู้ก็ไอสไตน์เป็น แค่ปรัชญา phillosophy เป็นแค่จินตนาการยังไม่ถึงขั้นญาณวิทยา epistemology ธรรมชาติ ต้องรู้จักองค์ประกอบทั้งหมดแล้วรู้จักการบวกลบคูณหารสังเคราะห์สังขารของธรรมชาติ นั่นคือลึกซึ้งกว่า epistemology ญาณวิทยาหรือว่าธรรมชาติวิทยาขึ้นไปเป็น phenomenology จะเอา 6 - 3 = 6 จะเป็น 9 หรือจะเป็น 3 ก็ได้ด้วย ไอสไตน์ก็ยังลึกลับอยู่นั่นเอง แต่ก็ว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ แต่ก็ยังอธิบายไม่ออกหรอก อาตมาอธิบายออก 6 - 3 = 6 ก็เพราะอาตมามีความเสถียรอยู่ที่ความเป็นกลาง ไม่ไปหลงเป็น 9 ไม่ไปหลงเป็น 3 กับคุณ แต่ถ้าคุณเอาตัวละคร 6 - 3 มา อาตมาก็ยังยืนยันอยู่ที่ 6 อาตมาไม่หลง สิริมหามายา เดี๋ยวเอา 3 มาโชว์เดี๋ยวเอา 6 มาโชว์ เราก็บอกว่า 6 ไม่เอา 3 อาตมากับไอสไตน์เป็นสิริมหามายา ถ้าคุณเอา 6 + 3 ก็บอกว่าเป็น 9 แต่คุณไม่รู้หรอกว่า จริงๆแล้วในโลกนี้ 0 = Infinity สู่แดนธรรม... ที่พ่อท่านอธิบายไปคือ ไม่บวกเพิ่มไม่ลดลง 6 คือ 0 ของไอสไตน์ พ่อครูว่า…คุณจะถือว่า 0 ไม่มีค่าก็ได้ 0 ไปบวก 1 ก็เท่ากับ 1 แต่คุณเอา 0 ไป + 1 = 2 แล้วคุณก็ไปบวกกันต่อไปอีก เอา 1 + 2 = 3, 1 + 3 เป็น 4 ไปเรื่อยๆ ก็ไม่แปลกอะไร พอเริ่มต้นมันอยู่ที่ 0 เรารู้จัก 0 และทำ 0 สำเร็จยืนยันอยู่ที่ 0 คุณจะไปอีกเท่าไหร่เราก็ไม่มีปัญหา คุณจะไปเท่าไหร่แล้วก็ 0 ได้แล้ว 0 ได้จริงด้วย ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ด้วย จะเป็น 6 จะเป็น 9 ก็ได้ จะใช้เหตุปัจจัยในชีวิตกับสังคมมีองค์ประกอบดำเนินไป แต่เรารู้ในความดำเนินไปกับความสูญความจบ เราทำ 0 ก็ได้ดำเนินไปก็ได้ อะไรเป็นความเป็นจริงในทุกบริบทของปัจจุบันชาติ ปัจจุบันนี้ หรือเป็น status quo ซึ่งมันเล็กน้อยที่สุดเร็วที่สุด คุณจะขยายเท่าไหร่ก็ไม่มีปัญหา เพราะเรามาหาเร็วที่สุดกับ 0 ได้ เรามาตรงนี้ได้เสมอ คุณจะมากจะช้าจะมีมวลอีกมากมายเท่าไหร่ เราก็รู้ของคุณ เราจะไม่ตามก็ไม่ตามคุณได้ ถ้าเราเห็นว่าจะตามมีประโยชน์คุณค่าพอที่จะทำให้ขยายเหมาะควรสมกับองค์ประกอบ เหตุการณ์ควรจะเป็นเช่นนั้นเราก็ไปด้วยกันกับเขาได้ ไม่ประหลาดอะไรเลย จะเท่าไหร่ก็ได้เท่าไหร่จึงจะเหมาะสมที่สุดสมดุลที่สุด เราก็เอาอันนั้น โดยไม่มีอะไรลำเอียง เป็นความบริสุทธิ์สะอาด ว่าควรเท่านี้จริงๆ ยิ่งพูดไปก็ละเอียดและลึก 640813_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สงครามมหาสยามยุทธแห่งสยามประเทศ