จรณะ 15 วิชชา 8 โดยพิสดารลึกซึ้งบริบูรณ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
จรณะ 15 วิชชา 8 โดยพิสดารลึกซึ้งบริบูรณ์ ทีนี้เราจะได้พูดกันถึงเรื่องจรณะ 15 วันนี้วันที่ 6 พ.ศ. 66 เสียด้วยนะ จรณะ 15 วิชชา 8 เป็นสมบัติ เป็นพุทธคุณของศาสนาพุทธ หนึ่งเดียว รวมไว้ที่นี่หมด ใช้ภาษาย่อๆ เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ขยายเพิ่มขึ้นเป็น อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา แล้วผลคือ วิมุติ วิมุตติญาณทัสนะ เป็นตัวที่ตรวจสอบวิมุติอีกทีอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นตัวที่สรุปเป็นทฤษฎีหลักก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ขยายออกไปเป็นจรณะ 15 อธิศีลหรือศีล เป็นหนึ่งแล้วเป็นตัวหลัก สมาธิก็คือปฏิบัติจิต ให้เจริญด้วยจิตก็คืออธิจิต เมื่อจิตเจริญขึ้นเจริญขึ้น ก็สั่งสมตกผลึกลงไปก็เป็นความตั้งมั่น โดยมีปัญญาความรู้แบบพุทธ ที่สัมมาทิฏฐิเป็นตัวช่วย เป็นตัวยาดำ ยาดำหมายความว่าแทรกอยู่ตลอด กำกับอยู่ตลอดไม่ขาดเรื่องความรู้ ธาตุรู้ ที่รู้เต็มรูป เป็นความรู้ในระดับ “ฉฬายตนะ” เป็นความรู้ทั้ง 6 ตัว ตลอดเวลา ภายนอก 5 ภายใน 1 6 ตัวนี้ทำงานร่วมกันอยู่ตลอดเวลา สังเคราะห์สังขาร ให้เกิดผลให้เกิดรู้ ๆๆๆ ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ศีลมีหลักที่ปฏิบัติไม่ผิดอยู่ 3 ตัว เรียกว่า อปัณณกปฏิปทา 3 คำว่า อปัณณกปฏิปทา ข้อปฏิบัติ ปฏิปทา ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดของศาสนาพุทธต้องมี 3 ตัวนี้ ในการปฏิบัติตลอดทุกอย่าง คุณขาดไม่ได้เลย ศีลคือตัวกำหนด แล้วก็มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปตามศีล ศีลข้อ 1 ศีลข้อ 2 หรือศีลแยกย่อยไปอีก ละเอียดไปอีก ก็เป็นตัวกำหนดเรื่อง เสร็จแล้ว ทุกศีลก็ต้องปฏิบัติมี อปัณณกปฏิปทา 3 ซึ่งต้องเป็นการปฏิบัติในการตื่นรู้ มีทวาร 6 สังวรสำรวมอินทรีย์ 6 ไม่ใช่สังวรสำรวมอินทรีย์ 1 อยู่ในจิตหลับตา แหม..อาตมาไม่รู้จะพูดอย่างไร แทงด้วยหอกร้อยเล่มเช้า แทงด้วยหอกร้อยเล่มกลางวัน แทงด้วยหอกร้อยเล่มเย็น พวกนั่ง
อ่านต่อ
หลับตานี้ก็ แค่อะไรมาสัมผัสผิวไม่รู้สึกว่าแทงเข้าไปนิดหนึ่งก็ไม่มีเจ็บก็ไม่เจ็บ ทั้งหนังหนาทั้งไม่มีความรู้สึกเจ็บไม่เจ็บ หนังหนาแทงก็ไม่เข้าความรู้สึกก็ไม่มี เฮ้อ! เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าไหม อาตมาโอ้โห! คำสอนพระพุทธเจ้าที่ยกเปรียบเทียบอยู่ใน ข้อที่ 4 ของอาหารสูตร อาหาร 4 อาหารข้อที่ 4 จิตวิญญาณกับรูปนามกับจิตวิญญาณ เขาไม่แยกรูปแยกนามไม่ออก จิตวิญญาณของเขาจึงเป็นหนังหนาเหนียวทั้งหมดไม่มีความรู้สึกเหมือนก้อนดินก้อนหินเหมือนวัตถุ แต่เขาไม่ใช่วัตถุเขาเป็นสัตว์เขาเป็นคน แต่ทำตัวเป็นก้อนอิฐก้อนหิน แทงไม่เข้าแล้วก็ไม่รู้สึกอะไรสักอย่าง มันก็ดักดานจม ก็เขาบอกพวกหลับตาเลิกได้มันไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 มันไปหลับตาซะแล้วไม่มีกายไม่มีภายนอก 5 มันมีแต่ใจมันมีแต่จิตอยู่ในภพมันโมฆะ จะพูดไม่ใช่ร้อยเที่ยวหรอก พันเที่ยว หมื่นเที่ยว แสนเที่ยว ล้านเที่ยว ไม่รู้จะให้พูดไปถึงไหนตั้งใจฟังดีๆ อาตมาก็สงสาร คือท่านก็ต้องการนิพพานกันทั้งนั้น แต่ท่านไปงมงายอยู่กับมิจฉาทิฏฐิอยู่อย่างนั้นตลอดกาลนาน ไม่เปลี่ยนจิต ไม่มีปรโตโฆษะ แล้วก็ยังมาหลงผิดไปตามผู้ที่ผิด มาหาว่าอาตมาเป็นผู้ผิด เป็นผู้มิจฉาทิฏฐิ ทั้งๆ ที่ท่านเป็น ไปคบกับผู้ที่มิจฉาทิฏฐิ มาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ มันก็ยืนยันแล้ว ถ้าท่านเองท่านบรรลุธรรมอย่างที่อาตมาบรรลุและยืนยันประกาศตัวเองนี่นะ ท่านจะเป็นอย่างอาตมาท่านจะเป็นคนมี อาสโภ เป็นคนไม่มีมังกุ ไม่มีอุทธัจจะ อันนี้ก็เป็นสัจจะอันลึกซึ้ง อาตมาไม่มีความละอาย เพราะอาตมาไม่มีความละอายแล้ว คนที่ยังมีความผิดอยู่ มีความที่ยังจะต้องแก้ไขอยู่ ยังไปหลงยึดสิ่งที่ผิดอยู่ นั่นแหละควรจะละอายควรจะรู้สึกตัวสักที เพราะฉะนั้น คนที่รู้สึกตัวว่าเรายึดผิดนะนี่ จะเกิดหิริโอตตัปปะอย่างแรงกล้าเลย แล้วจะละอายซ้ำ ไม่ต้องละอายอาตมา จะละอายซ้ำเลยว่า โอ้โห..มาด่าอาตมาเอาไว้นี่มาเปิดเผยตัวเองได้อย่างไร อาตมาไม่ติดใจหรอกอาตมาจะอนุโมทนาสาธุ จะยินดีอย่างยิ่งเลยที่คุณรู้สึกตัว คุณจะทำร้ายคุณจะเลวร้าย คุณจะแรงร้ายกับอาตมาอย่างไร อาตมาก็ไม่ติดใจหรอก อาตมาอโหสิบริบูรณ์ อาตมาอโหสิบริบูรณ์แบบ อาตมาไม่เคยไปถือสาไปว่าอะไรจริงๆ เลย อาตมาขอยืนยัน ยืนยันได้เลย ไม่เคย เคยพูดแล้วเคยอธิบายเรื่องพวกนี้ ท่านสมเด็จพุทธโฆษาจารย์หรือมหาประยุทธ์เล่นงานอาตมา ออกหนังสือเล่มแรกอาตมาจดหมายขอบคุณท่านไปยืนยันเลย ท่านจะทิ้งไปหรือว่าท่านจะยังอยู่หรือว่าลืมแล้วก็ได้ แต่อาตมาขอยืนยันว่าอาตมาขอบคุณท่านไปจริงๆ แม้แต่เล่ม 2 เล่ม 3 ท่านเขียนมาอีก อาตมาไม่ได้เขียนขอบคุณท่านไปก็ตาม อาตมาก็ยังญาติดีกับท่าน ไปว่าความกันที่ตำหนักเพชรที่ในวัดมหาธาตุ อาตมาเจอหน้าไหว้ท่าน ท่านไม่ยกมือไหว้เราอาตมายังจำได้ จะเข้าใจอย่างไรก็แล้วแต่ แต่กิริยาแค่นี้สำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุลแค่นี้ อาตมาไหว้ท่านอย่างไร อาตมาก็ถือว่าอาตมาเป็นผู้น้อยท่านถือเป็นผู้ใหญ่ ก็การรับไหว้มันก็เป็นการตอบรับกันอยู่เป็นการให้เกียรติกันใช่ไหม แต่ท่านไม่ก็แสดงว่าท่านรังเกียจอาตมา _สู่แดนธรรม... ท่านคงถือว่าท่านไม่รับไหว้ฆราวาสครับ พ่อครูว่า... ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นได้ ก็เอาเถอะผ่านไป เดี๋ยวพูดถึงทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นสัจจะ ผ่านเรื่องนั้นไม่ต้องพูด มาพูดถึงเรื่องธรรมะ เพราะฉะนั้น อปัณณกปฏิปทา 3 ขอย้ำชัดๆ เลย ถ้าคุณไม่มี 3 ข้อนี้ถูกต้องสมบูรณ์แบบด้วย บกๆ พร่องๆ ว่างั้นเถอะ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ตื่นก็ไม่เต็มชาคริยา ไม่เต็มร้อย แล้วก็ไม่มีภายนอกด้วย ตื่น..ก็มีแต่ภายใน ตื่นอยู่ในภพ คุณจะเต็มร้อยอย่างไร คุณก็ขาดข้างนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย คุณไม่ได้ตื่นรู้อะไรกับเขาเลย คุณก็ไม่เต็มปฏิบัติธรรมไม่สมบูรณ์แบบ ไม่บรรลุ..ขอยืนยันไม่บรรลุ ฉะนั้นจะต้องมามี ตา หู จมูก ลิ้น กายด้วยแล้วก็มีใจรวมกัน เป็นอายตนะ สังเคราะห์สังขารกันขึ้น คุณจึงจะได้รู้ เพราะฉะนั้น ตัวกำหนดทางภายนอกคือสำรวมอินทรีย์ 6 กำหนดภายนอกสำรวมอินทรีย์ 6 ชาคริยาตื่นจึงเป็นตัวภายใน เป็นตัวตื่น เป็นตัวเต็มของสติเต็มภายใน สติเป็นอธิปไตยเป็นอำนาจใหญ่เป็นพลังงานอันเต็มรอบ เพราะฉะนั้น สติต้องมีทั้งภายนอก ที่มีกายเต็มร้อยแล้วก็เคยขยายความแล้ว วจีกรรมก็เต็มร้อยตื่นเต็ม ทั้งกายกรรมเต็มร้อย วจีกรรมเต็มร้อย จิตเต็มร้อยร่วมกัน นี่ถือว่า ชาคริยา ตื่น มันไม่ตื่นเต็มต้องเพียร อนุโยคะ ต้องพากเพียรให้มันตื่นเต็มตามความหมายอย่างนี้ไม่ใช่ไปพากเพียรหลับตา แม้ลืมตาคุณไม่ตื่นเต็มร้อยก็ได้ใช่ไหม แม้ลืมตาคุณก็ไม่กำหนดเต็มร้อย คุณก็ไม่มีสติเต็มร้อยไม่รับรู้เต็มร้อย คุณก็ไม่สามารถจะรู้อะไรทุกอย่างเต็มร้อยพร้อมกันใช่ไหม เพราะฉะนั้นจะกำหนดอะไร คุณก็กำหนดให้เต็มร้อยก็แล้วกัน แล้วคุณจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ มีวสี มีความชำนาญ มีอนุปคัมมะ สูงขึ้นไปเรื่อยๆๆๆ สามารถที่จะรู้ 2 3 4 5 สังเคราะห์สังขารกันเร็วขึ้นๆ นี่เป็นประสิทธิภาพของจิตวิญญาณ เป็นประสิทธิภาพที่คุณเจริญ สรุปเข้าเป้าก่อน ข้อสติ ชาคริยานุโยคะ หรือความตื่นรู้ ต้องตื่นให้เต็ม กำหนดรู้ให้ครบๆ สำรวมสังวรอินทรีย์ให้ครบ 6 ด้วย ตีเข้าเป้าอีก การกินการใช้เรียกว่าโภชนะ ที่คุณปฏิบัติกิน ปฏิบัติงาน ปฏิบัติใช้หรือทำงาน โอ้โห! คุณใช้อะไร คุณทำงานกับอะไร ทำงานกับอะไรมันเยอะ เอากินเลยตัวเดียว เห็นไหม กินนี่ มันตีเข้าเป้าเรื่องเดียว ทำงานกับอะไรต่ออะไรต่างๆ มันก็เหตุปัจจัยต่างกันเยอะ อธิบายเป็นจุดเดียวไม่ได้ คือคุณต้องอ่าน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ภายนอกภายในให้ชัดๆ ต้องอ่าน เพราะฉะนั้น ตีเข้าเป้าถึงการกินอาหารนี่แหละ คือคำข้าว ท่านอธิบายขยายความถึง กวฬิงการาหารด้วย คำข้าวด้วย ตัวนี้แหละ ถ้าคุณกำหนดรู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) และใจ ที่มันปรุงแต่ง เกิดเวทนา ไม่ขาดกายนะ สัมผัสภายนอกด้วย มีภายในด้วย แล้วเกิดเวทนาความรู้สึก เมื่อความรู้สึกก็แจกให้ฟังแล้ว แจกละเอียดไปจนกระทั่งถึงเวทนา 108 แต่สรุปเวทนาเข้ามาก็มี 2 เวทนาแท้กับเวทนาเก๊ ไม่เรียกเทียมแล้ว อาตมาเรียกเก๊ เลย ความรู้สึกที่เป็นเวทนาแท้คืออะไร ก็คือสิ่งที่เราสัมผัสแล้วความจริงมันเป็นอะไร สัมผัสรูปก็รูปเป็นอย่างนี้แหละ คุณไม่ตาเบี้ยวตาบิดตาแชแหมอะไร คุณก็จะตรงกันหมดรูปก็เหมือนกันหมด เสียงก็เหมือนกันหมด จะเรียกภาษาต่างกันก็เป็นเรื่องของภาษา แต่สภาวะเดียวกัน รูปเดียวกัน เสียงเดียวกัน กลิ่นเดียวกัน รสเดียวกัน รสที่ลิ้น สัมผัสเย็นร้อน อ่อนแข็งก็อันเดียวกัน ถ้ามันเป็นสิ่งเดียวกันกระทบสิ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้นของแท้ เวทนาแท้ก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่เวทนาที่คุณชอบหรือไม่ชอบ อ้าว..มีอีกตัวเก๊ตัวเข้ามาแซงแล้ว นั่นแหละ นั่นแหละอาการนั้นแหละแยกให้ออกอ่านให้ออกเชียว ปฏิบัติตัวนี้อย่าให้มันเกิด มันเป็นผีหลอก เพราะฉะนั้นใครไปหลงไอ้ตัวเก๊ ไอ้ตัวแท้คุณก็ต้องสัมผัสอยู่นั่นแหละ แต่คุณก็ยังสำคัญมั่นหมายอยู่กับไอ้ตัวเก๊แล้วก็รื่นรมย์สมอุราอยู่กับตัวเก๊นี่แหละ ชื่นตาฟ้าเบิกบานอยู่นี่ ไอ้ตัวเก๊นี้คุณก็จมอยู่ตรงนั้นแหละ คุณก็ชื่นรักมันอยู่ตรงนั้นแหละ ผูกพันติดยึดอยู่ตรงนั้น อันนี้แหละเป็นผีหลอกตัวชัดๆ อย่าไปหลงมันเป็นอันขาด มีปัญญาให้รู้ว่า คุณอย่าไปหลงมารหลอก คุณอย่าไปหลงผีหลอก คุณอย่าไปหลงความเก๊ นี่คือขยายความให้คุณเข้าใจให้เกิดปัญญา ถ้าคุณเห็นจริงอันนี้แล้ว คุณก็อ่านสภาวะเวทนาของคุณ แยกออกและคุณก็รู้ พลังของปัญญาพลังของความชัดเจนของคุณมากพอ ไอ้นี่ก็ต้องหายไป เมื่อปัญญาเกิด ไอ้มารเจอก็จะบอกว่า เฮ้ย!ปัญญารู้จักตัวเราแล้วหรือตถาคตเห็นหน้าเราแล้ว มารวิ่งหนีหูตูบ นี่ก็อธิบายไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ขยายความภาษานี้ ซ้ำๆ ซากๆ ใช่ไหม นี่คือสัจจะที่มันไม่ใช่เป็นเรื่องแรงเรื่องร้ายอะไรเลย มันเป็นสัจจะที่มันจริงกับความจริงมาล้างความจริง ขออภัยเอาความจริงมาล้างความเก๊ ไม่ใช่เอาความจริงมาล้างความจริง เอาความจริงมาล้างความเก๊ มันจะเกิดความจริงอันเดียว สุดท้ายมันก็จะเป็นความจริงความเก๊มันจะไม่รอหน้า ความเก๊มันถูกความจริง ถูกปัญญา ถูกสิ่งที่เป็นตัวรู้ที่สมบูรณ์แบบล้มล้างไป เพราะฉะนั้นเมื่อคุณปฏิบัติธรรม อปัณณกปฏิปทา 3 บทบาทกระบวนการ 7 สัทธรรม 7 จะเกิด สัทธรรม 7 นี้อาตมาแบ่งออกเป็น ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต 4 ตัวนี้จะเป็นหมู่ 1 วิริยะ สติ ปัญญา อีกหมู่หนึ่ง จริงๆ แล้วตัวที่จะเกิดปฏิกิริยาชัดๆ ก็คือ มีศรัทธากับหิริโอตตัปปะ พหูสูตนั้นจะเป็นผล ผลของศรัทธาหิริโอตัปปะนั่นเอง ศรัทธาก็จะเป็นผลเหมือนกันเป็นผลของเกิดความละอาย จิตของคุณจะเกิดความละอายว่า โอ้โห! เราผิด คนที่ปฏิบัติธรรมยังไม่สมบูรณ์ ไม่บรรลุธรรมไม่บริบูรณ์มันก็ต้องมีตัวผิดใช่ไหม? เพราะฉะนั้นคนที่สำนึกละเอียดลออแม้นิดหน่อยที่มันเป็นบาปก็จะละอายมาก ถ้าคนที่หน้าด้าน ผิดมากๆ คุณก็ยังไม่รู้สึกคุณก็ยัง ไม่ละอาย ฟังเข้าใจง่ายไหม เพราะฉะนั้นคนที่ขออภัยพูดภาษาไทยชัดๆ ว่าหน้าไม่ด้าน ไม่หน้าด้านไม่หน้าทน ผิดนิดหนึ่ง ก็จะละอายมาก แรง ติพพัง เพราะฉะนั้น ยิ่งเป็นตัว โอตตัปปะ คือมันเป็นคุณสมบัติ เป็นดีกรีของความละอาย มาก แรง สูงกว่า หิริ โอตตัปปะคือ กลัวถ้าแปลหิริว่าเกรง โอตตัปปะแปลว่ากลัว กลัว ไม่เอาแล้วอันนี้ ถ้าหิริก็แค่เกรง นี่คือใช้ภาษาแทนสภาวะ สภาวะจริงก็คือสำนึกจริงๆ ว่าโอ้โห! ทำไมเราไปทำชั่วได้อย่างนี้ ทำไมเราไม่สำนึก ทำไมเราไม่เข้าใจไม่เห็นความจริงว่า อะไรควร ควรเป็นอะไร พอคุณละอายคุณสำนึก คุณไม่เอาแล้ว คุณก็จะเกิดศรัทธาเต็มที่ใช่ไหม นี่แหละหิริกับโอตตัปปะทำให้เกิดความเชื่อ เชื่อความจริง เชื่อว่ามีปัญญา เชื่อว่ามีความเข้าใจ เชื่อเห็นจริง เห็นจังว่า น้ำหนักของความศรัทธาก็ดี จึงเกิดพ้นจากปัญญาตัวรู้ตัวเข้าใจตัวแทนความจริงเข้ามาสมทบปัญญานี้เป็น อุภโตภาค เป็นสภาวะ 2 คุณประสบผลสำเร็จ เกิดจิตที่มันมีหิริที่เราปฏิบัติโดยชัดเจนมีความละอายมาก อาตมาเคยยกตัวอย่างจริงๆ อย่างผู้ที่เขาเข้าใจอาตมาผิด แล้วเขาเกิดญาณปัญญาว่า ตายๆๆ มาลบหลู่อาตมา เขาจะละอายมาก อาตมาก็เคยพูดไม่ต้องละอายอาตมาหรอก อาตมาไม่ถือสาไม่ติดใจคุณเลย คนเรามันโง่มาก่อนฉลาดก็เคยพูด เพราะฉะนั้นตอนนี้คุณฉลาดได้แล้วอนุโมทนา ไม่ได้ติดใจว่าคุณโง่และคุณก็เคยจัดการอาตมาอย่างแรงร้าย อาตมาไม่ติดใจ อาตมาไม่ถือสา อาตมาไม่คิดว่าคุณมาทำร้ายอาตมา อาตมาเข้าใจเห็นใจสงสารด้วย อาตมาก็บอกความจริง ก็ขอพูดความจริงอันนี้ เพราะฉะนั้นก็อย่ามาอายอาตมา แม้คุณรู้ตัวแล้วคุณไม่ต้องบอกอาตมาก็ได้ คุณแก้กลับก็แล้วกันคุณเลิก ที่ยึดถือผิดๆ แล้วก็ไปปฏิบัติให้มันถูกก็แล้วกัน จนไม่ต้องบอกอาตมาเลย อาตมาก็ไม่มีปัญหาหรอก แล้วคุณก็เอาความถูกนั้นไปเผยแพร่ต่อก็แล้วกัน แล้วรับสารภาพกับใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องสารภาพกับอาตมา คุณจะไม่สารภาพก็เรื่องของคุณ ไม่ปลงอาบัติก็แล้วไป คุณผิดแล้วคุณไม่ปลงอาบัติก็เรื่องของคุณ แต่คุณจะปลงอาบัติบอกเลยว่าเคยเข้าใจโพธิรักษ์ผิดนะ คุณก็สบายเลย คุณได้ปลงอาบัติแล้วคุณก็สบายของคุณ ถ้ารู้ว่าตัวเองผิดแล้วจะปลงอาบัติสบาย เอ้า..มาเข้าเรื่อง เพราะฉะนั้นศรัทธาเกิดพร้อมมีปัญญาเข้ามาสำนึกหิริโอตตัปปะ เห็นไหมว่า พลังงานของหิริ พลังงานของโอตตัปปะ ท่านเรียกว่าเป็นเทวธรรม หิริ โอตตัปปะคือเทวธรรมเป็นธรรมะชั้นสูง ใครเกิดเมื่อใดก็เจริญเมื่อนั้น เป็นธรรมะคุ้มครองโลกเลยเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นศรัทธาเจริญ เพราะคุณมีหิริและคุณมีโอตตัปปะ คุณก็แก้กลับ คุณก็เจริญมีศรัทธาในสิ่งที่ถูกต้อง ศรัทธาเต็มปัญญาจะเกิดได้เต็มความรู้เต็มปัญญาแล้วก็ปฏิบัติให้ได้เต็มความรู้นั้นซะ ก็เป็นพหูสูต พหูสูตไม่ใช่เป็นผู้คงแก่เรียน แต่เป็นผู้ที่มีความจริงมาก พหูสูต รู้มาก สูตะแปลว่ารู้ พหูแปลว่ามาก แล้วไม่ใช่รู้แบบ learned man เป็นพวกปทปรมะ เป็นผู้ที่รู้มาก เรียนรู้ทรงจำมาก ขออภัยจิตมันไปนึกถึงท่านประยุทธ์ เปิดใจให้ฟัง สงสารท่าน ท่านเรียนรู้มาก ท่านเป็นผู้คงแก่เรียน รู้มาก แต่ท่านไม่เข้าสู่การปฏิบัติแล้วให้ชัดเจน เลิกละไปทีละเปลาะแล้วก็จะบรรลุธรรม ก็ท่านมีความรู้มากเกินที่จะบรรลุได้แล้วแต่ท่านไม่เข้าเป้า แล้วมันมีมิจฉาทิฏฐิไปค้างไว้ ไปกั้นไว้ จะมาตามโพธิรักษ์ก็จะเสียศักดิ์ศรี เสียอัตตา เสียทิฏฐิมานะอติมานะ อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ก็เอ้าว่าไป ขออภัยนะ แหมวันนี้ว่าท่านหลายคำ ว่าท่านหลายอย่างเลย สรุปแล้วคุณก็เกิดพหูสูต คุณยิ่งเห็นว่าคุณเจริญแท้ เป็นผู้รู้ที่จริง พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา อีก 3 ตัวของสัทธรรม มันก็ยิ่งมีพลังใช่ไหม เพียรยิ่งขึ้น สติก็เต็มที่ยิ่งขึ้น วิริยะ สติ ปัญญาก็เป็นตัวสมบูรณ์แบบของฌาน ฌานปัญญาเป็นอันเดียวกันก็เป็นวิชชา ที่เป็นแจกออกไปเป็นฌาน 1 2 3 4 ของจรณะ 15 อาตมาสรุปนะ ฌาน 1 2 3 4 ไม่ขยายความแล้วว่ามันต้องเริ่มต้นวิตกวิจาร มันก็คือ 2 สภาวะของการประพฤติ วิตกวิจาร ผู้รู้ท่านเคยแยกว่า วิตกวิจาร คือไตร่และตรอง ก็คือการรู้สภาวะอันหนึ่งกับอ่านพฤติกรรมอีกอันหนึ่ง มันเป็น static กับ Dynamic 2 ตัว เป็นเทวะเป็น 2 สภาพ แล้วคุณก็เรียนรู้จาก 2 สภาพนี้ แยกให้เป็น 1 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วน 2 (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เล่ม 10 ข้อ 60 เพราะฉะนั้นเรียนรู้จากสภาวะ 2 นี่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผู้ทำ ธรรมทั้ง 2 เหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วน 2 (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ให้รวมลงเป็น 1 ได้โดยทำลายตัวผิดตัวที่มันหลอก สัจจะเป็นหนึ่งเดียวได้ คุณก็จบแล้วคุณก็สำเร็จผล เพราะฉะนั้นในสัจธรรม 7 เป็นกระบวนการ วิริยะ สติ ปัญญา เป็นตัวหนุนเนื่องที่จะให้เกิดศรัทธา หิริโอตตัปปะ แล้วเกิดเป็นผลพหูสูต เป็นผู้รู้ยิ่งขึ้นๆ ไม่ใช่พหูสูตคือ learned man หรือพหูสูตคือพวกรู้มากเป็นพวก ปทปรมะ อะไรพวกนี้ ไม่ใช่แค่นั้น อันนี้เป็นสัจจะตัวจริงเป็นพหูสูตตัวจริง เป็นผู้รู้ยิ่งจริงๆ บางทีท่านก็แยก ว่า พาหุสัจจะ ท่านประยุทธ์ก็เคยแย้งอาตมาว่าอาตมาแปลพาหุสัจจะว่าไปเหมือนกับพหูสูตซึ่งมันผิด ซึ่งพยัญชนะมันก็ขยายไปได้บ้าง มันก็เป็น Synonym แต่ไปติดใจกันที่พยัญชนะ ไปมุ่งแต่พยัญชนะ มันไม่เข้าหาสภาวะมันก็เลยไม่ได้บรรลุสักที อันนี้อาตมาก็ไม่รู้จะว่ายังไง สรุปแล้ว กระบวนการของสัทธรรม 7 อาตมาขยายละเอียดแล้วนะวันนี้ เพราะฉะนั้นผลมันเกิดก็เกิดฌาน 1 2 3 4 ลักษณะของฌาน 1 2 3 4 ตัวงาน ตัวปฏิบัติแท้ๆ ตัวพฤติการณ์ของความเป็นฌานก็คือตัวฌาน 1 ที่เรียก 2 ตัวคือวิตกวิจารที่แยกเป็น 2 อันไตร่หรือตรอง หรือตัวหนึ่งวิตกตัวหนึ่งวิจาร มันเป็นสภาพ Static ก็ Dynamic ทำงาน 2 สภาพเป็นเทวะ เสมอๆ พอทำได้ผลมันก็มีตัวอุปกิเลสคือปิติเกิด เป็นฌานที่ 2 มันจะมีจนกระทั่งคุณจะรู้มันว่า มันมีปิติ ถ้าใหม่ๆ มันเกิดสูงเกิดแรง มันเป็นอุปกิเลส เพราะคุณทำได้มากขึ้นๆ ตัวปิติก็น้อยลงๆ หรือคุณดูแล้วมีปฏิภาณปัญญาแล้วว่า มันดีแล้วมันถูกแล้วเรามีปิติ เปมะ ปามุชชะ ขึ้นมาบ้าง มันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่มันก็เป็นอุปกิเลสเป็นตัวที่ยังฟูใจอยู่บ้างก็เบาลง เบาลงมันก็สงบเป็นสุขว่าง สุขสงบ วูปสโมสุข เป็นฌานที่ 3 แม้คุณไปติดยึดสุข คุณก็ยังมีความยึด คุณรู้ว่าสงบแล้วก็สงบ สงบเพราะกิเลสลด ไม่ใช่สงบเพราะกิเลสมันได้สมใจในกิเลสแล้วสุข อย่างนั้นมันเป็นโลกีย์ แต่นี่สงบเพราะกิเลสลด คุณก็รู้สงบ 2 อย่าง เมื่อคุณเข้าใจฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 อธิบายแค่นี้มันก็ไม่บริบูรณ์หรอก มันเป็นอจินไตยมาก ฌานวิสัย เมื่อคุณสามารถสรุปแล้ว ทำฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 ได้สมบูรณ์แบบ แม้ที่สุดมีบุญ เป็นตัวคู่ของตัวพลังงาน ฌานตัวที่ 4 อย่างที่เคยอธิบายไว้เสมอ คุณก็จบ เมื่อเพชฌฆาตตัวบุญตัดกิเลสเป็น 0 จบกิจ จบกิจแล้ว ครบฌาน 4 เต็มสภาพสมบูรณ์แล้ว จบแล้วนี่ ถอน อาสวะสิ้นแล้ว เพราะฉะนั้นวิชชา 8 ยังไม่ได้ขยายความเท่านั้นเอง วิชชา 8 ก็เต็มบริบูรณ์ อ้าว ขยายความแถม อาตมาต่อเวลา ก็ขยายความวิชชา 8 บ้าง 1.วิปัสสนาญาณ 2.มโนมยิทธิญาณ 3.อิทธิวิธญาณ 4.โสตทิพย์ญาณ 5.เจโตปริยญาณ 6.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ 7.จุตูปปาตญาณ 8. อาสวักขยญาณ ข้อ 6 7 8 ถือว่าเป็นเตวิชโชใช้ตรวจสอบ บอกไปแล้วนะเตวิชโชเป็นการใช้ทบทวนตรวจสอบ มาอธิบาย 5 วิชชา 5 วิชชานี้ วิปัสสนาญาณเป็นตัวแรก ที่จะต้องรู้ด้วยการรู้การเห็น ปัสสะ ปัสสี วิปัสสนา ปฏิบัติจะต้องมีการรู้การเห็นอยู่ในตัวของมันแล้วก็เรียนรู้ให้มันวิเศษ วิ นั่น ยิ่ง มีความหมายยิ่งก็ได้ แย่ก็ได้ วิ ที่จริงมันไม่ถึงแย่หรอก มันไม่เอา มันเป็นลักษณะไม่กับมี วิ คุณก็พยายามปฏิบัติให้เกิดญาณที่เรียกด้วยศัพท์ว่า วิปัสสนา วิปัสสนาคือ รู้ยิ่ง รู้ยอด ไม่ใช่ไปหลับตา มีปัสสะ มีการเห็น การรู้ด้วยการเห็น ปัสสติ การรู้การเห็นด้วยทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ปัสสะ ปัสสีนี่แปลว่าเห็น โดยเฉพาะตาเห็น เห็นรูป หูก็ต้องมีปัสสะ ปัสสี มันก็ รู้ด้วยหูเห็นด้วยหู จมูกเห็นด้วยกลิ่นหรือรู้ด้วยกลิ่นนั่นแหละ ศัพท์คำว่ารู้ คำว่าเห็น คำว่าได้ยิน ก็คือธาตุรู้ที่มันรู้ขั้นญาณ ขั้นวิชชา นี่คือวิปัสสนาญาณ แล้วไอ้ที่รู้ๆ นี้ไปรู้เรื่องอะไรรู้เรื่อง มโนมยิทธิญาณ รู้เรื่องมีฤทธิ์ทางใจ มโนมยะ จิตของเราเอง มโนมยัง มยังคือตัวเรา จิตของเราเอง มันมีฤทธิ์ มโนมยิทธิก็มีฤทธิ์ ฤทธิ์อะไรคือฤทธิ์ตัดกิเลส สรุปเข้าเป้า ฤทธิ์จัดการกิเลสทำลายกิเลสทำให้กิเลสลดได้ ตายได้ ตัดได้ นั่นแหละคือ ฤทธิ์ ที่เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ไม่ใช่ฤทธิ์ที่เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ ที่นี้คำ 3 อิทธิมันมีอิทธิเข้ามาอีกแล้ว ญาณ อันที่ 3 คือ อิทธิวิธญาณ วิทะ แปลว่าหลากหลายมากมาย วาไรตี้ อิทธิวิธญาณ ก็คือความรู้นั่นแหละ มันมีฤทธิ์ที่เป็นฤทธิ์อนุสาสนี มันเป็นปาฏิหาริย์ เพราะฉะนั้นอันนี้ใช้คำว่าอื่น มันก็ไม่รู้จะใช้คำอะไรเขาก็ใช้คำว่าฤทธิ์ มันเป็นความพิเศษ ฤทธิ์เดช ก็แรง อิทธิ มันก็คือความวิเศษ วิเศษที่มันทำความสำเร็จได้ ถ้าทำความสำเร็จได้ท่านเรียกว่าสิทธิ เอา ส ใน ย ร ล ว ส ตัวที่ 5 ไปใส่เข้าไป แปลว่าผู้สำเร็จทุกอย่าง สิทธัตถะ สิทธะ สิทธิ เป็นผู้สำเร็จคือความสำเร็จ เพราะฉะนั้นอิทธิคือความสำเร็จ สำเร็จการทำกิเลสในตัวเรา อิทธิวิธญาณได้หลากหลายก็คือความเจริญของมโนมยิทธินั่นเอง ได้มากขึ้น ทำให้กิเลสลดลงได้มากขึ้นๆ เรียก อิทธิวิธญาณ วิชชาข้อที่ 4 ทิพยโสตญาณ ท่านอธิบายทิพยโสตญาณว่าเหมือนได้ยินเสียง 2 คุณมีเสียงรู้เสียง 2 สามารถจับเสียงนี้ได้ แล้วก็กำหนดได้ เช่น ท่านยกตัวอย่างในคำอธิบายของพระไตรปิฎก ได้ยินเสียงมาจากที่ไกล เสียงเบามาเลยนะ ไกลด้วย เบาด้วย ก็มีความสามารถอันเป็นทิพย์ แยกออกว่า อ้อนี่เสียงกลอง นี่เสียงตะโพน มีนัยยะที่ต่างกัน นี่เสียงเปิงมาง นี่เสียงสังข์ เสียงบัณเฑาะว์ ป๋องแป๋ง เสียงแยกออกก็แล้วกัน เป็นทิพย์ที่แยกความเป็นสองได้เก่ง แม้จะไกลแม้จะเบาแม้จะละเอียดก็แยกสิ่ง 2 ได้เสมอ เท่าที่เรามีภูมิมีบารมี นี่คือทิพยโสตญาณ เพราะฉะนั้น ความรู้ของทิพยโสตก็คือ ความรู้ของเทวะคือ 2 นี่แหละรวมลงที่ 2 แล้วคุณแยกความแตกต่างของสิ่งที่เป็น 2 ได้ แล้วทำให้เป็นหนึ่งได้สำเร็จนี่คือความยิ่งใหญ่ จบ 5 ตรงที่ เจโตปริยญาณ 16 คือ มาตรวัดความบริบูรณ์ของการเรียนรู้ ถ้ายังมีราคะ ถ้ายังมีโทสะ มีโมหะ 3 ตัวนี้ ต้องทำให้มัน วีตะ ทำให้มันไม่มีให้ได้ ราคะก็ต้องวีตะ โทสะก็ต้องวีตะ โมหะก็ต้องวีตะ นี่คือ 6 3 คู่ของเจโตปริยญาณ 16 เป็นตัวหลักแล้วทำให้เจริญ เริ่มทำได้เข้ามาก็มี สังขิตฺตํจิตตํ วิกขิตฺตํจิตตํ อันหนึ่งมันลักษณะของ Static อันหนึ่งมันลักษณะของ Dynamic อันหนึ่งลักษณะเป็นก้อน อีกอันหนึ่งลักษณะกระจายๆ ใครจริตอย่างไรหรือว่ากิเลสของเราลักษณะไหนของเรา ลักษณะมันยังตีไม่แตกมันเป็นก้อน ลักษณะที่มันกระจายรวมตัวกันยังไม่ติด โอ้โห..กระจายไม่รู้อะไรเป็นอะไร รกเลอะด้วย คุณก็สะสางให้มันเป็นเนื้อเป็นตัวที่ต้องการ สังขิตฺตํจิตตํ ตีไม่แตกก็ต้องแยกให้ออก จะได้เรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร คุณทำได้ก็เป็นความเจริญ เรียกว่า มหัคคตะ แต่ถ้าคุณทำไม่ได้มันก็เป็น อมหัคคตะ มันก็บอกคุณเอง เราทำยังไม่ได้มันเป็น อมหัคคตะ ก็ต้องทำให้ได้ ทำให้ได้สมบูรณ์แบบ ที่มีนัยยะสอง มหะ กับอัคคะ มหะคือมาก อัคคะคือดีเลิศ เป็นคุณลักษณะ 2 อย่างคือคุณภาพกับปริมาณ คุณก็ทำให้มันได้ทั้ง 2 สภาพ เมื่อทำให้เป็น มหัคคตะได้ มันก็เจริญไปเรื่อยๆ เรียกว่า สอุตรังจิตตัง จิตเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วคุณจะรู้เองว่ามันดี และมันดีกว่านี้ยังมีอีกยังไม่ถึงที่จบ คุณจะรู้ตัวคุณเอง ถ้าคุณตัดสินที่จบผิด คุณก็ยังไม่บริบูรณ์ของคุณเอง เพราะฉะนั้นต้องให้มีหลักตรวจ แล้วมันจะสมบูรณ์ได้อย่างไร สูงสุดเรียกว่า อนุตตรังจิตตัง มันดีกว่านี้มันยังไม่สมบูรณ์แบบคุณก็ต้องมีหลักตรวจสอบ มันสมบูรณ์พยัญชนะเรียกว่า อนุตตรังจิตตัง มันดีแต่ว่ายังไม่สมบูรณ์ยังไม่ถึงที่สุด ถ้าถึงที่สุดเรียกว่า อนุตรังจิตตัง คุณก็ตรวจกิเลสของคุณจะตรวจด้วยกายกับสัญญา โดยการปฏิบัติวิญญาณฐีติ 7 ก็ตาม แล้วก็ตรวจด้วยวิชชา 3 เตวิชโช ทบทวน ตรวจสอบ เอ๊.. เราทำได้หรือยัง วิชชา 3 บุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกทวนของเก่าที่ผ่านมาแล้ว ที่ปฏิบัติไปได้หลัดๆนั่นแหละ ทวนตรวจสอบ ตรวจสอบอะไรตรวจสอบ จุตูปปาตญาณ ตรวจสอบสิ่งที่เกิดที่ดับ จุตูปปาตะ อะไรมันเกิด อะไรมันดับ อะไรมันเคลื่อนไปได้ มันเคลื่อนไปถึงที่ไหนเคลื่อนไปถึงที่สุดหรือยัง จุตูปปาตะ จุติ ท่านแปลว่าเคลื่อน แล้วมันไปถึงที่ไหน ตกไปถึงที่ไหน ปปาตะ มันถึงที่ไหนตกที่ไหน ตรวจสอบที่มันยังเคลื่อนไปได้และถึงที่ไหน ถึงที่จบหรือยัง อ๋อ.. ที่จบแล้ว อาสวะ กิเลสปลาย กิเลสสุดท้าย กิเลสจบ สิ้นอาสวะแล้ว เป็นตัวที่ 3 ของเตวิชโช คุณก็จะรู้สภาวธรรมที่เป็นกิเลส มันหมดสิ้นอาสวะ ไม่มีแล้วอาสวะ ก็ตรวจจากที่คุณทำมา ทบทวนมา บุพเพนิวาสานุสติญาณ มันยังมีมันเคลื่อนไปเคลื่อนมา ถอยหลังหรือว่า มันก้าวหน้า หรือมันถึงที่สุด จุตูปปาตญาณ อ้อ ถึงที่สุดแล้วจบ อาสวักขยญาณ ญาณรู้สิ่งจบแล้วก็ครบ เจโตปริยญาณ แต่คุณจะต้องตรวจสอบอีกว่า สรุปว่าอนุตรังจิตตัง จริง เมื่อคือหนึ่งมัน Static จิตมันตกผลึกตั้งมั่นหรือยัง คุณทำอภิสังขาร 3 ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร ซึ่งคุณจะเข้าใจสภาวะพยัญชนะสัมมาทิฏฐิไม่ได้ ไปแปล อปุญญะว่าบาป อันนั้นผิด อปุญญะ แปลว่าบาปไม่ได้เพราะ ปุญญะ มันเป็น One Way Traffic มันเป็น เอกังเสนะ เป็นตัวถ่ายเดียว เป็น One Way Traffic คือวิ่งทางเดียวตรงไปแล้วก็หายไปเลย วิ่งทางเดียว วิ่งไปหายไปเลยเป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่น มันไม่มารวมอะไร ไม่มีโค้ง ไม่มีงอ ไม่มีเบี้ยว ตรงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเส้นตรง ที่ตรงอย่างเดียวไปแล้ว มันจะไม่มีทางกลับ มันจะไม่มีทางสอง ม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive