สัจจะมีหนึ่งเดียวในโลก ของ เจโตปริยญาณ 16.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข9 ตุลาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

สัจจะมีหนึ่งเดียวในโลก ของ เจโตปริยญาณ 16 _สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ . พ่อครูกำลังสอนสภาวะต่าง ๆ ของจิต? จิตที่เรียนรู้ทุกอาการโลกียสุข-ทุกข์? ที่เต็มไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ หดหู่ ซึมเศร้า ดีขึ้น-เลวลง? ในกายคือจิตที่รอบรู้ด้วยธรรมเจโตปริยญาณ ขัดจิต เกลาใจ เข้าถึงเจโตวิมุติ หลุดพ้นทุกข์-สุข โลกียธรรมทั้งมวลสาธุ🙏😤😞🙇😊😇🙏 พ่อครูว่า… เข้าใจตามนี้ก็ไม่มีปัญหา บอกว่าอาตมากำลังสอนให้เข้าใจสภาวะต่างๆ ของจิต เรียนรู้ความสุขความทุกข์โลกีย์ โดยรู้ในกายคือจิต หรือกายกับจิต รู้แยกกายแยกจิต มันซ้อนอันนี้แหละมันเป็นธรรมะที่เป็นโลกุตระที่ละเอียดลออมากนะ ไม่ใช่แยกขาดกายกับจิต ถ้าเข้าใจกายเป็นหนึ่งตัดขาดคือข้างนอกเท่านั้น จิตก็คือจิตเดียว จิตก็คือข้างใน คุณตัดขาดอย่างงั้นคนนี้มิจฉาทิฏฐิตั้งแต่ต้นทาง เพราะว่าจะพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตธรรมในธรรม ไปไม่ต่อ กายมันไม่ต่อหาเวทนา กายมันไม่ต่อหาจิตใช่ไหม กาย เวทนา จิต ธรรม กายไม่ไปต่อ ไม่เชื่อมโยงไม่มีสมรรถภาพ คุณก็จะหายไปด้วย กายคุณก็ไม่มีข้างนอกไปเรื่อยๆ แต่ของพระพุทธเจ้าไม่นะไม่ขาดจากข้างนอก ข้างนอกนี้จะมีเสมอตลอดเวลาที่ปฏิบัติธรรม กายข้างนอกจะเรียกว่าโลกก็ได้ กายข้างนอกคือการเกี่ยวข้องหมุนวนของปฏิสัมพันธ์ของโลก เกี่ยวข้องกับอะไรๆ ต่างๆ เกี่ยวข้องกับสัตว์โลกก็อย่างหนึ่ง เกี่ยวข้องกับของเกี่ยวข้องกับวัตถุหรือพืช นั่นก็อย่างหนึ่ง อันนี้ไม่มีจิตวิญญาณเข้าเกี่ยวข้อง ส่วนสัตว์มีจิตวิญญาณเข้าเกี่ยวข้อง พระพุทธเจ้าก็แยกเป็นศีลข้อ 1 ข้อ 2 ส่วนข้อ 3 นั้นละเอียด เกี่ยวกับรูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส เป็นกิเลสที่จะเกิดไปนี่แหละ จะเป็นเรื่องไปยาวยืดเลย ศีล 3 ข้อนี้เป็นตัวหลักที่จะขยายเหตุปัจจัย ขยายมรรคผล ขยายสารธรรมกันเต็มที่ จนกระทั่งสามารถเรียนรู

อ่านต่อ

้โดยยึดหลัก เจโตปริยญาณ 16 เป็นตัวตรวจสอบ ตั้งแต่กิเลสหลัก ราคะ โทสะ โมหะ แล้วทำให้มันลด ราคะ โทสะ โมหะ ลง เรียกว่า วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ 3 คู่ อันหนึ่งมีกิเลสเรียกว่า สราคะ ทำให้กิเลสมันไม่มีไปเรียกว่า วีตะ แล้วปฏิบัติที่นี้ปฏิบัติก็จะเกิดผลไปตามลำดับ ตั้งแต่ทีละคู่ ทีละคู่ บอกลักษณะ ลักษณะที่เราจะปฏิบัติแล้ว เราจะเจริญหรือไม่เจริญ ตั้งแต่แยกตระกูล สังขิตฺตํจิตตํ กับ วิกขิตฺตํจิตตํ สังขิตฺตํจิตตํ ก็เป็นสายศรัทธา วิกขิตฺตํจิตตํ ก็เป็นสายปัญญา สายเปิดกับสายปิด สังขิตฺตํจิตตํ เป็นสายปิด สายเกาะ สายติด วิกขิตฺตํจิตตํ เป็นสายเปิด สายสว่าง ออกไปไกล ฟุ้งซ่านได้ ก็เป็นสายศรัทธากับสายพุทธิจริต คุณแยกออกคุณเข้าใจได้ว่ามันได้ผล ได้ผล รู้ลักษณะของกิเลส จัดการกับกิเลส นั่นแหละคุณจะเป็นสายศรัทธาหรือจะเป็นสายปัญญาก็ตาม ก็รู้ของตัวเองแล้วทำให้ได้ แยกกิเลสออกมา ไม่ว่าศรัทธากับปัญญามันก็มีกิเลส แยกให้ได้ แยกได้แล้วก็ต้องมีวิธีที่ปฏิบัติให้เกิดพลังงานฌาน หรือ พลังงานปัญญา หรือ พลังงานบุญ ฌาน กับ ปัญญาก็คืออันเดียวกัน ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาอยู่ที่ไหนฌานอยู่ที่นั่น จะเรียกว่า ฌาน ด้วยภาษาไทย มาจากรากบาลีก็ตาม ฌาน สภาวธรรมแท้ๆ ก็คือปัญญา ปัญญาหรือฌานนี่แหละ เป็นอาวุธหรือธรรมาวุธ ฆ่ากิเลสได้ ฆ่ากิเลสได้ ก็เรียกว่าฌาน ฆ่าได้เป็นสุดท้าย อาตมาก็อธิบายซ้ำซาก “บุญ” คือเพชฌฆาตมือสุดท้าย มือที่ตัดสินเด็ดขาดเลยว่า ถ้าบุญได้ลงมือแล้ว ตายเรียบร้อย ตายแน่นอน ตายเด็ดขาด ตายไม่มีฟื้น ตายอย่างเที่ยงแท้ตลอดกาลนาน แล้ว “บุญ” ก็หมดหน้าที่ แต่ยังเหลือพลังงานฌาน บุญหมดหน้าที่แต่ฌาน 1 2 3 4 ยังเป็นพลังงานที่ ผู้ที่ได้สร้างความเป็นฌานให้แก่ตัวเอง ได้ใช้งาน ได้อาศัยใช้งาน มันก็เป็นคุณสมบัติที่ติดตัว คำว่า “ฌาน” มันมี นัยสำคัญแยกกับคำว่า “บุญ” ตรงที่ว่า “บุญ” เป็นเพชฌฆาตมีฆ่าอย่างเดียว คือประหารตายอย่างเดียว แต่ “ฌาน” ยังไปใช้ประโยชน์อื่นได้อีก ไปสร้างกุศลก็ได้ แต่ “บุญ” จะเรียกว่ามันเป็นกุศล ก็ไม่เชิง มันเป็นนักฆ่า แต่จะว่าเป็นกุศล มันดีอยู่อย่างเดียวที่มันฆ่ากิเลส ฆ่าผีร้ายของคน สัตว์เดรัจฉานมันทำไม่เป็นหรอก มีแต่คนนี่แหละ คนที่เป็น อาริยะที่สัมมาทิฏฐิแบบพุทธเท่านั้น ที่จะทำได้ ถ้าจะถึงขั้น ธรรมาวุธ ที่เรียกว่า “บุญ” ล่ะก็ต้องพุทธเท่านั้น ต้องโลกุตระเท่านั้น ศาสนาอื่นไม่มี เพราะฉะนั้นศาสนาอื่นไม่มีบุญเลย หรือมิจฉาทิฏฐิเอา “บุญ” ไปเรียกเป็นแต่กุศลเท่านั้น มันไม่ใช่ “บุญ” ศาสนาอื่นเอาคำว่าบุญไปเรียกหมายถึงกุศลทั้งนั้น ไม่เป็นบุญหรอก “ บุญ” มีในศาสนาพุทธศาสนาเดียว อันนี้แหละเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก เรียนรู้ดีๆ แล้วเรามาปฏิบัติจนกระทั่ง เราบรรลุธรรมด้วยสิ่งที่อาตมาพาทำพวกนี้ เป็นพลังงานทางจิต คุณทำเสร็จแล้วมันจึงจะรู้ได้ด้วยตน ปัจจัตตัง มันเป็นอจินไตยอย่างยิ่งเลย มานั่งคิดนั่งเดานั่งประมาณเอาไม่ได้ ต้องมาทำอย่าง ปัจจัตตัง ทำได้ของตัวเองจริงเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เวลาอธิบายมันจะเป็นสิริมหามายา เป็นสภาพไดอะแลกติก มันจะเข้าใจยากนะ มันจะเป็น Dialectic เพราะฉะนั้นในศาสนาเทวนิยมเป็น Dialectic เขากำหนดไม่ได้เลยว่าอะไรถูกต้องแท้ เขายังจะเปลี่ยนแปลงเขายังไม่มีที่จบ สัจจะเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้ของเทวนิยม ของโลกียะ มีโลกุตระเท่านั้นจึงจะสัจจะมีหนึ่งเดียวได้ ในสูตรที่บอกว่าสัจจะมีหนึ่งเดียวนี้ จูฬวิยูหสูตร คุณไปอ่านเถอะจะปวดหัว จูฬวิยูหสูตร จะมีหนึ่งเดียว คุณไปอ่านเถอะสูตรนี้สัจจะมีหนึ่งเดียวคุณจะปวดหัวได้ดีมาก เพราะว่าถ้าคุณไม่มีสภาวะ คุณภูมิไม่ถึงจริง คุณไปอ่านเถอะคุณสับสน คุณจะวุ่นอยู่นั่นแหละ และท่านจะสรุปตรงที่ว่า สัญญายนิจจานิ ตัวพยัญชนะบาลีตัวนี้แหละโอ้โห มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยที่จะรู้ได้ง่ายๆ สัญญายนิจจานิ สัญญาว่าเที่ยง สัญญาย มันเป็นคำกริยา สัญญาย นิจจา มันจะเที่ยง เพราะฉะนั้นคุณจะไปสัญญาว่าเที่ยงตามที่คุณทำตามความเห็นแต่ละคน มันก็จะเถียงกัน เถียงกันแย้งกัน พระพุทธเจ้าก็อธิบายใน จูฬวิยูหสูตร ว่าคนไหนมีความเห็นว่าเที่ยง คนไหนว่าของจริง มันจะมีอะไร มันก็เถียงกันเท่านั้นแหละ มันต้องปฏิบัติ ต้องไปอ่านดู คนไหนไม่เชื่อ ถ้าไม่ปวดหัวก็ลองดูเถอะ นอกจากคุณจะบรรลุธรรมได้มรรคผลจริง คุณจะเข้าใจ โอ้โห! ทะลุ โล่งเลย อ้าว.. ผ่าน 661006 จรณะ 15 วิชชา 8 โดยพิสดารลึกซึ้งบริบูรณ์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน