08 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล ส่งกลับเอม 6 เมษา 2561.pdf
เนื้อหาในไฟล์
145 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมพลังต่อพฤติกรรมการลด ละ เลิกการบริโภคเนื้อสัตว์หลังการเข้าร่วมอบรมแพทย์วิถีธรรม โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลของการเสริมพลังต่อพฤติกรรมการลด ละ เลิกการบริโภคเนื้อสัตว์ภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ และระหว่างกลุ่ม ก่อนและหลังการเข้าผู้ร่วมอบรมแพทย์วิถีธรรม ศึกษาผลของการเสริมพลังต่อภาวะสุขภาพ โดยศึกษากับผู้เข้าร่วมอบรมแพทย์วิถีธรรม จ านวน 70 คน สามารถสรุปและอภิปรายผลได้ ดังต่อไปนี้ สรุปผลการวิจัย 1. กลุ่มทดลองเพื่อศึกษาผลของการเสริมพลังต่อพฤติกรรมการลด ละ เลิกการบริโภคเนื้อสัตว์หลังการเข้าร่วมอบรมแพทย์วิถีธรรม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 74.29 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 100.00 มีอายุระหว่าง 61-70 ปี ร้อยละ 31.43 จบการศึกษาที่ระดับปริญญาตรี ร้อยละ 58.62 มีหมู่เลือดโอ ร้อยละ 60.00 มีโรคประจ าตัว คือ โรคความดันไขมันในเลือด ร้อยละ 16.07 ไม่รับประทานยาประจ าตัว ร้อยละ 48.48 ไม่เคยบริโภคอาหารมังสวิรัติ หรืออาหารเจในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 28.57 กลุ่มเปรียบเทียบส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 77.14 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 100.00 มีอายุระหว่าง 51-60 ปี ร้อยละ 45.71 จบการศึกษาที่ระดับปริญญาตรี ร้อยละ 58.62 มีหมู่เลือดโอ ร้อยละ 34.29 มีโรคประจ าตัว คือ โรคปวดกล้ามเนื้อและกระดูก ร้อยละ 32.14 ไม่รับประทานยาประจ า ร้อยละ 60.00 ท าอาหารมังสวิรัติหรืออาหารเจกินเอง ร้อยละ 47.62 2. พฤติกรรมการบริโภคเนื้อสัตว์ของกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบหลังการทดลองภายในระยะเวลา 3 เดือน พบว่า กลุ่มทดลอง ภายในระยะเวลา 3 เดือน หลังเข้าโปรแกรมเสริมพลัง ส่วนใหญ่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ตลอด 3 เดือน ร้อยละ 60.00 รองลงมาไ
อ่านต่อ
ม่รับประทานเนื้อสัตว์ตลอด 2 เดือน และ 1 เดือน ร้อยละ 20 และ 17.14 ตามล าดับ กลุ่มเปรียบเทียบ ภายในระยะเวลา 3 เดือน ส่วนใหญ่รับประทานเนื้อสัตว์ ร้อยละ 34.29 รองลงมา ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ตลอด 1 เดือน, 2 เดือน และ 3 เดือน ร้อยละ 22.86, 17.14 ส่วนใหญ่ของการไม่บริโภคเนื้อสัตว์ มาจาก ต้องการรักษาศีล และไม่อยากเบียดเบียนชีวิตสัตว์ ร้อยละ 62.22 ของกลุ่มทดลอง ร้อยละ 60.55 ของกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มทดลองส่วนใหญ่ ชอบกินผักและผลไม้ร้อยละ 78.84 ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบส่วนใหญ่ ชอบกินผักและผลไม้ ร้อยละ 58.82 146 3. การเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริโภค ด้านทางกาย พฤติกรรมการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ พฤติกรรมการบริโภค ด้านทางจิตใจ พฤติกรรมการลด ละ เลิกการบริโภคเนื้อสัตว์ ของผู้เข้าอบรมแพทย์วิถีธรรมของกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ และระหว่างกลุ่มก่อนและหลังการทดลองผลการวิจัย พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคด้านทางกาย พฤติกรรมการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ พฤติกรรมการบริโภคด้านทางจิตใจ น้ าหนักตัว และดัชนีมวลกายสูงกว่าก่อนการทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนความดันโลหิตตัวบน และความดันโลหิตตัวล่าง ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 หลังการทดลอง กลุ่มเปรียบเทียบมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคด้านทางกาย พฤติกรรมการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ น้ าหนักตัว และดัชนีมวลกาย สูงกว่าก่อนการทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนพฤติกรรมการบริโภคด้านทางจิตใจ ความดันโลหิตตัวบน และความดันโลหิตตัวล่าง ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนการเปรียบเทียบผลการเสริมพลังระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบพบว่าก่อนการทดลอง กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบมีคะแนนเฉลี่ย พฤติกรรมการบริโภคด้านทางกาย พฤติกรรมการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ พฤติกรรมการบริโภคด้านทางจิตใจ น้ าหนักตัว ดัชนีมวลกาย ความดันโลหิตตัวบน และความดันโลหิตตัวล่าง ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ 0.05 หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคด้านทางกาย พฤติกรรมการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และพฤติกรรมการบริโภคด้านทางจิตใจ กลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนดัชนีมวลกาย ความดันโลหิตตัวบน ความดันโลหิตตัวล่าง ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. ภาวะสุขภาพหลังทดลองของกลุ่มทดลองของผู้เข้ารับการอบรมแพทย์วิถีธรรมหลังทดลอง พบว่า กลุ่มที่เข้าโปรแกรมเสริมพลังลด ละ เลิกการบริโภคเนื้อสัตว์ ร้อยละ 74.29 มีภาวะสุขภาพ ทางด้านร่างกาย หายหรือบรรเทาลง จากอาการเจ็บป่วยหรือความไม่สุขสบายทางกาย ร่างกายเบาสบายมีก าลัง ทางด้านทางจิตใจ มีความสุขมากขึ้น จิตใจเบิกบาน ใจเป็นสุข สงบ สบายใจที่ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์จากการได้ฟังธรรมะเข้าใจถึงสาเหตุว่า การกินเนื้อสัตว์เป็นการเบียดเบียนผิดศีลข้อที่ 1 ส่งผลท าให้ร่างกายเจ็บป่วย อายุสั้น ส่วนภาวะสุขภาพจากผลเลือดดีขึ้นจนอยู่ในเกณฑ์ปกติในหลายกลุ่มโรค เช่น มะเร็ง ค่าเลือดดีขึ้นจนอยู่ในเกณฑ์ปกติ 2 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33 เบาหวาน ค่าเลือดดีขึ้น จ านวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 75.00 ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ค่าเลือดดีขึ้น จ านวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 55.56 ไทรอยด์ค่าเลือดดีขึ้น จ านวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 และโรคไต ค่าเลือดดีขึ้น จ านวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 100.00 147 อภิปรายผลการวิจัย จากการศึกษาวิจัย เรื่อง ผลของการเสริมพลังต่อพฤติกรรมลด ละ เลิกการบริโภคเนื้อสัตว์และภาวะสุขภาพ ของผู้เข้าอบรมแพทย์วิถีธรรม สามารถอภิปรายผลการวิจัย ได้ดังนี้ 1. ผู้เข้ารับการอบรมแพทย์วิถีธรรมที่ได้รับโปรแกรมการเสริมพลังมีรับรู้เรื่องข้อมูลต่าง ๆ จากสื่อออนไลน์ (Line) เช่น 1) ความรู้แพทย์วิถีธรรมและการพัฒนาด้านวิญญาณ (ปัญญา) โดยการฟังธรรม ทบทวนธรรม เพื่อให้จิตใจมีความเมตตา กรุณาต่อการไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ ให้เกิดก าลังใจ และความมั่นใจในการลด ละ เลิกการบริโภคเนื้อสัตว์ 2) ให้ข้อมูลโดยการแบ่งปันประสบการณ์ถึงประโยชน์ของการลดละเลิกเนื้อสัตว์จากต้นแบบที่เป็นบุคคลจริง ผ่านการเขียนให้ข้อมูลเพื่อให้เกิดก าลังใจ 3) ให้ชมวีดีทัศน์ เสนอข้อมูลของโทษและประโยชน์ของการลด ละ เลิก การบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการลด ละ เลิก การบริโภคเนื้อสัตว์ 5) ด้านอันตรายของการกินเนื้อสัตว์ที่มากเกินส่งผลให้เจ็บป่วย 6) ด้านโภชนาการกินผัก ผลไม้ ธัญพืชที่มีแหล่งโปรตีนจากพืชทดแทนแหล่งโปรตีนจากสัตว์ เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคต่าง ๆ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ หลังได้รับโปรแกรมเสริมพลังกลุ่มทดลอง มีการรับรู้ความสามารถตนเอง สูงกว่าก่อนเข้าโปรแกรม อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ 0.01 จากผลการวิจัย พบว่า สถานการณ์การบริโภคเนื้อสัตว์ของผู้ร่วมอบรม เป็นไปในทิศทางที่เหมาะสมดีกว่าก่อนเข้าโปรแกรม ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ เพ็ญศรี พงษ์ประภาพันธ์ และคณะ. (2553 : บทคัดย่อ) พบว่า การเสริมพลังมีผลในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในผู้ที่มีระดับน้ าตาลในเลือดสูงของชุมชนวัดปุรณาวาส มากกว่าก่อนกระบวนการเสริมพลังแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แสดงให้เห็นว่ากระบวนการเสริมพลังก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในระดับบุคคลของผู้ป่วยเบาหวาน และสอดคล้องกับงานวิจัยของรุสนี วาอายีตา (2557 : บทคัดย่อ) ที่ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพต่อการรับรู้ความสามารถของตนเอง จากการวิจัยพบว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ การรับรู้ความสามารถตนเอง พฤติกรรมการก ากับตนเอง และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และสอดคล้องกับงานวิจัยของสุภาพร แนวบุตร (2558 : 30) พบว่า ค่าเฉลี่ยความสามารถในการดูแลตนเองหลังการเสริมพลังมีผลท าให้ผู้ดูแลผู้ป่วยในครอบครัวมีความสามารถดูแลตนเองด้านโภชนการอยู่ในระดับดี (x=3.39, S.D=0.22) ซึ่งสูงกว่าก่อนได้รับการเสริมพลังอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และสอดคล้องกับงานวิจัยของ ชมนาด วรรณพรศิริ และสุภาพร แนวบุตร (2559 : บทคัดย่อ) พบว่า หลังการทดลองของโปรแกรมสร้างพลัง กลุ่มทดลองมีสมรรถนะในการดูแลผู้ป่วยเต้านมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 148 จากการเก็บข้อมูล พบว่า ความตั้งใจของผู้เข้าร่วมอบรมที่จะลด ละ เลิกการบริโภคเนื้อสัตว์ ในกลุ่มทดลองคือ ได้ปฏิบัติธรรมรักษาศีลโดยการเพิ่มอธิศีลข้อที่ 1 และไม่ต้องการเบียดเบียนชีวิตสัตว์คิดเป็นร้อยละ 62.22 สอดคล้องกับการวิเคราะห์ข้อมูลผลโปรแกรมเสริมพลัง (ตารางที่ 23) ก่อนทดลองและหลังทดลอง พบว่า เมื่อกลุ่มทดลองได้ศึกษาวีดีทัศน์ชีวิตร่ าไห้ ซึ่งเป็นวีดีโอเกี่ยวกับการฆ่าท าร้ายสัตว์ก่อนน ามาประกอบอาหาร รวมทั้งการได้ฟังธรรมและทบทวนธรรมเกี่ยวกับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการลด ละ เลิกการบริโภคเนื้อสัตว์ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ กิตติกร สุนทรานุรักษ์ (2543 : 127) เรื่อง การศึกษาการพัฒนาชุมชนพึ่งตนเองของชาวอโศก เพื่อศึกษาหลักค าสอนทางพุทธศาสนา พบว่า สมาชิกชุมชนทุกคนเห็นด้วยกับการรักษาศีล 5 ละอบายมุข และทานมังสวิรัติโดยให้เหตุผลว่านอกจากไม่เป็นการผิดศีล ไม่ส่งเสริมให้คนท าบาปแล้ว ยังเป็นผลดีต่อสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของหมายขวัญพุทธ สุขโสต (2559 : 140-190) พบว่า จากการศึกษาด้านความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อ พระศาสนาของผู้ป่วยมะเร็งล าไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องจ านวน 50 คน เชื่อในวิบากกรรมว่ามีจริง เมื่อเราเบียดเบียนสัตว์ เราจะมีวิบากกรรมท าให้เราเจ็บป่วย และอายุสั้น เห็นด้วยร้อยละ 72 ซึ่งความสัมพันธ์ที่สอดคล้องในด้านการรับประทานอาหารกับความผาสุกในศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาของ ผู้ป่วยมะเร็งล าไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องมีการปฏิบัติด้านสุขภาพกินอาหารอย่างรู้คุณค่าหรือประโยชน์ของอาหาร เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ในศีลข้อที่ 1 คือการไม่เบียดเบียนตนเองและสัตว์อื่น อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 005 (r=.317,p-valve=0.025) ซึ่งตรงกับค าสอนในหลายศาสนา (กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (2549 : 147-153) สอนให้ไม่เบียดเบียนชีวิต คือไม่ให้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เช่นศีลข้อที่ 1 ในศาสนาพุทธ เป็นต้น ศาสนาฮินดู ได้มีบันทึกไว้ว่า ในกระบวนการฆ่าสัตว์และการบริโภคเนื้อสัตว์เป็นการเบียดเบียน ซึ่งมีผลกระทบต่อจิตใจที่ค่อนข้างจะซับซ้อน ท าให้คนจิตใจดุร้าย ก้าวร้าว โหดเหี้ยม ศาสนาฮินดูและพุทธศาสนามีการสอนว่า การฆ่าสัตว์เป็นบาปและได้รับผลกรรมในภายหลัง ทั้งทางด้านศีลธรรมและด้านโภชนาการเนื่องจากสัตว์ถูกฆ่าและมีความเจ็บปวดอย่างรุนแรง จะหวาดกลัว แล้วจะหลั่งอะดรีนาลิน (adrenalin) และสารแห่งความเครียด ออกมาปริมาณสูง ผู้ที่ละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์จะไม่ได้รับฮอร์โมนอะดรีนาลีนที่ติดมากับเนื้อสัตว์ ซึ่งตรงกับในพระไตรปิฏกที่กล่าวเหตุให้อายุสั้น (พระไตรปิฏกเล่ม 22. "อานายุสสสูตร” ข้อ 125-126) พระพุทธเจ้าตรัสเหตุแห่งการมีอายุยืน อายุสั้นมีโรคมาก มีโรคน้อย “ดูกรมาณพบุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตามบุรุษก็ตาม เป็นผู้มักท าชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกหมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต จะเป็นคนมีอายุสั้น บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีหรือบุรุษก็ตามเป็น ผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ (ท าให้ตนเอง คนอื่นหรือสัตว์อื่นได้รับความทุกข์ทรมาน/เดือดร้อน/ไม่สบาย/บาดเจ็บ/ล้มตาย) ด้วยฝ่ามือหรือก้อนดินหรือท่อนไม้หรือศาสตรา (อาวุธหรือวิชาหรือวิธีการต่าง ๆ) จะเป็นคนที่มีโรคมาก “ธรรม 149 ทั้งหลาย มีจิตน าหน้า”(พระไตรปิฏกเล่ม 25 ข้อ 11) “เมื่อจิต ไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ (พระไตรปิฏก เล่มที่ 12 ข้อ 64)” เมื่อจิตเศร้าหมองแล้วทุคติเป็นอันต้องหวัง” (พระไตรปิฏก เล่ม 12 ข้อ 64) จะเห็นได้ว่าจิตใจมีผลอย่างมากต่อการเกิดความสุขหรือความทุกข์ นอกจากนั้นผู้เข้าร่วมการอบรมมีความตั้งใจลด ละ เลิกการบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อรักษาโรคเมื่อเกิดความเจ็บป่วย ร้อยละ 48.89 และลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค ร้อยละ 25.77 โดยมีความเชื่อว่าไม่กินเนื้อสัตว์จะลดโรคได้ ร้อยละ 95.45 ซึ่งสอดคล้องกับผลของการวิเคราะห์โปรแกรมเสริมพลัง (ตารางที่ 23) ท าให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลังการรับรู้ความสามารถตนเองว่าการลด ละ เลิก การบริโภคเนื้อสัตว์ ท าให้สุขภาพดีขึ้น (x=4.69, S.D=0.47) เชื่อว่าอาหารที่ท าจากเนื้อสัตว์ มีผลท าให้เจ็บป่วย (x=4.37, S.D=0.69) เชื่อว่าเนื้อสัตว์ในปัจจุบันมีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายอยู่มากมาย (X=4.71, S.D=0.519) ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการรับรู้ สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (NCI) เป็นส่วนหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา สถาบันสุขภาพแห่งชาติของรัฐบาลกลาง ได้ระบุว่า การกินเนื้อแดงสองครั้งต่อสัปดาห์ท าให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดได้ 20 % และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 24 % จากโรคมะเร็งล าไส้ใหญ่ 30-40% และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่มีการแปรรูปมีความเสี่ยงต่อมะเร็งตับอ่อนถึง 67% สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ (2560 : 1) ปัจจุบันเนื้อสัตว์ที่เรารับประทานกันอยู่มีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายอยู่มากมาย เช่น สารเร่งเนื้อแดง สาเหตุของโรคหัวใจ, ยาปฏิชีวนะประเภทคลอแรมแฟนิคอล (Chloramphenicon) และยาในกลุ่มไนโตรฟูแลม (Nitrofurms) ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง ไขมันที่มากเกินจ าเป็นจากเนื้อสัตว์ จนท าให้เกิดภาวะโรคอ้วนได้ และอาจก่อให้เกิดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด จากข้อมูลของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (2549 : 39) ได้กล่าวถึงงานวิจัยของ ดร. Daviglus ศาสตราจารย์เวชศาสตร์ป้องกันและการแพทย์ (ผู้สูงอายุ) ที่ Northwestern University พบว่า อาหารที่ได้จากสัตว์มีสารอาหารที่ส าคัญที่อาจจะไม่พร้อมใช้งาน จากการบริโภคสูงของเนื้อสัตว์สีแดงได้รับการแสดงที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงมากขึ้นของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ อาหารดังกล่าวอาจจะมีระดับสูงของไขมันอิ่มตัวและคลอเรสเตอรอล มีหลักฐานสนับสนุนการบริโภคอาหารทะเลอาจจะมีผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจ สายโซ่ยาวโอเมก้า 3 กรดไขมันไม่อิ่มตัว สมาคมของการบริโภคเนื้อ เนื้อแดง สัตว์ปีก และปลา เป็นปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองตีบเช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคเบาหวาน จากข้อมูลของ WHO หรือองค์การอนามัยโลกกล่าว่า การรับประทานอาหารที่เน้นแต่เนื้อสัตว์จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงป่วยด้วยโรคหัวใจและมะเร็ง สอดคล้องกับลักษณะการกินของชาวเอสกีโม ที่เน้นกินเนื้อกับไขมัน ท าให้ร่างกายเสื่อโทรม แก่เร็ว อายุโดยเฉลี่ยคือ 27 ปี สอดคล้องกับงานวิจัยหลายงานที่กล่าวตรงกันว่าการกินอาหารมังสวิรัติจะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ จากข้อมูลใน เมเนเจอร์ออนไลน์ (2560 : ออนไลน์) กล่าวว่า งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารเจอร์นัล ออฟ 150 แคนเซอร์ของอังกฤษ พบว่า ผู้ที่งดเนื้อสัตว์อย่างเคร่งครัดมีแนวโน้มเป็นโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ น้อยลงถึง 45 % จากการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 61,000 คนเป็นเวลา 12 ปี และพบว่าผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติมีแนวโน้มเป็นมะเร็งทุกชนิดน้อยกว่าผู้ที่กินเนื้อสัตว์ 12 % ผู้เข้าร่วมการอบรมมีความเชื่อว่าไม่กินเนื้อสัตว์จะไม่ขาดสารอาหารร้อยละ 68.18 สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์การรับรู้ความสามารถตนเองต่อพฤติกรรมการลด ละ เลิกหลังเข้าโปรแกรมเสริมพลัง (ตารางที่ 23) ว่าอาหารจากพืช ผัก ผลไม้ มีคุณค่าทางอาหารมากกว่าเนื้อสัตว์ (x=4.49, S.D=0.702) รวมทั้งการบริโภคธัญพืชหลากชนิด ท าให้ได้รับสารอาหารประเภทโปรตีนครบถ้วนเท่ากับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ (x=4.34, S.D=0.64) รวมทั้งการบันทึกอาหารประจ าวันเป็นตัวกระตุ้นให้ลด ละ เลิกการบริโภคเนื้อสัตว์ (x=4.29, S.D=0.71) สอดคล้องกับข้อมูลของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (2549 : 59-63) ที่ระบุข้อมูลจากงานวิจัยในสัตว์ทดลองในระบาดวิทยา ยอมรับว่าอาหารจากพืช ผัก และผลไม้ที่มีสีเขียว เหลือง ส้ม และมีเส้นใยสามารถป้องกันหรือลดอัตราการเกิดมะเร็งหลายชนิด จากการศึกษาที่มหาวิทยาลัย บัฟฟาโล รัฐนิยอร์ค สหรัฐฯ พบว่าผู้ที่บริโภคผักตระกูลกะหล่ า ได้แก่ กะหล่ าปลี ดอกกะหล่ า บร็อคโคลี่ ผักกาด ผักโขมเป็นประจ าจะไม่เป็นมะเร็งล าไส้ใหญ่ โดยในผักเหล่านี้มีสารประกอบพวก อินโดลซึ่งกระตุ้นเอมไซน์บางชนิดในเซลล์ตับให้ช่วยท าลายสารก่อมะเร็งและยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งได้ ความรู้เกี่ยวกับหลักการโภชนาการเพื่อสุขภาพ ของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (2549 : 167-168) ระบุแหล่งโปรตีนจากพืชที่ทดแทนแหล่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ โดยระบุว่าโปรตีนจากพืชจะถูกย่อยในร่างกายมนุษย์ง่ายกว่าโปรตีนจากสัตว์ เราสามารถพบโปรตีนในพืชที่มีกรดอะมิโนจ าเป็น (ตารางที่ 1) เมล็ดในของพืช นัท ถั่ว งา พืชผักใบเขียว ผลไม้สด ซึ่งข้อมูลรายงานการส ารวจสุขภาพประชาชนไทย จากการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557 พบว่า คนส่วนใหญ่หรือประมาณร้อยละ 74.1 บริโภคผักและผลไม้ไม่เพียงพอ ซึ่งองค์การอนามัยโลกก าหนด ข้อแนะน าการบริโภคผักผลไม้ให้ได้อย่างน้อย 400 กรัม/วัน หรือประมาณ 4-6 ทัพพี เพราะการบริโภคผักผลไม้เพียงพอตามที่แนะน าจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ จากฐานข้อมูลสารอาหารแห่งชาติของ USDA - ฉบับที่ 28 (ตารางที่ 26) พบว่า ในผัก ผลไม้ และธัญพืชมีโปรตีนที่สามารถทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ดี เช่นเนยถั่ว 100 กรัม มีโปรตีน 24.1 กรัม เมล็ดฟักทอง 100 กรัมมีโปรตีน 29.8 กรัม Hemp Seeds 100 กรัม มีโปรตีน 31.6 กรัม ถั่วสลิงอบแห้ง 100 กรัม มีโปรตีน 24.4 กรัม ถั่วงอก 100 กรัมมีโปรตีน 13.1 กรัม เป็นต้น 2. ผู้เข้ารับการอบรมแพทย์วิถีธรรมที่ได้รับโปรแกรมการเสริมพลังมีพฤติกรรมการลดละเลิกการบริโภคเนื้อสัตว์สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมเสริมพลัง และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า กลุ่มทดลองซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่ได้รับการเสริมพลังเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์หรือ 3 เดือนหลังจากเข้าร่วมอบรมค่ายแพทย์วิถีธรรม 9 วัน เพื่อ 151 เรียนรู้ทฤษฎีการดูแลสุขภาพตนเองตามหลักการแพทย์วิถีธรรมและฝึกปฏิบัติ เช่น การรับประทานอาหารสุขภาพปรับสมดุลที่ไม่มีเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ตามหลักแพทย์วิถีธรรม การรับฟังการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ดูแลตนเองของผู้ร่วมอบรม เมื่อเสร็จสิ้นการทดลองภายใต้ระยะเวลาที่ก าหนด กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการบริโภคด้านทางกาย พฤติกรรมการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และพฤติกรรมการบริโภคด้านทางจิตใจสูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบซึ่งมีความแตกต่างจากก่อนการทดลอง และในระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการบริโภคด้านทางกาย พฤติกรรมการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และพฤติกรรมการบริโภคด้านทางจิตใจในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบมีพฤติกรรมการบริโภคไม่แตกต่างกัน จากผลการวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการเสริมพลังให้แก่กลุ่มประชากรที่เป็นกลุ่มทดลองโดยการให้ข้อมูลด้านต่างๆ ผ่านสื่อออนไลน์ (Line) ได้แก่ 1) ความรู้แพทย์วิถีธรรมและการพัฒนาด้านวิญญาณ (ปัญญา) ให้เกิดก าลังใจ และความมั่นใจในการลด ละ เลิกการบริโภคเนื้อสัตว์ 2) ให้ข้อมูลโดยการแบ่งปันประสบการณ์ถึงประโยชน์ของการลดละเลิกเนื้อสัตว์จากต้นแบบที่เป็นบุคคลจริง ผ่านการเขียนให้ข้อมูลเพื่อให้เกิดก าลังใจ 3) ให้ชมวีดีทัศน์ เสนอข้อมูลของโทษและประโยชน์ของการลด ละ เลิก การบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ มีอิทธิพลที่ท าให้กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการบริโภคด้านทางกาย พฤติกรรมการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และพฤติกรรมการบริโภคด้านทางจิตใจสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ ส่งผลให้มีเปอร์เซ็นต์ของการลด ละ เลิกการบริโภคเนื้อสัตว์ของกลุ่มทดลองเป็นระยะเวลา 2 และ 3 เดือนสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบที่ไม่ได้รับการเสริมพลังอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ดังตารางที่ 10 สอดคล้องกับการศึกษาของ เพ็ญศรี พงษ์ประภาพันธ์ และคณะ (2553 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษากระบวนการเสริมพลังในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานในชุมชนวัดปุรณาวาส โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้กระบวนการเสริมพลัง (Empowerment) ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในผู้ที่มีระดับน้ าตาลในเลือดสูงของชุมชนวัดปุรณาวาส ผลการวิจัยพบว่า คะแนนรวมพฤติกรรมสุขภาพ ของกลุ่มตัวอย่างหลังกระบวนการเสริมพลังเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ มากกว่าก่อนกระบวนการเสริมพลัง แตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p 0.01) และสอดคล้องกับการศึกษาของ สุภาพร แนวบุตร (2558 : 30) ได้ศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอ านาจต่อความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ดูแลผู้ป่วยในครอบครัว ผลการวิจัยพบว่าความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ดูแลผู้ป่วยในครอบครัวก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอ านาจแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p 0.05) การเสริมสร้างพลังอ านาจ ท าให้ผู้ดูแลผู้ป่วยในครอบครัวมีความสามารถในการดูแลตนเองดีขึ้น หลังได้รับการเสริมสร้างพลังอ านาจความสามารถในการดูแลตนเองด้านโภชนาการมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับดี สูงกว่าก่อนได้รับการเสริมสร้างพลังอ านาจที่คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการดูแลตนเองด้านโภชนาการอยู่ในระดับปานกลาง และสอดคล้องกับ 152 การศึกษาของ ยุวดี รอดจากภัย, สมพล กิตติเรืองเกียรติ และประสิทธิ์ กมลพรมงคล (2555 : 116-123) ได้ท าการศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอ านาจต่อพฤติกรรมการป้องกันตนเองของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน อ าเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมเสริมสร้างพลังอ านาจมีผลท าให้กลุ่มทดลองมีการรับรู้พลังอ านาจของตนเองในการป้องกันโรคเบาหวาน ความรู้สึกมีคุณค่าของตนเองและพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p 0.05) นอกจากนี้สอดคล้องกับการศึกษาของ ปรางค์ทิพย์ อุจะรัตน, วัฒนา พันธุ์ศักดิ์ และฉวีวรรณ โพธิ์ศรี (2557 : 216-224) โดยท าการศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอ านาจต่อการพัฒนาศักยภาพ การดูแลตนเองของผู้สูงอายุในชุมชน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมและรายด้าน ได้แก่ การรับประทานอาหาร การออกก าลังกาย และการพัฒนาทางจิตวิญญาณ ค่าดัชนีมวลกายก่อนและหลังเข้าโครงการแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p < 0.05) และกลุ่มตัวอย่างที่มีโรคประจ าตัว ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง และเบาหวาน สามารถควบคุมโรคได้ดีขึ้น 3. ภาวะสุขภาพกลุ่มทดลองของผู้เข้าร่วมอบรมแพทย์วิถีธรรม 3.1 ผู้เข้ารับการอบรมแพทย์วิถีธรรมที่ได้รับโปรแกรมการเสริมพลังมีภาวะสุขภาพ น้ าหนักตัวและดัชนีมวลกาย ดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมเสริมพลัง และดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ ตามสมมติฐานข้อที่ 2 ส่วนความดันโลหิตตัวบน และความดันโลหิตตัวล่าง ไม่แตกต่างกัน ไม่เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 อภิปรายผลได้ดังนี้ เมื่อพิจารณาน้ าหนักตัว ค่าดัชนีมวลกาย ความดันโลหิตตัวบน และความดันโลหิตตัวล่าง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าหลังสิ้นสุดการทดลองเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบมีน้ าหนักตัวและดัชนีมวลกายต่ ากว่าก่อนการทดลอง แต่ความดันโลหิตตัวบนและความดันโลหิตตัวล่างไม่แตกต่างกัน ในขณะที่ดัชนีมวลกาย ความดันโลหิตตัวบน และความดันโลหิตตัวล่าง ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ไม่แตกต่างกัน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการเข้าร่วมอบรมค่ายแพทย์วิถีธรรมเป็นระยะเวลา 9 วัน ของกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ประชากรทั้งสองกลุ่มได้เรียนรู้ทฤษฎีการดูแลสุขภาพตนเองตามหลักการแพทย์วิถีธรรมและฝึกปฏิบัติเหมือนกัน จึงเป็นเหตุที่ท าให้ประชากรทั้งสองกลุ่มสามารถดูแลสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมได้พอควร โดยการน าเอาความรู้ที่ได้จากการอบรมไปปฏิบัติในชีวิตประจ าวัน โดยเฉพาะแนวทางในการบริโภคอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ เป็นแนวทางในการบริโภคอาหารแบบมังสวิรัติที่ปราศจา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive