บทที่ 3 ฟ้าปลื้ม.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์153 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 3 วิธีการด าเนินการวิจัย การวิจัย เรื่อง พฤติกรรมการป้องกันโรคและการบาดเจ็บจากการท างานของพนักงานสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานครกับผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะ เขตเทศบาล เมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เป็นการการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยมีรายละเอียดขั้นตอนของการด าเนินงาน ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. การสร้างเครื่องมือและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 7. การพิทักษ์สิทธิตัวอย่าง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยนี้ ผู้วิจัยแบ่งประชากรออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 1.1 พนักงานสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ ชุมชนสันติอโศก เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 1.2 ผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะ ในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้ ผู้วิจัยก าหนดในกลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานสถาบันขยะวิทยา ด้วยหัวใจ ที่เป็นจิตอาสาในการท างานทั้งท างานประจ า และท างานแบบไม่ประจ า และผู้ที่ประกอบอาชีพเก็บขยะในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ที่เป็นพนักงานเก็บขยะในเทศบาลเมืองสุรินทร์ พนักงานเก็บขยะขององค์การบริหารส่วนต าบลนอกเมือง และผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะอิสระจากชุมชนหนองบัว อ าเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วย 2.1 พนักงานสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร จ านวน 35 คน 2.2 ผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะในเขตเทศบาลเมือง จังหัวดสุรินทร์ จ านวน 90 คน ประกอบด้วย 2.2.1 พนักงานเก็บขยะเทศบาลเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ จ านวน 35 คน 2.2.2 พนักงานเก็บขยะองค์การบริหารส่วนต าบลนอกเมือง จ านวน 35 คน 2.2.3 ผู้ปร

อ่านต่อ

ะกอบอาชีพเเก็บขยะอิสระจากชุมชนหนองบัว จ านวน 20 คน 3. สถานที่ในการเก็บข้อมูลสัดส่วนขยะ สถานที่ในการเก็บข้อมูลสัดส่วนขยะ ประกอบด้วย 3.1 สถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ จ านวน 3 แห่ง ได้แก่ (1) สถานีคัดแยกขยะ 66 (2) ที่ล้างภาชนะข้างศาลาฟังธรรม (3) จุดรับขยะเปียกท้ายซอย 3.2 เขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ จ านวน 3 แห่ง ได้แก่ 3.2.1 หน่วยงานราชการ ได้แก่ (1) สถานีต ารวจ (2) โรงเรียนอนุบาล (3) โรงพยาบาลสุรินทร์ 3.2.2 ตลาด ได้แก่ (1) ตลาดเทศบาล (2) ตลาดเขียว (3) ตลาดไนท์บาซา 3.2.3 ชุมชน ได้แก่ (1) ชุมชนหนองบัว (2) ชุมชนหมอกวน (3) ชุมชน สระโบราณ ดังตารางที่ 14 และตารางที่ 15 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มี 2 แบบ ได้แก่ แบบส ารวจองค์ประกอบขยะจากแหล่งก าเนิด และแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมการป้องกันโรคและบาดเจ็บจากการท างาน และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคและบาดเจ็บจากการท างาน ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรมและเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ ด าเนินการดังนี้ 1.1 ศึกษาเนื้อหา แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1.2 ก าหนดขอบเขต โครงสร้าง และเนื้อหาของแบบสัมภาษณ์ เพื่อน ามาสร้างข้อความ ให้มีความครอบคลุมเนื้อหา วัตถุประสงค์ และกรอบแนวคิดในการวิจัย 1.3 ด าเนินการสร้างข้อค าถามของแบบสัมภาษณ์ รวมทั้งก าหนดเกณฑ์การให้คะแนนส าหรับค าตอบในแต่ละข้อ แบบสัมภาษณ์ประกอบด้วย 7 ตอน ดังนี้ 2. ขั้นตอนในการสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ ตอนที่ 1 คุณลักษณะส่วนบุคคล มีลักษณะข้อค าถามเป็นแบบเลือกตอบและเติมค าลงในช่องว่าง ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา รายได้ ความพอเพียงของรายได้ ระยะเวลาที่ปฏิบัติงานเก็บขยะ และระยะเวลาท างานเฉลี่ยต่อวัน ต่อสัปดาห์ จ านวน 7 ข้อ ตอนที่ 2 ปัจจัยด้านความรู้ ลักษณะเป็นแบบสัมภาษณ์ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคและการบาดเจ็บจากการท างาน จ านวน 5 ข้อ และ ความรู้เรื่องขยะ จ านวน 5 ข้อ รวม 10 ข้อ ลักษณะค าตอบ 2 ตัวเลือก คือ ใช่ และ ไม่ใช่ มีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ ใช่ ก าหนดให้ 1 คะแนน ไม่ใช่ ก าหนดให้ 0 คะแนน เกณฑ์การประเมินผลระดับความรู้ พิจารณาจากค่าเฉลี่ยของคะแนนเป็น 3 ระดับ (บุญชม ศรีสะอาด. 2556 : 100) ดังนี้ 67 คะแนนเฉลี่ย (5 ข้อ) คะแนนเฉลี่ย (10 ข้อ) แปลผล 0.00-1.67 0.00-3.33 ระดับความรู้น้อย 1.68-3.33 3.34-6.67 ระดับความรู้ปานกลาง 3.34-5.00 6.68-10.00 ระดับความรู้มาก ตอนที่ 3 ปัจจัยการรับรู้ข่าวสาร ลักษณะเป็นแบบสัมภาษณ์การรับรู้ข่าวสาร เกี่ยวกับการป้องกันโรคและการบาดเจ็บจากการท างาน จ านวน 5 ข้อ โดยมีระดับการรับรู้ข่าวสาร 5 ระดับ คือ 5 หมายถึง มีการรับรู้ข่าวสารอยู่ในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง มีการรับรู้ข่าวสารอยู่ในระดับมาก 3 หมายถึง มีการรับรู้ข่าวสารอยู่ในระดับปานกลาง 2 หมายถึง มีการรับรู้ข่าวสารอยู่ในระดับน้อย 1 หมายถึง มีการรับรู้ข่าวสารอยู่ในระดับน้อยที่สุด เกณฑ์การแปลผลระดับการรับรู้ข่าวสาร ก าหนดช่วงคะแนนแบบอันตรภาคชั้น (Class Interval) ใช้คะแนนสูงสุดลบด้วยคะแนนต่ าสุด แล้วหารด้วยจ านวนกลุ่มที่ต้องการแบ่ง (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2553 : 206) ดังนี้ (คะแนนสูงสุด-คะแนนต่ าสุด) / (จ านวนชั้น) = (5-1)/5 = 0.80 คะแนนเฉลี่ย แปลผล 4.21-5.00 มีการรับรู้ข่าวสารอยู่ระดับมากที่สุด 3.41-4.20 มีการรับรู้ข่าวสารอยู่ระดับมาก 2.61-3.40 มีการรับรู้ข่าวสารอยู่ระดับปานกลาง 1.81-2.60 มีการรับรู้ข่าวสารอยู่ระดับน้อย 1.00-1.80 มีการรับรู้ข่าวสารอยู่ระดับน้อยที่สุด ตอนที่ 4 ปัจจัยเจตคติและความพึงพอใจในการท างาน ลักษณะเป็นแบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจในการท างาน จ านวน 10 ข้อ แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) โดยมีเกณฑ์การใช้ค่าน้ าหนักคะแนน 5 ระดับ ดังนี้ 5 หมายถึง มีความพึงพอใจในการท างานอยู่ในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง มีความพึงพอใจในการท างานอยู่ในระดับมาก 3 หมายถึง มีความพึงพอใจในการท างานอยู่ในระดับปานกลาง 2 หมายถึง มีความพึงพอใจในการท างานอยู่ในระดับน้อย 1 หมายถึง มีความพึงพอใจในการท างานอยู่ในระดับน้อยที่สุด เกณฑ์การแปลผลความพึงพอใจในการท างาน ก าหนดช่วงคะแนนแบบอันตรภาคชั้น (Class Interval) ใช้คะแนนสูงสุดลบด้วยคะแนนต่ าสุด แล้วหารด้วยจ านวนกลุ่มที่ต้องการแบ่ง (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2553 : 206) ดังนี้ 68 (คะแนนสูงสุด-คะแนนต่ าสุด) / (จ านวนชั้น) = (5-1)/5 = 0.80 คะแนนเฉลี่ย แปลผล 4.21-5.00 มีความพึงพอใจในการท างานอยู่ระดับมากที่สุด 3.41-4.20 มีความพึงพอใจในการท างานอยู่ระดับมาก 2.61-3.40 มีความพึงพอใจในการท างานอยู่ระดับปานกลาง 1.81-2.60 มีความพึงพอใจในการท างานอยู่ระดับน้อย 1.00-1.80 มีความพึงพอใจในการท างานอยู่ระดับน้อยที่สุด ตอนที่ 5 ปัจจัยความเชื่อด้านสุขภาพ ลักษณะเป็นแบบสัมภาษณ์ความเชื่อด้านสุขภาพ จ านวน 10 ข้อ แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) โดยมีเกณฑ์การใช้ค่าน้ าหนักคะแนน 5 ระดับ ดังนี้ 5 หมายถึง มีความเชื่อด้านสุขภาพอยู่ในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง มีความเชื่อด้านสุขภาพอยู่ในระดับมาก 3 หมายถึง มีความเชื่อด้านสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง 2 หมายถึง มีความเชื่อด้านสุขภาพอยู่ในระดับน้อย 1 หมายถึง มีความเชื่อด้านสุขภาพอยู่ในระดับน้อยที่สุด เกณฑ์การแปลผลความเชื่อด้านสุขภาพ ก าหนดช่วงคะแนนแบบอันตรภาคชั้น (Class Interval) ใช้คะแนนสูงสุดลบด้วยคะแนนต่ าสุด แล้วหารด้วยจ านวนกลุ่มที่ต้องการแบ่ง (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2553 : 206) ดังนี้ (คะแนนสูงสุด-คะแนนต่ าสุด) / (จ านวนชั้น) = (5-1)/5 = 0.80 คะแนนเฉลี่ย แปลผล 4.21-5.00 มีความเชื่อด้านสุขภาพอยู่ระดับมากที่สุด 3.41-4.20 มีความเชื่อด้านสุขภาพอยู่ระดับมาก 2.61-3.40 มีความเชื่อด้านสุขภาพอยู่ระดับปานกลาง 1.81-2.60 มีความเชื่อด้านสุขภาพอยู่ระดับน้อย 1.00-1.80 มีความเชื่อด้านสุขภาพอยู่ระดับน้อยที่สุด ตอนที่ 6 ปัจจัยแรงสนับสนุนทางสังคม ลักษณะเป็นแบบสัมภาษณ์ปัจจัยแรงสนับสนุนทางสังคม จ านวน 10 ข้อ แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) โดยมีเกณฑ์การใช้ค่าน้ าหนักคะแนน 5 ระดับ ดังนี้ 5 หมายถึง มีแรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง มีแรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับมาก 3 หมายถึง มีแรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับปานกลาง 2 หมายถึง มีแรงสนับสนุนทางสังคมพอยู่ในระดับน้อย 1 หมายถึง มีแรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับน้อยที่สุด เกณฑ์การแปลผลแรงสนับสนุนทางสังคม ก าหนดช่วงคะแนนแบบอันตรภาคชั้น (Class Interval) ใช้คะแนนสูงสุดลบด้วยคะแนนต่ าสุด แล้วหารด้วยจ านวนกลุ่มที่ต้องการแบ่ง (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2553 : 206) ดังนี้ 69 (คะแนนสูงสุด-คะแนนต่ าสุด) / (จ านวนชั้น) = (5-1)/5 = 0.80 คะแนนเฉลี่ย แปลผล 4.21-5.00 มีแรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ระดับมากที่สุด 3.41-4.20 มีแรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ระดับมาก 2.61-3.40 มีแรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ระดับปานกลาง 1.81-2.60 มีแรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ระดับน้อย 1.00-1.80 มีแรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ระดับน้อยที่สุด ตอนที่ 7 แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมเกี่ยวกับการป้องกันโรคและบาดเจ็บจากการท างาน ลักษณะเป็นแบบสัมภาษณ์พฤติกรรมเกี่ยวกับการป้องกันโรคและการบาดเจ็บจากการท างาน จ านวน 10 ข้อ แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) โดยมีเกณฑ์การใช้ค่าน้ าหนักคะแนน 5 ระดับ ดังนี้ ระดับการปฏิบัติ ข้อค าถามเชิงบวก ข้อค าถามเชิงลบ มีการปฏิบัติเป็นประจ า 5 คะแนน 1 คะแนน มีการปฏิบัติบ่อย 4 คะแนน 2 คะแนน มีการปฏิบัติบางครั้ง 3 คะแนน 3 คะแนน การปฏิบัตินาน ๆ ครั้ง 2 คะแนน 4 คะแนน ไม่เคยปฏิบัติเลย 1 คะแนน 5 คะแนน โดยครอบคลุมเนื้อหา ดังต่อไปนี้ 1. การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลขณะปฏิบัติงาน 2. การดูแลสุขวิทยาส่วนบุคคล ได้แก่ การล้างมือ การช าระร่างกาย การท าความสะอาดเสื้อผ้าและอุปกรณ์ในการป้องกันอันตรายส่วนบุคคล 3. การดูแลสุขภาพเบื้องต้น ได้แก่ การประเมินสภาวะสุขภาพ การผ่อนคลายความเครียดการออกก าลังกายยืด-เหยียดกล้ามเนื้อ และการระมัดระวังท่าทางในการท างาน 4. การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บในการท างาน โดยการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เพื่อความปลอดภัยในการท างาน เช่น การสวมใส่เครื่องแต่งกายที่รัดกุมและเหมาะสมไม่ปีนป่ายห้อยโหนตัวรถ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา ไม่เล่นหยอกล้อกันขณะปฏิบัติงาน เกณฑ์การแปลผลพฤติกรรมเกี่ยวกับการป้องกันโรคและการบาดเจ็บจากการท างาน ก าหนดช่วงคะแนนแบบอันตรภาคชั้น (Class Interval) ใช้คะแนนสูงสุดลบด้วยคะแนนต่ าสุด แล้วหารด้วยจ านวนกลุ่มที่ต้องการแบ่ง (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2553 : 206) ดังนี้ (คะแนนสูงสุด-คะแนนต่ าสุด) / (จ านวนชั้น) = (5-1)/5 = 0.80 คะแนนเฉลี่ย แปลผล 4.21-5.00 มีพฤติกรรมอยู่ระดับมากที่สุด 3.41-4.20 มีพฤติกรรมอยู่ระดับมาก 2.61-3.40 มีพฤติกรรมอยู่ระดับปานกลาง 1.81-2.60 มีพฤติกรรมอยู่ระดับน้อย 1.00-1.80 มีพฤติกรรมอยู่ระดับน้อยที่สุด 70 1.4 น าแบบสัมภาษณ์ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) ความถูกต้องของการใช้ภาษา ความชัดเจนของภาษา ความครอบคลุมประเด็นที่จะศึกษา ผู้เชี่ยวชาญจ านวน 5 ท่าน มีรายนามดังนี้ (1) ดร.ดวงกมล ภูนวล นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ หัวหน้ากลุ่มงาน สุขศึกษา โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ อ าเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ (2) นางนิตยาภรณ์ สุระสาย พยาบาลวิชาชีพระดับช านาญการ กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลอ านาจเจริญ จังหวัดอ านาจเจริญ (3) ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมพร กิ่วแก้ว ผู้ประสานงานภาควิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น (วิทยาเขตวัชรพล) (4) นางสาววิชญา โมฬีชาติ ต าแหน่ง นักจิตวิทยาคลินิกช านาญการ โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ (5) นายสายัณห์ แสวงสุข นักวิชาการสาธารณสุขระดับช านาญการ ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ 1.5 ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ (1) หาค่าความเที่ยงตรง น าเครื่องมือที่ได้รับการตรวจแก้ไขจากอาจารย์ที่ปรึกษาไปให้ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ จ านวน 5 ท่าน พิจารณาตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความถูกต้อง ส านวนภาษาที่ใช้ พร้อมทั้งขอค าแนะน าในการปรับปรุงเครื่องมือให้เหมาะสมกับการน าไปทดลองใช้ โดยใช้เกณฑ์ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะตรงกัน โดยก าหนดให้คะแนนผลการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้ ระดับคะแนน ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ +1 แน่ใจว่าสอดคล้องกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของการวิจัย 0 ไม่แน่ใจว่าสอดคล้องกับกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของการวิจัย -1 แน่ใจว่าไม่สอดคล้องกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของการวิจัย จากผลการตัดสินของผู้เชี่ยวชาญ น าไปค านวณหาสัมประสิทธิ์ความสอดคล้องด้วยสูตร IOC (Index of Concordance) เลือกข้อค าถามที่มีค่า IOC ไม่น้อยกว่า 0.6 แสดงว่ามีความตรงตามเนื้อหามาก ผลตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ได้ค่า IOC 0.6-1.00 จากนั้นผู้วิจัยน าเครื่องมือมาพิจารณาแก้ไขปรับปรุงให้สมบูรณ์ ตามค าแนะน าของผู้ทรงคุณวุฒิผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา จากผู้เชี่ยวชาญ มีข้อเสนอแนะให้แก้ไข 3 ประเด็น ผู้วิจัยท าการปรับปรุงและแก้ไขทั้ง 3 ประเด็น คือ ปรับภาษาให้อ่านแล้วเข้าใจง่าย ปรับค าถามให้สอดคล้องกับเนื้อหาและเพิ่มเติมรายละเอียดค าถามให้เจาะจง ก่อนน าแบบสัมภาษณ์ไปสัมภาษณ์กลุ่มที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างที่ท าการศึกษา (Try Out) (2) น าแบบสัมภาษณ์ไปสัมภาษณ์กับกลุ่มผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะ ที่อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จ านวน 30 คน ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างที่ท าการศึกษา (Try Out) เพื่อตรวจสอบความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถามทั้งฉบับ น าไปหาความเชื่อมั่นด้วยสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา Cronbach’s Coefficient Alpha (ธีรวุฒิ เอกะกุล. 2555 : 156) เกณฑ์ที่ใช้หา 71 ความเที่ยงของเครื่องมือ = 0.80 ขึ้นไป (ธีรวุฒิ เอกะกุล. 2555 : 157) ได้ผลค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.832 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีขั้นตอน ดังนี้ 1. ขอหนังสือรับรองและแนะน าตัวผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ถึงผู้อ านวยการสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ และผู้น าท้องถิ่นของเทศบาลเมืองสุรินทร์ องค์การบริหารส่วนต าบล นอกเมือง ประธานชุมชนหนองบัว อ าเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ 2. น าหนังสือแนะน าตัวจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พร้อมแบบสัมภาษณ์ไปเก็บข้อมูลกับพนักงานสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ และผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะเพื่อหารายได้ ในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณมี 2 แบบ ดังนี้ 1. แบบส ารวจองค์ประกอบขยะจากแหล่งก าเนิด แบบ 3 ซ้ า รวบรวมข้อมูล เพื่อแยกประเภทของขยะในจุดทิ้งขยะ การเก็บรวบรวม การขนส่ง การแปรรูป และการก าจัดขยะการเก็บกัก ขนาดและบริเวณที่ตั้ง ของภาชนะรองรับขยะทั้งหมดในสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ และพื้นที่เขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โดยการสุ่มตัวอย่างจุดทิ้งขยะ ด้วยวิธีสุ่มเก็บโดยตรง (Direct Sampling) ซึ่งการสุ่มตัวอย่างที่จะใช้เป็นตัวแทนในการวิเคราะห์จะน ามาจากถุงขยะในจุดพักขยะตามขั้นตอน Quartering Method (Baawain et al. 2017 : 355-362) การแบ่งประเภทองค์ประกอบของขยะดัดแปลง และอ้างอิงวิธีการตาม ASTM Designation : D 5231-92 Standard Test Method for Determination of the Composition of Unprocessed Municipal Solid Waste โดยแบ่งองค์ประกอบขยะออกเป็น กระดาษ พลาสติก โฟม ผ้า ไม้ เศษอาหาร แก้ว กระป๋องโลหะ กระเบื้อง โลหะ ยาง ขยะอันตราย และอื่น ๆ การค านวณองค์ประกอบของขยะ จะคิดออกมาเป็นสัดส่วน ร้อยละของขยะโดยรวม 2. แบบสัมภาษณ์ ผู้วิจัยน าไปสัมภาษณ์พนักงานสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ และ ผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะเพื่อหารายได้ ในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ จ านวน 125 คน การจัดท ากับข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลเชิงปริมาณ รวบรวมข้อมูลโดยแบบส ารวจองค์ประกอบขยะจากแหล่งก าเนิด และแบบสัมภาษณ์ เมื่อรวบรวมข้อมูลที่ได้มาแล้วน าแบบสัมภาษณ์ที่รวบรวมได้มาตรวจ ให้คะแนนตามแบบสัมภาษณ์แต่ละคน แล้วท าการลงรหัส บันทึกข้อมูลลงในแผ่นเก็บข้อมูล แล้วน าไปประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปซึ่งผู้วิจัย ได้แบ่งเนื้อหาในการวิเคราะห์ โดยใช้สถิติ ดังนี้ 1. สถิติพรรณนา (Descriptive Statistic) ใช้ในการพรรณนาข้อมูลทั่วไปและข้อมูลด้านสุขภาพ และพฤติกรรมป้องกันโรคและบาดเจ็บจากการท างาน โดยน าเสนอในรูปของตารางแสดงความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 72 2. สถิติอ้างอิง (Inferential Statistic) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีระดับการวัดประเภทกลุ่ม กับพฤติกรรมป้องกันโรคและบาดเจ็บจากการท างาน ด้วยสถิติ ค่าไคว์-สแควร์ (Chi - Square) และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีระดับการวัดประเภทอันตรภาคชั้นขึ้นไปกับพฤติกรรมป้องกันโรคและบาดเจ็บจากการท างาน โดยการวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient : r) และก าหนดค่านัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การพิทักษ์สิทธิของกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยค านึงถึงสิทธิของกลุ่มตัวอย่าง โดยชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัย ขั้นตอนการปฏิบัติ การรวบรวมข้อมูลและระยะเวลาของการวิจัย พร้อมทั้งชี้แจงให้ทราบถึงสิทธิของกลุ่มตัวอย่างในการตอบรับหรือปฏิเสธการเข้าร่วมในการวิจัยครั้งนี้ โดยไม่มีผลต่อสิทธิประโยชน์ นอกจากนี้ในระหว่างการวิจัยหากกลุ่มตัวอย่างไม่ต้องการเข้าร่วมในการวิจัย สามารถบอกเลิกการเป็นกลุ่มตัวอย่างได้ ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ถือเป็นความลับ การน าเสนอต่าง ๆ จะน าเสนอในภาพรวม ไม่มีการเปิดเผยชื่อและนามสกุล เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการท าวิจัยสามารถสอบถามผู้วิจัยได้ตลอดเวลา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน