ศิลปะอันเป็นมงคลอันอุดมคือเช่นไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
ศิลปะอันเป็นมงคลอันอุดมคือเช่นไร เหลืออีก 43 นาที อาตมาจะพูดถึงเรื่องโลกียะ โลกุตระ พูดถึงเรื่องศิลปะ เคยพูดมาหลายทีแล้ว ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ศิลปะในภาษาบาลีว่าคือ สิปปัง ภาษาสันสกฤตก็คือ ศิลปะภาษาบาลีก็คือ สิปปัง เป็นมงคลอันอุดม คนก็แปลกันยาก เอตัมมังคลมุตตมัง อาตมาเท้าความ เอาเพลงที่อาตมาแต่งเป็นตัวอ้างอิง อ้างอิงมันมีทั้งนั้น มีทั้งคำร้อง มีทั้งเมโลดี้ มีทั้งทำนอง มีทั้งนัยสำคัญ ที่ใส่เข้าไปใน ลักษณะต้องกลมกลืนกัน ไปด้วยกันได้ ทั้งทำนองและเนื้อร้องความหมายของคำ ไอ้ความหมายของคำนี้แหละสำคัญมาก สำคัญมากความหมายของคำ จะเป็นศิลปะที่มันจะฟังแล้ว ทำให้เกิดจิตเข้าใจ แล้วก็เปลี่ยนแปลง จนชัดเจน เชื่อมั่น มีอิทธิพล มีพลัง ทำให้เราเปลี่ยนแปลงได้ จากที่ไม่ควรจะเป็น มาเป็นอย่างที่ควรเจริญขึ้น เจริญขึ้น เพลงอาตมานี่มันเป็นโลกุตระซะมาก เพลงไม่เป็นโลกุตระ เป็นโลกียะ อาตมาก็พยายามเก็บ พยายามลืม พยายามทิ้ง ไม่ไปฟื้นตัวมันขึ้นมา ไม่ไปส่งเสริม ใครจะมานำฟื้นขึ้นมาอาตมาก็ไม่ส่งเสริม มันก็เลยค่อยๆ หายไป อาตมาก็แต่งไม่มากเท่าไหร่หรอก เพลง โลกียะ ไม่ว่าจะเป็นโลกียะไปกับเขา แต่ก็ไม่เคยแต่งไปถึงขั้นลามก ก็เป็นแต่เพลงราคะ อาตมาแบ่งเพลงเป็น 1.ลามก 2.ราคะ 3.สาระ 4.ธรรมะ 5.โลกุตระ เป็นขีดขั้นของคุณภาพคุณธรรมของมัน แบ่งเป็น 5 แบบ เพราะฉะนั้นเมื่อมาบวชแล้วก็ยังนึกว่า เราจะมาแต่งเพลงหรือไม่ แต่เอาไปเอามามันนึกได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ศาสนาต่างๆ ตั้งแต่เทวนิยม แม้แต่พุทธเองก็ยังอาศัยสวดทำนองอะไรอยู่อย่างนั้น เดี๋ยวนี้ทำเป็นเล่นไปนะ วงการเถรสมาคมเล่นร็อคเล่นแร็พ อะไรต่ออะไร โอ้โห!! เก่งกว่าฆราวาสเขาอีก โอ้โห!! อาตมาเห็นแล้วก็ แหม.. อาตมาก็เคยอธิบายผ่านไปแล้ว ไม่ขออธิบายวันนี้ คนโลกียะทั่วไปจะไม
อ่านต่อ
่รู้สึกซาบซึ้ง ไม่ชื่นชอบกัน ในความเป็น“ศิลปะ”ที่ให้ประโยชน์ต่อมวลมนุษย์นั้นแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ “โลกียะ”กับ“โลกุตระ” “ศิลปะ”ที่เป็น“โลกียะ”นั้น มันเป็นงานที่มีแต่บำเรออารมณ์ เข้าใจคำว่าบำเรออารมณ์ไหม ไป งมงาย ไม่ได้ทำให้“กิเลส”ลด ละ หน่ายคลายเลยแต่อย่างใด จะเป็นศิลปะแขนงไหนก็แล้วแต่ ศิลปะแต่เดิมมี 5 สาขา เดี๋ยวนี้แตกแขนงไปไม่รู้กี่เท่าไหร่ เท่าไหร่เลย แม้แต่ศิลปะการชงเหล้าเขาก็ถือว่าเป็นศิลปะ ศิลปะการค้าขายได้เปรียบมากๆ อะไรก็เรียกเป็นศิลปะเป็นแทคติกเป็นวิธีการที่ได้เปรียบ ก็เป็นกิเลสทั้งนั้นไปเรียกศิลปะไม่ได้ ที่จริงศิลปะต้องเป็นการลด ละกิเลส นี่มันเป็นการปลอมแปลงความหมายของพระพุทธเจ้า ท่านก็กำกับนะว่าศิลปะอันเป็นโลกุตระเป็นมงคลอันอุดม อุดมหรืออุตระ ถ้าศิลปะโลกๆ มีแต่มอมเมาๆ กันกันเข้าไป เละเทะเลอะเทอะ ยกตัวอย่าง ภาพดอกทานตะวันเหี่ยวๆของแวนก๊อกกับเก้าอี้ ขายกันหลายพันล้านก็อธิบายว่ามันทำให้เกิดธรรมะอะไรก็อธิบายพอสมควร แต่มันก็ไม่ลึกซึ้งเท่าโลกุตระ บางทีเขาก็เรียกว่าแวนโก๊ะแวนก๊อก เป็นภาษาชาวฝรั่งเศส ตัดหูตัวเอง แกสติไม่เต็มเท่าไหร่ แต่เป็นคนที่นำแบบแปลกๆ มา จึงทำให้เกิดเป็นผู้นำแบบแปลกเป็นทีแปลกๆ แล้ว เขาก็ออกข่าวกันให้อย่างนี้มันจะไปแปลกอะไรจริงๆ มันไม่ได้แปลกอะไร แต่เขาพยายามครอบงำทางความคิดให้เชื่ออย่างนี้ราคาตั้งไม่รู้กี่ล้านนะของแวนก๊อก “ศิลปะ”ที่เป็น“โลกียะ”นั้น มันเป็นงานที่มีแต่บำเรออารมณ์ ไม่ได้ทำให้“กิเลส”ลด ละ หน่ายคลายเลยแต่อย่างใด ซ้ำมิหนำมีแต่เพิ่มพูนให้“กิเลส”มากขึ้นหนาขึ้น จัดจ้านยิ่งขึ้นทั้งราคะ โทสะ โมหะ ประโยชน์ที่ได้จาก “ศิลปะ” โลกียะ จึงเป็นสิ่งพาให้จมงมงายในโลกียะ วนเวียน “เป็นสุข-เป็นทุกข์” ไปนิรันดร “ศิลปะ” ที่เป็น“โลกุตระ” นั้น สุดยอดแห่งประโยชน์ ซึ่งชาวโลกียะเทฺวนิยมทั้งหลายยังไม่สามารถหยั่งเข้าไปรู้ถึงความลึกล้ำใน“มิติ”แห่ง“นัยสำคัญ”ของมันได้ง่ายๆ 661004 จบกิจทำกาละพ่อครูประกาศ Animal Right Watch พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก