วิปลาส 3 วิปลาส 4 วิปลาส 7.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.43 KB
วันที่แก้ไข9 ตุลาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

วิปลาส 3 วิปลาส 4 วิปลาส 7 _สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ กราบนมัสการท่านสมณะฟ้าไท ท่านสมณะด่วนดี และท่านสิกขมาตุด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูคะ ลูกได้ดูคลิปโลกเราวันนี้ (อยัง โลโก) ที่ท่านฟ้าไทนำเสนอ ลูกเห็นว่าโลกนี้เต็มไปด้วยภาวะคนวิปลาส 4 ที่ประกอบมิจฉาวณิชชา 5 ลูกพอจะพูดว่า “ไม่มีหมู่กลุ่มใดเลยในโลก นอกจากชาวอโศก” ที่พ่อครูนำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาสอนให้ปฏิบัติ ที่พ้นภาวะที่โลกเป็นอยู่ได้ไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้าค่ะ พ่อครูว่า…อาตมาว่าได้นะ พูดไปก็แหม..ยกตัวยกตน แต่ที่จริงมันเป็นความจริงที่จะต้องยืนยัน เพราะฉะนั้นเราจะเข้าใจจริงๆ มันเป็นความรู้สึกเป็นความเห็น เป็นปัญญาที่มันชัดเจนว่า อ๋อ มันเป็นอย่างนี้เอง เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วมันไม่ได้ยกตัวยกตนอะไร มันมีอย่างนี้จริงๆ ขอยืนยันนะที่ยืนยันอย่างนี้มี มันไม่มีที่อื่นดอก มีแต่ชาวอโศกนี่แหละ จริงๆ นะอาตมาก็อยากจะให้ที่อื่นที่ใดก็แล้วแต่สำนักอื่นสำนักใด มามีอย่างนี้บ้าง มันไม่มีนอกจากชาวอโศกหรือเครือแหของชาวอโศก ใช่ไหม ชาวอโศกเคยเห็นของชาวอโศก แล้วก็ยอมรับว่าขออภัย ต้นต่อมาจากอาตมาในยุคนี้ ยุคนี้อาตมานำ ผู้ที่รู้จักโลกุตรธรรมสมบูรณ์แบบกว่าใครเพื่อน ขณะนี้ ในโลกยุคนี้ โอ้โห..พูดอย่างนี้นี่ใหญ่ยิ่งเลยนะ แต่มันเป็นความจริงที่เลี่ยงไม่ได้อาตมาพูดความจริงเท่านั้น ก็ต้องขออภัยพูดความจริง แหม..โลกทุกวันนี้พูดความจริงต้องขออภัยนะ อาตมามันน่าสังเวชใจจริงๆ ก็พูดยืนยันอย่างนั้น คุณสว่างแสงยืนยัน มันไม่มีหมู่กลุ่มใดในโลกเลยนอกจากชาวอโศกที่จะรู้ วิปลาส 4 มันมีวิปลาส 7 กิริยาที่ถือโดยอาการวิปริตผิดจากความเป็นจริง, ความเห็นหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากสภาพที่เป็นจริง มีดังนี้ :

อ่านต่อ

ก. วิปลาสด้วยอำนาจจิต และเจตสิก 3 ประการ คือ 1. วิปลาสด้วยอำนาจสำคัญผิด เรียกว่า สัญญาวิปลาส 2. วิปลาสด้วยอำนาจคิดผิด เรียกว่า จิตตวิปลาส 3. วิปลาสด้วยอำนาจเห็นผิด เรียกว่า ทิฏฐิวิปลาส พ่อครูว่า... ถ้าผู้ใด มีทิฏฐิวิปลาส คุณก็จะกำหนดสัญญาของคุณเป็นตัวกำหนดนั่น กำหนดนี่ กำหนดโน่น ไปตามทิฏฐิของคุณที่วิปลาส เพราะสัญญามันตามทิฏฐิที่คุณมี แล้ว สัญญาก็จะกำหนดตามทิฏฐิที่คุณมี แล้วที่คุณมีเช่นนั้นแสดงว่าในอนุสัยของจิต หรือตัวทิฏฐิของจิตนี่ ตัวทิฏฐิของจิตนี่แหละ พูดตัวข้างนอกว่าทิฏฐิ พูดตัวแกนหลักก็คือจิต จิตของคุณวิปลาส เพราะฉะนั้นคนที่จิตวิปลาสแล้ว โอ้โห..แก้ไขยากมาก จะให้สัมมาทิฏฐิ จะให้เปลี่ยนทิฏฐิ เป็นสัมมาฯยากมาก เพราะว่าจิตของคุณวิปลาสไปแล้ว ถึงขั้น ทั้งจิตทั้งประสาทต้องเอาเข้าโรงพยาบาลบำบัด จิตวิปลาสต้องเอาเข้าโรงพยาบาล เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าจิตของคุณไม่ถึงขั้นวิปลาส คุณวิปลาสทิฏฐิเท่านั้น ความเห็นมันผิดก็แก้ได้ ก็สามารถทำให้ถูก เมื่อถูกแล้วคุณก็ไปสัญญาถูก แต่ถ้าทิฏฐิของคุณยังผิด คุณก็ไปสัญญาไปกำหนดสัญญา เป็นตัวทำงาน ทิฏฐิเป็นตัวแกนของจิต นี่คือทิฏฐิ 3 เพราะฉะนั้น คนที่วิปลาส 3 นี่แล้ว คุณจะทิฏฐิวิปลาส คุณจะจิตตวิปลาส หรือคุณจะสัญญาวิปลาส คุณก็จะกำหนดวิปลาส 4 นี้ผิด เพราะฉะนั้นถ้าจิตของคุณไม่วิปลาส ทิฏฐิคุณวิปลาสคุณก็ไปสัญญาผิด เพราะฉะนั้นทำให้ทิฏฐิของคุณถูกซะ เป็นสัมมาทิฏฐิซะคุณก็จะไปสัญญาได้ถูก แต่ถ้าเผื่อว่ามันไม่ถูกที่ทิฏฐิ สัญญาของคุณไปทำ ไปใช้งานหรือทำงาน ไปกำหนดรู้ แล้วตกผลึกลงเป็นความจำ สัญญามันก็มี 2 หน้าที่หลัก กำหนดรู้ กับ จำสัญญา ซึ่งมันมีหน้าที่ของมันจริงเลย คุณทำได้แล้วคุณก็ โอ้โห มันอย่างนี้ชัดเลยก็ยิ่งจำได้ดี อันนี้ยังไม่ชัดก็จำได้บ้างไม่ได้บ้างหรือจำได้แล้ว มันก็ลืมได้เลือนได้ ทีนี้เมื่อคุณสมบูรณ์ไม่วิปลาส 3 นั่นแล้ว คุณจึงจะไปกำหนดความเที่ยงความไม่เที่ยง กำหนดว่าทุกข์-ว่าสุข กำหนดความมีตนหรือไม่มีตน และกำหนดความควรหรือไม่ควร ดีงามหรือไม่ดีงาม น่าได้ น่ามีหรือไม่น่าได้ ไม่น่ามี น่าได้หรือไม่น่าได้ สุภะ-อสุภะ ก็จะไปกำหนดอันนี้ได้ชัด เพราะฉะนั้นวิปลาส 3 จึงเป็นตัวการ ถ้าไม่มีวิปลาส 3 ถูกต้องหมดวิปลาส 3 ไม่มี ถูกต้องหมด คุณก็มากำหนด 4 มาเรียนอีก 4 โดยเรียนรู้ตั้งแต่ความไม่เที่ยงหรือเที่ยง ถ้ามันเรียนรู้คุณไปกำหนดผิดอยู่ คุณก็ผิด จะไปกำหนดความไม่เที่ยงว่าเที่ยง หรือไปกำหนดความเที่ยงว่าไม่เที่ยง ที่จริงก็คือไปกำหนดสิ่งต่างๆ มันไม่เที่ยง แต่คุณไปยึดไปกำหนดว่ามันเที่ยง นี่แหละมันจะผิดตรงนี้ หรือสิ่งต่างๆ มันเป็นทุกข์แต่คุณก็ไปกำหนดว่ามันเป็นสุข มันก็วิปลาสสิ จริงๆ ตัวตนมันไม่ใช่ตัวตน มันอาศัยอยู่เท่านั้น แต่คุณไปกำหนดว่ามันเป็นตัวตน มันก็วิปลาส เพราะฉะนั้นไปยึดสิ่งที่ว่าไอ้นี่มันไม่ควร ไม่ควรได้ ไม่ควรมี ไม่ควรเป็น คุณก็ไปยึดว่ามันควรมี ควรได้ ควรเป็น ไอ้ตัวท้ายนี้เป็นตัวเปิด ปลายเปิด คำว่า สุภะ เขาชอบไปแปลว่า งาม ความงามมันก็ขยายไม่ค่อยออก ถ้าแปลว่าควรได้ ควรมี ควรเป็น มันก็จะชัดกว่า ถ้าไปบอกว่างามคือคุณติดใจแล้วจึงเห็นว่างาม มันเป็นกิเลสแล้ว ว่างามหรือไม่งามมันเป็นกิเลสแล้ว ที่จริงมันไม่ใช่กิเลส มันก็เลยแปลว่างามหรือไม่งาม แต่ไปแปล สุภะ อสุภะ มันก็แปลได้ในลักษณะหนึ่งในสภาวะหนึ่ง ข. วิปลาสด้วยยึดเอาวัตถุเป็นที่ตั้ง 4 ประการ คือ 1. วิปลาสในของที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง 2. วิปลาสในของที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข 3. วิปลาสในของที่ไม่ใช่ตน ว่าเป็นตน 4. วิปลาสในของที่ไม่น่าได้น่ามี ว่าเป็นน่าได้น่ามี นี่ก็คือวิปลาสที่อาตมาขยายความให้ฟังเพิ่มเติม 661006 จรณะ 15 วิชชา 8 โดยพิสดารลึกซึ้งบริบูรณ์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน