11 บทที่ 3.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยวิธีการสัมภาษณ์ เชิงลึก (In-depth Interview) ในผู้ที่ปฏิบัติการสวนล้างล าไส้ใหญ่ด้วยตนเองตามหลักการแพทย์ วิถีธรรม โดยใช้พฤติกรรมการสวนล้างล าไส้ใหญ่ด้วยตนเอง และภาวะสุขภาพทางด้านร่างกาย เป็นแนวทางในการสัมภาษณ์ผู้วิจัยได้ด าเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง ประชำกร ผู้เข้าค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมที่ปฏิบัติการสวนล้างล าไส้ใหญ่อย่างต่อเนื่องตามหลักการแพทย์วิถีธรรมในเดือนพฤศจิกายน จ านวน 181 ราย กลุ่มตัวอย่ำง การเลือกกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้เป็นการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ก าหนดจ านวนกลุ่มตัวอย่างไว้ 12-20 ราย ไม่เกิน 25 ราย (วรรณดี สุทธินรากร. 2556 : ก) โดยมีคุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ 1. เป็นผู้ที่เคยปฏิบัติการสวนล้างล าไส้ใหญ่เพื่อดูแลสุขภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง 2. เป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปเนื่องจากเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะตามเกณฑ์ทางกฎหมาย 3. เป็นผู้ที่ใช้การสวนล้างล าไส้ใหญ่ในการดูแลสุขภาพเป็นหลัก มากกว่าหรือเท่ากับเทคนิคการดูแลตามหลักการแพทย์วิถีธรรมข้ออื่น ๆ ในการรักษาภาวะการเจ็บป่วยนั้น ๆ 4. สามารถสื่อสารและเข้าใจกันด้วยภาษาไทย 5. สมัครใจเข้าร่วมโครงการ โดยไม่มีการบังคับและสามารถออกจากการวิจัยได้ตลอดเวลา โดยเลือกศึกษาในพื้นที่การจัดค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม เดือนพฤศจิกายน 2561 สวนป่านาบุญ 1 ต าบลดอนตาล อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1. เครื่องบันทึกเสียง สมุดจดบันทึก โทรศัพท์ เครื่องถ่ายภาพนิ่ง หรือเครื่องถ่ายภาพเคลื่อนไหว 2. แบบประเมินภาวะร้อนเย็น 9 ภาวะตามหลักการแพทย์วิถีธ
อ่านต่อ
รรม ที่เป็นแบบตารางส าหรับตรวจสอบพิจารณาอาการที่สามารถแยกกลุ่มภาวะร้อนเย็น (ใจเพชร กล้าจน. 2560 : 2-9) 3. แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง ซึ่งออกแบบโดยยึดแนวทางดังนี้ 3.1 ภาวะสุขภาพ ก่อนและหลังการสวนล้างล าไส้ใหญ่ตามหลักการแพทย์วิถีธรรมเป็นอย่างไร 51 3.2 เทคนิค ขั้นตอน วิธีการสวนล้างล าไส้ใหญ่ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ได้แก่ การปรับวิถีการสวนล้างล าไส้ใหญ่ที่ปรับสมดุล ของแต่ละบุคคล (ว่าได้น าความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเองหรือไม่ ถ้ามีการปรับ (ท าไมถึงต้องปรับ) ปรับอย่างไร) 3.2.1 วิธีการสวนล้างล าไส้ใหญ่ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ที่ท่านปฏิบัติเป็นอย่างไร มีการประเมินภาวะร้อนเย็นก่อนการสวนล้างล าไส้ใหญ่หรือไม่ อย่างไร 3.2.2 จ านวนครั้งและเวลาในการสวนล้างล าไส้ใหญ่เพราะอะไร 3.2.3 ชนิดของน้ าที่ใช้สวนล้างล าไส้ใหญ่เพราะอะไร 3.2.4 ท่าที่ท าสวนล้างล าไส้ใหญ่ เพราะอะไร 3.2.5 ระดับความสูงของขวดน้ าจากระดับก้น สูงเท่าไร เพราะอะไร 3.2.6 ปริมาณของน้ าที่ใช้ต่อครั้งการสวนล้างล าไส้ใหญ่ 3.2.7 ปริมาณน้ าที่ทนได้ต่อการใส่น้ าในแต่ละครั้ง เพราะอะไร 3.2.8 ความลึกของการใส่ปลายสาย 3.2.9 การหล่อลื่นปลายสายสวน ท าหรือไม่ อย่างไร 3.2.10 ระยะเวลาที่กลั้นได้ต่อการใส่น้ าในแต่ละครั้ง 3.2.11 ขณะท าสวนล้างล าไส้ใหญ่ ท่านปฏิบัติกิจกรรมอะไรบ้าง 3.2.12 หลังท าการสวนล้างล าไส้ใหญ่ในแต่ละครั้ง ท่านมีอาการอย่างไรบ้าง 3.2.13 หากมีอาการไม่สุขสบายจากการท าสวนล้างล าไส้ใหญ่ ท่านแก้ไขอาการอย่างไร 3.3 ระดับการวัดความปวด 10 ระดับ (Pain Assessment and Measurement) (สหัทยา ไพบูลย์วรชาติ. 2554 : 1-2) เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลและค าตอบที่เป็นจริงครอบคลุมอย่างสมบูรณ์ ผู้วิจัยมุ่งศึกษาโดยใช้เทคนิคการศึกษาหลาย ๆ วิธี ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูล ข้อเท็จจริงในชุมชนที่เข้าไปศึกษารวมถึงเพื่อลดช่องว่างระหว่างผู้วิจัยกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลให้ได้มีโอกาสสนิทสนม มีความสัมพันธ์กันแน่นแฟ้นเสมือนผู้วิจัยเป็นคนใน และจะท าให้เกิดบรรยากาศในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัยที่ดี จึงแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะดังนี้ 1. เครื่องมือที่เป็นตัวบุคคล คือ การใช้ตัวบุคคลเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1.1 ตัวผู้วิจัยเอง เป็นเครื่องมือที่ส าคัญในการท าหน้าที่เป็นผู้สังเกต ตั้งค าถาม จดบันทึก และวิเคราะห์ข้อมูล แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างก าหนดหัวข้อที่จะสอบถามชวนคุยกับผู้ให้ข้อมูลอย่างกว้าง ๆ สามารถเจาะลึกได้ทันที เมื่อปรากฏข้อมูลที่น่าสนใจ เกี่ยวกับประเด็นที่ศึกษา และบันทึกข้อมูลสนามลงในสมุดบันทึกที่ผู้วิจัยใช้ส าหรับการบันทึกข้อมูลที่ได้จากการสังเกต สัมภาษณ์ ประเด็นข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่ได้จากผู้รู้ให้ข้อมูล รวมทั้งการบันทึกข้อสังเกต และการวิเคราะห์ของผู้วิจัยเอง ในช่วงที่เข้าศึกษาหาข้อมูลในพื้นที่ (วรรณดี สุทธิสรากร. 2556 : 75-77) 1.2 ผู้ช่วยวิจัย เป็นผู้ช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1.3 ผู้ประสานงานพื้นที่เก็บข้อมูล 2. เครื่องมือที่เป็นเอกสาร คือ การใช้เอกสารเป็นเครื่องมือ ในการช่วยเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้ควบคู่กับเครื่องมือที่เป็นตัวบุคคล ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างก าหนดหัวข้อที่ 52 จะสอบถามและสนทนากับผู้ให้ข้อมูลอย่างกว้าง ๆ ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างจ านวน 1 ชุด ใช้ส าหรับการสัมภาษณ์และการสังเกตพฤติกรรม 3. เครื่องมือที่เป็นอุปกรณ์ช่วยในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย 3.1 เทปบันทึกเสียงใช้ประกอบการสัมภาษณ์เจาะลึกก่อนการบันทึกเสียงทุกครั้ง ผู้วิจัยจะแจ้งและขออนุญาตผู้ให้ข้อมูลก่อนทุกครั้ง 3.2 สมุดบันทึกงานสนาม เพื่อบันทึกสัมภาษณ์เจาะลึก และข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการณ์ 3.3 กล้องถ่ายภาพ ก่อนถ่ายภาพทุกครั้งผู้วิจัยจะขออนุญาตผู้ให้ข้อมูลก่อนทุกครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ที่ส าคัญที่สุด คือ ผู้วิจัยเอง เป็นผู้สังเกต ตั้งค าถามจดบันทึก และวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง ก าหนดหัวข้อที่จะสอบถามสนทนากับผู้ให้ข้อมูลอย่างกว้าง ๆ และสามารถเจาะลึกได้ทันที ผู้วิจัยได้มีการปรับปรุงแก้ไข แนวค าถามเมื่อพบประเด็นใหม่เพิ่มเติมหลังจากการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายแต่ละคน และบันทึกข้อมูลลงในสมุดบันทึกที่ผู้วิจัยใช้ส าหรับการบันทึกที่ได้จากการสังเกต สัมภาษณ์ประเด็นต่าง ๆ ที่ได้จากผู้ให้ข้อมูล รวมทั้งการบันทึกข้อสังเกต และการวิเคราะห์ของผู้วิจัยเอง ในช่วงที่เข้าศึกษาหาข้อมูลในพื้นที่ ขั้นตอนกำรสร้ำงเครื่องมือและกำรตรวจสอบคุณภำพของเครื่องมือ การสร้างกรอบการสัมภาษณ์ เพื่อเก็บข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยก าหนดขั้นตอนและวิธีการสร้าง ดังนี้ 1. ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น เพื่อเป็นความรู้พื้นฐานในการก าหนดกรอบการสัมภาษณ์ให้ครอบคลุมประเด็นที่จะศึกษา ดังนี้ 1.1 ศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1.2 ศึกษาข้อมูลภาคสนาม ซึ่งผู้วิจัยได้ลงพื้นที่ในค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม ทั้งสวนป่านาบุญ และเครือข่าย 2. การสร้างกรอบการสัมภาษณ์ น าข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเอกสาร และภาคสนามในเบื้องต้น มาสร้างกรอบการสัมภาษณ์ให้ครอบคลุมสมบูรณ์ในประเด็นที่ศึกษา โดยก าหนดโครงสร้างกรอบการสัมภาษณ์ออกเป็น 4 ส่วน ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ชื่อ สกุล อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ภูมิล าเนา ส่วนที่ 2 ข้อมูลสุขภาพ เป็นข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสภาพโดยทั่วไปของผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ ภาวะสุขภาพของผู้เข้าค่าย ฯ ก่อนและหลังการปฏิบัติการสวนล้างล าไส้ใหญ่ เช่น การเจ็บป่วยด้วยโรคประจ าตัว ความเจ็บป่วยฉับพลัน หรืออาการไม่สุขสบายต่าง ๆ การปฏิบัติกิจวัตรประจ าวัน การออกก าลังกาย การรับประทานอาหารการขับถ่าย เป็นต้น ส่วนที่ 3 ข้อมูลการสวนล้างล าไส้ใหญ่ เช่น ความถี่ ชนิดของน้ า ปริมาณน้ าที่ใช้ สวนล้างล าไส้ใหญ่ เป็นต้น รวมถึงเหตุที่ท าให้ต้องสวนล้างล าไส้ใหญ่ ส่วนที่ 4 ข้อเสนอแนะ 53 3. ตรวจสอบกรอบการสัมภาษณ์เพื่อให้สามารถน าไปใช้ในการเก็บข้อมูลได้อย่างครอบคลุม จึงได้ด าเนินการดังนี้ 3.1 ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) โดยน าแบบสัมภาษณ์ที่สร้างเสร็จแล้ว เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบแก้ไขเนื้อหาและภาษาที่ใช้ และเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิจ านวน 5 ท่าน เพื่อพิจารณาตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมของรูปแบบ เนื้อหา ภาษาที่ใช้ และภาพประกอบ 3.2 ผู้วิจัยน าเครื่องมือมาปรับปรุงแก้ไขแล้วผลิตขึ้นเป็นต้นแบบ (Prototype) แล้วน าไปใช้สัมภาษณ์กับกลุ่มตัวอย่าง วิธีกำรเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยวิธีการสัมภาษณ์ เชิงลึก (Indept Interview) (วรรณดี สุทธินรากร. 2556 : 88-91) ศึกษารายกรณีเรื่อง รูปแบบการปฏิบัติและผลการสวนล้างล าไส้ใหญ่ของผู้เข้าค่ายสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม โดยศึกษาการสวนล้างล าไส้ใหญ่ด้วยตนเองหลังจากการเข้าค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมและการน าไปปรับใช้ตามภาวะสมดุลของปัจเจกบุคคลผู้วิจัยด าเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. ระยะเตรียมกำร 1.1 ผู้วิจัยเสนอเค้าโครงวิทยานิพนธ์และเครื่องมือการวิจัยต่อคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรม 1.2 น าจดหมายการผ่านการพิจารณาจริยธรรม เสนอต่อมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย สวนป่านาบุญ 1 อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เพื่อขออนุญาตเข้าด าเนินการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล 1.3 ผู้วิจัยประชุมเตรียมความพร้อมของผู้ช่วยผู้วิจัย ซึ่งประกอบด้วย จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการสวนล้างล าไส้ใหญ่ ที่เป็นพี่เลี้ยงและวิทยากรแนะน าการสวนล้างล าไส้ใหญ่ ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อสามารถช่วยหาและแนะน ากลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติที่ก าหนดได้ 1.4 จัดเตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบสัมภาษณ์ เครื่องบันทึกเสียง สมุดบันทึก กล้องถ่ายภาพ 2. ระยะด ำเนินกำร ระยะเวลาด าเนินการทั้งสิ้น 3 เดือน แบ่งเป็น เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เจาะลึกเป็นเวลา 1 เดือน ถอดเทป 1 เดือน และวิเคราะห์ข้อมูล 1 เดือน โดยมีการด าเนินการดังนี้ 2.1 สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ (Informal Interview) เพื่อหาผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าได้กับกลุ่มตัวอย่างตามที่ก าหนด 2.2 ชี้แจงวัตถุประสงค์ การพิทักษ์สิทธิ์วิธีการด าเนินการวิจัย จ านวนครั้งของ การสัมภาษณ์ และนัดหมายเพื่อหาเวลาที่กลุ่มตัวอย่างพร้อมให้ข้อมูล 2.3 สัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) เป็นวิธีการหลักที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เพราะเป็นวิธีการที่จะได้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการศึกษา และได้รายละเอียดมากกว่าวิธีอื่น เนื่องจากว่า 54 เป็นข้อมูลที่มีความลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป ข้อมูลภาวะสุขภาพ ข้อมูลเกี่ยวกับการสวนล้างล าไส้ใหญ่ที่มีการปรับเพื่อให้เหมาะสมกับปัจเจกบุคคล เพราะนอกจากจะได้เจาะลึกในประเด็นที่ต้องการแล้ว ยังได้สังเกตปฏิกิริยาของผู้ให้ข้อมูลอีกด้วยและหลังจากจบการสนทนาทั้งหมดหรือใน แต่ละเรื่องจะตั้งค าถามเพื่อทบทวนความรู้ความเข้าใจที่ตรงกันที่ได้จากผู้ตอบค าถาม (ดิชพงศ์ พงศ์ภัทรชัย. 2556 : 96) 2.4 การสัมภาษณ์จะนัดเวลาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน และให้กลุ่มตัวอย่างก าหนดเวลา ที่สะดวกให้ข้อมูล โดยใช้เวลาในการสัมภาษณ์ประมาณ ครึ่ง-1 ชั่วโมง นัดพูดคุยสัมภาษณ์ 2-3 ครั้ง/ราย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน และมีความเที่ยงตรง 2.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล น าข้อมูลที่ได้แต่ละวันมาตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล แยกแยะข้อมูลออกเป็นหมวดหมู่ตามประเด็น แบบวัดระดับควำมปวด (Pain Scale)/อำกำรไม่สุขสบำย ในการวิจัยนี้สามารถใช้ Scale ที่ออกแบบไว้ 10 ระดับ (Numerical Rating Scale) ได้แก่ ระดับ 0-10 ในการประเมินระดับความปวดหรือระดับอาการไม่สุขสบายก่อนและหลังการสวนล้างล าไส้ใหญ่ (สหัทยา ไพบูลย์วรชาติ. 2560 : 4-5) โดยให้ความหมายของระดับไว้ ดังนี้ 0 คือ ไม่ปวด (No Pain) 1-3 คือ ปวดเล็กน้อย (Mild Pain) 4-6 คือ ปวดปานกลาง (Moderate Pain) 7-10 คือ ปวดรุนแรง (Severe Pain) เกณฑ์กำรประเมินผลกำรสวนล้ำงล ำไส้ใหญ่ หลังท าสวนล้างล าไส้ใหญ่แล้ว สามารถประเมินผลที่มีต่อสุขภาพ ดังนี้ 1. รู้สึกสบาย เบากาย และมีก าลัง หรือ ยังไม่รู้สึกสุขสบาย แต่ว่ารู้สึก เบากาย มีก าลัง 2. ระดับความไม่สุขสบายหรือความเจ็บปวดลดลง 3. เมื่อท าสวนล้างล าไส้ใหญ่ร่วมกับเทคนิคอื่นของแพทย์วิถีธรรม โรคหรืออาการ ไม่สุขสบายต่าง ๆ หายหรือทุเลาลงได้ 4. ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหรืออาการไม่สุขสบายที่เป็นอันตรายร้ายแรงหลังท าสวนล้างล าไส้ใหญ่ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม กำรจัดท ำข้อมูลและกำรวิเครำะห์ข้อมูล 1. สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ในการอธิบายลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standarddeviation) ค่าต่ าสุด (Minimum) และค่าสูงสุด (Maximum) 2. กำรวิเครำะห์ข้อมูล Contentan alysis 2.1 ข้อมูลทั่วไปวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ในการอธิบายลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) 55 ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standarddeviation) ค่าต่ าสุด (Minimum) และค่าสูงสุด (Maximum) 2.2 น าข้อมูลจากกการวิเคราะห์ สังเคราะห์ จัดหมวดหมู่เรียบร้อยแล้ว คัดเลือกค าพูดจริงจากการถอดเทปที่สอดคล้องกับข้อสรุปร่วมกับการศึกษางานทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และสรุปภาวะสุขภาพที่เป็นอาการที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า มีอาการอะไรบ้างที่ผู้ให้ข้อมูลท าสวนล้างล าไส้ใหญ่แล้วมีอาการดีขึ้น ทุเลา หรือแย่ลง เพื่อน าเสนอในรูปแบบของตารางที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน 3. กำรพิทักษ์สิทธิผู้เข้ำร่วมกำรวิจัย การวิจัยนี้ให้ความเคารพและตระหนักในสิทธิมนุษยชนของกลุ่มตัวอย่าง โดยโครงร่างงานวิจัยได้ผ่านกระบวนการจริยธรรมการวิจัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เลขที่รับรองโครงการ HE-SRRU2-0013 และให้กลุ่มตัวอย่างลงนามในใบยินยอมของประชากรตัวอย่างหรือผู้มีส่วนร่วมในการวิจัย ผู้วิจัยอธิบายถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีการวิจัย รวมทั้งประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการวิจัยอย่างละเอียด กลุ่มตัวอย่างสามารถบอกเลิกการเข้าร่วมโครงการนี้เมื่อใดก็ได้ ในกรณีที่ต้องมีการบันทึกภาพ/บันทึกเสียง ผู้วิจัยสามารถท าได้หากได้รับความยินยอมจากกลุ่มตัวอย่างเท่านั้น ผู้วิจัยจะเก็บรักษาข้อมูลไว้เป็นความลับและจะเปิดเผยได้เฉพาะที่เป็นผลสรุปการวิจัย หรือกรณีจ าเป็นตาม เหตุผลทางวิชาการเท่านั้น