965539_06 บทที่-5-นิตยาภรณ์ สุระสาย.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยในรูปแบบของการวิจัยและพัฒนา (Research and Development Research) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม 3) เพื่อประเมินรูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ผู้วิจัยได้น าเสนอสรุปผลการวิจัย อภิปรายผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ ดังนี้ สรุปผลการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ สรุปผลการวิจัยเป็น 3 ประเด็น ประกอบด้วย 1) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันของการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม 2) ผลการพัฒนารูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม 3) ผลการประเมินรูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ดังนี้ 1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันของการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ผลการส ารวจสภาพปัจจุบันของการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม พบว่า ผู้เคยผ่านการอบรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมส่วนใหญ่เข้าใจถึงวิธีการใช้ ร้อยละ 80.40 ด้านประสบการณ์ในการใช้ยา 9 เม็ดของการแพทย์วิถีธรรม 1 เดือนที่ผ่านมา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (2.93±1.32) ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือประสบการณ์ในการใช้ยาเม็ดที่ 9 การรู้เพียรรู้พักให้พอดี (4.01±1.17) อยู่ในระดับสูง รองลงมาคือ ยาเม็ดที่ 8 การใช้ธรรมะ ละบาป บ าเพ็ญบุญ เพิ่มพูนใจไร้กังวล คบมิตรดีสหายดี สร้างสังคมสิ่งแวดล้อมดี (3.60±1.31) อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยต่ าสุด คือยาเม็ดที่ 5 การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ดด้วยสมุนไพรที่ถูกกัน (2.29±1.27) อยู่ในระดับต่ า รองลงมาคือยาเม็ดที่ 4 การแช่มือแช่เท้าหรื
อ่านต่อ
อส่วนที่ไม่สบายด้วยน้ าสมุนไพรที่ถูกกัน (2.30±1.39) อยู่ในระดับต่ า 202 ส่วนผลศึกษาสภาพปัจจุบันของการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมเชิงลึก พบว่า 1) แรงจูงใจในการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมคือ ตระหนักถึงความส าคัญและสนใจการดูแลสุขภาพในวิถีชีวิตอย่างต่อเนื่องจากปัญหาความเจ็บป่วยของตนเองและผู้อื่น 2) การศึกษาหาความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม จากการค้นคว้าหาความรู้ด้านการดูแลสุขภาพจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ เช่นสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ การเข้ารับการอบรมและทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง 3) การปฏิบัติการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ได้ตัดสินใจเลือกวิธีการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธามาปฏิบัติเน้นที่การใช้หลักธรรมะและรู้เพียรรู้พักให้พอดีมากที่สุด รองลงมาคือเรื่องการรับประทานอาหารสุขภาพ และการออกก าลังกาย ส่วนการระบายพิษจากร่างกายเช่นการรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล การกัวซา การสวนล้างล าไส้ใหญ่ การแช่มือแช่เท้าด้วยน้ าสมุนไพร และการพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบด้วยสมุนไพรที่ถูกกัน มีปฏิบัติเสริมเพื่อปรับสมดุลเป็นบางครั้งหรือเมื่อมีความไม่สมดุล 4) การเป็นแบบอย่างที่ดีในการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ผู้ที่ประสบความส าเร็จในการแก้ไขปัญหาสุขภาพตนเองในเรื่องใด ๆ จะเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเดียวกัน ได้รับความศรัทธาและยอมรับพร้อมกับขอค าแนะน าหรือขอความช่วยเหลือ 5) การแบ่งปันความรู้การดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม การช่วยเหลือผู้อื่นเกิดขึ้นหลังจากการปฏิบัติดูแลสุขภาพตนเองได้ประสบความส าเร็จ เริ่มตั้งแต่ช่วยเหลือบุคคลในครอบครัว ไปจนถึงการเป็นจิตอาสาร่วมกับหมู่กลุ่มจิตอาสาช่วยเหลือผู้อื่น 6) การประเมินผลที่ได้จากการดูแลสุขภาพของตนเองด้วยการแพทย์วิถีธรรมอย่างต่อเนื่อง พบว่ามีผลดี ดังนี้ 1) ด้านร่างกาย สุขภาพทางร่างกายดี แข็งแรงขึ้น เจ็บป่วยน้อย เบากาย มีก าลัง บรรเทาความเจ็บป่วยให้หายได้ 2) ด้านจิตใจ มีใจเย็น ไม่เร่งรีบ ลดเครียด คลายความกังวล สุขภาพจิตใจดีมาก 3) ด้านจิตวิญญาณ เกิดความผาสุก ทุกข์น้อยลง จิตใจเป็นสุข เพิ่มขึ้นตามล าดับ 4) ด้านสังคมสร้างครอบครัวอบอุ่น มีจิตช่วยเหลือแบ่งปัน 7) เงื่อนไขแห่งความส าเร็จในการดูแลสุขภาพ พบว่า มีปัจจัยภายในตัวบุคคล ได้แก่ (1) มีแรงบันดาลใจ (2) เปิดใจเรียนรู้ (3) ศรัทธาบุคคลต้นแบบที่ประสบความส าเร็จ (4) เชื่อเรื่องกรรมและผลของกรรม และปัจจัยภายนอก ได้แก่ (1) บุคคลในครอบครัว จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม และบุคลากรสาธารณสุขสนับสนุน (2) มีแหล่งเรียนรู้การแพทย์วิถีธรรม และ (3) หน่วยงานมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทยและองค์กรภาครัฐสนับสนุน 8) ปัญหาอุปสรรคในการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมในชีวิตประจ าวัน ได้แก่ การลดกิเลส ซึ่งบุคคลท าตามได้ยาก ต้องมีการปฏิบัติไปพร้อมกับมีหมู่มิตรดีจะมีโอกาสปฏิบัติได้ต่อเนื่องเป็นวิถีชีวิตได้ 203 2. ผลการพัฒนารูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม รูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ การด าเนินการ การประเมินผล และเงื่อนไขความส าเร็จ ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 หลักการของรูปแบบ คือการด าเนินการพัฒนาบุคคลให้บูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมในวิถีชีวิต หรือเรียกว่า “ไตรศาสตร์การดูแลตนแบบวิถีธรรม” (Trilogy of Cultural Self Care ) ประกอบด้วย การดูแลตนแบบวัฒนธรรมเลิศ (E) หลัก (M) เสริม (S) ได้แก่ (1) เลิศด้วยธรรม (E : Excellent) ด้วยวิธีการสวดมนต์ ฟังธรรม ทบทวนธรรม สนทนาธรรม ตั้งศีลมาปฏิบัติ และรู้เพียรรู้พักให้พอดี (2) กระท าเป็นหลัก (M : Main) ด้วยการรับประทานอาหารปรับสมดุลและออกก าลังกายให้เป็นหลักอย่างพอเพียง และ (3) เสริมรู้จักประมาณ (S : Supplement) ด้วยเลือกใช้วิธีการระบายพิษปรับสู่สมดุลให้พอเหมาะกับสภาวะร้อนเย็นของร่างกาย ได้แก่ การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล การกัวซาหรือขูดผิวหนังระบายพิษจากร่างกาย การสวนล้างล าไส้ใหญ่ การใช้สมุนไพรในการระบายพิษจากร่างกายและปรับสมดุลด้วยวิธีต่าง ๆ ได้แก่ การแช่ การพอกสมุนไพร การทาสมุนไพร การหยอดตาหยอดหูด้วยน้ าสมุนไพรสกัด การประคบ การอบสมุนไพร การอาบน้ าสมุนไพร และการเช็ดด้วยน้ าสมุนไพร องค์ประกอบที่ 2 วัตถุประสงค์ของรูปแบบ เพื่อพัฒนาบุคคลให้สามารถใช้ไตรศาสตร์การดูแลตนแบบวิถีธรรมในวิถีชีวิต องค์ประกอบที่ 3 การด าเนินการของรูปแบบ โดยใช้ไตรศาสตร์การดูแลตนแบบวิถีธรรมให้เป็นวิถีชีวิต ด้วยการด าเนินการ 5 ขั้นตอน (5P) ได้แก่ (1) ตระหนักถึงปัญหาสุขภาพ (P1 : Problem Awareness) (2) ศึกษาการดูแลตนแบบวิถีธรรมให้เข้าใจและทดลองพิสูจน์ (P2 : Perceive & Prove) (3) ปฏิบัติการดูแลตนแบบวิถีธรรมด้วยอิทธิบาท 4 (P3 : Practicality) (4) เป็นแบบอย่างที่ดีในการดูแลตนแบบวิถีธรรม (P4 : Paragon) (5) รวมพลังแบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์ (P5 : Power of sharing) องค์ประกอบที่ 4 การประเมินผลของรูปแบบ ประกอบด้วย การประเมินสุขภาวะองค์รวม 4 มิติ ได้แก่ ประกอบด้วย 1) สุขภาวะทางกาย : ร่างกายแข็งแรง 2) สุขภาวะทางจิต : เบิกบานแจ่มใส 3) สุขภาวะทางสังคม : วิถีชีวิตพอเพียงเรียบง่าย และ 4) สุขภาวะทางจิตวิญญาณ : จิตวิญญาณดีงามเป็นสุข องค์ประกอบที่ 5 เงื่อนไขแห่งความส าเร็จได้แก่ (1) ปัจจัยภายใน : แรงบันดาลใจ เปิดใจเรียนรู้ ศรัทธาแบบอย่างที่ดี เชื่อเรื่องวิบากกรรม (2) ปัจจัยภายนอก : สนับสนุนจากครอบครัว จิตอาสา บุคลากรสาธารณสุข แหล่งเรียนรู้การแพทย์วิถีธรรม มูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย หน่วยงานหรือองค์กรภาครัฐภาคประชาชน 204 การทดลองใช้รูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมนั้น สรุปได้ว่า 1) ระดับความรู้เรื่องการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมสูงขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) การรับรู้ความสามารถตนเองในการการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมสูงขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) การปฏิบัติดูแลสุขภาพด้วยการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมสูงขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ระดับสุขภาพแบบองค์รวมสูงขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 5) ระดับความพึงพอใจต่อการอบรมการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 3 ด้าน เรียงตามล าดับ ดังนี้ ด้านเนื้อหา ด้านวิทยากร ด้านบรรยากาศการเรียนรู้ ส่วนด้านกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านผลลัพธ์ อยู่ในระดับมาก 3. ผลการประเมินรูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ผลการประเมินรูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม พบว่า ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นว่าโดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (4.68±0.47) และมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด (4.61±0.50) เมื่อพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบ พบว่า หลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ การด าเนินการของรูปแบบ การประเมินผลของรูปแบบ และเงื่อนไขแห่งความส าเร็จของรูปแบบ อยู่ในระดับมากที่สุดทุกองค์ประกอบ และผลการประเมินคู่มือการใช้รูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด อภิปรายผลการวิจัย ผู้วิจัยได้อภิปรายผลตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา ดังนี้ 1. สภาพปัจจุบันของการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม สภาพปัจจุบันของการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม พบว่า ส่วนใหญ่เข้าใจถึงวิธีการใช้ ร้อยละ 80.40 ด้านประสบการณ์ในการใช้เทคนิคการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีประสบการณ์ในการใช้การดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง อาจเนื่องจากการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมให้เป็นวิถีชีวิตต้อง 205 ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทิศทางลดกิเลสหรือลดความอยากลงอย่างมาก ขัดแย้งกับพฤติกรรมที่เคยชิน เช่นการรับประทานอาหารตามล าดับ จะเริ่มต้นจากการดื่มน้ าสมุนไพร รับประทานผลไม้ผักก่อนรับประทานข้าวและกับข้าว ขณะที่บุคคลส่วนใหญ่คุ้นชินกับการรับประทานผลไม้หลังจากรับประทานอาหารข้าวและกับข้าว และการรับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรม จะเน้นการลดกิเลสมารับประทานอาหารรสจืด ใช้เครื่องปรุงรสน้อย ปัญหาในการจัดสรรเวลาไม่ลงตัว เช่น ในชีวิตประจ าวันมีภาระงาน มีกิจกรรมอื่น ๆ การท างานที่รีบเร่ง การจัดหาสมุนไพรในแต่ละวันไม่ทันเพราะต้องรีบออกไปท างาน ไม่มีเวลาออกก าลังกายเป็นประจ า และไม่มีเวลาระบายพิษวิธีต่าง ๆ และเทคนิคปฏิบัติระบายพิษออกจากร่างกาย เช่น การแช่มือแช่เท้าด้วยน้ าสมุนไพร การพอกทาหยอดประคบอบอาบเช็ดด้วยสมุนไพรนั้นไม่ใช่วิธีการที่ต้องปฏิบัติเป็นประจ า สอดคล้องกับผลการประเมินโครงการสร้างครอบครัวสุขภาพดีวิถีธรรมเพื่อชาวร้อยแก่นสารสินธุ์ไร้พุงไร้โรค ระยะเวลาด าเนินการ 2560-2561 กลุ่มตัวอย่าง 3,871 คน ผลการประเมินสุขภาพหลังการเข้าค่ายอบรมมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น พฤติกรรมสุขภาพภาพรวมอยู่ระดับ ปานกลาง (1.56±0.56) (สม นาสอ้านและคณะ 2562: 111) สอดคล้องกับการศึกษารูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรมในส านักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ของทัศบูรณ์ พรหมรักษา (2560: 1) พบว่า การปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรมในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (3.11±0.35) เทคนิคที่มีการปฏิบัติมากที่สุดคือการใช้ธรรมะละบาป บ าเพ็ญบุญ ท าใจ ไร้กังวล (4.08±0.25) การปฏิบัติน้อยที่สุดคือ การแช่มือแช่เท้าด้วยน้ าสมุนไพร (2.18±0.34) 2. การพัฒนารูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม การพัฒนารูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม พบว่ารูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) การด าเนินการของรูปแบบ 4) การประเมินผลรูปแบบ และ 5) เงื่อนไขแห่งความส าเร็จของรูปแบบ ผู้วิจัยได้สังเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบ จากการศึกษาของ Bardo and Hartman (1982: 64); สมาน อัศวภูมิ (2551: 55); ทิศนา แขมณี (2552: 21); ฐิติมา โกศัลวิตร (2559: 18); วราพรรณ วงษ์จันทร์ (2556: 1); ชญาดา ไชยรบ (2562: 182) พบว่า ความถี่สูงสุด 5 อันดับแรกคือ หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ กระบวนการ/วิธีด าเนินงานของรูปแบบ การประเมินผลของรูปแบบ และ เงื่อนไขของรูปแบบ รูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม โดยใช้ไตรศาสตร์การดูแลตนแบบวิถีธรรม (Trilogy of Cultural Self Care) หรือการดูแลตนแบบวัฒนธรรมเลิศหลักเสริมประกอบด้วย 206 1. การดูแลตนแบบวัฒนธรรมเลิศหรือเลิศด้วยธรรม (Excellent) เป็นการดูแลสุขภาพด้วยเทคนิคปฏิบัติที่มีฤทธิ์เลิศ แต่ละชีวิตควรพากเพียรท าให้ดีที่สุดเท่าที่จะท าได้ เนื่องจากเป็นการดูแลสุขภาพด้านนามธรรมที่มีฤทธิ์เลิศยอดที่สุดกว่าทุกวิธีในโลก ได้แก่ 1) การใช้ธรรมะ ละบาป บ าเพ็ญบุญกุศล ท าจิตใจ ให้ผ่องใส คบมิตรดีสหายดีสร้างสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี คือ สานพลังกับหมู่มิตรดี ลดกิเลสเครื่องกังวลเครื่องเบียดเบียน และช่วยเหลือผู้อื่น และ 2) การรู้เพียรรู้พักให้พอดี ซึ่งด้านนามธรรมของพุทธะนั้น มีฤทธิ์ประมาณร้อยละ 70 บวกเกิน 100 ส่วนด้านรูปธรรมหรือด้านวัตถุ มีฤทธิ์ประมาณร้อยละ 30 สอดคล้องกับบุญเติม ปิงวงค์ และเทพประวิณ จันทร์แรง (2559: 195-206) ศึกษาเรื่องการบูรณาการการแพทย์แผนไทยกับการดูแลสุขภาพตามแนวทางพระพุทธศาสนา : กรณีศึกษาวัดส่งเสริมสุขภาพชุมชนในเขตภาคเหนือ พบว่า การดูแลสุขภาพตามแนวทางพระพุทธศาสนา สามารถน ามาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจ าวันทั้งต่อตนเอง ครอบครัวและชุมชน มีการดูแลสุขภาพทั้งในภาวะปกติและภาวะเจ็บป่วย การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ในภาวะปกติ ได้แก่ การดูแลสุขภาพตามหลักแห่งไตรสิกขา คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขาและอธิปัญญาสิกขา การดูแลสุขภาพตามข้อวัตรปฏิบัติของพระพุทธเจ้า และการบริโภคโภชนาหารในพระพุทธศาสนา การบ าบัดรักษาโรคและการฟื้นฟู สมรรถภาพในภาวะเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางใจ การดูแลสุขภาพตามแนวทางพระพุทธศาสนา สอดคล้องกับอรอุมา เลาหพิบูลย์กุล (2557: 39-46) ศึกษาวิจัยเรื่องวิธีการบ าบัดรักษาสุขภาพเชิงพุทธบูรณาการ พบว่า การบ าบัดรักษาสุขภาพในพระพุทธศาสนาเน้นทั้งทางด้านกายและจิตใจ เป็นไปอย่างธรรมชาติ ต้องอาศัยทั้งยา อาหารและผู้ดูแล การรักษาโรคทางกายก็เป็นไปตามอาการและสมุฏฐานของโรค ส่วนการรักษาสุขภาพใจโดยใช้สมถะและวิปัสสนา รวมถึงการป้องกันโรคโดยใช้การบริหารร่างกาย การเลือกทานอาหาร สอดคล้องกับนิดา ตั้งวินิต (2559: 47-65) ศึกษาวิจัยเรื่องการบูรณาการหลักพุทธธรรมกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในผู้สูงอายุ พบว่า สามารถน าหลักพุทธธรรมหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา มาประยุกต์ใช้ดูแลสุขภาพทางกายและใจ 2. การดูแลตนแบบวัฒนธรรมหลักหรือกระท าเป็นหลัก (Main) เป็นการดูแลสุขภาพด้วยเทคนิคปฏิบัติหลัก (Main) แต่ละชีวิตควรท าเป็นหลัก ท าเป็นประจ าให้สม่ าเสมอจนเป็นปกติของชีวิต เนื่องจากเป็นการดูแลสุขภาพที่มีฤทธิ์สูงที่สุดด้านรูปธรรมหรือด้านวัตถุ ซึ่งต้องท าเป็นหลักควบคู่กับด้านนามธรรม ได้แก่ 1) การรับประทานอาหารและสมุนไพรปรับสมดุลตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย และ 2) การออกก าลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหารที่ถูกต้อง สอดคล้องกับโครงการหัวใจใหม่-ชีวิตใหม่ โรงพยาบาลเชียงรายฯ แนะน าผู้ป่วย 4 เรื่องหลัก คือ อาหาร การออกก าลังกาย โยคะ และการ 207 ดูแลจิตวิญญาณ (วิธาน ฐานะวุฑฒ์ 2553: 130, 454-461) นอกจากนั้นยังสอดคล้องกับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแนวทางการดูแลสุขภาพตนเองของพระปลัดสมชาย ปโยโค (ด าเนิน) และคณะ (2558: 45-58) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังเชิงพุทธบูรณาการ สรุปผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังเชิงพุทธบูรณาการ ประกอบด้วยเทคนิค 3 ส. 3 อ. 1 น. หรือ 3 ส. (สวดมนต์ สมาธิ สนทนาธรรม) 3 อ. (อาหารถูกหลักโภชนาการ ออกก าลังกาย อารมณ์ดี) 1 น. (นาฬิกาชีวิต) หรือ CMDEEED หรือ C (Chanting) การสวดมนต์ M (Meditation) การปฏิบัติสมาธิ D (Dhamma Discussion) การสนทนาธรรม E (Eating) การรับประทานอาหาร E (Exercise) การออกก าลังกาย E (Emotional Control) การควบคุมอารมณ์และ D (Daily Life Activity Around The Clock) การปฏิบัติตนตามวงรอบของชีวิตประจ าวันหรือนาฬิกาชีวิต ซึ่งรูปแบบการดูแลรักษาที่พัฒนาขึ้นนี้เป็นการบูรณาการเชิงพุทธร่วมกับวิธีการดูแลรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน และจะมุ่งเน้นกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นหลัก นอกจากนั้น Zou (2016: 1579-1594) ศึกษาเรื่อง Traditional Chinese medicine, food therapy, and hypertension control: A narrative review of Chinese literature พบว่าการรักษาด้วยอาหารตามหลักการแพทย์แผนจีน มี 4 ข้อได้แก่ การรับประทานอาหารแบบเบา การปรับสมดุลของอาหาร "ร้อน" และ "เย็น" ความกลมกลืนของรสอาหาร 5 รส และความสอดคล้องระหว่างการบริโภคอาหารและสภาวะสุขภาพที่แตกต่างกัน 3. การดูแลตนแบบวัฒนธรรมเสริมหรือเสริมรู้จักประมาณตน (S : Supplement) เป็นการปฏิบัติเสริมด้วยการระบายพิษปรับสู่สมดุลให้พอเหมาะ เนื่องจากการระบายพิษจากร่างกายเป็นวิธีการเพื่อปรับสมดุลร่างกาย เมื่อมีการสะสมพิษมากมีโอกาสที่จะเจ็บป่วยไม่สบาย หรือเพื่อส่งเสริมสุขภาพให้สบายผ่อนคลาย การปฏิบัติเสริม ได้แก่ การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุลร้อนเย็น การกัวซาหรือการขูดระบายพิษทางผิวหนัง การสวนล้างพิษออกทางล าไส้ใหญ่ด้วยสมุนไพร (ดีทอกซ์) การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายในน้ าสมุนไพรตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย การพอกทาด้วยผลพอกสมุนไพรหรือกากสมุนไพร การหยอดตาหยอดหูด้วยน้ าสกัดสมุนไพร การประคบด้วยสมุนไพรสดหรือลูกประคบนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีการดูแลสุขภาพที่ให้เลือกปฏิบัติเป็นบางครั้งตามความเหมาะสม เช่น เมื่อมีอาการไม่สบายหรือส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งวัฒนธรรมเสริมทุกวิธีได้รับการคัดสรรวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง สอดคล้องกับการศึกษาของแก่นเกื้อ นาวาบุญนิยม (2560: 128) ศึกษาวิจัยเรื่องผลการพอกสมุนไพรฤทธิ์เย็นต่ออาการปวดเข่าของกลุ่มผู้สูงอายุในเขตเทศบาล ต าบลดอนตาล อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร พบว่า การพอกเข่าด้วยสมุนไพรฤทธิ์เย็นสามารถเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการบ าบัดและบรรเทาอาการปวดเข่าในผู้สูงอายุได้ สอดคล้องกับ มงคลวัฒน์ รัตนชล (2560: 160) ศึกษาวิจัยเรื่อง 208 ผลการประยุกต์ใช้เทคนิคการกดจุดเส้นลมปราณที่แขนต่ออาการปวดคอบ่าไหล่ของผู้เข้าค่ายแพทย์วิถีธรรมสวนป่านาบุญ 2 อ าเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ผลการวิจัย พบว่า การประยุกต์ใช้เทคนิคการกดจุดเส้นลมปราณที่แขนต่ออาการปวดคอบ่าไหล่ สามารถลดระดับความปวดคอบ่าไหล่ได้จริง นอกจากนั้นเจนจิรา คิดกล้า (2556: 28) ศึกษาวิจัยเรื่องการอบสมุนไพรทางเลือกในการดูแลสุขภาพของประชาชน ผลการศึกษาพบว่าผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ร้อยละ 58.3 จะใช้บริการอบสมุนไพรสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ร้อยละ 68.0 จะอบ 2-5 รอบ ร้อยละ 33.5 มีจุดมุ่งหมายเพื่อดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ร้อยละ 20.4 เพื่อการบ าบัดโรคที่เป็นอยู่ ร้อยละ 88.0 การระบายพิษปรับสู่สมดุลมีการใช้สมุนไพรเป็นส่วนประกอบหลัก สอดคล้องกับ Appiah et al (2018: 1-8) ศึกษาจุดแข็งและจุดอ่อนของการบูรณาการหน่วยแพทย์ชีวการแพทย์และสมุนไพรในประเทศกานา พบว่า การใช้สมุนไพรมีประโยชน์ในเชิงบวก สอดคล้องกับ Bhamra et al (2017: 1786-1794) ศึกษาเรื่องThe Use of Traditional Herbal Medicines Amongst South Asian Diasporic Communities in the UK พบว่า มีใช้สมุนไพรเพื่อส่งเสริมสุขภาพและรักษาโรคต่าง ๆ เช่น ปัญหาการย่อยอาหาร รักษาผิวพรรณ และรักษาโรคเบาหวาน สอดคล้องกับ Sadegh et al (2017: 1-8) ศึกษาการใช้พืชสมุนไพรในทศวรรษที่ผ่านมาในอิหร่าน พบว่า มีการใช้พืชสมุนไพร ในการรักษาความเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้แก่ โรคระบบทางเดินอาหาร ปัญหาระบบทางเดินหายใจ เบาหวาน และหวัด/ไข้หวัดใหญ่ วิธีใช้ที่พบมากที่สุดคือเตรียมยาโดยวิธีการต้ม และใช้โดยวิธีการแช่ สอดคล้องกับ Kujawska (2016: 205-219) ศึกษารูปแบบการแพทย์พหุลักษณ์ในหมู่ชุมชนชาวโปแลนด์ในรัฐมิซิโอเนส ประเทศอาร์เจนตินา พบว่า พืชสมุนไพรมีบทบาทส าคัญที่สุดในการบ าบัดรักษาความเจ็บป่วย โดยการรักษาส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยการดูแลตัวเองที่บ้าน นอกจากการคลอด และการบาดเจ็บที่มีบาดแผลหรือการแตกหรือหักของกระดูกที่ใช้การรักษาระบบชีวการแพทย์หรือการแพทย์แผนตะวันตก ผลการทดลองใช้รูปแบบการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ในแต่ละด้าน ดังนี้ 1. ความรู้การบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม กลุ่มทดลองที่ได้รับการอบรมเรื่องการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม มีความรู้เรื่องการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม สูงกว่าก่อนได้รับการอบรมฯ เนื่องจากก่อนการอบรมฯกลุ่มทดลองมีความรู้การบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อกลุ่มทดลองได้รับการอบรมเรื่องการ บูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมที่มีการจัดกิจกรรมการให้ความรู้และ 209 ฝึกทักษะการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ระยะเวลา 5 วัน ให้ความรู้เรื่องหลักการบูรณาการการดูแลสุขภาพด้วยไตรศาสตร์การดูแลตนแบบวิถีธรรม ได้แก่ การดูแลตนแบบเลิศด้วยการใช้พุทธธรรมที่มีฤทธิ์เลิศ (เลิศด้วยธรรม) การดูแลตนแบบหลักด้วยการดูแลสุขภาพตนเองเรื่องอาหารและออกก าลังกายเป็นหลัก การดูแลตนแบบเสริมด้วยการรู้จักเลือกใช้วิธีการระบายพิษปรับสู่สมดุล (รู้จักระบายพิษเสริม) หลังได้รับการอบรมฯจึงมีระดับความรู้การบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมเพิ่มขึ้นเป็นระดับสูง สอดคล้องกับการศึกษาของมงคลวัฒน์ รัตนชล (2560: 160) ที่พบว่าระดับความรู้เกี่ยวกับอาการปวดคอ บ่าไหล่ จุดเส้นลมปราณ และเทคนิคการกดจุดเส้นลมปราณหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการประยุกต์ใช้เทคนิคการกดจุดเส้นลมปราณที่แขนต่ออาการปวดคอบ่าไหล่ของผู้เข้าค่ายแพทย์วิถีธรรมสวนป่านาบุญ 2 สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยส าคัญที่สถิติที่ระดับ .05 และสอดคล้องกับนิตยาภรณ์ สุระสาย (2559: 301) ที่พบว่า คะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม การรับรู้ความสามารถตนเองต่อการปฏิบัติสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.05 สอดคล้องกับการศึกษาของเกศรารัตน์ สิงห์ค า และสุวิธิดา จรุงเกียรติกุล (2555: 788-801) เรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสและการแพทย์วิถีธรรมเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการดูแลตนเองของต ารวจตระเวนชายแดน พบว่า หลังเข้าร่วมกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างมีความรู้สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p < .05) 2. การรับรู้ความสามารถตนเองในการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ก่อนได้รับการอบรมการบูรณาการวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม กลุ่มทดลองส่วนใหญ่มีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถตนเองอยู่ในระดับมาก หลังได้รับการอบรมฯ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถตนเองสูงขึ้นอยู่ในระดับมากแต่ค่าคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้น เนื่องจากกลุ่มทดลองเคยได้รับความรู้การแพทย์วิถีธรรมจึงมีการรับรู้ความสามารถตนเองในระดับมาก แต่เมื่อได้รับการสร้างให้เกิดความรู้ความเข้าใจและสร้างโอกาสให้ได้ทดลองพิสูจน์ท าให้การรับรู้ความสามารถตนเองในระดับมากยิ่งขึ้น โดยการให้ความรู้เรื่องหลักการบูรณาการการดูแลสุขภาพด้วยไตรศาสตร์การดูแลตนแบบวิถีธรรม และการจัดล าดับความส าคัญของการใช้เทคนิคปรับสมดุลด้วยการน าเสนอไตรศาสตร์การดูแลตนแบบวิถีธรรม การให้ความรู้และน าฝึกปฏิบัติการใช้การดูแลตนแบบเลิศ มีการจัดกิจกรรมการสวดมนต์ อ่านบททบทวนธรรม รวมทั้งจัดการสนทนากลุ่มเพื่อ 210 แลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้บททบทวนธรรม การให้ความรู้และน าฝึกปฏิบัติการใช้การดูแลตนแบบหลัก โดยให้องค์ความรู้และฝึกปฏิบัติเรื่องอาหารปรับสมดุลและการออกก าลังกายให้พอเพียง แนะน าและฝึกปฏิ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive