จบกิจทำกาละพ่อครูประกาศ Animal Right Watch.docx
เนื้อหาในไฟล์
จบกิจทำกาละพ่อครูประกาศ Animal Right Watch อาตมาแบ่ง “งาน” ทั้งหลายออกเป็น 5 ประเภท (1) งานลามก (2) งานราคะ (3) งานสาระ (4) งานธรรมะ (5) งานโลกุตระ อาตมาเคยสาธยายอธิบายถึง “งาน 5 ขั้น” นี้มามากมายหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้จะขอพูดเฉพาะงานลามก “งานลามก” จกกะเปรตเลวแรงร้ายสุดของมนุษย์ ที่เป็น “มิจฉาวณิชชา” พระพุทธเจ้าก็ตรัสแบ่งไว้ 5 อย่าง “งานลามก” จกกะเปรตเลวทรามต่ำช้าที่สุดนี้ ถ้าใครยิ่งทำเป็น “อาชีพ” เรียกด้วยศัพท์ว่า “มิจฉาวณิชชา” หมายความว่า “งานค้าขายที่เป็นบาป ลามก ตลอดชีพ” (1) งานลามก ที่เป็นงาน “มิจฉาวณิชชา” เลวแรงร้ายสุดของมนุษย์สร้างบาปอกุศลหยาบต่ำยิ่ง เพราะเป็น “งานทำให้คนกิเลสหนาหนักจัดจ้าน” “สาหัส หรือเป็นงานทำร้ายทำลาย” มนุษย์ งานทำร้ายทำลาย “โลก” ก่อ “กรรมวิบาก” แก้แค้นกันและกันตลอดไป ไม่มีจบสิ้นลงได้ นี่คืองานลามกที่จะเอามาแฉ เอามาฉีกหน้าวันนี้ เช่น งานสร้างอาวุธขึ้นมาฆ่าคนให้เอาไปฆ่าสัตว์กันในโลก เหตุการณ์ในวันนี้ที่เด็ก อายุ14 ยิงกราด ก็เกิดจากการสร้างอาวุธขึ้นมาฆ่าคนนี่แหละ แล้วเอาไปซื้อขายกัน มันคือการซื้อขายเครื่องมือฆ่าคนฆ่าสัตว์แท้ๆ ฟังความนี้ให้เข้าไปถึงจิตให้ดีๆ อาวุธอะไร อาวุธเอาไปใช้ ฆ่าคนฆ่าสัตว์ ฟังเท่านี้มันควรจะจุก แต่เขาไม่รู้สึกรู้สา ขายกันหน้าตาเฉย อวดอ้างราคาฤทธิเดชกัน ฆ่าตายได้เป็นเบือ ระเบิดปรมาณูหนักขนาดทิ้งลูกเดียวนี่ ตายกันทั้งเมืองทั้งประเทศเลย ให้มันฤทธิ์แรงถึงขนาดนั้น แล้วก็ตั้งราคากัน สร้างอำนาจแบ่งอำนาจกันเต็มที่ ความคิดที่เป็นแนวโน้มแบบนี้มันยังเป็นคน มิลักขชน เป็นคนป่าเถื่อนเป็นคนหยาบช้า เป็นคนไม่รู้อะไรเลยแม้แต่ความเป็นชีวิตของสัตว์โลก หรือความเป็นชีวิตของมนุษย์หรือคน ชีวะที่กว่าจะพัฒนาตั้งแต่เซลล์เดียวจนกว่าจะเป็นมน
อ่านต่อ
ุษย์ แล้วเป็นมนุษย์ที่มีความคิดเฉลียวฉลาด แล้วดันเอาไปสร้างอาวุธฆ่าคนซ้ำอีก ฆ่าให้มีฤทธิ์แรงร้ายด้วยแล้วยังไม่พอ ขายกันราคาแพงๆ อีก คุณคิดให้ดีเถอะว่า มันเป็นคนเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ จัดจ้านขนาดไหน แนวคิดอย่างนี้ คุณคิดให้เข้าใจ คนชนิดนี้มีไหมในโลก มี แล้วจะถือว่าเจริญหรือเสื่อม ..เสื่อม ถือว่าเจริญหรือเสื่อม (เสื่อม) โลกเขาถือว่าเจริญ แบ่งให้ชัด แต่ทางโลกุตรธรรมถือว่าเสื่อม เห็นไหมนี่มันแยกกันชัดเจนอย่างนี้ เห็นมั้ย เป็นแบบสิริมหามายา หรือเป็นมายาสำหรับคนที่ยึดมั่นถือมั่นไปในทางเสื่อม คนสัตว์หรือ “ชีวิต” ต้องตายลงเพราะอาวุธฆ่าที่ คนผู้คิดสร้างขึ้นมานี้เอง คนคิดและสร้างขึ้นจึงมีบาปหนักหนาสาหัสร้ายสุดติดตัวไปอย่างยิ่งสำหรับผู้สร้างอาวุธฆ่าคนฆ่าสัตว์ มันเป็น “มิจฉาวณิชชา” ที่ร้ายแรงเลวสุด ข้อที่ 1 ใน 5 ประเภท งานสร้างอาวุธขึ้นมาใช้ทำให้คนตาย ให้เป็นคนอำมหิตโหดเหี้ยม ยึดติดอาวุธมาฆ่ากัน มีกรรมวิบากอาฆาตกันไม่จบสิ้น ใครสร้างอยู่เมื่อใด ก็บาป “ไม่มีจบอยู่” เมื่อนั้น ไม่ใช่คุณสมบัติเรียกว่าโทษสมบัติ นี้คือ “งานลามก”จกกะเปรต ที่คนคนใดทำอยู่ ก็คือ “มิจฉาวณิชชา” หรือ “อาชีพที่เป็นบาปตลอดชีวิต” ข้อแรก ที่เป็นบาปอกุศลต่ำสุดใน 5 ข้อ เท่าเทียมกัน 5 อย่าง แต่สร้างอาวุธ สัตถวณิชชา เป็นข้อที่ 1 นำขบวน ก็มีนัยสำคัญว่า ถึงแม้จะเท่าเทียมกันแต่มันก็นำขบวนนะ หัวหน้าเลวร้ายที่สุดนำขบวน เพราะฉะนั้น“งานลามก” จกกะเปรตที่เลวทรามต่ำช้าที่สุด ที่คนใดทำอยู่คือ “อาชีพที่เป็นบาปตลอดชีวิต” มิจฉาวณิชชาประกอบด้วย 5 อย่างคือ 1. การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) 2. การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) 3. การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) 4. การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) 5. การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 177) นี่คือ 5 สิ่ง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ไม่มีผิดเพี้ยนยังคงใช้ได้อยู่ ข้อต่อมา ได้แก่งานซื้อขายสัตว์เป็น หรือสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง สัตว์แต่ละตัวมันเป็น “เจ้าของชีวิต” เท่าเทียมกันกับ “คน” ฟังให้ดีนะตรงนี้ ชีวิตที่เป็นสัตว์ จะเป็นสัตว์เซลล์เดียวก็ตาม หรือ ล้านๆ เซลล์ มันก็คือชีวิต มันก็คือเจ้าของชีวิตมันมีสิทธิในความเป็นเจ้าของชีวิตไหม ...มี เท่าเทียมกันกับคนเช่นกัน นี่นักสิทธิมนุษยชนฟังโพธิรักษ์ เพราะฉะนั้นชีวิตเจ้าของชีวิต เท่าเทียมกันกับสัตว์ทุกตัว เช่นกัน มันไม่ใช่ “ทาส” มันมี “สิทธิ์” ในชีวิตของมัน มีอิสระในชีวิตของมัน คนถือ“สิทธิ์” อะไรไปจับเอาสัตว์ที่มี “ชีวิต” อยู่นั้นมาเป็นของตน แล้วขาย “ชีวิตสัตว์” นั้นเป็น “สินค้า” ให้คนนำไปฆ่า ไปซื้อไปขาย หรือไปเป็นเจ้าของ ไปใช้แรงงาน ไปทรมาน ไปใช้ให้มันไข่มากินมาขาย ให้มันขี้มากินมาขาย เช่น ขี้ไก่ไง ดีไม่ดีกินขี้ไก่หรือเปล่าไม่รู้ ให้มันออกลูกมาเพื่อตน ใช้มันเลี้ยงชีวิตตนต่อไป ตามที่โลกพาทำ พาเป็นกัน หรือริดรอนอิสระของมัน ใครทำก็ตาม เป็นการเอาตนไปสร้างวิบากพัวพันกับสัตว์นั้นแท้ๆ ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่ง ควรจะปลดปล่อยตัวเองจากสัตว์ทุกตัว ไม่ควรอย่างยิ่ง ล้วนเป็น “กรรม” ที่มี “วิบาก” อัน “บาป” อยู่ทั้งสิ้น ซึ่งความเป็น“บาป” เกี่ยวกับ “สัตว์” นี้ พระพุทธเจ้าตรัส “บาป 5 ขั้น” ตรัสไว้ชัดเจนมากใน “ชีวกสูตร” (พระไตรปิฎก เล่ม 13 ข้อ 60) เริ่มตั้งแต่ “จิต” ที่มี “ทิศมุ่ง(สัญจิจจะ)” ไปสู่ “ความเกี่ยวเกาะ”กับสัตว์ใดๆ คือ เริ่ม “กล่าวชื่อสัตว์” ตามข้อ 1 ของ “บาป 5 ขั้น” นั้น ก็บาปแล้วเป็นอันมาก แค่จิตมี สัญจิจจะหรือมีอุทฺทิสฺส อุทฺทิสฺสะจริงๆ แล้ว มีนัยยะหยาบแรงมากกว่า สัญจิจจะ ที่มีความเริ่มต้นตั้งแต่สัญญา อุทฺทิสฺสมีจิตมุ่ง หรือท่านแปลว่า เจาะจงใจมุ่งไปมีเป้านำ เพราะฉะนั้นคนที่เริ่มมีจิต มีเจตนามีจิตมุ่งไปสู่สัตว์ตัวใดตัวหนึ่ง สัตว์ธรรมชาติมันก็อยู่ของมันไป คุณก็อยู่กับพืชพันธุ์ธัญญาหารคุณก็อยู่ได้แล้ว คุณจะต้องไปเกี่ยวอะไรกับสัตว์ของมัน จะเกี่ยวก็คือรู้ว่าเป็นสัตว์ร่วมโลก เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ตามที่คุณท่องก็ได้แล้วสิ คุณก็ปลง แต่นี่ไม่ มันมีจิต อารภนฺติหรือโวโรเปตุงหรือโวโรเปติ มันมีนัยยะ เริ่มแฝงร้ายอยู่ในนั้น เริ่มแฝงร้ายนิดหนึ่งก็จิตไม่ดี จิตจะไปเกี่ยวข้องกับความอิสรเสรีภาพของสัตว์ แค่กล่าวชื่อ บาปแล้วเป็นอันมากข้อที่ 1 ฟังให้ละเอียดๆ เกือบจะถึงงานเจแล้ว พิจารณาคำตรัสให้ดีๆ ว่า “บาปทั้ง 5” นั้น มันไม่ได้ “บาป” กันตรงที่ “ฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคต หรือสาวกตถาคต” นี่เขาก็เบี้ยวบาลีกันไป เขาเบี้ยวมาลีว่าถ้าไปเจาะจงบุคคล โดยเฉพาะเจาะจงพระพุทธเจ้า เจาะจงสาวก เจาะจงภิกษุ เพิ่งจะ มันจะมีในข้อที่ 5 เขาก็เลยหยิบข้อ นี้มากลบเกลื่อนเขาอื่นหมดว่า เจาะจงพระตถาคตหรือสาวกตถาคต อีก 4 ข้อนั้น ก็ตีกินไม่เจาะจง เห็นไหมว่าเหลี่ยมคูของคน เรียนรู้อาชญวิทยานี้ให้ดีๆ ท่านกำลังจะจบด็อกเตอร์ทั้งหลาย เหลี่ยมคู มันเป็นอย่างนี้แหละ เบี้ยวบาลีไป ฆ่าสัตว์ เขาเบี้ยวบาลีว่าบาป 5 นั้นมันได้บาปที่เจาะจงสาวกหรือตถาคต หรือว่าเจาะจงให้คนๆ ใด แม้ไม่ใช่ภิกษุหรือพระพุทธเจ้า แต่เจาะจงคนๆ ใดก็ตาม เขาหมายอย่างนั้น เพราะฉะนั้นอาตมาก็พยายามอธิบาย การเจาะจงบุคคลนั้นมันไม่ได้เป็นการเจาะจงบุคคลอย่างนั้น แต่มันบาปตรงที่เริ่มไปเกี่ยวข้องกับชีวิตสัตว์ ฟังดีๆ ตั้งใจดีๆ ที่อาตมากำลังอธิบาย สัญจิจจะหรืออุทฺทิสฺส มันเป็นความเจาะจงที่ เจาะจงภิกษุและตถาคตก็ใช่ด้วย แต่เจาะจงเริ่มต้นตั้งแต่กล่าวชื่อสัตว์ ไปจนกระทั่งถึงฆ่าสัตว์ 4 ข้อนั้นคุณเอาไปทิ้งที่ไหน 4 ข้อนี้บาปหรือเปล่า บาปเป็นอันมากทั้ง 4 ข้อใช่ไหม? เห็นไหมพวกเบี้ยวบาลี มันบาปตั้งแต่กล่าวชื่อสัตว์แล้ว มีโวโรเปตุงหรืออารภนฺติ จิตไม่ดีกับสัตว์ เริ่มจิตที่มันมุ่งไม่ดีกับสัตว์ หรือเจาะจงให้แก่คนๆ ใดเท่านั้น มันไม่ได้อยู่ที่ “การเจาะจงบุคคล” แต่มัน “บาป” ตรงที่เริ่มไปเกี่ยวข้องกับชีวิตของ “สัตว์” หรือชัดๆ ก็คือ ไปสร้าง “วิบาก” กับสัตว์แค่กล่าวชื่อ “สัตว์” ก็เริ่ม “บาป”ตั้งแต่ข้อที่ 1 แล้ว ..ชัดมั้ย? สัตว์ทุกตัว ล้วนมีกรรมมีวิบากเป็นของตน หรือเป็น “เจ้าของตนเอง” เช่นเดียวกันกับคนทุกคน เราไม่ไปเอา “คน” มาเป็นทาส หรือไม่เอา “คน” มาเป็นสินค้า ไม่เอา “คน” มาเป็นสมบัติของเรา หรือไม่กินเนื้อคนฉันใด เราก็ควรจะทำกับสัตว์ทุกตัว ดุจเดียวกัน เพราะสัตว์ก็มี “สิทธิ์” ในชีวิตของมันเท่ากันกับคน ที่ถือ “สิทธิ์” ในชีวิตของคนเหมือนกัน วันนี้อาตมาอธิบายถึงเรื่องนัยยะของกรรมวิบากที่เป็นอจินไตยข้อหนึ่งในอจินไตย 4 กรรมวิบาก เป็นข้อ 1 มาขยายความให้ฟังละเอียดๆ ไปตามลำดับ เห็นไหม พวกเรานี้รอดมาได้แล้ว อาตมาอาศัยพวกคุณ เป็นตัวประกันอธิบายให้คนเขาฟัง เขาเข้าใจ ถ้าไม่มีพวกคุณเป็นตัวประกัน ปฏิบัติไม่ได้ เข้าใจไม่ได้ ทำไม่ได้ เป็นตัวประกัน อธิบายกับคน เขาก็จะบอกว่าใครทำได้อย่างที่ว่าบ้าง พวกคุณเป็นตัวประกันให้อาตมา ขอบคุณ ถ้าไม่มี อธิบายไม่ได้ อ้างอิงไม่ได้ แต่นี่มันได้ เพราะฉะนั้น เขาอาจจะบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่เราเป็นไปได้ เป็นเรื่องที่ไม่ใช่สุดวิสัย แต่เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ดีด้วย นี่คือเราจะเข้าใจเรื่องสิทธิ เพราะฉะนั้น พวกองค์กรสิทธิมนุษยชน Human Right Watch มาฟังโพธิรักษ์พูดบ้าง แค่สิทธิมนุษยชาติยังหยาบ จะตาย นี่คือสิทธิสัตว์ทั้งปวง อย่าไปละเมิดสิทธิของสัตว์มันเลย มันบาป จะกระดิกหูไหมนี่..ชาวเทวนิยม จะกระดิกหูมั้ย..ว่ามันบาป เขาจะรู้ไหมว่าบาปคืออะไร มันเป็นกรรมเป็นวิบาก เป็นสิ่งจริงของมนุษยชาติที่อยู่ในวัฏสงสาร เทวนิยมเขาไม่ได้เรียนรู้ก็น่าสงสารอยู่แต่ก็ พุทธนี่แหละควรจะฟังเข้าใจดีๆ ชาวพุทธก็ยังล่อเนื้อสัตว์ปากเปรอะกันอยู่เลยเต็ม นี้คือ “สิทธิสัตว์ทั้งปวง” อย่าไป “สิทธิ” ของสัตว์มันเลย มัน “บาป” ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส “บาป” จริง ขึ้นชื่อว่า “สัตว์” ทุกชนิดทุกตัวมันยัง “อวิชชา” คือยัง “โง่” อยู่ทั้งนั้น คนผู้ที่ไม่มี “ความรู้” ขั้น “ปัญญา” ที่จะทำตนให้ “หลุดพ้นไปจากกรรมวิบาก” อันต้องเกี่ยวเกาะกันเป็น “ปฏิสัมพันธ์(relation ถึง continuum)” กันเด็ดขาดไปได้หรอก เพราะฉะนั้นเมื่อไปเชื่อมไป ต่อ ไปในทางร้าย ฆ่ากัน แกงกันเอาไปเป็นสมบัติขายใส่ตัวเอง ได้เปรียบใส่อัตตาตัวเอง เพราะฉะนั้น ถ้าไปเกี่ยวเกาะแบบนี้ มันก็ไม่มีขาด ไม่มีหลุดพ้นเป็นเวรานุเวรกันหรอก จนกว่าจะมี “ความรู้” ที่ “สัมมาทิฏฐิ” แบบพุทธอันเป็นโลกุตระ แล้วก็ต้องปฏิบัติตนให้ “สัมมาปฏิบัติ” กระทั่งมี “สัมมาปฏิเวธ” บรรลุอรหันต์สามารถ “ทำกาล (กาลกิริยา)” ได้ด้วยตนเองตามที่ตนประสงค์เป็นที่สุดได้สำเร็จจริง ศาสนาพุทธ “จบกิจ” สูงสุดด้วยการ “ทำกาละ” คนผู้ที่ “ทำกาล” ได้จริงอย่างวิเศษสุดนั้น คือ ผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง รู้จบความเป็น “ชีวิต” ดีสุดสัมบูรณ์ ที่สามารถจัดการกับตนเองในการ“ทำกาละ” หรือทำ “การตาย-การเป็น” ได้อย่าง บริบูรณ์สัมบูรณ์จริงๆ แท้ๆ นั่นคือ จะ “ทำการตาย” ให้แก่ตนได้ชนิดที่ครบทุก “มิติ” แห่งความเป็น “ชีวิต” หรือ “จิตวิญญาณ” กับ “กาล” อรหันต์สามารถ “ทำกาล(กาลกิริยา)” ที่ “จบกิจ(กตัง กรณียัง)” ครบทุก “กิจ” ได้แล้ว ทั้งที่ “มี” หรือ “ไม่มี” ใน “กาล” นั่นคือ “กิจ” ที่เป็น “สมมุติสัจจะ” จบ ก็ทำได้ หรือ “กิจ” ที่เป็น“ปรมัตถสัจจะ” จบ ก็ทำได้ จบได้ทั้งสองอย่าง จบได้ทั้งสมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ อาตมาใช้คำว่าสมมุติสัจจะก็ดี บางทีก็ใช้คำว่าสมมุติธรรม หรือปรมัตถสัจจะ บางทีก็ใช้คำว่า ปรมัตถธรรม มันต่างกัน ก็ต่างกันตรงธรรมกับสัจจะ ถ้าธรรมนั้นหมายถึงความทรงอยู่ ทรงไว้ มีอยู่ มีไว้ ถ้าสัจจะ ก็หมายความว่า ชี้บ่งว่ามันจริง สัจจะ เพราะฉะนั้นสมมุติสัจจะ หรือปรมัตถสัจจะจริง มันชี้บ่งถึงความจริงกับความไม่จริง ในความทรงไว้หรือไม่ทรงไว้ ถ้าลงท้ายด้วยธรรมะก็คือความทรงไว้ความมีอยู่ ถ้าลงท้ายด้วยสัจจะก็คือจริงหรือไม่จริง ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง มันมีนัยสำคัญอยู่ “กิจ” ที่ทำกรรมตาม “สมมุติสัจจะ” จบนั้น สามารถทำกรรมที่เป็น “กุศลธรรม” แต่ถ่ายเดียวและยั่งยืนตลอดไป ทว่ายังมี “กิเลส” ในใจอยู่ ก็ทำได้ คนที่ยังมีกิเลสอยู่นี่ ทำจิตที่เป็นกุศล อย่างพวกคุณนี่ยังไม่ได้เป็นอรหันต์ ยังมีกิเลส คุณทำกุศลได้อยู่ ไม่เห็นเป็นไรใช่ไหม? เราทำกุศลได้ทั้งๆ ที่เป็นกิเลสยังมีกิเลส หมายความว่า “การกระทำ” ของเราทุกกรรม ไม่เป็น “อกุศล” แล้ว ตาม “สมมุติสัจจะ” แต่ยังมี “บาป” เฉพาะในใจตนอยู่ เพราะตนยังมี “กิเลส” ซึ่งเป็น “ปรมัตถสัจจะ” อาตมาต้องแยก เพราะตามสมมุติแต่ละหมู่แต่ละกลุ่ม ก็ต่างกัน กลุ่มนี้ถืออันนี้ว่าถูกต้อง ดีไม่ดีออกกฎหมายบอกเลยว่าอย่างนี้ถูกต้อง กลุ่มอื่นก็ของเขาสมมติกันยึดถือกันตามจารีตประเพณี ตามที่ยึดถืออยู่ก็ตาม หรือออกกฎหมายเลยมันก็ไม่เกี่ยวกัน ของใครของมัน ประเทศนั้นจะเอากฎหมายของประเทศนี้ไปวิเคราะห์ไม่ได้..ตีกันตายพอดีเลย ใครจะตัดสินล่ะ ก็กฎหมายของใครก็เป็นเรื่องของใคร ใช่ไหม? เพราะฉะนั้นอย่าไปละลาบละล้วงกัน การกระทำที่เป็น “กุศล” คือ กรรมที่ “ดี” ตามสมมุติของสังคมของโลกแล้ว แต่ “กิเลส” ในใจตน ยังมีอยู่ เพราะ กรรมที่เป็น “บาป” คือ กรรมที่ “มี” กิเลส ตาม “ปรมัตถธรรม” เราต้อง “ฆ่ากิเลส” ด้วยการทำพลังงานจิตให้เป็น “ฌาน” คือ เป็นไฟที่เผากิเลสจนถึงขั้น “บุญ” ได้แท้ ฌานที่ 4 จึงเป็นเพชฌฆาตมือสุดท้ายที่ชื่อว่า “บุญ” ฌาน 1 2 3 ยังไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเพชฌฆาตที่ชื่อว่า “บุญ” ตัวที่ 4 ทำแล้วเสร็จหายไปกับฌาน 4 เหลือแต่ฌาน 1 2 3 4 ให้ผู้ที่มีปัญญาใช้งาน และฌาน 4 ที่ใช้งานไม่ใช่ฌานที่จะใช้ฆ่า แต่ในฌาน 4 ก็เป็นพลังงานจิตที่ทำการฆ่าจิตฆ่ากิเลส อกุศลจิตหรือจิตที่เป็นบาปฆ่าได้อย่างจริง เพราะฉะนั้นกรรมที่มีกิเลสทำกุศลได้ เอากุศลมาทำได้ แต่บาป ก็ต้องเอาบุญมาฆ่าบาป หรือจะเรียกว่าฆ่าอกุศลด้วย เพราะอกุศลเป็นสมมุติเท่านั้น บาปนี่เป็นปรมัตถ์ ฆ่าบาปหรือฆ่ากิเลส ก็ต้องเอา “บุญ” มาฆ่า เอาพลังงานที่เป็น “บุญ” มาฆ่า เอาพลังงานกุศลมาฆ่าไม่ถาวร ได้เหมือนกัน แต่ไม่ถาวร นี่เป็นนัยยะที่ชัดละเอียดลออฟังดีๆ กรรมที่เป็นบาป คือ กรรมที่มีกิเลส คุณฟังชัดๆ คุณทำกุศลด้วยจิตมีกิเลส คุณก็ทำได้ แต่จิตคุณมี “บุญ” หรือทำพลังงาน “บุญ”จัดการกับกิเลสจบ คุณทำอกุศลก็ไม่ได้ คุณทำบาปก็ไม่ได้ ฟังเข้าใจชัดเจนขึ้นไหม? มันมีนัยยะลึกซึ้งละเอียดพวกนี้ลองฟังดีๆ ทำความเข้าใจต่อสภาวธรรมพวกนี้ให้ได้ ผู้ “สิ้นบุญ-สิ้นบาป” แล้ว ศัพท์คือ “ปุญญปาปปริกฺขีโณ” ก็ไม่ต้องทำ “บุญ” อีกแล้ว คนผู้นี้ก็เป็น “อรหันต์” ดังนั้น คนผู้ใดจะทำกรรมใด ไม่เป็น “บาป” ก็คือ ทำกรรมนั้น “ไม่มี” กิเลสได้สำเร็จเด็ดขาดแล้ว คนผู้นี้ก็ไม่ต้องทำ “บุญ” อีกแล้วต่อไป ภาษาว่า “อปุญญ” กรณะ กรณังหรือกิจ ของผู้ที่ฆ่าบาปได้ สุดท้ายแล้วกรรมที่เหลือก็มีแต่กุศลไม่มีแล้ว “บุญ” เพราะ “บุญ” เสร็จกิจไปแล้ว พยายามจะอธิบายคำว่าจบกิจ เห็นไรๆ หรือยังว่า นี่คือการจบกิจ “บุญ” ทำหน้าที่ฆ่าบาปจบ บุญก็จบด้วย ถ้า “บุญ” ไม่มีทางจบ มันก็ไม่จบกิจ เราต้องรู้ว่า “บุญ” เป็นพลังงาน เอกังสะหรือเอกังเสนะ มันเป็น One Way Traffic มันเป็นความตรงถ่ายเดียว ไม่มีความโค้ง ทำงานหน้าเดียว ตรงอย่างเดียว แม้แต่ .001 องศาเดียวก็ไม่มี ฆ่าเสร็จหายไปเลย เป็น เป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่น ตรงหายไปเลย เป็นพลังงานที่เป็นศูนย์ไปเลย มันไม่เป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่นมันเป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่น ใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษขยายความนิดหน่อย เอาละคำว่า “ปุญญะ” แล้วมาเป็น “อปุญญะ” มันเป็นการพิสูจน์คนที่เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าหรือโลกุตรธรรมชัดไหม ถ้าเข้าใจตรงนี้ไม่ชัด แน่นอน ทำ “บุญ” ก็ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ คำว่า “บุญ” นี่ มันเป็นการบอกสภาวะ บอกกำลังสร้างพลังงาน ที่มาจัดการกับกิเลสเป็นสภาวธรรม คุณเข้าใจผิด คุณก็สร้างสภาวธรรมไม่ถูก เป็นพยัญชนะ คุณก็หมายความไปคนละอย่าง เพราะฉะนั้นเข้าใจ “บุญ” ไม่ได้ จึงพลอยให้เข้าใจคำว่า “ปุญญ” หรือ “อปุญญะ” ผิดเหมือนกัน ก็ไปแปล “อปุญญะ” ว่าบาปอีก ก็เลยไม่รู้แล้ว ก็ อปุญญาภิสังขาร คือ คนที่อภิสังขารไม่เป็นบาป-ไม่เป็นบุญอีกแล้ว ปุญญปาปปริกขีโณ ไม่มีทั้งบาป-ทั้งบุญ แต่เขาไม่ได้พูด อปุญญปาปะ ก็มีแต่ อปุญญาภิสังขาร ก็เลยทำให้คนเข้าใจไม่ได้ไม่มีสภาวธรรม เป็นมิจฉาทิฐิก็เลยเข้าใจไม่ได้ มันก็เลยไม่มีทางสำเร็จ บรรลุธรรมไม่ได้ แสดงว่าไม่ได้บรรลุ มันเป็นจุดสำคัญจริงๆ สำหรับการจบกิจการทำงานบรรลุธรรม ในชาตินั้นๆ เพราะฉะนั้นในอภิสังขารข้อที่ 3 จึง คุณมีอภิสังขารข้อที่ 2 ตลอด อปุญญาภิสังขาร ๆๆ สิ่งที่ตกผลึกลงเป็น อเนญชา เป็นอภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร จึงเป็นกิจที่ไม่มีบุญ-ไม่มีบาปทั้งนั้น ที่ตกผลึกลงเป็น สมาหิโต ตกผลึกตั้งมั่นแข็งแรง มันจึงเป็นคุณสมบัติหรือเป็นคุณธรรมที่แตกต่างกับโลกียะ เป็นความตั้งมั่นของจิตที่สูงสุดบริสุทธิ์เสร็จเด็ดขาด เห็นไหม แล้วมันถึงค่อยสะสมๆ ตกผลึกเป็นสมาหิโต คำว่าสมาธิของพระพุทธเจ้าใช้ศัพท์คำว่า สมาหิโต ซึ่งเป็นตัวคู่สุดท้ายของ เจโตปริยญาณ 16 คือ สมาหิตะกับอสมาหิตะ วิมุติกับอวิมุติ ที่คนท้วงว่า อนุตระแล้วทำไมไม่จบ มีต่อ เป็นการตรวจสอบ Static กับ Dynamic สมาหิตะ เป็น Static ส่วนวิมุตเป็นการตรวจความรู้หลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น เทวะคู่สุดท้าย ละเอียดลออปานนั้น ธรรมะพระพุทธเจ้า
เอาไว้แค่นี้ก่อน แล้วค่อยขึ้นต่อ เพราะฉะนั้น “อปุญญ” จึงไม่ใช่ “ความวน” ที่จะกลับไปเป็น “บาป” อีกแล้ว คำว่า “อปุญญ” นี้เป็น“โลกุตรภูมิ” อย่าสับสน นี่เป็นการอธิบายสัจธรรมโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าในวันนี้ สมณะเดินดิน... พ่อครูว่า... คุณเจาะจงฆ่า ตั้งแต่จิตมีสัญจิจจะ สั่งฆ่าบาปอีก ผูกคอมาลงมือฆ่าก็บาปอีก ข้อที่ 5 ทำเป็นอาหารไปถวายพระพุทธเจ้าอีก บอกว่าเป็นอาหารที่ปรุงมาอย่างประณีตยอดเยี่ยม สัตว์นี้เป็นเนื้อหมีดำนะคะ สมณะเดินดิน... วันนี้พ่อครูประกาศ Animal Right Watch เป็นโพธิสัตว์ประกาศสิทธิของสัตว์ทั้งปวง วันนี้จะเข้ากับเทศกาลกินเจมาก เพราะการกินเนื้อสัตว์เป็นเหตุให้ถูกฆ่า เราลดการกินเนื้อสัตว์ได้มากเท่าไหร่ ก็ทำให้สัตว์มีชีวิตอยู่ได้ ฝากถึงบวรต่างๆ เป็นโอกาสรณรงค์ค่านิยมตรงนี้ ซึ่งพ่อครูให้เป็นบุญญาวุธหมายเลข 1 เลยนะ ที่เคยเงียบเหงาอยากให้ชักธงตรงนี้ มาพร้อมเพรียงทำให้ดูครึกครื้นอบอุ่น สรุปจบ 661004 จบกิจทำกาละพ่อครูประกาศ Animal Right Watch พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก