สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ผัสสะคือธรรมะสาม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข24 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ผัสสะคือธรรมะสาม

อาตมาได้พูดธรรมะ 3 ค้างไว้ ก็มีหลายคนสงสัย ก็จะได้อธิบายต่อในพระไตรปิฎก เล่ม 16 ข.(165) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งโลกเป็นไฉน เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา พ่อครูว่า...ผัสสะคือธรรมะสาม ต้องมีรูป มีนาม และผัสสะ ถ้ามีขนุนสองลูกนี้สัมผัสกัน มันก็ไม่รู้ว่า มันสัมผัสกัน เพราะพืชไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวทนา พืชมีแต่สัญญา สังขาร รู้แต่ตัวเอง มีสามเส้าของธาตุตัวเอง ISH มีตัวเองเป็นประธานคือ I ที่ต้องเลือกสองอย่าง ที่ใช่กับไม่ใช่ S H ก็เลือกแต่สิ่งที่ใช่ อันไหนไม่ใช่ก็ไม่เอา แล้วเอามาเป็นตัวเอง ปรุงแต่งเป็น ISH เช่น ตากระทบลูกขนุน เห็นลูกโต เห็นผิวพรรณ ได้กลิ่นหรือไม่ได้กลิ่น ก็เกิดความชอบ บางคนไม่ชอบ บอกว่ามันจะดีอย่างไร ฉันก็ไม่ชอบ ก็แล้วไปแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ก็จะเกิดเวทนา คือชอบกับไม่ชอบ จึงเกิดสวรรค์และนรก ขึ้นมา ตัณหาจึงเป็นตัวการ การดับกิเลส จึงดับที่ตัณหา ตัณหาดับหมด ก็เป็นพระอรหันต์ ในรายละเอียดของตัณหา ก็มีรายละเอียด เมื่อดับตัณหาได้ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทาน คือคลังของตัณหา คนไหนที่มีอาการของตัณหา อย่างนี้ชอบหรือไม่ชอบ หรือใช้เฉยๆ แล้วก็จำด้วยสัญญา ใส่ไว้ในจิต แล้วยึดไว้ ถ้าคุณชอบไม่ชอบในปัจจุบัน แล้วไม่จำในอุปาทานเลย ไม่ยึดในอุปาทานเลย อุปาทานก็ดับ ไม่มีอุปาทานได้ ถ้ายิ่งทำได้ ชอบหรือไม่ชอบ ก็แค่ปัจจุบัน หากไม่มีปัจจุบันแล้วไม่สั่งสมในอุปาทาน ก็ไม่มีการสั่งสมเป็นอนุสัย อาสวะ นี่คือปัญญาวิมุติ ถ้าหยั่งถึงอนุสัย ที่เป็นเศษธุลี บางเบากว่าอาสวะได้อีก หรือบางคนเอาแค่สุขทุกข์ในปัจจุบัน แล้วไม่สะสม ก็เอาแค่นี้ก็ได้ ก็ไม่สูญ ปัญญาวิมุ

อ่านต่อ

ติ คืออรหัตตมรรค หรืออนาคามี ก็ไม่เกิดอีกได้ ตายไปแล้วไม่เกิดอีกได้ สายอาตมาคือสายปัญญา สายเดียวกับพระพุทธเจ้า ไม่ตั้งจิตสู่สุทธาวาส 5 ตายแล้ว มีเหตุปัจจัยพอก็จะมาเกิด ไม่เสียเวลาหลงในสุทธาวาส พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า ไม่เคยไปเกิดในสุทธาวาส 5 อาตมาก็ไม่เอา จึงได้เกิดเร็ว ไม่เกิดช้า จึงได้จำได้บ้าง ในเรื่องอดีต คนที่เรียนรู้อาการของจิต ที่เรียกว่าตัณหาได้จริงๆ คนนั้นแหละ สามารถที่จะ เข้าถึงนิพพานได้ จึงปิดประตู ผู้ไม่มีผัสสะจะเกิดเวทนาได้ ขณะที่เป็นเวทนา ก็ไม่เป็นสังขาร ถ้าไม่เปลี่ยนสัญญา ก็ไม่เป็นสังขาร มันจะไม่เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านแยกอาการสามอย่างชัดเจน ถ้าสังขารมันเป็นสอง ต้องกำหนดรู้เทวธัมมา แยกให้ออก อะไรเป็นเวทนาแท้หรือเทียม มันปรุงเป็นสุขทุกข์ แต่เวทนาแท้ไม่มีเวทนาเทียม จึงไม่สุขไม่ทุกข์ สังขารคือปรุงกันอยู่ คนไม่ได้เรียนรู้สังขาร คืออะไร คือคนอวิชชา หากจับสังขารมาศึกษา แล้วจับตัวเหตุได้ เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร จึงสามารถเป็นคนที่บรรลุอรหันต์ หากยังแยกกิเลสไม่ออก แล้วกำจัดตัวกิเลสไม่ถูกตัว โดยเฉพาะ คำว่าบุญคือการกำจัดกิเลส ก็ไม่รู้ว่า ปุญญาภิสังขารคืออะไร ไม่เข้าใจบุญ ว่าคือการกำจัดกิเลสได้แต่กดข่ม บุญไม่ได้กำจัดกิเลสด้วยกดข่ม แต่กำจัดด้วยปัญญา ปุญญะกับปัญญะ คือตระกูลเดียวกัน บุญ กำจัดกิเลสด้วยสัญญะไม่ได้ ต้องกำจัดด้วยปัญญะ กำจัดกิเลสได้จึงเกิดสุญญะ สัญญะไปทำปุญญะไม่ได้ สุญญะต้องอาศัยปุญญะจึงเกิดสุญญะ เพราะ ปุญญะต้องมีปัญญะ หากไม่ได้สร้างปัญญะ มีแต่สัญญะ ก็ไม่มีสุญญะ สมณะเพาะพุทธว่า...ปุญญะเป็นตระกูลเดียวกับปัญญะ แต่สัญญะไม่ทำให้เกิดปุญญะ เพราะสัญญะไม่มีปัญญะ พ่อครูว่า..ปุญญะจะดับตัณหา ดับกิเลสได้ ปุญญะตัดกิเลสแล้วเป็นปัญญะ ปัญญะนี้สั่งสมได้ แต่ปุญญะสั่งสมไม่ได้ สั่งสมปัญญาบารมีได้ ทำปุญญะได้ ก็เกิดปัญญะ สมณะเพาะพุทธว่า...ที่สุดแห่งปุญญะก็คือสุญญะ แล้วมีปัญญะเต็มร้อย ก็เท่ากับ เรามีสุญญะคือความดับสูญ หมดสิ้นของกิเลส พ่อครูว่า...ก็คือนิโรธ

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหาเพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งโลก (โลกคือความวนเวียนของกิเลสในนามธรรม) เพราะอาศัยหูและเสียง ...เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ... เพราะอาศัยลิ้นและรส ... เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ... เพราะอาศัยใจและธรรมจึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ ฟังไว้เลย พวกนั่งหลับตา ในข้อนี้ ที่ว่าต้องมีผัสสะ...โพธิรักษ์ไม่ได้เกิดมายิ่งใหญ่อะไรหรอก แต่เกิดมาบอกความจริง เอาความจริงของศาสนา ของพุทธธรรมของพระพุทธเจ้า มาบอก อาตมาเป็นโพธิสัตว์ เป็นลูกของพระพุทธเจ้าจริงๆ ไม่ใช่ลูกปลอม ลูกแอบแฝง ที่มันหลอกคนอื่น แต่เป็นลูกจริง อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งโลก ฯ จบสูตรที่ ๔ ฟังให้ดี ผู้ที่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ให้หยุดเสีย ตื่นเถิด อย่าไปหลงใหลลุ่มหลง ชาติจะเหลืองดํารง ก็เพราะเราทั้งหลาย ที่หลับตาหลับตานี่แหละ ถ้ามัวหลับมัวหลงเรา ก็คงมลาย เราต้องเร่งขวนขวาย ตื่นเถิดชาวไทย ตื่นจากการปฏิบัติแบบหลับตา แล้วมาปฏิบัติแบบลืมตา มีสำรวมอินทรีย์ 6 โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ นี่เป็นการปฏิบัติ อปัณกปฏิปทา เป็นการปฏิบัติที่ไม่ผิด ของพุทธ ถ้าไปปิดทวาร มันผิดๆๆๆๆ การปฏิบัติ ที่ไม่มีอินทรีย์ทั้ง 6 ไปกับทวารทั้ง 6 หรือปิดทวาร 5 เหลือแต่ทวารใน มันเป็นการปฏิบัติที่ผิด เป็นปัณกปฏิปทา เป็นการปฏิบัติที่ผิด ไม่ใช่อปัณกปฏิปทา ถ้าหมั่นมาเรียนรู้สายตื่น ไม่ใช่สายหลับ มาลืมตา ถ้าคุณสัมมาทิฏฐิแล้ว จะไปนั่งหลับตาบ้าง ก็มีประโยชน์เป็นอุปการะ แต่ถ้าไปหลงทิศทาง ว่านั่งหลับตา คือทางเอก ก็ลงนรกไปเลย ขอยืนยันว่ามันไม่ได้

เราต้องมีรูปกับนามเป็นธรรมะ 2

รูปกับนาม เป็นธรรมะสอง เมื่อรูปกับนามกระทบกัน เป็นผัสสะ เรียกว่า ธรรมะสาม ก็เกิดภาวะรู้ ธาตุจิตนิยาม กระทบกันแล้ว มันจะมีรู้ รู้ขึ้นมาก็เป็นตัวประธาน ประธานตัวนั้นรู้จึงเกิด 3 การปฏิบัติ จะต้องทำให้ธรรมะ 2 ประธานต้องกำหนดธรรมะ 2 ที่เรามีรูปกับนาม ถ้าไม่มีการกระทบสัมผัส ก็ไม่เกิดตัวประธาน เพราะวิธีกระทบสัมผัสนั้น เป็นวิธีที่ต้องตามรู้ว่า อะไรเกิดขึ้นเป็นสังขาร ที่รู้คือเรารู้การปรุงแต่ง ของรูปกับนาม มันก็เป็นสภาพดีสภาพ 1 เรียกสภาพนี้ว่าสังขาร การปรุงแต่งของธรรมะ 2 นี่คือผู้พ้นอวิชชา คือการรู้สังขาร ธรรมะ 3 คืออะไร คือผัสสะ การปฏิบัติ จะต้องทำให้ธรรมะ 2 มีประธาน จัดการธรรมะ 2 คือรูปกับนาม ให้เหลือเป็นธรรมะ 1 เอกกัคคตา จึงตัดภพจบชาติได้ เพราะฉะนั้น ในการปฏิบัติ เพื่อที่จะดับภพจบชาตินี้แหละ ก็จะได้อธิบายดังต่อไปนี้ โดยพิสดาร โดยลึกซึ้ง วิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้านั้น จึงแบ่งเอามาปฏิบัติ ไม่ใช่ปฏิบัติมั่วเละเทะ มันไม่เป็นส่ำ มันไม่ได้ ไม่เป็นไปตามลำดับหมวดหมู่ ต้องมีปริเฉท จัดกรอบหมวดหมู่ มีสัดส่วนเบื้องต้น อย่าไปเอามาก การกำหนด ต้องเป็นไตรสิกขา ศีล สมาธิปัญญา มีนามธรรมกำหนดรู้ รูป การเรียนรู้ ต้องรู้จักจากสิ่งที่เรามีตัวกำหนด คือสัญญา สัญญาจะทำงาน 1 กำหนดเราจะมีศีล 5 เป็นหลักไว้ก่อน ศีล 5 นี้ครบทั้ง กาย วาจา ใจ ศีลข้อ 1 2 3 ก็ได้สามเส้า ส่วนข้อ 4 ก็วาจา ข้อ 5 ก็ใจ ได้สามเส้า ปานาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร คือกัมมันตะสาม ใครก็ตามต้องเรียนรู้แต่เบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นภิกษุแล้ว บวชแล้ว ก็ต้องเรียนเบื้องต้น ตั้งแต่ศีล 5 คุณจะบอกว่า มีวินัย 227 ข้อ ก็มีไป แต่ในจุลศีลนี้ เลือกมา 5 ข้อ ห้าข้อ นี้รวมวจี 4 แต่เอาแค่ไม่พูดปด ข้อเดียวก่อน เราก็เอา 1 2 3 4 วจีก็เอามา 1 คือไม่พูดปด ก็เรียนรู้ศีล 5 ในภาคปฏิบัติ เมื่อกระทบกับสัตว์ทั้งหลาย 1 2 กระทบกับสิ่งของ ที่ไม่ใช่ของของเรา ก็อย่าไปเอาของเขา ไม่ใช่ของเราแล้วอย่าไปแล้วหลับตาหมดสิทธิ 3 ราคะหรือกาม กาเมสุมิจฉาจาร ในเรื่องกามคุณ 5 ในเรื่องผู้หญิงผู้ชาย เรื่องเพศสัมผัสเสียดสี ก็เป็นกามคุณ 5 ไม่มีอย่างอื่นหรอก ในกามคุณ 5 มันจัดจ้าน ของใครของมัน ต้องรู้เลย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย ในกามคุณ 5 มันจัดจ้าน เราไปสัมผัสแค่นี้ จะเป็นเรื่องผู้หญิงผู้ชาย หรือเป็นเรื่องรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ดินน้ำไฟลม อะไรก็แล้วแต่ ดูจากรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ที่มันมากมันแรง สำหรับของเรา คุณก็กำหนดเอา ที่จัดจ้านของเรา ก็เอาแต่สมควรก่อน จะเป็นวัตถุต่างๆ ข้อกำหนดว่า อันนี้มันจัดจ้านสำหรับเรา ทางหูก็กำหนดเสียงแค่นี้ ทางจมูก ทางลิ้น โดยเฉพาะรสทางลิ้นนี่แหละ และทางกลิ่น มันจะละเอียดมาก มันจะครบหมดเลย คุณปฏิบัติกิเลสที่ลิ้นนี้ คุณปฏิบัติได้จนเป็นพระพุทธเจ้าเลย ส่วนข้างนอกนั้น คุณไม่ต้องมี กลิ่น รูป หู เสียง สัมผัสเสียดสี คุณไม่ต้องมีได้ แต่รสนี่ คุณจะบำเพ็ญเป็นพระอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ เป็นพระเจ้า คุณก็ต้องกิน พระพุทธเจ้าถึงสรุปที่ โภชเนมัตตัญญุตา ในคำข้าวนี้แหละ คือจะมีเวทนา มีผัสสะ มีกิเลส มีรูปนามให้เรียนรู้ ในอาหาร 4 จากคำข้าว จนเป็นพระอรหันต์ ก็อยู่เหนือมันได้ แต่ถ้าไม่ได้ปฏิบัติ จะกินอาหารอยู่ ก็ต้องมีกิเลสอยู่ คุณจะเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ ทำไม่ได้ ปฏิบัติให้ครบให้รู้จักกิเลสจากอาหาร อาหารคือคำข้าว อาหารคือ ผัสสะ คือ มโนสัญเจตนาหาร คือวิญญาณาหารก็ได้ ต้องปฏิบัติที่อาหาร คือคำข้าวนี่เป็นสำคัญ การปฏิบัติธรรมกับอาหารนี่แหละ สามารถจะบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ได้ นี่คือของจริง นี่คือสิ่งที่ดี อาตมาปฏิบัติธรรม ก็สอนเรื่องอาหาร เรื่องเจ เรื่องอะไร มีพันตำรวจตรีอนันต์ เสนาขันธ์ บอกว่าแทนที่จะมีกรรมฐาน ไปนั่งหลับตา ก็ไปสอนแต่เรื่องกิน บอกว่า โพธิรักษ์นี้มันตะกละ ไปหลงแต่เรื่องอาหาร นี่แหละคือความรู้ทางด้านศาสนา ของคนทั่วไป ของพันตำรวจตรีอนันต์ เสนาขันธ์ ที่ตี ที่เล่นงานอาตมา แล้วหาว่า อาตมาหลงตะกละ ไม่เรียนกสิณ 40 มาวุ่นวายอะไรกับอาหาร น่าสงสารแกที่หลงไปกับคนทั่วไป นอกทิศทางศาสนา เป็นปัณกปฏิปทา คือการปฏิบัติที่ผิด อาหารนี้เรียนได้มาก โภชเนมัตตัญญุตา มัตตัญญุตา จ ภัตสมิง ผู้ที่เรียนรู้กิเลสจากคำข้าวได้ดี จะรู้ได้เร็ว อันอื่นจะรู้ตามจากเรื่องอาหาร อาตมาสอนเรื่องมังสวิรัติ เรื่องเจก่อน แล้วให้เรียนรู้กิเลส จากอาหารก่อน สมณะเพาะพุทธว่า...ในพระไตรปิฎก มีคำว่าอาหารเป็นหนึ่งในโลก พ่อครูว่า ถ้าใครกินขนุน ที่อยู่ตรงหน้านี้อร่อย นั่นแหละคือ ความบ้าของคนนั้น ที่จริง รสกลิ่นของขนุน ก็มีของมัน รสอร่อยไม่มี มันมีเพราะปรุงแต่งของกิเลส (กิรดั่งได้ยินมา)ของคน พ่อครูได้พูดถึงปุญญะ เราจะสั่งสมการลดกิเลส ด้วยปัญญา เพราะปุญญะ กับปัญญะ คือตระกูลเดียวกัน การลดกิเลส ต้องลดด้วยปัญญา การกดข่มไม่ได้จริง ไม่ใช่ของพุทธ การปฏิบัติแบบนั่งหลับตา ไม่ใช่สัลเลขธรรม เป็นเพียงทิฏฐธรรมสุขวิหาร คือเป็นไปเพื่อความสบาย ไม่ใช่การขัดเกลากิเลส ต้องขัดเกลาให้เป็นสุญญะ คือมีปัญญะเต็มร้อย ปุญญะทำงานจนกิเลสสูญ ก็ไม่ต้องสะสมอีก แต่ตัวการทำให้กิเลสสูญ คือปัญญะ เราจะกำจัดกิเลสด้วยปัญญะ พ่อท่านว่า... การไม่ลงในสุทธาวาส คนที่ระลึกชาติได้ คือคนที่ตายแล้วเกิดเร็ว คนที่ระลึกชาติไม่ได้ คือตายแล้ววนเวียนอยู่นาน กว่าจะมาเกิด ผัสสะเกิดจากนามรูปกระทบกัน เป็นผัสสะ เป็นธรรมะสาม และอุปาทาน คือคลังของตัณหา กำจัดตัณหาก็อุปาทานก็หมดไปด้วย พ่อครูว่า... การเคลื่อนไหวนี้ รู้ง่ายกว่าความนิ่ง เราก็ต้องจัดการ ที่การเคลื่อนไหว เอาตั้งแต่ความหมายนี้ มันดูง่ายกว่าความนิ่ง ถ้าจะจัดการตัวที่นิ่งได้ ก็เอาแต่รู้ได้ยาก สมณะเพาะพุทธว่า...สวรรค์ นรก เทวดา อยู่นอกจากจิตวิญญาณไม่มี สวรรค์ก็อยู่ในจิตวิญญาณ นรกก็อยู่ในจิตวิญญาณ สุขทุกข์นั้น พ่อท่านอธิบายว่า ถ้าเรายังคงหลงในความสุข เราก็ยังคงมีความทุกข์ เราลดเหตุแห่งทุกข์ สุขก็หมดไป พ่อครูว่า... เราลดกิเลสได้ ก็จะมีปีติ คืออุปกิเลส ยังยึดในโสมนัสอยู่ ก็ยังไม่ถึงสูญ ไม่ถึงอุเบกขา สมณะเพาะพุทธว่า...คนที่หลับตาปฏิบัติ มีแบบโง่แบบตาบอดตาใส คือคนโง่สนิท คือถูกสะกดจิตอย่างสมบูรณ์ สะกดจิตมีแบบลืมตากับหลับตา แบบลืมตา คือใช้ตรรกะสะกดจิตตัวเอง

พ่อครูว่า...ก็ขอเจาะลงไปที่ว่า ผัสสะ หรือธรรมะสาม ผัสสะคือธรรมะสาม

ผัสสะต้องมีรูปกับนาม นามคือจิตนิยาม พีชะคือพืช เราไม่เรียกจิต เราเรียกพีชะนิยาม มันไม่มีเวทนากับวิญญาณ แต่เป็นจิต ถึงมีเวทนากับวิญญาณ มีสุขมีทุกข์ มีผลักมีดูด อย่าไปหลงว่า อย่ากินพืชจะบาป ผัสสะก็คือธรรมสาม ต้องมีรูปกับจิตนิยามที่เป็นธาตุรู้ เมื่อมีผัสสะ มีองค์ 3 ก็ต้องมีประธาน เป็นตัวรู้ คือตัวเรา สามารถที่จะรู้จักองค์รวม เรียกผัสสะ คือสาม เมื่อเกิดสาม ก็ต้องจัดการสองให้เป็นหนึ่ง เอาที่ความรู้สึก คือเวทนาคือกรรมฐานแท้ที่จะปฏิบัติ สุขทุกข์ไม่ได้อยู่ที่กสิณ 40 แต่สุขทุกข์อยู่ที่เวทนา แต่ถ้าไปสะกดจิต อยู่ที่กสิณ ก็อยู่ที่รูปไปหมด แต่เวทนาอยู่ที่นาม เวทนานั้นมีความสุขมีทุกข์ ถ้าไม่สุขไม่ทุกข์ ก็ยังมีความหลอกอยู่เลย การสะกดจิตคือ เคหสิตอุเบกขา หรือมันว่างมันพักมันเมื่อย เป็นธรรมดาธรรมชาติ ของสิ่งที่จะหยุดได้โดยวาระ คนที่คิดไม่รู้จักหยุดเลย อย่างไรมันต้องมีเวลาหยุดบ้าง ถ้าไม่หยุดเสียเลย ตาย อย่างน้อยผ่อนหยุดในขณะหลับ คือไม่เต้นไปในทวารทั้ง 6 ระงับทวารทั้ง 5 ก็อยู่ในฝัน จะแรงอย่างไร ก็ไม่มีคู่ต่อสู้ ไม่มีวิบาก อย่างไรมันก็ไม่จริง เพราะความจริงจะครบบริบูรณ์ ต้องอยู่ในปัจจุบัน ฝันก็คืออุปาทานทั้งนั้น ก่อเอง สร้างเองทั้งนั้น จะเจ็บปวดแรงเบาอย่างไร ก็ของคุณยึด ผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว แม้แรงก็จะเบาลงๆๆ จนสุดท้าย แม้จะฝันก็ฝันเบาๆ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้ว ฝันร้ายจะลดลง มีแต่จะเบาลงมา แม้สมใจในความชอบความรักก็มีแรง แล้วก็จะเบาลงๆ เรื่องโทสะต้องลดก่อน เพราะทุกข์ก็จะเหลือ เรื่องรักก็จะจะค่อยๆลดลงๆ เรื่องโกรธลดก่อน ท่านถึงว่าไม่มีฝันร้าย ถ้ารักมากก็หลงมากได้ ก็ไปมีสุขในฝันได้ แรงๆ จนเป็นไคลแมกซ์ในฝันได้ แต่แรงอยู่ พระพุทธเจ้าก็ไม่ให้ติดไม่เอา จึงให้เบาลงมา ก็เป็นลักษณะที่จบของศาสนาพุทธ เรียกว่า ลหุตา ต้องรู้ในรูป 28 ที่สมบูรณ์

ถ้าไม่เข้าใจรูป 28 นี้สมบูรณ์ ไปเรียนแต่จิต 89 หรือ 121 ก็จะเฟ้อไป ไม่สำคัญในรูป 28 ถ้าเรียนครบก็สมบูรณ์ เป็นพระอรหันต์ได้ ต้องลดความหยาบมาก่อน แล้วละเอียดลงไปถึงเป็นขั้นตอน อภิธรรมในไทยเรียนรู้ ไม่สำคัญในรูป 28 ก็เลยไม่เกิดมรรคผล เพราะนามเป็นตัวกำหนดรู้อยู่แล้ว ก็เอานามมากำหนดรู้ เป็นธรรมะหนึ่ง จากธรรมะสอง ก็จะจบได้ คำว่า ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 อาตมาถือว่าเป็นหัวใจของศาสนาพุทธ

ผู้ที่สามารถเข้าใจเรื่องผัสสะ เรื่องรูป 28 เรียนให้ดีเถอะ แล้วจะสามารถรู้ธรรมะ 2 แล้วทำให้เป็นหนึ่ง ซึ่งจับกลุ่มของธรรมะ 3 ได้ คือจะต้องมี ผัสสะ ไป นั่งหลับตาสมาธิ ไม่มีผัสสะนั้น ปิดประตูนิพพาน ต้องมาศึกษาลืมตา ตามลำดับ ตามลำดับ จึงจะสมบูรณ์ได้ คุณจะสามารถแยก โลกียะกับโลกุตระได้ รู้เนกขัมมะกับเคหสิตะ จับกิเลสได้ที่ตัวทำให้เกิดเคหสิตเวทนาได้ อย่างตรงสักกายะ ไม่จับผิด ไปจับแพะจับแกะนะ เอาให้แม่น พ้นวิจิกิจฉา แล้วทำให้เกิดผล อย่างสัมมาทิฏฐิ อย่าทำอย่างลูบคลำ เป็นสีลัพพตปรามาส สีลัพพตุปาทานคือ ทำตามจารีตประเพณี ตามที่ครูสอนมา ยังไม่สัมมาทิฏฐิ แต่สีลพตปรามาสนั้น มีสัมมาทิฏฐิแล้ว แต่ยังทำให้กิเลสลดไม่ได้ ยังทำแบบไม่เอาจริง

สมณะเพาะพุทธว่า...นั่งหลับตาสมาธิ ไม่มีผัสสะนั้น ปิดประตูนิพพาน ถ้าเราปฏิบัติธรรม แบบมรรคมีองค์ 8 โดยมีการสั่งสม มรรค 7 องค์ สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ แล้วต้องมีผัสสะ ให้เราเห็นเวทนา ที่เป็นเนกขัมสิตเวทนา กับ เคหสิตเวทนา ต้องจัดการ เคหสิตเวทนาให้เป็นเนกขัมสิตเวทนา อาตมาเคยอ่อนอกอ่อนใจ กับการแก้ไขความเคยชิน ที่ไม่ดีของตน แต่พ่อท่านเคยพูดว่า ถ้ามันลดละไม่ได้ ก็เป็นนิจจังสิ แต่จริงๆมันต้องเป็นอนิจจัง อย่าว่าแต่กิเลสเลย ที่เราต้องทำให้เป็นอนิจจตา แม้กระทั่งนิสัย อุปนิสัยหรือวิสัย ในทางที่ไม่ดี เราต้องลด และมีกำลังใจที่จะลด ถ้าเรามีสัญชาติแห่งคนตรง ต่อให้เหตุผลสนับสนุนเรามากมายก็ตาม แต่มันขัดขวาง ทำให้เราสั่งสมอนิจจังในการลดกิเลส ก็ไม่ควรใช้เหตุผลนั้น… จบ 600129_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ธรรมะสามกับอรหันต์ไทย-อรหันต์พุทธ

ดาวโหลดยูทูปได้ที่ ช่อง สื่อธรรมะพ่อครู https://www.youtube.com/watch?v=1qOogvcq2dQ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน