อรหันต์จริงหรืออรหันต์เดารู้ได้อย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.88 KB
วันที่แก้ไข30 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

อรหันต์จริงหรืออรหันต์เดารู้ได้อย่างไร มาเข้าประเด็นเรื่องของอรหันต์จริงอรหันต์เดา เราจะรู้ได้อย่างไรเรื่องอรหันต์จริงอรหันต์เดา เราจะต้องรู้ด้วย 1 ต้องอยู่ดูกันอย่างใช้เวลานาน อันนี้พระพุทธเจ้าก็ตรัส เราจะรู้กันได้ด้วยการอยู่ร่วมกันเป็นเวลานาน แล้วเราก็จะรู้จะเห็นความจริง ถ้าผู้ที่มีความจริงว่า กิเลสไม่มีความโกรธความโลภความหลง ผู้นี้ก็จะแสดงออกทางกายทางวาจาออกมาให้เห็น แม้ว่าผู้นี้จะ กดข่มเก่ง กดข่มก็จะต้องมีเวลาที่เผลอละเมิดออกมาจนได้ก็จะมีช่วงเวลาที่จะรู้กันได้ ว่ายังไม่จริง ยังละเมิด ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่บรรลุแล้ว สัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายอยู่เหนือมันแล้ว แล้วก็อยู่เหนือมันโดยชนิดที่เรียกว่า เหมือนกับผู้นั้นร่วมอนุโลมปฏิโลมกับคนอื่นเขา คนนั้นเขามีกิเลสระดับนั้นกิเลสระดับนี้ ก็ผสมไปกับเขาได้ก็ขัดแย้งกับเขาได้บ้าง ให้สติเขา ให้แง่คิด ให้อะไรที่จะเป็นประเด็นที่จะให้เขาสะดุดรู้ตัว ดีไม่ดีบอกตรงๆหนักๆ แต่ก็ร่วมกับเขา ไม่รู้จะทำยังไงอาตมาเกิดมาในยุคนี้ต้องพูดความจริง คือมันยุคนี้เขาไม่มีความรู้ของโลกุตระมีแต่ความรู้โลกียะ อาตมาก็จำเป็นที่จะต้องมาพูดมาบอก มันก็เลยเป็นความข่ม เหมือนอาตมารู้อยู่คนเดียว ดูสิเขามีครูบาอาจารย์มาเป็นร้อยปีเชื่อถือกันมารับช่วงกันมา แล้วก็โพธิรักษ์เป็นใครหัวเดียวกระเทียมลีบ สำนักของตัวเองก็ไม่มี ครูบาอาจารย์ของตัวเองก็ไม่มี โผล่มาไม่มีศิษย์พี่ศิษย์น้อง แล้วก็มาพูดอยู่คนเดียวหัวเดียวกระเทียมลีบ ใครเขาจะไปเชื่อถือ ดีมากที่อาตมามีพระไตรปิฎกเป็นหลักฐานยืนยันอ้างอิงมาจึงรอดตัวได้ ถ้าไม่อย่างนั้นอาตมาไม่รอด นัยของพระไตรปิฎกที่เขาแปลกันไม่ออกมาก็เลยต้องมาแปลซ้ำซ้อน มันก็เลยไปหักล้างที่เขายึดถือกันมามีความเจริญได้หลายชั้นมันก็เลยย้อนแย้งกับเขาไปใหญ่ ความร

อ่านต่อ

ู้สภาพหมุนรอบเชิงซ้อน อาตมาใช้ ปฏินิสสัคคานุปัสสี หรือคัมภีราวภาโส เหมือนก้นหอย วนเวียนซ้ายขวา แต่มันมีชั้นที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เขาก็บอกว่าอาตมาพูดแค่ซ้ายกับขวาเพราะเขามีความรู้แค่ระนาบเดียวชั้นเดียว เมื่ออาตมาพูดซ้ายขวาแล้วก็มาซ้ายขวาอีกเขาก็เข้าใจไม่ได้ หาว่าพูดไม่ตรงกับเขาแล้ววนเวียน ก็เลยยิ่งหน้ามืดเลย

เช่น บาป กับบุญ พอคุณมีบาปก็ต้องมีบุญ ก็บอกว่าไม่มีบุญแล้วก็ต้องไปมีบาปวนเวียนอยู่แค่นี้ เลยไม่รู้ว่าคำว่าบุญนี้ไม่มีที่จะไปบาปอีก บุญมีหน้าที่ข้าบาปอย่างเดียวแล้วก็จบหมดเรื่อง บุญจะไม่วนไปมีบาปอีกเลยบุญเป็น one way Traffic มีเดินหน้า หน้าที่เดียวทำงานฆ่ากิเลสท่าเดียวแล้วไม่เหลือเชื้อไม่เหลือเศษอะไรอยู่อีกเลยทำหน้าที่นั้นเสร็จแล้วก็หายไปเลย ผู้ที่ไม่รู้ความจริงอันนี้ก็เลยแปลคำว่าบุญด้วยความรู้ของเขา ว่าบุญคือความหมายของสภาวะโลกียะเทว มีสอง แท้จริงแล้วบุญมีเพียงภาวะ 1 ทำหน้าที่เสร็จแล้วหายไปเลยศูนย์ บุญเกิดในปัจจุบัน บุญเป็นพลังงานที่ผู้ที่สามารถนำพลังงานจิตให้เป็นพลังงาน ฌาน ฌาน เป็นพลังงานที่ทำลายกิเลสเลยอยู่ในจรณะ 15 เมื่อทำลายกิเลสได้กิเลสก็ลดไปตามลำดับ จนหมดสิ้นอาสวะ พอหมดสิ้นอาสวะก็เป็นจิตสะอาด ฟังให้ดีนะ ตรงนี้ตามให้ดี จิตที่จะเป็นจิตสมาธิของศาสนาพุทธนั้นคือจิตสะอาด จิตที่พ้นฌาน 4 ผ่านอุเบกขามีปริสุทธา มีการกระทบแล้วก็สะอาด ปริโยทาตา มีมุทุ กัมมัญญา ยิ่งมีกายปาคุญญตา มีเวทนา สัญญา สังขาร ยิ่งคล่องแคล่วว่องไวมากขึ้นๆ จึงเป็น กัมมัญญา หรือกัมมัญญตาก็ยิ่งเก่ง สรุปแล้วความสะอาดที่รวม ยิ่งสะอาดซ้ำซ้อน ยิ่งสะอาดมากๆ เรียกว่าประภัสสร ปริสุทธา ปริยโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสราเป็นคุณสมบัติ 5 ของอุเบกขา เพราะฉะนั้นสมาธิสะอาดนั้นจิตสะอาดจึงจะมาสั่งสม จิตสะอาดแล้วค่อยๆสั่งสม จิตที่จะมาสั่งสมเป็นจิตของผู้ใด คือจิตที่ได้กำจัดกิเลสสะอาด ล้างอาสวะออกแล้วนะ ในวิชชา 8 ต้องมีอาสวักขยญาณ ล้างออกให้สะอาดและสั่งสมเป็นสมาหิโต เป็นจิตตั้งมั่นแล้ว จิตสมาธิของพุทธเจ้าไม่ใช่เรื่องตื้นแค่เดียรถีย์ นั่งหลับตาสะกดจิตแล้วบอกว่า จิตว่าง จิตนิ่ง ว่างแบบเคหสิตเวทนา ว่างแบบโลกียะ แบบโลกๆ จะรู้ว่ากระทบด้วยทางตาหูจมูกลิ้นกายในทวารทั้ง 5 มีทวารทั้ง 6 มี แล้วก็เกิดความสุขความทุกข์ ทำให้เกิดความไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอุเบกขาหรือ อทุกขสมุข แบบสะกดจิตไว้แบบลืมไม่ให้มันมีอาการแบบกดข่ม ไม่ได้เรียนรู้เหตุไม่ได้ สัพเพธัมมาทุกขา สัพเพธัมมาอนิจจา ไม่ได้เรียนรู้แบบนี้เลย ก็ต้องทำด้วยปัญญา จะรู้สัจจะความจริงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นแหละคือพระอรหันต์ คือผู้รู้จริงๆเห็นจริงๆเลยว่า สังขารทั้งหลายเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นสังขารก็อยู่ในสภาพ 3 ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นเหตุแห่งทุกข์ แท้ๆมันอนัตตา เพราะฉะนั้นผู้ที่มีจิตถึงอนัตตาจะรู้จักอัตตา แล้วได้เรียนรู้อัตตาที่จิตตนเองแล้วล้าง อัตตา 3 โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา เหลืออรูปอัตตาก็ล้างจนสิ้น แม่จะไม่มีอัตตาแล้วก็ยังอาศัยอัตตา เป็นสิริมหามายา ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าในโลกนี้ก็ต้องใช้ความมีและไม่มีนี่แหละในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 ก็ต้องใช้คำว่ามีและไม่มีนี่แหละ คือโลกสมุทัย กับ โลกนิโรธ ผู้ที่มีนิโรธได้แล้วดับกิเลสไม่มีกิเลสแล้ว แต่ผู้นั้นก็ยังมีตัวเองอาศัย เป็นผู้ที่ไม่มีแล้วกิเลสไม่เกิดอีกเด็ดขาด นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เป็นอย่างนั้นเองตถตาเลยคุณถึงจะรู้ความจริงได้ ตถตามันเป็นเช่นนี้เอง ผู้ที่มีความรู้เองเป็นเองอย่างนี้เอง เป็นความจริงแบบนี้ซึ่งผู้นี้จะไม่เชื่อใครแม้แต่พระพุทธเจ้า แต่เชื่อที่ตัวเองเป็นของตัวเองได้แล้ว สุดยอด อาตมาอธิบายธรรมะที่พูดขยายความนี้อาตมาอธิบายจากสภาวะที่อาตมามี แล้วดีมากที่เมื่ออาตมาอธิบายไปแล้วในพระไตรปิฎกก็มีด้วย บางคนก็เห็นกับตาว่าพระไตรปิฎกมีแล้วก็เอามาขยายความได้ อาตมาเห็นแล้วก็รู้สภาวะได้เลย บางอย่างอาตมาก็มีสภาวะก่อนแต่ยังไม่เห็นในพระไตรปิฎก ไม่เจอรหัส เจอก็ยิ่งสบายใจและพยายามจำเอาพระไตรปิฎกเล่มนี้อันนี้มา คำว่า เชื่อ คำไทยว่า โดยไม่ต้องเชื่อใคร? เป็นการเชื่อที่ได้เห็นจริงด้วยตัวเองโดยไม่ต้องเชื่อใคร นปจยา อะไร? อาตมามาชาตินี้หัวเดียวกระเทียมลีบจริงๆ

630515_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อรหันต์จริงจบประโยชน์ตนก่อนประโยชน์ท่าน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน